ตั้งค่า Google Play Store ให้ถามรหัสผ่านทุกครั้งที่จ่ายเงินซื้อแอพผ่าน Google Play Store และของภายในแอพต่างๆ

เผื่อใครยังไม่รู้ …

1. เปิดแอพ Google Play Store แล้วไปที่ Settings

1

3. ที่ User controls ให้เลือกที่ Require password for purchases

2

4. เลือกว่าจะให้ถามรหัสผ่านแบบใด โดยมี 3 แบบให้เลือก

  1. For all purchases through Google Play on this device (ถามทุกครั้ง)
  2. Every 30 minutes (ถาม 1 ครั้ง และมีระยะเวลาจดจำรหัสผ่านไว้ให้ 30 นาที เหมาะกับคนซื้อแอพบ่อยๆ)
  3. Never (ไม่ต้องถาม)

โดยค่าเริ่มต้นแล้วจะตั้ง Never (ไม่ต้องถาม) ไว้ ถ้าต้องการให้ถามทุกครั้งก็เลือก For all purchases through Google Play on this device (ถามทุกครั้ง) ตามโจทย์ที่ได้ตั้งไว้

3 4

5. เมื่อเลือกแล้ว ก็มีการถามรหัสผ่านยืนยันการเปลี่ยนแปลงค่าต่างๆ ก็เป็นอันจบขั้นตอนการตั้งค่า

4.1

 

เวลาซื้อแอพทั่วๆ ไป หรือจ่ายเงินผ่านภายในแอพด้วย Google play จะมีการถามรหัสผ่านทุกครั้งตามที่เราได้ตั้งโจทย์ไว้

5 6

“YouTube” app เจ้าปัญหาของ Microsoft บน Windows phone 8

ส่วนตัวแล้วนั้น Microsoft ทำ “ผิด” โดยละเมิด “terms of service” ในหลายเรื่อง และส่วนที่สำคัญคือ Trademark “YouTube” และการทำวิศวกรรมย้อนกลับที่นำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน (คำกล่าวอ้างคือ “เพื่อประสบการณ์ในการที่ดีกว่า”)

ซึ่งถ้าไม่ใช้ Trademark “YouTube” และใส่ลง Music+Videos ไปแทน โดยไปพัฒนาส่วนการดึงตัววิดีโอจากหลายๆ แหล่งแทน โดยใช้ YouTube เป็นค่าเริ่มต้น จะดูดีกว่ามากเลยทีเดียว (ไม่แน่อาจจะไม่เกิดปัญหาอีก เพราะไปดึง YouTube มาไม่ได้เพราะ Google ไม่ให้ในกรณีนี้อีก) ซึ่งคล้ายๆ กับ People Hub ที่สามารถเชื่อมต่อกับ Twitter, Facebook และ LinkedIn ได้แบบนั้น ซึ่งส่วนตัวในตอนนี้ผมยังแปลกใจว่าทำไม Microsoft ต้องมาทำ YouTube แล้วบอกว่าเป็น official ให้อยู่เนืองๆ แถมดันทุรังใช้ชื่อ Trademark “YouTube” ที่ Google เป็นเจ้าของอยู่อีก ซึ่งจริงๆ เกมนี้ให้ 3rd party ลงมาเล่นแทนตัวเองก็น่าจะจบ และดูดีกว่า โดยที่ 3rd party ส่วนใหญ่ก็ทำได้ดีพอสมควร แม้ไม่สุด แต่ก็ไม่ได้แย่

ถ้าดูดีๆ แล้วนั้น เกมนี้ Microsoft อาจได้มวลชลของฝั่งตัวเอง เพราะถือว่าทำ app เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าตัวเอง แต่นั้นแหละ มันเลยดูว่า Microsoft ก็ดื้อ ซึ่งประมาณถึงผิด ตูก็จะทำ ใช้ลูกค้าเป็นข้ออ้าง ซึ่งความเห็นและความรู้สึกก็แบ่งเป็นสองข้างชัด แน่นอนว่าเป็นการพยายามโยนระเบิดไปหา Google แต่ไม่ไกลพอ ก็โดนสะเก็ดด้วยพอสมควร

ส่วนฝั่งของ Google ก็ดูจะพยายามเหมือนจะกีดกัน คือมาแนวตัวเองก็ไม่ทำ official app ภายใต้การกำกับดูแล จน Microsoft ต้องลงมาทำให้เอง และสุดท้ายกลายเป็นบีบ Microsoft ต้องทำผิด terms of service ไปเสียเอง

ศึกนี้ถ้ามองจริงๆ “Microsoft ผิด และ Google ถูก” อย่างไม่ต้องสงสัย (ผมพยายามหาข้อแก้ตัวให้ แต่สุดท้ายมันก็ไม่ไหวจริงๆ)

ในข้อเสนอผมตอนนี้ Microsoft ควรทำคือ

  • ลบ “YouTube” app ออกไปจาก Windows phone store และเลิกใช้ชื่อนี้ไปเลย ให้เจ้าของ Trademark เป็นคนจัดการณ์เอง พร้อมทำ FAQ เสีย (ทำแบบรวมๆ)
  • ออกแถลงการณ์ขอโทษ Google ต่อกรณีใช้ Trademark “YouTube” และการทำวิศวกรรมย้อนกลับ
  • สนับสนุนบริการ Video Sharing ตัวอื่นๆ แทน เช่น Vimeo ที่มี Official ที่ก็ใช้งานได้เป็นอย่างดีแทน

ผมมองว่า Microsoft ควรใช้กระแสของข่าวนี้แม้ตัวเองจะผิด แต่เพื่อให้กระแสสังคมตีคำถามกลับไปยัง Google เองว่า เมื่อไหร่จะมี Official app บน Windows phone แน่นอนว่าจะเป็นมาตรฐานต่อไปในอนาคตว่า ถ้าจะทำ app หรือบริการที่เชื่อมต่อกับ Google จะมีกรณีอะไรเกิดขึ้นได้บ้างด้วย ซึ่งกรณีแนวๆ นี้ก่อนหน้านี้อย่าง ยกเลิก EAS ใน Google apps และ Gmail, โจมตี EAS และให้นักพัฒนามาใช้มาตรฐานเปิด และสุดท้ายก็ปิดการรองรับมาตรฐานเปิดเพราะ Microsoft ก็ปรับ OS ให้กลับมารองรับมาตรฐานเปิดดังกล่าว ซึ่งเป็นเหมือนเกมไล่จับกันไป-มา และสุดท้ายเราต้องกลับมาตั้งคำถามต่อกรณีแนวๆ นี้ระหว่างผู้ผลิตและผู้ให้บริการที่มีปัญหาพยายามกีดกันไป-มาว่า “ผู้ใช้งานเสียประโยชน์ เพราะผู้ใช้งานดังกล่าวก็อาจเป็นลูกค้าของทุกฝ่ายที่กำลังตีกันอยู่ แล้วพวกเราได้อะไรกับกรณีนี้บ้าง”

Google เสียงอ่อนกรณี CalDAV API ยอมเปิดให้นักพัฒนาทุกคนเข้าถึงได้แล้ว

ถ้าเราจำกันได้ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Google ได้ประกาศว่า CalDAV ซึ่งเป็นมาตรฐานเปิดสำหรับการเข้าถึงข้อมูลปฏิทิน (calendar) ผ่านเว็บจะกลายเป็น API สำหรับพันธมิตรและนักพัฒนาเฉพาะกลุ่มของ Google ที่ได้รับการคัดเลือกเท่านั้น หลังจากนั้น Google ก็ได้รับข้อเรียกร้องให้กลับมาพิจาราณาให้ CalDAV สามารถเข้าถึงได้สำหรับนักพัฒนาทุกคน ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มตลอดมา

มาในวันนี้ Piotr Stanczyk ซึ่งเป็น Tech Lead ของ Google ได้ทบทวนนโยบายใหม่ตามข้อเรียกร้องของนักพัฒนา ให้สามารถเข้าถึง CalDAV API สำหรับนักพัฒนาทุกคนอีกครั้ง (We are keeping the CalDAV API public. And in the spirit of openness.) โดยสามารถเข้าถึงด้วย endpoint ใหม่ที่ https://apidata.googleusercontent.com/caldav/v2

ในด้านของ CardDAV API ซึ่งมาตรฐานเปิดสำหรับการเข้าถึงข้อมูลติดต่อ (contact) ผ่านเว็บ Piotr Stanczyk ได้ประกาศว่านักพัฒนาทุกคนสามารถเข้าถึง API ดังกล่าวได้แล้ว พร้อมทั้งแนะนำการเข้าถึงผ่าน OAuth 2.0 อีกด้วย

ที่มา: Google Developers Blog

Google ยกเลิกการสนับสนุน XMPP API

น่าจะเป็นการต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายของ Google ที่จะกีดกัน Microsoft อย่างชัดเจนอีกครั้ง เพราะ Microsoft ซื้อ Skype และควบรวม Messenger ของตัวเองเข้า Skype เพื่อเสริมแรงให้ตัวเอง และป้องกันการมาของ Google Talk และ Hangouts ที่อยู่ใน Google+ และ Gmail ที่ Google สนับสนุนบริการคล้ายๆ กัน

แน่นอนว่าตลาด Skype ที่รวมเอา Messenger เข้ามาด้วยนั้นใหญ่กว่า Google Talk และ Hangouts มาก อีกทั้งโฆษณาว่า Outlook.com ดีกว่า Gmail ก็มาตีคู่อยู่ตลอด Google พยายามดันให้ Hangouts กำลังเข้ามาแบ่งชิ้นเค้กของ Skype ที่เสริมทัพด้วย Messenger เดิมของตนทำให้ Google ต้องรีบดัน Hangouts ที่รวมเอาทุกๆ อย่างที่เดียวกับ IM ของตัวเองออกมา ซึ่งต้องยอมรับว่าบริการ Chat ของ Google นั้นกระจัดกระจายมาก

แต่เมื่อไม่นานมานี้ Microsoft เอา Outlook.com เชื่อมต่อกับ Google Talk ผ่าน XMPP API ตีคืน Hangouts ที่กำลังจะเกิด ทำให้ Outlook.com ติดต่อได้ทั้ง Skype, Outlook.com, Hotmail.com, Live.com, Passport.net, Facebook และ Google Talk ในหน้าเดียว และในอนาคตทั้ง Windows 8, Windows phone 8 และบริการอย่าง Skype คงตามมาแน่ๆ ทำให้ Microsoft ได้เปรียบในตลาดนี้เข้าไปอีก

มาวันนี้ Google กำลังยกเลิกการสนับสนุน  XMPP API (Google Drops XMPP Support – Slashdot) ซึ่งมามุขเดียวกับพอ Microsoft จะสนับสนุน CalDAV แต่ Google ก็ผลักผู้ใช้ไปใช้ Google Calendar API แทนต่อไป หาอ่านได้จากรายงานเก่าของผมที่ชื่อ สำหรับ Google แล้วผู้ใช้งานเป็นเพียงตัวประกันและลูกบอล?

สรุปสั้นๆ ว่าผู้ใช้งานก็ซวยไปอีกรอบครับ ><”

ชีวิตที่ใช้ Google น้อยลง

เหตุผลที่เริ่มใช้ Google น้อยลงคงเพราะใช้ Windows 8 และ Windows phone 8 เป็นหลัก และรู้สึกว่า Google พยายามที่จะดึง Services เหล่านี้ไม่ให้ทาง Microsoft นำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ และคาดว่าจะให้ใช้กับ Android และ OS ของตัวเองเป็นหลัก ซึ่งก็เข้าใจได้ แต่หลังจาก

  1. ยกเลิก Google Apps แบบฟรี (ก่อนหน้านี้ลดจำนวน user ใน free account ลงเรื่อยๆ)
  2. Google ถอด EAS (Exchange ActiveSync) ออกจาก Free Account ของ Gmail
  3. Google ประกาศปิด CalDAV API และแนะนำให้นักพัฒนาย้ายไปใช้ Google Calendar API แทน
  4. ยกเลิก Google Reader

ผมก็รู้สึกว่าได้เวลาเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว ผมจึงเริ่มค้นหาบริการและระบบที่ทดแทนบริการของ Google เพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นตัวประกันและลูกบอลให้ Google อยากทำอะไรก็ได้อีกต่อไป (สำหรับ Google แล้วผู้ใช้งานเป็นเพียงตัวประกันและลูกบอล?) ซึ่งผมก็ได้ย้ายบริการต่างๆ ที่เคยใช้กับ Google เมื่อหลายปีที่ผ่านมาแล้วย้ายออกมาเกือบหมดแล้ว เลยเอารายการมาแบ่งปันครับ

  • Gmail ที่เสียเงินผ่าน Google Apps แต่ไม่สนับสนุน Windows phone 8 ย้ายไปใช้ Office 365, Outlook.com, Hotmail.com และ Yahoo.com
  • Google Talk ย้ายไปใช้ Skype และต่อ Google Talk ผ่าน Outlook.com
  • Google+ เล่นให้น้อยลง และใช้ Facebook และ Twitter เป็นหลัก
  • YouTube ย้ายไปใช้ Vimeo แทน
  • Blogger ย้ายไปใช้ WordPress และติดตั้ง WordPress บน Host ตัวเอง
  • Google Music ปรกติซื้อแต่ใน iTunes
  • Google Photos (Picasa) ย้ายไปใช้ 500px, Flickr และ Facebook แทน
  • Google Reader ยกเลิกบริการและจ่ายค่าบริการให้กับ NewsBlur แทน
  • Google Code ระบบ SVN มันล้าสมัยไปแล้ว ใช้ Git บน GitHub และ BitBucket แทน
  • Google Drive ระบบ Cloud Storage ยังไม่ดีพอ ใช้ SkyDrive, Dropbox, Box และ SugarSync แทน
  • Google Docs ยังมีปัญหากับภาษาไทยและยังทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้ (คนใช้ computer ทั่วไป ไม่ใช่ geek) ย้ายมาใช้ Office Web Apps และ Office 365 แทน
  • Google Calendar ระบบ Task และ Note ทำการ Sync ลำบาก ใช้ Outlook, Office 365 และ Yahoo.com แทน

ตอนนี้ที่ใช้จริงๆ มีเพียง 2 ตัวเท่านั้นคือ

  • Google Maps ตัวนี้ยังใช้คู่กับ Bing Maps และ Here Maps อยู่
  • Google Search ตัวนี้ยังเป็นหลัก แต่เริ่มๆ ปรับตัวมาใช้ Bing อยู่บ้างแม้ผลการค้นหาจะยังไม่เท่า แต่ขยะ SEO ก็น้อยกว่า ส่วนพวกงานวิจัยผมเปลี่ยนมาใช้ Microsoft Academic Search แทนแล้ว

ก็หวังว่าคนที่คิดแบบเดียวกันจะได้นำไปปรับใช้กันได้ครับ ;)

Google’s MASTER PLAN!. from Thomas Marsh-Connors on Vimeo.