ลอง OneDrive Files On-Demand บน Windows 10 Fall Creators Update แล้วพบว่า จ่ายเงินกับ Dropbox Professional ดีกว่า

หลังจาก Dropbox ออก Smart Sync ที่เป็น Files On-Demand แต่เสียเงินเพิ่ม $100 สำหรับ feature ดังกล่าว

(upgrade plan จาก Dropbox Plus ราคา $99.99/Year ไปใช้ Dropbox Professional ราคาเต็ม $199.99/Year)

เมื่อคืนที่ผ่านมา ผมก็ย้ายข้อมูลไปไว้บน OneDrive แทน เพราะจะใช้งาน Files On-Demand ของ OneDrive ที่เป็นความสามารถใหม่ที่มาพร้อมกับ Windows 10 Fall Creators Update แทนจ่ายเงินให้กับ Dropbox Professional เพิ่มอีก $100

การทดสอบนี้ใช้ทั้ง OneDrive (Consumer) และ OneDrive for Business เพราะผมมีทั้ง 2 แบบเลย โดย OneDrive (Consumer) มีพื้นที่ 38GB และ OneDrive for Business มีพื้นที่ 1TB ซึ่งใช้ client ของ OneDrive ตัวล่าสุดบน Windows 10 Fall Creators Update

แล้วพบว่า …..

ผมกดจ่ายเงินอัพ Plan ไปใช้ Dropbox Professional ต่อไปดีกว่า …..

อ้าวววววว!!!

สิ่งที่เจอบน OneDrive (Consumer) และ OneDrive for Business ทั้ง 2 ตัว แล้วพบว่ามันทำงานได้แย่ และยังสู้กับ Dropbox ไม่ได้ก็คือ

  1. หากจำนวนไฟล์เยอะมากๆ พบว่ามันทำงานได้ช้ามาก (เยอะแน่นอน ให้พื้นที่มา 1TB ไฟล์มันต้องเยอะอยู่แล้ว) ช้าในระดับที่เปิดเพลง Spotify ฟังยังกระตุก และพัดลม CPU ทำงานเต็มรอบมันตลอดเวลา
  2. จากข้อข้างบน การอัพเดทไฟล์ใดๆ จะทำให้ OneDrive มันต้อง Looking for changes แล้วเวลาเกิดการทำงานนี้ มันจะกิน CPU สูงมากตลอด (เป็นเหตุผลของการกระตุกของการทำงานร่วมกับแอปอื่นๆ)
  3. OneDrive for Business ไม่รองรับอักขระพิเศษหลายตัวที่ File System ปรกติมันรองรับ ต้องมา rename ไฟล์โน้นนี่เยอะไปหมด

    สำหรับในส่วนของชื่อไฟล์ภาษาญี่ปุ่นนั้น ทดสอบซ้ำอีกรอบ น่าจะเป็นเพราะ folder มีอักขระพิเศษ (มี # อยู่ที่ชื่อ folder) และชื่อไฟล์มีอักขระพิเศษเลยโดน OneDrive for Business มัน Block ซึ่งปัญหานี้ไม่พบบน OneDrive (Consumer)
  4. การโหลดข้อมูลเข้า Cloud ของ Microsoft ทำงานช้ามาก การอัพโหลดไฟล์เยอะๆ ตัวโปรแกรมมันก็ทำงานช้าแล้วนะ แต่ตัว Cloud ก็ยังทำงานาช้าอีก แถมบางครั้ง Web และ App บนมือถือก็เหมือนจะอัพเดทไฟล์ไม่ทันที ต้องรอสัก 10 นาทีถึงจะเห็นไฟล์ที่อัพโหลดไปเสร็จแล้วเมื่อ 10 นาทีก่อน อาจจะเป็นผลจากข้อแรกคือ ไฟล์เยอะ การ refresh ข้อมูลใหม่เลยทำงานช้าตามไปด้วย

สรุป OneDrive Files On-Demand อาจจะเหมาะกับไฟล์น้อยๆ มั้ง ไฟล์เยอะๆ แบบเรานี่คงจะไม่ไหว (แต่ OneDrive for Business พี่ให้พื้นที่มา 1TB เลยนะ)

หมายเหตุ สิ่งที่เพิ่มมาใน Dropbox Professional คือ

  • Smart Sync (Files On-Demand)
  • Full text search (เอาไว้ค้นหาข้อมูลในไฟล์)
  • File version history 120-day history (Plus ให้ 30-day)
  • Shared link controls (Plan เก่ามันเคยมี มันถอดออกมาให้ Pro ใช้แทน)

ซึ่งเป็นความสามารถที่ดีมากๆ ทุกตัว แต่ก็ช่างใจนิดนึงกับราคาที่แพงขึ้นมากจนน่าตกใจ

multi-factor authentication (MFA) ของ Google account และ Microsoft account ไม่บังคับใช้หมายเลขโทรศัพท์มือถือเพื่อรับ OTP ผ่าน SMS

การเปิดใช้ multi-factor authentication (MFA) ของ Google account และ Microsoft account ตอนนี้ไม่บังคับว่าจะต้องใช้หมายเลขโทรศัพท์มือถือในการรับ OTP ผ่าน SMS แล้ว

โดยแนวทางอื่นๆ ในการทำ MFA คือ

  1. ใช้ TOTP ผ่าน Authenticator app
  2. ใช้การยืนยัน push notification ผ่าน Authenticator app (Google เรียก Google prompt)
  3. ใช้ backup code หรือ recovery code ผ่านการจดหรือบันทึกไว้ในที่ที่ปลอดภัย

ส่วนที่ต่างของ Microsoft account มีเพิ่มเติมให้คือ
– ใช้ alternative E-mail ในการรับ OTP ได้ด้วย (ของ Google ไม่มี)

ส่วนที่ต่างของ Google account มีเพิ่มเติมให้คือ
– ใช้ USB FIDO Universal 2nd Factor (U2F) มาใช้ร่วมกับการเข้าระบบ

สำหรับความสามารถ Sign in Without Password ผ่าน Authenticator ที่เป็นการกดยืนยันเข้าระบบโดยไม่ต้องใช้ password ใดๆ ผ่านตัวแอป Authenticator ของทั้งสองค่ายนั้น มีจุดที่แตกต่างคือ Microsoft account ยินยอมให้เปิด MFA ไปพร้อมๆ กันได้ แต่ถ้าเป็น Google จะไม่ยอม จะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

สำหรับผู้ให้บริการค่ายอื่นๆ ก็มีแนวทางประมาณนี้เยอะขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ backup code เป็นตัวทดแทนการรับรหัส OTP ผ่าน SMS

เหตุผลที่ถอด SMS ออกจากการรับ OTP เพราะช่องโหว่บนระบบ Signalling System No. 7 (SS7) ในระบบสื่อสารผ่านโทรศัพท์ที่สามารถถูกดังฟังได้ อ้างอิง (1), (2) และ (3)

Report แบบด่วน #BNK48 @ 411 Fandom Party in Bangkok

ดูอยู่บัตร 2,000 บาท หลัง ๆ หน่อย แต่ระยะไม่ได้ไกลมาก ถ้าเทียบกับการไปดูคอนเกาหลีอย่างเกิลเจนและแทยอน ถือว่าใกล้กว่ามาก (คอนเกาหลีที่ไปดูคือบัตร 6,000 บาท ระยะก็ประมาณนี้)

ตอน overture กับ Aitakatta ของ BNK48 ขึ้น ผมตะโกนมิกซ์สุดเสียงเลย (มันจะมั่ว ๆ บ้าง) คือแบบ ikonic กับนุชes หันมามองเลย (ในใจคงคิด เมิงเป็นบ้าอะไร) คือเราอายก็อาย แต่เพื่อน้อง ๆ โบกปูนใส่หน้ามาจากบ้าน คือไม่สนใจเว้ย งานมันมืด ไฟไม่มี เค้ามองตูไม่เห็นหรอก 555555

เพลงในงานสำหรับกลุ่มมีเดียเซม 6 คน มี 3 เพลงในซิงเกิลแรกสุด
– Aitakatta (อยากจะได้พบเธอ)
– Oogoe diamond (ก็ชอบ ให้รู้ว่าชอบ)
– 365 nichi no kamihikouki (365 วันกับเครื่องบินกระดาษ)

น้อง ๆ เมมเบอร์ช่วงแรกดูตื่นเวทีพอสมควร แต่พอไปสักพักเริ่มชิน ก็เล่นกับคนดูได้ดี การเต้นค่อนข้างดูเนียนตา (มีพลาดนิด ๆ หน่อย ๆ) เสียงร้องดูดีมากเลย อานิสงส์คงมาจาก road show ในช่วงเดือนที่ผ่านมา เพราะได้ฝึกร้องสดมาพอสมควร แต่คอนนี้จะโหดกว่าหน่อย ตรงที่ 3 เพลงเป็นเพลงเต็มหมด ไม่ใช่แบบสั้นในฉบับ road show ทำให้เต้นนานกว่าเดิม เวลาพักระหว่างเพลงน้อยกว่า เพราะไม่มีเกมเล่นขั้นเวลา มีสัมภาษณ์ และช่วงทักทายแฟน ๆ เพื่อถ่วงเวลาพักนิดหน่อย อาการหอบเหนื่อยเลยออกอย่างเห็นได้ชัด มีช่วงนึงมี่โกะกำลังพูดทักทายแฟน ๆ น้องพูดต่อไม่ได้ต้องพักหายใจอยู่แป็บนึง แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี สำหรับ 3 เพลงแรก แฟนคลับ 2 ด้อมก็ดูสนุกกับน้อง ๆ ดีมากเลย

ส่วนต่อมาคือ ช่วงเปิดตัวเพลงใหม่ในงาน คือ คุกกี้เสี่ยงทาย (Koisuru Fortune Cookie) โดยเซ็นบัตสึเฉพาะกิจ 411 ver. ทั้ง 16 คน เพราะมีระบุใน VTR ไว้ว่า 411 ver. (คัดมาเฉพาะคอนนี้) คือ แคนแคน น้ำหนึ่ง เนย ตาหวาน แจน แก้ว เฌอปราง มิวสิค เจนนิษฐ์ ปัญ อิซึรินะ โมบาย ปูเป้ มิโอริ ไข่มุก และอร ส่วนเซ็นบัตสึที่จริงๆ ควรจะขึ้นในคอนนี้อย่าง จ๋า น้ำหอม และซัทจัง ไม่ได้ขึ้นเพลงนี้ (ยังไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริง ก็มีกระแสเดาไปต่าง ๆ นา ๆ และดราม่าอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าเคารพการตัดสินใจของทีมงานแล้วกัน) และเอาจริง ๆ ไม่กี่วันก็รู้แล้วว่า เซ็นบัตสึทั้ง 16 คน ที่จะโปรโมทซิงเกิล คุกกี้เสี่ยงทาย คือใครบ้าง โดยเนื้อร้อง และคำแปลของเพลง ที่แปลมาจากเพลงญี่ปุ่น ถือว่าดีมากเลย ฟังแล้วติดหูได้ไม่ยาก ประกอบกับท่าเต้นที่เต้นได้ง่าย ทำให้เข้าถึงไม่ดูลำบากแต่อย่างใด (หวังว่าทีมงานจะไม่พลาดเรื่อง MV แบบซิงเกิลแรกอีก)

สรุปภาพรวมส่วนของ BNK48

เวทีค่อนข้างกว้าง ควรจะขึ้นมา 16 คนตั้งแต่เพลงแรกเสียด้วยซ้ำ เพราะจะทำให้คอนนี้พีคกว่านี้มาก เพราะน้อง ๆ กระจายเต็มพื้นที่เวที น่าจะทำให้ด้อมอื่น ๆ สัมผัสกับความน่ารักของน้อง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเห็นได้ชัดจากเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย ที่ด้อมอื่น ๆ ประทับใจมาก ๆ มีด้อมอื่นโดนน้อง ๆ ตกไปเยอะมาก

บรรยากาศในงานโดยรวมเป็นไปอย่างฉันมิตรระหว่างด้อม ในช่วงที่น้อง ๆ BNK48 ขึ้นมา ทั้งฝั่ง นุชes และ ikonic ก็โบกแท่งไฟ และช่วยกันกรี๊ดให้กับน้อง ๆ เช่นเดียวกัน แม้จะยิงมิกซ์ไม่เป็น ก็พยายามโปกแท่งไฟช่วยแทน เป็นคอนที่ดูน่ารักดี ช่วย ๆ กันฟังแฟนคลับ BNK48 ก็เปลี่ยนสีแท่งไฟตามแต่ละด้อมเอา โดยแฟนคลับเป็กใช้แท่งไฟแบบคทาสีขาว และ ikon เป็นสีแดง ส่วนแฟนคลับ BNK48 แท่งไฟส่วนใหญ่เปลี่ยนสีไปมาได้อยู่แล้ว เลยสะดวกต่อการเชียร์ด้อมอื่น ๆ ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแท่งไฟ ทำให้กลมกลื่นไปกับด้อมอื่นได้ไม่ยาก

สำหรับช่วงเป๊ก ผลิต และ ikon ขึ้นเราก็ช่วยเชียร์กันไปเรื่อย ๆ เช่นกัน ก็สนุกไปกับเพลง โดยเฉพาะเป๊ก ผลิต ที่ perform ดีมาก เพลงที่จัดมาร้องให้แฟน ๆ ฟังถือว่าพีคมาก มีเพลงเก่า ๆ ที่ผมเคยฟังเมื่อนานมาแล้วด้วย เลยพอร้องตามได้ ส่วนฝั่ง ikon ด้วยความที่เราไม่ได้ตามเพลงเลย เลยแปลก ๆ หน่อย แต่ก็โปกแท่งไฟช่วย ๆ ด้อมเค้าเช่นกัน เพลงฟังแปลกหูดี เดี่ยวหาเวลาติดตามบ้าง

สำหรับ report รอบนี้จบแค่นี้ ขอไปนั่งร้องเพลงต่อ

โคอิซูรุ ฟอร์จูน คุกกี้ มาลุ้นดูสิ อาจจะเจอความหวังที่ยังรออยู่ Hey Hey Hey เผื่อจะดี ลองวัดกันดู เสี่ยงแต่คงต้องยิ้มต้องสู้กันไป…..

หมายเหตุ เป็น report ที่แซง NMB48 และ งานจับมือ BNK48 เพราะรู้สึกประทับน้อง ๆ ภายในงานมาก ขอแซงก่อนแล้วกัน

เปรียบเทียบการคิดเงินของ uber แบบเดิมและ upfront มาดูว่าแบบไหนราคาแพงกว่ากัน

การคิดเงินของ uber แบบใหม่ที่เรียกว่า upfront นั้นเรากดเลือกต้นทางปลายทาง ระบบจะแจ้งราคาที่จะคิดเงินทั้งหมดให้เรา ซึ่งพอกดเรียกรถแล้วได้รถ ระบบจะ “ตัดเงินออกจากบัตรเครดิตทันที” ถ้าเรา “กดยกเลิกภายในเวลาที่กำหนดก็จะคืนเงินให้” แต่ถ้าไม่ แล้วรถมารับ ถึงปลายทางยังไง เงินที่หักไปคือจบ แต่ถ้าระบบมันมองว่าต้องคิดเงินเพิ่ม เนื่องจากใช้ระยะทาง เวลา หรือค่าบริการทางด่วนเพิ่มเติม มันจะตัดเงินเพิ่มอีกรอบนึงออกจากบัตรเครดิต

(ใครใช้บัตรเดบิตนี่จะซวยมาก เพราะเงินสดโดนหักไปเลย ถ้าในกรณียกเลิก ยังไม่มีคำตอบว่าจะโอนเงินสดนั้นกลับเข้าบัญชียังไง)

ผมเลยทำการทดสอบว่า “ทีระยะทางและแผนที่เดินทางเดิมทั้งหมดจะคิดราคาต่างกันไหม”

จึงสรุปได้ตามผลทดสอบตามนี้

uberX ราคาเดิม

– ที่ระยะทาง 7.93 กิโลเมตร ระยะเวลาในการเดินทาง 00:15:30 จะเรียกเก็บเงิน 146.22 บาท

รายละเอียดในบิลที่ส่งมา
– ค่าเดินทางเริ่มต้น = 10.00 บาท
– ระยะทาง = 31.74 บาท
– เวลา = 54.48 บาท
– ค่าผ่านทาง การเก็บเงินเพิ่ม และค่าธรรมเนียม = 50.00 บาท

พอถึงที่หมายแล้วก็ค่อยหักเงินออกจากบัตรเครดิต

uberX แบบ upfront

– ระยะทาง 7.87 กิโลเมตร ระยะเวลาในการเดินทาง 00:12:30 เรียกเก็บเงินแล้ว 164.19 บาท

รายละเอียดในบิลที่ส่งมา
– ค่าโดยสารการเดินทาง = 114.19 บาท
– ค่าผ่านทาง การเก็บเงินเพิ่ม และค่าธรรมเนียม= 50.00 บาท

โดย upfront ไม่มีการแจกแจงว่า ค่าเดินทางเริ่มต้น, ระยะทาง และเวลา มีอัตราราคาเท่าไหร่ และเมื่อกดเรียกรถได้ ระบบจะตัดเงินจากบัตรเครดิตด้วยจำนวนเงินที่คำนวณไว้ล่วงหน้าทันที พอถึงที่หมายก็คือจบไม่มีการคืนเงินอะไรทั้งสิ้น

ซึ่งในการคิดราคาแบบ upfront ครั้งนี้นั้น ระยะทางและเวลาในการเดินทางก็น้อยกว่า แต่กลับคิดเงินแพงกว่าเกือบ 20 บาท

คนใช้บริการก็ตัดสินใจเอาว่าจะใช้งานกันต่อไปหรือไม่กับการคิดเงินแบบนี้

 

Joshua: Teenager vs. Superpower (2017)

เล่าเรื่องของ โจชัว หว่อง ภายใต้กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง Scholarism นับตั้งแต่อายุ 14 ปี ปี 2011 จนสิ้นสุด Umbrella Revolution ในปี 2014

จุดเริ่มต้นของเรื่องคือ การต่อสู้กับนโยบายของรัฐบาลจีนปักกิ่ง ต่อการเข้าครอบงำระบบการศึกษาผ่านแบบเรียนที่จะนำไปสู่ความเป็นชาตินิยม ตามแนวทางคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งกลุ่มนักศึกษาไม่ต้องการ ผลสุดท้าย รัฐบาลฮ่องกงทนแรงกดดันไม่ไหว ต้องล้มเลิกความคิดไป เป็นชัยชนะที่สำคัญต่อการต่อกรของแนวคิดประชาธิปไตยในฮ่องกงต่อคอมมิวนิสต์จีน

ช่วงท้ายเล่าจนมาถึง Umbrella Revolution ที่เป็นความพ่ายแพ้ของ Scholarism และกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง ต่อการเรียกร้องการเลือกตั้งผู้นำของคนฮ่องกงที่ต้องการเลือกผู้นำของตัวเอง ที่ไม่ได้มาจากบุคคลที่รัฐบาลจีนปักกิ่งเป็นผู้เลือกมาให้คนฮ่องกงเลือกอีกต่อหนึ่ง

ลองกด Netflix ดูได้ เป็น Netflix exclusive มีซับไทย เล่าเรื่องได้ค่อนข้างดีทีเดียว

ref: Joshua: Teenager vs. Superpower (2017)