เพิ่มแรมให้น้อง Hoffmann จาก 512MB -> 768MB อะไรๆ ก็เร็วขึ้น

หนังจากที่น้อง Hoffmann (IBM Thinkpad R40 ตัวเก่งนั้นแหละ) ของผมอืดๆ มาเพราะโปรแกรมต่างๆ ที่ใช้ในปัจจุบันมันช่างใหญ่โตขึ้นใหญ่ขึ้นมาก มันเลยทำให้แรมความจุ 512 MB ที่มากมายในสมัยเมื่อ 2 ปีก่อนเล็กลงไปถนัดตา ซึ่งในตอนนั้นเพิ่มจาก 256MB ที่ติดมากับเครื่องเป็น 512MB โดยการเพิ่มแรมไปอีกแถวทำให้การ อัฟเกรดครั้งนี้จำใจต้องถอดออกไปหนึ่งตัว และการแรมใหม่มาใส่แทนอีกครั้ง ในครั้งนี้โดนใจมากกับราคาแรมโดย Kingston ValueRam ความจุ 512MB PC2700 Bus 333MHz มีราคาค่าตัวเพียงแค่ 2,5xx บาทเท่านั้น (ราคาอาจะแตกต่างตามพื้นที่ที่ท่านซื้อ +- ไม่เกิน 200 บาท) เลยจัดมาตัวนึง ในร้านที่ไปซื้อไม่มี 1GB ขายเลยเซงนิดๆ แต่ไม่เป็นไร ใช้ไปก่อน เพราะว่าแค่นี้คงพอใช้ในตอนนี้อยู่แล้ว ส่วน 1GB คาดว่าราคาไม่น่าจะเกิน 4,9xx นะ อันนี้ประมาณเอา

ซึ่งต้องทำความเข้าใจกับ Kingston ValueRam กับ Kingston ธรรมดา ไม่เหมือนกันนะครับ

Kingston ValueRam เป็นแรมที่ผลิตมาในรูปแบบของ Memory Upgrade และ Compatible กับทุกๆผู้ผลิต PC ต่างๆ

ส่วน Kingston ธรรมดานั้นเป็นแรมที่ผลิตมาเพื่อใช้ในเฉพาะเจาะจงลงไปในแต่ละผู้ผลิต เช่น Memory for IBM Thinkpad R Series xxxx Notebook Compatible by Kingston นั้นหมายถึงใช้ได้กับ IBM Thinkpad รุ่น R และหมายเลขรุ่นต่างๆ ที่ระบุไว้อีกที

ซึ่งทั้งสองแบบแตกต่างกันที่ขั้นตอนการ QC & Tester ครับ

Kingston ValueRam จะทดสอบมาให้ตรงตามหมายฐานอุตสาหกรรม และตรงตาม Specification ของทุกๆ มาตรฐานสากล โดยไม่อิงไปในยี่ห้อผู้ผลิตใดๆ เลย

Kingston จะทำตามขั้นตอนเหมือน Kingston ValueRam เกือบทุกอย่าง เพียงแต่จะทำการทดสอบกับเครื่องรุ่นนั้นๆ เพื่อเฉพาะเจาะจงลงไปอีก เช่นใส่กับ IBM Thinkpad R Series ก็จะทดสอบกับเครื่องรุ่นนั้น ถ้าผ่านตามมาตรฐาน และใช้งานได้ดี ไม่มีแฮงและข้อผิดพลาด ก็จะเอาแรมนั้นๆ มาใส่หมายเลขรุ่น เฉพาะนั้นๆ แทน ซึ่งในส่วนนี้มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า เพราะต้องนำแรม ต้นแบบไปให้แต่ละยี่ห้อทดสอบด้วย ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายสูงเช่นกัน

ซึ่ง Kingston ValueRam นั้นถ้าใช้ในเครื่องประกอบเองแล้วจะไม่เห็นความแตกต่างเพราะว่าผลิตมากับทุกๆ เครื่อง แต่ถ้าใช้กับเครื่อง Brandname ต่างๆ รวมถึง Notebook แล้วจะมีการเลือกแรมในการประกอบลงไปใหม่ ด้วย หรือการ Upgrade นั้นเองครับ

 

เรื่อง เหล้า/เบียร์ คิดกันได้แค่นี้เหรอ ……

ไม่ได้เขียน blog ที่เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ต่อเหตุการณ์บ้านเมืองมาได้หลายเดือนแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่มีความเห็นแตกต่าง แต่ว่ามันไม่มีเวลารวบรวมความคิดให้ออกมาเป็นตัวอักษรได้ดีเท่าไหร่ คือ มันออกมาดิบเกินไป เดี่ยวจะกลายเป็น blog เถื่อนดิบไปซะ

วันนี้ก็คงมาพูดถีงเรื่องเหล้าเบียร์ดีกว่า หุๆๆ

เรื่องการนำบริษัทเกี่ยวกับเหล้า และเบียร์เข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อทำการเพิ่มทุน ซึ่งมีคนออกมาคัดค้านในเรื่องนี้ เพราะมีความคิด ความเห็นที่ว่า ทำให้มีการเพิ่มทุนมากขึ้น ทำให้มีทุนในการไปพัฒนาการผลิต, เพิ่มจำนวน และทุ่มงบประมาณ ในการโฆษณาสิ่งเหล่านี้ ทำให้เกิดผลกระทบต่อการเสพสิ่งมึนเมามากขึ้นไปด้วย

ผมไม่อยากให้มองแบบนั้น เพราะ …………. สาเหตุปัญหาน่ะ มันอยู่ที่ “คน”

ปัญหาที่จริงอยู่ที่ “คนที่ดื่นสิ่งมึนเมา” ไม่ใช่อยู่ที่ “คนผลิต” ไม่มี อุปสงค์ ก็ไม่มี อุปทาน ต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งมวลเกิดจากจิต ถ้าเราต้องแก้ที่จิต ไม่ใช่แก้ที่คนอื่นครับ แล้วการแก้ปัญหาการไม่ให้เข้าตลาดหุ้มมันปลายเหตุมากเกินไป และทางของของเค้ามีมากมายในการเข้าตลาดหุ้น ไม่ว่าจะไปเข้าสิงค์โปร์, มาเลเซีย, ฯลฯ ซึ่งผมว่าไม่ต่างกัน เลยนะ เพราะ ……. (ดูจาก Flow เอาดีกว่า)

บริษัทช้าง -> ตลาดหุ้นไทย -> ระดมทุน -> ขายคนไทย/ต่างชาติ -> กำไร -> ค่าธรรมเนียมเข้าตลาดหุ้นคนไทย/เข้าประเทศไทย -> ได้จากภาษีเหล้าเบียร์/นำมาช่วยเหลือสังคมไทย -> คนไทยเมา/คนไทยดื่ม “จำนวนขวด” เท่าเดิม หรือมากขึ้น
– แต่ผลประโยชน์อยู่ที่คนไทย

แต่ ….

บริษัทช้าง -> ตลาดหุ้นต่างชาติ -> ระดมทุน -> ขายคนไทย/ต่างชาติ -> กำไร -> ค่าธรรมเนียมเข้าตลาดหุ้นต่างชาติ/เงินเข้าต่างชาติ -> ภาษีเหล้าเบียร์เข้าประเทศ แต่ส่วนหนึ่งช่วยเหลือสังคมต่างชาติ -> คนไทยเมา/คนไทยดื่ม “จำนวนขวด” เท่าเดิม หรือมากขึ้น
– ประโยชน์ตกที่ต่างชาติ เสียทั้งขึ้นทั้งล่อง

ผมอยากให้มองที่ “คนไทยเมา/คนไทยดื่ม ‘จำนวนขวด’ เท่าเดิม หรือมากขึ้น”

ไม่ว่าจะเอาที่ไหน ประเทศใด ในโลก บริษัทช้าง ก็ต้องได้เขาตลาดหุ้น และระดมทุนอยู่วันยังค่ำ ครับ ไม่ว่าจะฟ้าทลม ดินทลาย ยังไงก็ไม่สามารถหลีกนี้เรื่องนี้ได้

มีความเห็นบางคนที่ได้คุยกัน บอกว่า “ก็ตั้งกำแพงภาษี ดิ ให้เยอะๆ “

ทำไม่ได้ครับ เพราะ …….. มันผลิตในประเทศไทยครับ มันไม่ใช่สินค้านำเข้าครับ อย่าไฮแนเก้น ก็ว่าไปอย่าง แต่ราคาไฮแนเก้น ในต่างประเทศ ราคาไม่ตางกับช้างในไทยหรอก ที่มันแพงเพราะภาษีนั้นหล่ะ แต่หลังๆ เริ่มถูกลงเพราะเอามาบรรจุในไทยครับ ซึ้งของผลิตในไทยมันมันตั้งกำแพงภาษีไม่ได้ครับ หรือจะบอกว่าขึ้นภาษีเหล้า และเบียร์ ผมว่ามันแก้ไม่ถูกจุดอีกหล่ะ

เพราะ ……. คนดื่มไม่ว่าจะแพงแค่ไหน มันก็ดื่ม เหล้าขวดละ 999 บาท มันก็กิน ถ้ามันอยาก หรือขวดละ 130 บาท มันก็กิน

และผมก็คิดว่า ไม่ว่าจะเข้าที่ไหน “อุปสงค์” มีอยู่เค้า “อุปทาน” ต่างๆ ก็ยังอยู่

แล้วจะออกกฎหมายว่ายังไงดีครับ ผมว่าห้ามผลิตสิ่งมึนเมา หรือห้ามดื่ม เลยไหม

ง่ายดีแมะ แต่ว่า แหม ……. มันไม่ง่ายแบบนั้นครับ

เพราะ ………. “ผู้ที่ใช้กฎหมายเราไม่แข็งพอ” ผมเน้นนะครับ “ผู้ที่ใช้” นั้นหมายความว่า ออกมาเหอะ ให้ดีแค่นั้น “คน” ที่ใช้ มันไม่ได้เรื่องมันก็ไม่มีความหมาย เป็นแค่เสือกระดาษดีๆ นี่เอง ผมถึงบอกไง ปัญหา มันอยู่ที่ “คน” เรื่องเข้าไม่เข้า มันไม่ใช่เรื่องที่เอามาเถียง เพราะว่านี่คือ

“โลกเสรี”

เราต้องแก้ที่ต้นเหตุดิครับ ต้นเหตุมาจากไหน ดับที่นั้นครับ

ยาเสพติดน่ะ ถ้าคนมันไม่เสพ มันจะมีคนขายแมะ ถึงจะปราบปรามแค่ไหน คนเสพมันมี มันก็มีให้ขาย ต่อให้แพงแค่ไหน มันก็ซื้อ

คนไม่เสพ ต่อให้มันถูกกว่าขี้ มันก็ไม่ซื้อ ของอย่างงี้มันอยู่ที่ จิต ครับ ผมไม่ดื่มเหล้าเลยทั้งๆ ที่บ้านพ่อก็เปิดร้านอาหาร ขายเหล้าเบียร์ มีให้เลือกดื่มเต็มไปหมด (แถมฟรีอีกต่างหาก) ก็ไม่ดื่ม ขนาดพ่อผม ดื่มบ้าง แต่ก็แค่ ครึ่งขวด หรือนิดๆ หน่อยๆ และ น้าผมก็ขาย แต่เค้าก็ไม่ดื่ม ขายอย่างเดียว …..

ถึงบอกครับ มันอยู่ที่ “จิต” ครับ

“ศีล” เป็นข้อยับยั้งการพฤติกรรมของคนดื่ม ไม่ใช่ห้ามคนอื่นขาย หรือห้ามคนผลิต

อีกอย่างครับ ผมชอบคำพูดนี้มากขอยกมานิดนึง “พวกของมึนเมาพวกนี้น่ะ กว่าจะเข้าปากได้ มันไม่ง่าย มันไม่ใช่น้ำที่อยากกินก็กิน ต้องมีการกระตุ้นโดยสภาพแวดล้อมทางอารมณ์ ความเครียด มันถึงจะอยากกิน อยากดื่ม… อยู่ดีๆไปดื่มมันคงไม่ใช่… มันต้องมีอารมณ์ร่วมหน่อย เกิดมาหายใจบนโลกนี้มาด้วยน้ำนม คนทุกคนรู้ว่าเราไม่ได้โตมาด้วยน้ำเหล้า มันได้ไม่เป็นสิ่งสำคัญในชีวิต การที่เราไปจับต้องมัน ก็เมื่อเราโตขึ้นมาในระยะเวลาหนึ่ง มันมีเวลามากมายพอที่จะสั่งสอน อบรมคนของเรามากพอ แต่กลับไม่ทำ หากคุณเป็นห่วงตรงนั้น ก่อนที่เขาเหล่านั้นจะโตขึ้นมา ก็ควรจะอบรมบ่มเพาะความแข็งแกร่งทางความคิดก่อนไม่ดีกว่าหรือ แต่อย่างไรก็ดี มันก็มีบ้างที่คนเราเกิดปัญหา ความผิดพลาดในชีวิต เกิดความเครียด ต้องการผ่อนคลาย เป็นธรรมดาของมนุษย์ ทุกคนต้องเจอ แล้วมีบ้างที่หลงผิดหันไปพึ่งน้ำเหล้า เพื่อผ่อนคลาย หรือปลดปล่อย ตรงนี้คือสิ่งที่ควรทำมากกว่า เพราะหากคนบริโภคเป็นมันก็มีประโยชน์กับร่างกายเช่นเดียวกัน

ผมว่า กลัวลูกตัวเองจะดื่มเหล้า ทำไม ไม่สอนเค้าให้ไม่คิดจะดื่ม ไม่คิดสอน ให้เค้าหาทางออกนอกเสียจากมันหล่ะ มีทางมากมายในการป่มเพาะนิสัยหลีกหนีสิ่งเหล่านี้มากมาย ให้รู้จักพอดี ดื่มแต่พอดี ทางสายกลาง ไม่ใช่สุดโต่ง

ถือแม้ในศีล 5 จะมี 1 ข้อบอกไว้ว่า การดื่มสิ่งมึนเมามันไม่ดี ซึ่งผมก็คิดว่าจริง แต่มันไม่เกี่ยวกับคนผลิต ศีล มีผลกระทบต่อตัวบุคคลนั้นๆ เท่านั้น ไม่ใช่ที่สภาพแวดล้อม และสิ่งแวดล้อมรวบข้าง คุณมีศีล 5 และคนทุกคนมีศีล 5 ถึงจะมีการผลิต มีโฆษณายั่วยุออกมามากมาย คนที่ยึดมั่นในศีล และแข็งแกร่งทางจิต ก็จะไม่ดื่มมันหรอก แต่คนที่ไม่แข็งแกร่งทางจิต ก็จะเริ่มโอนแอนไปบ้าง มากหรือน้อยก็สุดแล้วแต่ความต้องการ เพราะ …. มนุษย์ทุกคน มีตัญหาอยู่ในตนเองแทบทุกคน

ขออ้าง คำพูดของคนใน Pantip.com หน่อยครับ เพราะว่าค่อนข้างดีและตอบตรงจุด และดิบดี หุๆๆ

คนที่เขาสนับสนุน เขาไม่ได้สนับสนุนเบียร์ช้างเพราะคิดว่าจะทำให้คนกินเพิ่มขึ้น เขาสนับสนุนให้เข้าตลาดหลักทรัพย์เพราะเหตุผลตามหลักธุรกิจ คนที่ออกมาคัดค้านแหละสติเสีย บ้าไปแล้ว เชื่อมประเด็นมั่ว อ้างเมืองพุทธส่งเดช

ประเทศนับถือพุทธทุกประเทศมีพวกนี้ขายหมด ….ฉะนั้นอย่าอ้างอะไรส่งเดช

และจะหาว่าผมบาปก็ยอม

ผมขอประนามพระที่ไปร่วมประท้วงว่าแย่มากๆๆๆ ท่านควรไปทำหน้าที่ของท่านเองในทางศาสนาให้ดีก่อนเถอะครับ ไปตั้งใจสอน เผยแพร่ธรรมมะในวัด ในชุมชน โรงเรียน ก่อนเถอะครับ และไปออกกฎให้พระในวัดเลิกบุหรี่ กระทิงแดงให้ได้ก่อนเถอะครับ

ผมจะบอกให้ว่าที่เด็กติดเหล้าเบียร์บุหรี่ ควรโทษ คน 3 กลุ่ม
1. พ่อแม่ …ไปใส่ใจลูกตัวเอง
2. ครู………ไม่อบรมเด็ก ไม่หากิจกรรมที่มีประโยชน์ให้เด็กทำ
3. พระ……. วันๆอยุ่แต่ในวัด ควรรู้จักเสนอตัวไปตามสถาบันศึกษา ไปเทศน์ อบรมเยาวชนของชาติให้ห่างไกลอบายมุข

แต่ผมงงว่าดันมาโทษคุณเจริญกับท่านสมคิดได้ไง…ท่าจะประสาทไปกันใหญ่

พระสงฆ์บ้านเราก็แปลก ทำไมไม่ไปเรียกร้อง ประท้วงกรมศาสนาให้พระทุกๆรูปเลิกบุหรี่ กระทิงแดง ให้เอาจริงกับพระนอกรีต ที่เดินซื้อหนังโป๊ คาราโอเกะ หนังแอ๊คชั่นที่เกลื่อนไปหมด เพราะนี่คือกิจของสงฆ์จริงๆๆ
ไม่ใช่มาร่วมประท้วง ปิดถนน นั่งดูคนประท้วงเผาหุ่นกระดาษอย่างบ้าคลั่ง

ผมถึงบอกครับว่าปัญหานี้ มันอยู่ที่ “จิต” ไม่ใช่ “สิ่งแวดล้อม” และรวมถึงปัญหาทุกๆ อย่างบนโลกนี้ด้วย

สวัสดี ;)

 

Podcasting หรือ Podcast คืออะไร ?

Podcasting หรือ Podcast คือขั้นตอนของสื่อชนิดหนึ่งบนระบบอินเตอร์เน็ตที่ยินยอมให้ผู้ใช้ทั่วไปทำการสมัครเพื่อรับ feed news

มันเริ่มได้รับความนิยมประมาณปลายปี 2004 ที่ผ่านมา ตัว feed news นี้จะทำงานอัตโนมัติ เพื่อทำการดาวด์โหลดไฟล์มัลติมีเดียต่างๆ เข้าสู่ computer หรือ portable music player (เรียกติดปาก ว่า mp3 player)

คำว่า Podcasting หลาย ๆ คนคิดว่าอาจจะเป็นคำควบมาจากคำว่า Broadcasting กับ iPod แต่ตามข้อกำหนดแล้ว มันเป็นการเข้าใจผิด แต่เป็นความบังเอิญ อันสอดคล่องพอดี หรือประจวบเหมาะ กับ iPod ของ Apple นั้นเอง ซึ่ง Steve Jobs ก็ใช้โอกาสนี้ โฆษณา feature ใหม่เป็น Broadcasting + iPod = Podcasting นั้นเอง  

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั้น ตั้งแต่ที่ได้ยินมานับตั้งแต่ Podcasting เกิดขึ้นมาบนโลกมา ระบบนี้สามารถใช้ได้กับ iPod หรือพวก portable music player อื่นๆ และรวมไปถึงเครื่อง computer ได้อยู่แล้ว ซึ่งในความเป็นจริง แล้วนั้น ตั้งแต่ กันยายน ปี 2004 นั้น ได้มีการบัญญัติคำว่า POD ซึ่งเป็นคำย่อมาจาก “Personal On-Demand” หรือ “อุปสงค์ส่วนบุคคล” นั้นเอง เมื่อรวมกับ Broadcasting ก็กลายเป็น PODcasting นั้นเอง ซึ่ง Broadcasting เป็นการนำสื่อต่างๆ มาอยู่ในรูปของภาพ และเสียง ต่างๆ มากมาย ไม่ขึ้นกับ formatของไฟล์ หรือ type ของไฟล์แต่อย่างใด นำมาเผยแพร่ให้บุคคลภายนอก (The public in general) ฟังโดยที่ไม่จำเป็นเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ และเป็นเทคโนโลยีในการถ่ายทอดสัญญาณภาพและเสียง ผ่านสื่อต่างๆ หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นเทคโนโลยีที่สามารถโยกย้ายข้อมูลขนาดมหึมาของภาพและเสียงจากจุดหนึ่ง ไปยังอีกจุดหนึ่งระหว่างเครือข่ายชนิดต่างๆ

Podcasting นั้นทำงานโดนการที่ใช้ RSS 2.0 XML หรือ RDF XMLที่เป็นไฟล์ format มาตรฐานของ XMLที่เป็นไฟล์แบบเปิด โดย Podcasting จะเปิดทำงานแบบอิสระต่อการจัดการ และทำสื่อส่วนตัวต่างๆ โดยตัว Podcasting นั้นเป็นสื่อกลางระหว่างไฟล์เสียง, วีดีโอ หรือมัลติมีเดียอื่นๆ อีกมากมาย กับผู้ใช้งานอีกทีหนึ่ง

การทำงานของ Podcasting มีขั้นตอนคือ ผู้ใช้ได้รับ URL ของ Podcasting แล้วใส่ในซอฟต์แวร์ Podcasting Reader หรือ RSS Reader ยี่ห้อต่างๆ ในที่นี้ของใช้คำสั้นๆ ว่า Podcasting  Reader ในทีเดียวเลย  ผู้ใช้ทำการร้องขอต่อ URL นั้นๆเพื่อทำการปรับปรุง index หรือสารบัญ ของ Podcasting เจ้าตัว Podcasting Reader จะวิ่งไปที่ URL ที่กำหนดดังกล่าว เพื่ออ่าน ไฟล์ XML ซึ่งจะอ่านว่ามีรายละเอียดต่างๆ ภายในนั้นอาจจะมีพวก ชื่อรายการ, ชื่อผู้จัดทำ, วันที่จัดทำ , ฯลฯ ซึ่งจะทำการส่งรายละเอียดต่างๆ นั้นมาไว้ที่ซอฟต์แวร์ของเรา เพื่อบอกรายละเอียด และรอให้เราทำการร้องขอไฟล์มีเดียนั้นอีกที และเมื่อร้องขอไฟล์ที่เราต้องการแล้ว เจ้าตัว Podcasting Reader จะเข้าไปอ่านที่ไฟล์ XML เดิมอีกที หรืออ่านไฟล์ XML ดังกล่าว (ขึ้นอยู่กับซอฟต์แวร์นั้นๆ ว่าจะเก็บไฟล์ทื่อ่านเพื่อทำ cache หรือ่านทุกๆ ครั้งผ่าย Internet) เมื่อทำการอ่านไฟล์ XML ในนั้นจะบอกซอฟต์แวร์ของเราว่าไฟล์มีเดียนั้นๆ เก็บอยู่ที่ใด เพื่อทำการไปโหลดที่ต้นทางจริงๆ อีกทอดหนึ่ง ซึ่งตัวซอฟต์แวร์ Podcasting Reader จะทำการดาวด์โหลดไฟล์มีเดียมาใส่ในที่อยู่ใดๆ ใน Hard drive ของเราเอง จะเห็นได้ว่าเจ้า ตัวระบบ Podcasting เนี่ยเป็นเพียงสื่อสารระหว่างไฟล์มีเดียต่างๆ กับผู้ใช้เพื่อง่ายแก้การจัดการเป็นศูนย์กลางเพื่อทำการจัดเก็บไฟล์ และค้นหาไฟล์นั้นเอง

แต่ที่นิยมในตอนนี้เป็น Podcasting แบบ Radio Shows มากกว่าเพราะทำง่าย เผยแพร่ง่ายด้วย

โดยไฟล์มีเดียที่นิยมในการจัดเก็บและเผยแพร่คือ MP3 นั้นเอง โดยมี bit rate ที่ 32 k bps ขึ้นไป ส่วที่ตามมาติดๆ ก็ ACC นั้นเอง

โดยจะใช้โปรแกรมใดๆ ก็ได้ที่ทำการอัดเสียง และบันทึงเสียงเป็นไฟล์ MP3 ก็ได้เช่นกัน โดยโปรแกรมที่อยากแนะนำคือ Audacity ซึ่งเป็นโปรแกรมแบบ ฟรีซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็น open source software สำหรับบันทึกเสียง และปรับแต่งเสียงซึ่งทำงานได้บน  Mac OS X, Microsoft Windows และ GNU/Linux ซึ่งทำงานได้ดีมากเช่นกัน

เอกสารอ้างอิง

 

มันมาแล้ว The Windows Genuine Advantage !!! และของใหม่ Microsoft Update

วันนี้ตอนตี 5 ได้ลองเข้า Windows Update มีการให้ Download ตัวซอฟต์แวร์ Windows Genuine Advantage Validation Tool (KB892130)และมีระบบ Update ตัวใหม่ Microsoft Update ด้วย

โดยเจ้า Windows Genuine Advantage Validation Tools เป็นระบบตรวจสอบลิขสิทธิ์การใช้งาน Windows ของ Microsoft ซึ่งเคยเขียนไว้ใน blog แล้วใน ท่าทางจะต้องซื้อ Windows ซะแล้ว …… ใครที่จำได้ก็จะเข้าใจ แต่ใครยัง งงๆ ลองไปอ่านดูก่อน

Windows Genuine Advantage Validation Tool (KB892130)
The Windows Genuine Advantage Validation Tool enables you to verify that your copy of Microsoft Windows is genuine. The tool validates your Windows installation by checking Windows Product Identification and Product Activation status. After you install this item, you may have to restart your computer. Once you have installed this item, it cannot be removed.

Get help and support
http://support.microsoft.com

ซึ่งหลังจากที่ได้ทำการ Update มันก็ตรวจสอบเครื่องเราทันที หุๆๆๆ สรุป

Validation Failure: Invalid Product Key

Why did it not validate?
The product key associated with your copy of Windows was never issued by Microsoft.

ซวยแล้วตรู Update ไม่ได้ !!!

ไม่เป็นไร อิๆๆ เรามีแผนสองอยู่แล้ว เพราะผมได้เตรียมมันเอาไว้ !?

นั้นคือ …. ??????!@#

CD-Key ลิขสิทธิ์แท้ ราคาไม่แพง (หรือเปล่า) แต่ด้วยว่าไม่อยากเปลี่ยน (ด้วยอารมณ์ขี้เกียจ) ตอนนี้ได้เปลี่ยน บอกไว้ก่อนนะครับ ผมไม่ให้นะ CD-Key ลิขสิทธิ์อ่ะ เดี่ยวโดน Block ผมจะแย่ ….

ตอนนี้ใครจะ Update Windows ก็คิด ดีๆ ก่อนเน้อ …… ;)

ต่อมา Microsoft Update เป็นระบบ Webservice ตัวใหม่ที่ผมว่าเอามาแทน Windows Update แน่นอนเลย เพราะว่าตัวนี้ฉลาดกว่ามาก เพราะว่ามัน Detect ระบบว่ามีซอฟต์แวร์ของ Microsoft ตัวใดบ้างที่ยังไม่ Update ….. น่าใช้ดี

 

พื้นที่ในฮาร์ดดิสค์หายไปไหน ?? มันคือพื้นที่ผีอยู่ หรือว่ามันหายไปจริงๆ !!!

พื้นที่ในฮาร์ดดิสค์หายไปไหน

สวัสดีค่ะ เพิ่งไปซื้อคอมมา เป็นฮาร์ดดิสค์ 80 กิ๊ก พอเอากลับบ้านมาดู มันแจ้งว่ามีสองไดรฟ์ คือ ซีกับดี แต่รวมกันแล้วได้แค่ 75 กิ๊ก งงจังว่ามันหายไปไหนอีก 5 กิ๊กเหรอคะ ผู้รู้ช่วยอธิบายให้ด้วยค่ะ

ในโรงงานมันคือเป็น

80,000,000,000 Bytes ~ 80GB
80,000,000 KBytes ~ 80GB
80,000 MBytes ~ 80GB
80 GBytes ~ 80GB

จริงๆ โรงงานต้องการให้มันง่ายเลยใช้ 1,000 Bytes = 1Kbytes ครับ แต่จริงๆ มันคือ 1,024Bytes นะครับ

ตามหลักในคอมฯ มันคือคือ

1,024 Bytes = 1 KBytes
1,048,576 Bytes = 1 MBytes
1,073,741,824 Bytes = 1 GBytes
1,099,511,627,776 Bytes = 1TBytes

เพราะฉะนั้น มันก็คือ

(((80,000,000,000 Bytes / 1,024) / 1,024 ) / 1,024) = 74.50580596923828125 GBytes

มันเป็นไปตามฉะนี้แล …………


เพิ่มเติม 10/06/2005 : 13.30 น.

ทำไมมันต้อง 1,024 Bytes ทำไม ไม่ 1,000 เพราะคอมพิวเตอร์ใช้หลักการเปิดปิด ของกระแสไฟฟ้า หรือ 0 และ 1 ซึ่งเป็นเลขฐาน 2 ในทางคณิตศาสตร์ ครับ

ดูจากตารางด้านล่างนี้ ถ้าเป็นหน่วยนับ SI นั้น ยกตัวอย่างจาก kB จะเป็น 10^3 ครับ แต่ ถ้าเราแปลงเลขฐานเป็น Binary หรือ 0 และ 1 ทางคอมพิวเตอร์แล้วเนี่ย จะเป็น 2^10 แทน ครับ

SI prefix Binary prefixes
NameSymbolMultiple NameSymbolMultiple
kilobytekB103 (or 210) kibibyteKiB210
megabyteMB106 (or 220) mebibyteMiB220
gigabyteGB109 (or 230) gibibyteGiB230
terabyteTB1012 (or 240) tebibyteTiB240
petabytePB1015 (or 250) pebibytePiB250
exabyteEB1018 (or 260) exbibyteEiB260
zettabyteZB1021 (or 270)    
yottabyteYB1024 (or 280) 

ตารางจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Byte

ดังนั้น
210 = 1,024
220 = 1,048,576
230 = 1,073,741,824
240 = 1,099,511,627,776

หรือ

Log2 1,024 = 10
Log2 1,048,576 = 20
Log2 1,073,741,824 = 30
Log2 1,099,511,627,776 = 40

คงเข้าใจกันมากขึ้นแล้วนะครับ หุๆๆ หรือว่าไม่เข้าใจตรงไหน เดี่ยวจัดให้อีกครับ ;)