รีวิว LG 34UC97 Curved Ultrawide monitor 21:9 IPS QHD LED 34” ที่เหมาะสำหรับเล่นเกมและทำงาน ให้ความรู้สึกเหมือนต่อ 2 จอ

หลังจากรีวิว LG 29UM65 Ultrawide 21:9 IPS LED monitor ขนาด 29” ไปก่อนหน้านี้ วันนี้ได้มีโอกาสได้ทดลองใช้งาน LG 34UC97 อีกครั้งประมาณ 2 อาทิตย์ โดยรอบนี้ไม่ได้มาแค่เฉพาะ 21:9 เท่านั้น แต่มาพร้อมความกับการออกแบบที่ตัวจอภาพมีความโค้งรับการกับการกวาดสายตา เมื่อเวลาใช้งาน และด้วยความที่เป็นจอภาพสัดส่วน 21:9 ซึ่งทำให้มันเหมาะกับใช้ทำงานเอกสารที่ต้องใช้การเปิดหลายๆ หน้าต่างแล้วอีกด้วย

IMG_20150202_114208

 

แรกเริ่มสัมผัส

image

จากรีวิวเก่า เราขอเล่าซ้ำสักหน่อยว่า โดยจากแผนภาพด้านล่าง จะเห็นได้ชัดเจนถึงขนาดของจอภาพ 21:9 ที่ได้พื้นที่แนวกว้างเพิ่มมากขึ้นกว่า 16:9 หรือ 16:10 อยู่ถึง 1 ใน 5 นั้นทำให้มันมีพื้นที่ในการทำงานในแนวนอนเยอะมากขึ้นจนสามารถที่จะเปิด หน้าต่างของโปรแกรมได้ถึง 2-3 หน้าต่างพร้อมๆ กันในแนวนอนได้

https://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/wp-content/filesuploaded/Image/-LG-29UM65-Ultrawide-IPS-LED-monitor_10310/image.png

สำหรับความกว้างในการแสดงผลของสีนั้น LG ก็ทำได้ตามที่บอกไว้ (เส้นสีแดง)โดยจากคำโฆษณานั้นรองรับ sRGB >  99% ซึ่งจากการที่ใช้งานมานั้น ผลการแสดงผลสีสันระหว่างการใช้งานตกแต่งรูปทำได้ดีเยี่ยม การไล่แฉดสีทำได้เที่ยงตรงดี แต่ต้อง calibrate monitor สักหน่อย (โดยผมจะมีกล่าวต่อเรื่อยๆ ว่าทำไม)

2015-02-15_191853

ช่องเชื่อมต่อที่เครื่องมีให้ มีดังต่อไปนี้

  1. ช่องต่อ Power Adapter
  2. ช่องต่อหูฟัง 3.5 mm
  3. ช่องต่อ HDMI 1-2 โดยให้มา 2 ช่อง ขนาดปรกติ
  4. ช่องต่อ Display Port ขนาดปรกติ
  5. ช่องต่อ Thunderbolt 1-2 โดยเพื่อรองรับการเชื่อมต่อแบบ Daisy-Chain
  6. ช่องต่อ USB 3.0 แบบขาเข้าสำหรับใช้ต่อร่วมกับ USB 3.0 ที่เป็นช่องขาออกที่มีให้ 2 ช่อง
  7. ช่องต่อ USB 3.0 ขาออกให้ที่ได้รับสัญญาณข้อมูลจาก USB 3.0 ขาเข้า โดยมันสามารถเอาไว้ชาร์จไฟมือถือที่ต้องการแรงดันไฟขนาด 1.1A ได้

ด้านซ้ายสุดจะมีปุ่มเปิด-ปิด

DSC_7944

2015-02-16_130802

สำหรับในส่วนของฐานจอภาพนั้น เป็นเหล็กชุบโครเมียมอย่างดี น้ำหนักค่อนข้างมา ลับคมตามขอบดีเยี่ยม

DSC_7927c

การเชื่อมต่อของตัวฐานจอภาพ และส่วนที่ยึดเข้ากับจอภาพนั้นใช้น็อตทั้งหมด 4 ตัวด้วยกัน โดยที่ฐานจอ 2 ตัวและที่ตัวจอภาพ 2 ตัว

น้ำหนักของจอภาพที่ลองกับฐานจอภาพนั้นจะถ่ายน้ำหนักได้ค่อนข้างดี โดยจะมีน้ำหนักลงไปตรงกลางระหว่างจุดด้านหน้าและด้านหลังจอภาพ ทำให้เมื่อตั้งจอภาพแล้วจอภาพไม่หงายหลังล้มได้ง่ายแต่อย่างใด

DSC_7921c DSC_7916c

อุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องนั้น มีคู่มือ แผ่น CD บรรจุ driver/software จำนวน 2 แผ่น, power adapter ขนาดใหญ่ (มาก), สาย DisplayPort, สาย HDMI และแผ่นพลาสติกปิดจอภาพด้านหลังบริเวณช่องต่อต่างๆ ให้ดูเรียบร้อยขึ้น

DSC_7897c

โดยส่วนตัวแล้วการต่อจอภาพเพื่อใช้งานให้ได้ภาพขนาด ระดับ QHD (3,440×1,440 pixel) ตามคุณสมบัติของจอภาพนั้น ผมต้องต่อผ่าน DisplayPort ซึ่งช่องต่อจอของรุ่นนี้อาจจะมีปัญหาสักหน่อย เพราะด้วยหัวของสาย DiaplayPort ที่ใหญ่และแข็ง อาจจะต้องใช้แรงในการกดเข้าไปต่อ และใช้แรงกดและดึงออกมา เมื่อปลดออก ซึ่งตรงนี้ต้องระวังกันสักหน่อย และเมื่อต่อเข้าไปเรียบร้อยแล้วจะก็เอาแผ่นปิดหลังจอมาปิดให้เรียบร้อย

จากข้อมูลข้างต้น จอภาพรุ่นนี้เป็นจอภาพระดับ QHD (3,440×1,440 pixel) หรือระดับเทียบเท่า 2K หรือ 2,560 x , 1,440 pixel แต่เพิ่มความกว้างเข้ามาเพิ่มขึ้นนั้นเอง

DSC_7844

ประกอบเสร็จเรียบร้อย ก็พร้อมใช้งาน ด้วยขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ และด้านกว้างที่กว้างพอสมควร ทำให้ต้องกวาดสายตาไปมาค่อนข้างมา เวลาใช้จริงๆ อาจจะต้องปรับตัวอยู่นานพอสมควร

ตัวจุดต่อกับฐานจอภาพนั้น สามารถใช้ Wallmount Bracket ที่เป็นอุปกรณ์เสริมของ LG เพื่อนำไปแขวนบนผนังได้ด้วย

 

ความรู้สึกระหว่างการใช้งาน

DSC_7848

มาดูความโค้งของจอภาพนั้นไม่ได้โค้งจนหน้ากลัว หรือทำความคุ้นเคยยากเกินไปนัก ส่วนตัวแล้วใช้เวลาปรับตัวอยู่ 2-3 วันก็คุ้นเคยได้อย่างดี การโค้งของจอภาพแบบนี้นั้น ช่วยในการทำงานในระยะใกล้ๆ ที่ตาของผู้ใช้งานห่างจากจอภาพประมาณ 50-60 cm ได้ดีขึ้น ซึ่งช่วยให้เราไม่ต้องชะโงกไปซ้าย-ขวาไปมาเวลาดูมุมจอภาพ เพราะด้วยความที่จอภาพนั้นยาวกว่าความคุ้นเคยตามปรกติที่ใช้งานกัน 16:9 ในแบบ Full HD แบบเดิมๆ (รูปสุดท้ายด้านล่าง)

DSC_7835 DSC_7837

DSC_7803c

การปรับจอภาพนั้นใช้จอยสติ๊กเล็กๆ ที่ด้านล่างขอภาพที่ถูกซ่อนไว้ โดยเมนูจะเพิ่มเติมขึ้นมา โดยในรุ่นนี้ยังคงมีความสามารถที่ชื่อว่า Dual Link คือต่อจอภาพจากแหล่งสัญญาณภาพหลายแหล่งให้แสดงผลได้พร้อมๆ กัน

สำหรับความสามารถที่เพิ่มเติมเข้ามาคือ MaxxAudio ที่ให้เสียงลำโพงที่อยู่ที่จอภาพนั้นดังมากขึ้น ซึ่งคงจะเหมาะกับหลายๆ คนที่ไม่อยากมีลำโพงตั้งอยู่บนโต๊ะทั่วๆ ไป การมาซ่อนและอยู่กับจอภาพก็ทำให้โต๊ะดูโล่งมากขึ้น และดูสะอาดตา แต่เรื่องมิติเสียงนั้น ส่วนตัวแล้วเฉยๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไร

ในส่วนของความสว่างของจอภาพนั้น ตัวจอภาพให้ความสว่างที่ค่อนข้างมาก แต่ด้วยการ calibrate จอภาพที่เหมาะสมต่อการใช้งานด้านภาพถ่ายและงานเอกสาร จึงต้องปรับลดคามมสว่างลงมาค่อนข้างเยอะ โดยจากที่ได้ทดสอบนั้น ต้องลดลงไปเกือบๆ 40 unit (หน่วยของการปรับของจอรุ่นนี้) แต่ดูเหมือนว่าที่ 40 จะให้แสงสว่าง 132cd/m^2 และไม่สามารถลดลงไปมากกว่านี้ได้แล้ว ซึ่งตามปรกติ จอภาพที่ใช้ทำงานด้านภาพถ่ายจะปรับลดลงเหลือเหลือประมาณ 120cd/m^2 ก็อาจจะลำบากสักหน่อยกับงานภาพที่ต้องการดูโทนสีด้านมืดที่ดำสนิท

DSC_7852

image image

สำหรับการเล่นเกมบนจอกว้างๆ แบบนี้ ก็ดูเแปลกตากว่าปรกติมากเลย ผมได้เอาเกม Batman Arkham Origins มาลองเล่นดู โดยรวมพอเล่นไหว แต่ด้วยเครื่องที่มีการ์ดจอแรงเมื่อหลายปีก่อน เลยกระตุกอยู่พอสมควร เพราะต้องขับความละเอียดของเกมไปที่ระดับ 3,440 x 1,440 pixel หากต้องเล่นเกมบนความละเอียดขนาดนนี้ แนะนำให้การเครื่องที่แรงๆ และการ์ดจอที่แรงสุด ๆ มาเล่น ผมคิดว่าจะได้รับความบันเทิงที่แปลกใหม่มากขึ้น

DSC_7830

ระหว่างการเล่น Batman Arkham Origins จะสังเกตเห็นโทนสีฝั่งมืดที่มองยากกว่าปรกติ โดยเฉพาะเงาในที่มืด แต่ทั้งนี้คงเป็นเป็นตอนที่ยังไม่ได้ calibrate monitor และหลังจากที่ calibrate monitor แล้ว การแสดงผลโทนสีดำและโดนเงากลับแสดงผลได้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ซึ่งนั้นเป็นที่ค่อนข้างแน่ว่า หากได้จอภาพมา อาจจะต้องทำ calibrate monitor เพิ่มเติมสักหน่อย เพื่อการแสดงผลช่วงมืดที่ดีมากขึ้น

DSC_7815

สำหรับการแสดงผลของภาพยนต์ต่างๆ นั้น เรื่องความกว้างและการแสดงผลด้านสีสันไม่ได้แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้านี้อย่าง LG 29UM65 มากมายนัก แต่ด้วยความที่จอภาพเป็นแบบโค้ง จึงให้ความรู้สึกเหมือนดูบนจอภาพยนต์ตามโรงภายยนต์มากขึ้น (โรงภาพยนต์ส่วนใหญ่จะจอโค้งหน่อยๆ)

DSC_7858c

ในด้านการใช้งานทั่วไปนั้น แน่นอนว่าจอภาพละเอียดระดับ 3,440 x 1,440 pixel ย่อมให้พื้นที่ในการทำงานมากขึ้น โดยระหว่างนำมาทดสอบ ก็ใช้เอามาดูไฟล์ต่างๆ ที่เรียงกันได้มากขึ้น (แต่ก็นั่งไล่กันลายตาขึ้น) ได้พื้นที่สำหรับการทำงานหลายๆ อย่างพร้อมๆ กันนั้น ทำให้การทำงานสะดวกสบายเพิ่มขึ้น

ส่วนตัวเป็นคนใช้ทำงานด้านเอกสาร และการพัฒนาโปรแกรมต่างๆ อยู่แล้ว เมื่อเอามาใช้ทำงานด้านนี้แล้ว ค่อนข้างสะดวกสบายอย่างมาก

DSC_7886

DSC_7860 DSC_7887

 

สรุปการใช้งานระหว่างทดสอบ

  1. จอภาพโค้ง ให้ประสบการณ์ในการใช้งานที่แปลกใหม่กว่าเดิมอย่างมาก ช่วยให้การใช้งานนั้นสะดวกในการกวาดจอภาพให้ครบทั้งพื้นที่ของจอภาพที่เป็นสัดส่วน 21:9 ได้มากขึ้น
  2. การแสดงผลระหว่างการเล่นเกมและดูภาพยนต์ทำได้อย่างดีเยี่ยม แม้จะต้อง calibrate monitor ก่อนเพื่อให้การแสดงผลส่วนมืดทำได้ดีมากขึ้น ซึ่งคงไม่สะดวกสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป แต่สำหรับมืออาชีพแล้ว ค่อนข้างแสดงได้ดีหลังจาก calibrate monitor แล้ว
  3. ช่องเชื่อมต่อต่างๆ หลังจอภาพมีความหลากหลายอย่างมาก port USB 3.0 ให้มานั้น ไม่ใช่แค่ช่วยให้เชื่อมต่อกับ external hard drive หรือ flash drive ต่างๆ ได้ แต่ยังเชื่อมต่อชาร์จไฟเข้าอุปกรณ์อย่างมือถือ หรือแท็บเล็ตได้ด้วย
  4. ราคาในไทยขายอยู่ที่ราคา 32,900 บาท ซึ่งขนาดจอภาพ ความสามารถ และราคาระดับนี้ น่าจะเหมาะสมกับมืออาชีพที่ทำงานด้านภาพถ่าย วิดีโอ หรืองานด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์มากกว่า แน่นอนว่า กลุ่มเป้าหมายของ LG ที่ทำตลาดจอภาพรุ่นนี้ มุ่งจำหน่ายกลุ่มเพื่อความบันเทิงอย่างการเล่นเกมด้วย ซึ่งส่วนตัวอาจจะเป็นทางเลือกที่แพงไปสักหน่อย แต่เรื่องนี้ต้องอยู่ที่กลุ่มผู้ซื้อที่เอาไปเล่นเกมนั้นเป็นกลุ่มที่เล่นเกมแนวไหน หากเป็น hard core gamer เล่นเกมแนว FPS แล้ว ก็อาจจะมองค่าตัวระดับนี้ไม่ใช่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด
  5. การแสดงผลความละเอียดระดับนี้อาจจะต้องตรวจสอบการ์ดจอและจุดเชื่อมต่อของเครื่องที่จะเอามาเชื่อมต่อว่าพร้อมหรือไม่ เพราะหากไม่พร้อม อาจจะซื้อของแพงมา แต่ใช้งานไม่ได้เต็มประสิทธิภาพได้ (ซึ่งน่าเสียดายมาก) และแน่นอนว่าการใช้จอภาพความละเอียดระดับนี้ ต้องใช้คู่กับ mouse ที่มีความละเอียดสูงมากๆ (high dpi) ไม่เช่นนั้น การลากเมาส์ไปจุดต่างๆ บนจอภาพจะไม่สะดวกอย่างมาก

ข้อมูลด้านเทคนิดอื่นๆ LG UltraWide QHD IPS Monitor 34UC97 34″ 21:9 Curved UltraWide Monitor – LG Electronics TH

ว่าจะซื้อ Bluray ราคาไม่เกินสามพัน ดูไปดูมา ไปถอย PS4 เฉยเลย

ช่วงสิ้นเดือนที่แล้ว ว่าจะซื้อ Bluray ราคาไม่เกินสามพันหน่อยๆ เอามาไว้ดูหนังหรือคอนต่างๆ ที่มีแผ่นอยู่ แต่ดูไปดูมากลับไปถอย PS4 (พร้อมจอยอีกตัว และเกม FIFA 15) ราคารวมๆ แล้วเกือบสองหมื่นแทน ><”

คือเหตุการณ์เนี่ยจะประมาณว่า เครื่อง Blu-ray Player ราคา 3,990 บาท แล้วมีเสียงกระซิบบอก “เพิ่มอีกหน่อยได้ PS3 แล้วนะ” ก็เลยลองเดินไปที่ร้าน Nadz ที่ ชั้น 5 ของ Digital Gateway พอเดินไปถึงร้าน ลองถามราคา PS3 ได้ความว่าราคา 8,990 บาท แต่ก็เผื่อถามๆ PS4 เลยถามเพิ่มก็ได้ราคา 14,990 บาท แต่แล้วก็มีเสียงกระซิบบอก “เพิ่มอีกหน่อยได้ PS4 แล้วนะ”

สุดท้ายถอย PS4 แทน แบบงงๆ ตามเสียงกระซิบ แต่มานั่งดูบันไดราคา นี่มันเพิ่มที่ละเท่าตัวตลอดเลยนี่หว่า ><”

ปล. ราคา PS4 เครื่อง ศ. Sony shop ราคา 16,900 บาท ส่วนเครื่องที่ผมซื้อเป็นเครื่องสิงค์โปร์ แต่เข้า ศ. ไทยได้ และลงทะเบียนอัพเดทวันที่ซื้อแบบออนไลน์จะได้ประกันเพิ่มเติมอีก 2 เดือน รวมเป็น 14 เดือน ก็มีประกันยาวๆ อุ่นใจกันไป

IMG_20150131_200618 IMG_20150131_200711

ซึ่ง PS4 มันคือ game console ตัวแรกในชีวิตผมเลยครับ เลยค่อนข้างตื่นเต้นสักหน่อย

แน่นอน ซื้อของพวกนี้ และราคาค่อนข้างแพง มันก็มีเหตุผลที่ซื้อ PS4 อยู่หลายข้อ (แต่ยังถูกกว่า smart phone หลายๆ รุ่น)

  1. มันใช้เป็น Blu-ray Player ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดอยู่ตอนนี้พอดี และแน่นอนว่ามันเป็น Media Center ที่ค่อนข้างโอเค แต่ยังไม่รองรับ DLNA แต่พอเอามาใช้กับ Sony Bravia ที่ซื้อไปเมื่อปีก่อนแล้ว ซึ่งเชื่อมต่อ PS4 ด้วยความสามารถ HDMI Device Link มันก็ทำงานได้เนียนดีมาก
  2. คิดว่าจะเล่นเกมบน console แทน PC น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า อย่างน้อยๆ ก็ไม่ต้องอัพเครื่องไปอีก 2-3 ปีเป็นอย่างน้อยๆ แน่ๆ กลายเป็นว่า การซื้อ notebook ราคาแพงเพื่อเอามาใช้งานและเล่นเกมดูมีตัวเลือกเพิ่มมากขึ้น
  3. แน่นอนว่าผมเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่าง XboxOne ก่อนซื้อ ซึ่งส่วนตัวอย่างได้มากกว่า แต่ในไทย Microsoft ไม่คิดจะขาย ราคาเครื่องหิ้วแพง เสียส่งซ่อมต่างประเทศ ซึ่งมันรอนาน ซึ่งทั้งหมดนี้ยังไม่เท่ากับตัวเกมและเนื้อหาต่างๆ ไม่สามารถใช้บริการในไทยได้สะดวกนัก ว่าง่ายๆ คือ ลูกเมียน้อย (อีกแล้ว) ซึ่งผมไม่ชอบความรู้สึกลูกเมียน้อย เลยตัดทิ้งไปเลย

IMG_20150215_114037

ซึ้ง ณ ตอนนี้มีเกมที่เป็นแผ่นอยู่ 2 เกม และซื้อแบบออนไลน์ 1 เกม ส่วนเกมอีก 5-6 เกมในเครื่อง เป็นเกมที่โหลดฟรีตามสิทธิ์ของ Playstation Plus

  1. The Last of Us บน PS4 นี่อย่างกับหนัง เมื่อวานคุณแฟนนั่งเล่น แล้ว อืมมมม อารมณ์แม่มหนังมาก ภาพสวยเทพจริง คะแนนรีวิวค่อนข้างดี มีแต่คนแนะนำว่าควรมีไว้ติดเครื่อง
  2. FIFA 15 อันนี้ก็สนุกดีมาก แน่นอนว่าตอนแรกๆ จะงงๆ เพราะการควบคุมไม่เหมือน Winning ที่คุ้นเคย (หรือเพราะผมไม่ได้เล่นเกมพวกนี้นานก็ไม่รู้) แต่งานภาพ ความสมจริง นี่อย่างกับนั่งดูบอลจริงๆ เลย ค่อนข้างประทับใจ (เหมือนเป็นเกมภาคบังคับมากๆ สำหรับผู้ชายที่ซื้อ game console มาเล่น เท่าที่เจอซื้อมาเล่นเกือบทุกคน)
  3. Destiny เกมนี้อ่านรีวิวมีทั้งคนด่า คนชม คือชอบก็ชอบเลย ไม่ชอบก็เกลียดเลย ค่อนข้างเยอะ แต่ส่วนตัวชอบเกมแนว Halo เป็นทุนเดิมตอนที่ได้เคยสัมผัสจากเพื่อนๆ เมื่อหลายปีก่อนแล้วค่อนข้างประทับใจ ประกอบกับมีคนเชียร์หลายคน ก็เลยจัดมาเล่น ซึ่งก็ไม่ผิดหวังแต่อย่างใด ถือว่าเป็นอีกแผ่นที่ซื้อมาแล้วไม่เสียดายเงิน

หลังจากที่ซื้อมา ก็ผ่านมา 2 อาทิตย์หน่อยๆ ผมมองว่า มันโอเคดีนะ โดยวันแรกที่เริ่มต้นใช้งานก็สมัคร Playstation Plus แบบจ่ายรายเดือนดูก่อน ซึ่งผมจ่ายแบบเดือนต่อเดือน ซึ่งจะตกที่เดือนละ 170 บาท ถ้าจ่ายรายปีถูกกว่าเยอะมาก (ราคาประมาณเกือบๆ 1,200 บาท) คิดว่าต่อไปคงจะจ่ายรายปี แต่รอให้หมดอายุก่อนแล้วค่อยซื้อ ดูซึ่งตัวสิทธิประโยชน์ในการเลือกเกมฟรี อย่างเดือนที่ผ่านมาได้เกม inFamous: First Light ฟรีมาเล่น และมีเกมอื่นๆ อีก ซึ่งดีงามมาก เพราะมีเกมให้เล่นแบบไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่มอีก และยังมี เกม exclusive และส่วนลดก็มีให้เลือกพอสมควร แต่แน่นอนว่าน้อยกว่า US และ JP

สำหรับการซื้อเกมพวกนี้แบบออนไลน์บน Playstation Store แนะนำว่าให้ไล่ดูว่าราคาบนออนไลน์ หรือแบบซื้อแผ่นตามร้าน ซื้อที่ไหนถูกกว่ากัน (อันนี้ต้องเช็คสักหน่อย) เพราะบางเกมราคาถูกกว่าตามร้าน หรือบางเกมแพงกว่าตามร้านแต่ แต่ที่แน่ๆ คือเสียเวลาโหลดหน่อย ซึ่งอย่างผมลองซื้อ The Last of US ซื้อถูกกว่าซื้อแผ่นตามร้าน แต่เจอว่าเกมขนาดประมาณ 40GB แล้วน้ำตาจะไหล ทิ้งรอโหลดไว้ทั้งคืน แล้วตื่นเช้ามาค่อยเล่น ซึ่งความเร็วในการโหลดจาก CDN ช่วงวันนั้นค่อนข้างเร็ว แต่ก็มีบางวันที่ช้า ซึ่งก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ก็วัดดวงกันไปเป็นรายวัน

ส่วนราคาแผ่นเกม หรือตัวเกมนั้น ผมว่าราคามันถูกลงกว่าเมื่อก่อนพอสมควร ตอนนี้เกมกระแสหลักอยู่ประมาณ 1,300 – 2,000 (โดยประมาณ) ถือว่าไม่ได้แย่ อาจจะมีเกม remastered บ้าง ที่ราคาถูกกว่า ก็เอาไว้เล่นแก้คิดถึงได้อยู่บ้าง

สรุปความเสียหายทั้งหมดคือ 21,380 บาท (ไม่รวม Playstation Plus)

  • Sony PS4 500GB – Jet Black (Asia) ราคา 14,990 บาท
  • Dual Shock 4 – Black (Asia) ราคา 1,990 บาท – อันนี้ซื้อเพิ่มเติมมา เผื่อสำหรับเกมที่เล่นได้สองคนพร้อมๆ กัน และมันสามารถทำเป็นตัว auto sign-in ของแต่ละ account ของ PSN ได้ทันทีอีกด้วย
  • Sony PS4 Vertical Stand ราคา 990 บาท – ด้วยความที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้น วางตั้งน่าจะเป็นคำตอบที่ดีกว่า
  • Gametech Dust Proof Cap Set – Black for PS4 ราคา 590 บาท – อันนี้เป็นส่วนที่ตามรอยต่อ และพอตต่างๆ ของ PS4 ป้องกันฝุ่งเกาะ
  • Analog Cap x 2 ราคา 190 บาท – เอาไว้สวมทับอีกชั้น ป้องกันตัวยางคันโยกบริเวณจอยมันหลุดออกมา ถนอมมันไว้สักหน่อย เพราะถ้าหลุดออกมา อาจจะลำบากกว่าในอนาคต (ถือเป็นภาคบังคับที่คนส่วนใหญ่ต้องมีไว้)
  • Destiny /W PSN Plus 1 Month [Z3] ราคา 1,390 บาท
  • FIFA 15 [Z3] ราคา 1,890 บาท
  • The Last of Us Remastered full game [PSN] ราคา 1,340 บาท

สำหรับ Sony PLAYSTATION Network นั้น ตัวระบบ Authentication ยังไม่รองรับ 2-factor authen และมีข่าวร้ายว่า ตัว Sony นั้นเก็บรหัสผ่านเป็นแบบ plaintext อีกด้วย คำแนะนำคือ ให้ใช้รหัสผ่านแยกจากบริการอื่น และควรใช้รหัสผ่านที่ยากต่อการคาดเดาอีกด้วย เพราะหากมีการจัดเก็บข้อมูลหมายเลขบัตรเครดิตในชื่อบัญชีของเราแล้วนั้น อาจเสี่ยงต่อการนำไปใช้งานที่ไม่พึงประสงค์ได้

อ้างอิง: Sony Online Entertainment – Authenticator FAQ และ Shocking: Sony Learned No Password Lessons After The 2011 PSN Hack

ทั้งหมดที่เขียนๆ มา ถือว่าค่อนข้างประทับใจกับ PS4 แม้ส่วนตัวจะเชียร์ XboxOne และอยากได้ แต่ถ้ามองในความคุ้มค่าและเนื้อหาแบบออนไลน์ที่ game console ยุคใหม่ต้องสามารถทำได้แล้วนั้น ผมถือว่า PS4 ทำออกมาได้ดีกว่า XboxOne อยู่สักหน่อย

ชวนใช้ทรูทริปเปิ้ลสุข มาดูว่ามันคุ้มค่ากว่ายังไง

ไม่ได้เขียน blog มาสามเดือนกว่าๆ คือไม่ใช่อะไร เพราะช่วงสิ้นปีเป็นช่วงที่ย้ายมาอยู่คอนโดแทนแมนชั่น ประกอบกับงานเยอะมากเลยแทบไม่ได้เขียนอะไรลง blog เลย ได้แต่เขียนอะไรสั้นๆ ลง facebook หรือ twitter เป็นหลักมากกว่า

ซึ่งด้วยความที่มาอยู่คอนโดเลยต้องติดตั้ง internet ใช้งานเอง จากปรกติที่อยู่แมนชั่นจะใช้งานของส่วนกลางไม่ต้องดำเนินเรื่องใดๆ แต่มารอบนี้เลยต้องดำเนินการเองทั้งหมด ฉะนั้นพอย้ายมาอยู่คอนโดเลยได้ใช้บริการของ True เพิ่มเติมอีกตัวนอกจาก truemove H นั้นก็คือ trueonline โดยตอนแรกไป True Shop แล้วก็ขอทำเรื่องติดตั้ง ซึ่งคอนโดที่ผมอยู่ใช้ได้แต่ ADSL เท่านั้น อดใช้ Fiber เลย ด้วยความเร็วก็คงเอาพอใช้งาน ก็เลยทำสัญญาเช่าที่ความเร็ว 13Mbps/1Mbps ราคา 599 บาท กรอกๆ เอกสาร แล้วก็รอเค้ามาติดตั้ง ซึ่งค่าใช้จ่ายก็ไม่มีอะไรนอกจากจ่ายค่าบริการรายเดือนเท่านั้น ส่วนค่าอุปกรณ์ ค่าติดตั้ง-เดินสาย ก็ไม่ได้เสียอะไร ส่วนการจ่ายเงิน ก็รอบิลเรียกเก็บเท่านั้น ไม่ต้องให้ค่าบริการแก่พนักงานทั้งที่ True Shop และพนักงานติดตั้งโดยตรงแต่อย่างใด ซึ่งก็ค่อนข้างง่ายและสะดวกดี

วันมาติดตั้งก็มาจั้มสาย ทดสอบ ได้ router มาเสียบ โดย ADSL Modem/Router เป็นของ Zyxel รุ่น P-660HN-T1A ซึ่งก็พอใช้ได้ สำหรับเครื่องไม่เยอะมากนัก

IMG_20141219_165004 IMG_20150214_172406

แต่สุดท้าย ด้วยความที่ใช้แชร์กับเครื่องค่อนข้างเยอะ รวมๆ แล้วที่ทำ static IP รวมๆ ก็กว่า 20 เครื่อง เลยต้องหา router อย่าง D-Link DIR-860L ที่มี CPU, RAM และ ROM ค่อนข้างเยอะ มาทำงานร่วมกันแทน โดยปิด WiFi ที่ ADSL Modem/Router ซะ เอามาต่อกับช่อง WAN ของ D-Link แทน แล้วให้ตัว D-Link นั้นเป็นคนกระจายสัญญาณ และเป็นคน route ข้อมูลเป็นหลัก ส่วน ADSL Modem/Router ก็ทำหน้าที่เป็นแค่ทางผ่าน ให้มันคิดน้อยๆ หน่อย เพราะเดี่ยวมันทำงานไม่ทันแล้วจะอืดๆ แทน

พอใช้ๆ ไปสักเดือนกว่าๆ แล้วได้ข้อมูลว่ามีโปรชื่อ “ทรูทริปเบิ้ลสุข” ที่คุ้มค่ากว่า สำหรับอินเทอร์เน็ตผ่านสายโทรศัพท์ เพราะให้บริการแบบพ่วง 3 บริการในราคาที่คุ้มค่ากว่า คือ trueonline, truevisions และ truemove H ซึ่งจากปรกติ ผมใช้มือถือของค่าย AIS, Truemove H และ TOT 3G เป็นหลัก ก็เลยเหมือนว่า ถ้าเราเอา truevisions มาอีกสักตัวแล้วราคาที่จ่ายมันไม่ได้แตกต่างจากเดิมมากก็น่าจะดี ซึ่งส่วนของโปรของ “ทรูทริปเบิ้ลสุข” ลองอ่านดูแล้วก็คิดว่า จากปรกติจ่ายค่าเน็ต 599 บาท รวมกับ truemove H ที่ตัวเองใช้แบบเติมเงินอยู่เดือนละประมาณ 200-300 บาท รวมๆ แล้ว ถ้าเอามาจ่ายเป็นแพ็คแบบ 899 บาทแทนน่าจะดีไม่น้อย เพราะผมก็จะได้ trueonline ที่ความเร็วเพิ่มขึ้นจาก 13Mbps/1Mbps เป็น 16Mbps/1Mbps, ทรูวิชั่น HD แบบ Happy Family (177 ช่อง 7 HD) เพิ่มเติมเข้ามา โดยจ่ายเท่าเดิม เลยตัดสินใจเอาตัวนี้ไปแทน ซึ่งเงินที่จ่ายไปก็เหมือนได้ truevisions เป็นของแถมมาให้ได้ดูอะไรเพลินๆ แทน ส่วนหากอยากดูอะไรเยอะกว่าโปร 799 หรือ 899 บาท ที่ truevisions ค่อนข้างจะเหมือนเป็นของแถม ก็จ่ายอัพเพิ่มเข้าไปอีกพอสมควร ซึ่งก็อยู่ที่ความคุ้มค่าของแต่ละคนในส่วนนี้

IMG_20150214_172836

สำหรับใครที่บ้าน-คอนโดสามารถใช้ไฟเบอร์เคเบิลอินเทอร์เน็ตได้ จะได้ใช้โปรที่ชื่อว่า “ทรูสุขคูณสาม“ ซึ่งจะคุ้มค่ากว่าที่เป็นอินเทอร์เน็ตผ่านสายโทรศัพท์ที่ผมได้รับเยอะกว่า ในราคาที่จ่ายเท่ากัน เพราะได้ truevisions ที่ช่องเยอะกว่า และ trueonline ที่ได้ความเร็วมากกว่าเท่าตัว (ขาอัพโหลดได้ 3Mbps เป็นอะไรที่สวรรค์มากสำหรับคนที่ทำงานด้านพัฒนาโปรแกรมแบบผม) และหากใครไม่ได้ใช้ truemove H จะมีโปร ทรูดับเบิ้ลสุข และ ทรูสุขคูณสอง ให้ใช้บริการแทน ซึ่งจะพ่วงบริการ trueonline และ truevisions เข้าด้วยกัน แต่ดูๆ แล้วจะได้ความเร็วของ trueonlines น้อยกว่า

หมายเหตุ: จากโปรจะเห็นว่าความเร็ว internet ผ่านไฟเบอร์เคเบิลอินเทอร์นั้นจะได้สูงกว่ามากเกือบเท่าตัว แต่มาพร้อมกับการพ่วงการใช้เทคโนโลยีที่โฆษณาว่าชื่อ speedboost ซึ่งคล้ายๆ กับการ QoS และความเร็วที่ใช้ได้จริงๆ จะอยู่ประมาณ 18Mbps สำหรับดาวน์โหลด ส่วนอัพโหลดจะอยู่ที่ประมาณ 1-2Mbps

IMG_20150207_123224

ในขั้นตอนของการขอใช้โปรดังกล่าวก็ไม่ได้ยากอะไร แค่ไปที่ ศ. True ตามห้าง ต่างๆ ให้เค้าจัดการให้ก็ได้แล้ว โดยอย่างของผมนั้น ผมไปทำเรื่องที่สาขาเซ็นทรัลพระรามสาม โดยบอกว่าเรามีบริการอะไรอยู่ก่อนที่จะใช้โปรนี้บ้าง อย่างผมมีสองตัวแล้ว ซึ่งเบอร์ truemove H ทีใช้อยู่เป็นแบบเติมเงิน พนักงานก็ปรับเป็นเบอร์รายเดือน แบบ iSmart 199 บาทให้ และสามารถใช้งานได้ทันที ส่วนการอัพความเร็วของ trueonline ตามโปรนั้นจะสามารถใช้งานตามความสุขที่ระบุไว้ในวันถัดไป โดยจะมี sms แจ้งมาที่เบอร์ truemove H ข้างต้นว่าใช้งานได้เมื่อไหร่ ส่วน truevisions นั้นจะมีการนัดหมายวันติดตั้ง truevisions ซึ่งก็หลังจากวันที่ทำเรื่องประมาณ 3-7 วัน แล้วแต่คิวของช่างที่จะมาติดตั้ง เราก็หาวันและเวลาที่ว่างตรงกัน

IMG_20150212_111146 IMG_20150212_105334

IMG_20150214_172638

การติดตั้งส่วนของ truevisions สำหรับคอนโดก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรครับ มีสายเดินพร้อมแล้ว เป็นสัญญาณผ่านสายแบบ L-Band โดยเป็นจานของคอนโดที่ติดตั้งไว้แล้ว เราแค่เชื่อมต่อสายสัญญาณเข้าห้องเฉยๆ ซึ่งจำนวนช่องที่ได้จากน้อยกว่าแบบไฟเบอร์เคเบิลอินเทอร์เน็ตตามที่บอกไว้ข้างบน โดยกล่องรับสัญญาณเป็นของ Samsung รุ่น HD-S10S

โดยรวมหลังจากใช้งานมาได้สักพัก ค่อนข้างโอเคดีสำหรับ truevisions แต่ช่องที่อยากดูบางช่องอาจจะน้อยกว่าที่อยากได้ ซึ่งต้องอัพไปแพ็คสูงกว่า บางครั้งก็อยากให้มีการซึ่งเป็นแบบ topup รายช่อง หรือแบบรายวัน หรืออะไรแบบนั้น เพราะบางครั้งอยากดูช่องกีฬาวันหยุดก็ไม่อยากจ่ายวันธรรมดา เพราะไม่ได้มีเวลาดู แต่ต้องจ่ายเต็มเดือนอะไรแบบนั้น

ส่วนพวกช่อง TV Digital บน Truevision คุณภาพด้อยกว่าได้จากกล่อง Set Top Box ที่เป็นของ TV Digital โดยตรงพอสมควร ซึ่งเป็นทั้งช่องความละเอียด SD และ HD (ช่อง HD นี่โดนลดความละเอียดเหลือ SD เพราะฉะนั้นคุณภาพไม่ได้ต่างกันกับ SD ) ฉะนั้น หากอยากดู TV Digital คุณภาพดี แนะนำจากกล่อง Set Top Box จะดีกว่า

ทั้งหมดเป็นข้อมูลเผื่อท่านที่สามารถติดตั้ง truevisions ได้ หรือใช้บริการทั้งสามส่วนนี้อยู่ก่อนแล้ว แต่ยังจ่ายแบบแยกกันอยู่ อาจจะเอามารวมกันซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้พอสมควรเลย

รีวิว LG 29UM65 Ultrawide 21:9 IPS LED monitor ขนาด 29” ที่เหมาะสำหรับทำงานโดยไม่ต้องต่อจอภาพเพิ่ม

เมื่อสัก 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสได้ LG 29UM65 มาทดลองใช้ ซึงเป็น Ultrawide 21:9 IPS LED monitor ขนาด 29” โดยมันเหมาะในการใช้ทำงานเอกสารที่ต้องใช้การเปิดหลายๆ หน้าต่างในเวลาเดียวกันเป็นอย่างมาก ทั้งยังพ่วงมาพร้อมกับรองรับความบันเทิงได้อย่างดีเยี่ยม เรามาดูกันว่ามันมีอะไรน่าสนใจและตอบโจทย์ในการทำงานอย่างไร

LG IPS Monitor Ultra Wide

DSC_7744c

จากแผนภาพด้านล่าง จะเห็นได้ชัดเจนถึงขนาดของจอภาพ 21:9 ที่ได้พื้นที่แนวกว้างเพิ่มมากขึ้นกว่า 16:9 หรือ 16:10 อยู่ถึง 1 ใน 5 นั้นทำให้มันมีพื้นที่ในการทำงานในแนวนอนเยอะมากขึ้นจนสามารถที่จะเปิดหน้าต่างของโปรแกรมได้ถึง 2 หน้าต่าพร้อมๆ กันในแนวนอนได้

image

สำหรับความกว้างในการแสดงผลของสีนั้น ค่อยข้างใกล้เคียงกับ sRGB พอสมควร (เส้นสีแดง) โดยจากคำโฆษณานั้นรองรับ sRGB >99% แต่จากการทดสอบ อาจจะมีการ calibrate หรือการปรับตั้งจอภาพที่อาจจะมีปัญหา ทำให้ได้โทนสีเขียวหลุดหายไปพอสมควร ซึ่งจะกล่าวเหตุผลต่อไปตอนพูดถึงการปรับตั้งค่าจอภาพ

2014-10-26_163156

การปรับแต่งหน้าจอทำได้ผ่านปุ่มใต้โลโก้ ที่มีเพียงปุ่มเดียว โดยกดปุ่มลงไปแล้วโยกไป-มาตามเมนูต่างๆ

จากการใช้งาน อาจจะต้องปรับตัวเล็กน้อยเพราะค่อนข้างใช้ความเคยชินในการเริ่มต้นใช้มากพอสมควร เพราะบางครั้งต้องกดและโยกปุ่มไปพร้อมๆ กัน

DSC_7725 image

การปรับแต่งนั้นส่วนที่ขาดหายไปที่ส่วนตัวมองว่าจำเป็นอย่างมาก คือการปรับ color temperature ที่ไม่พบการปรับแต่งอุณหภูมิสีตามค่ามาตรฐาน Kelvin เช่น 5000K, 5500K, 6500K หรือ 9300K แต่เป็น Warm, Medium และ Cool  แทน ซึ่งจากการค้นหาข้อมูลจากคู่มือของ LG ในรุ่นอื่นๆ นั้น  ค่า Warm คือ 6500K ส่วนค่า Medium หรือ Cool นั้นไม่ค่อยมีค่าแน่นอนสักเท่าไหร่ ทำให้เมื่อนำไปใช้งานปรับแต่งเพื่องานที่ซีเรียสเรื่องสี นอกจากค่า 6500K แล้วอาจจะต้องมานั่งไล่ปรับตามค่า RGB ซึ่งสามารถปรับแต่งได้ แต่ยุ่งยากกว่าพอสมควร ซึ่งนี่อาจเป็นสาเหตุให้เมื่อทำการ calibrate หน้าจอเพื่อหาค่า ICC ออกมาแล้วมีบางโซนของการแสดงผลสีที่ต่ำกว่าความเป็นจริงที่สามารถทำได้ ซึ่งหากใครไม่ได้ซีเรียสในเรื่องนี้มากนัก ก็อาจจะไม่ถือเป็นข้อแย่แต่อย่างใด เพราะค่าที่ตั้งมาให้จากโรงงานก็ให้ค่าสีที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับจอ LG E2360V-PN ที่ผมใช้งานอยู่มานานปี ซึ่งจอที่นำมาเปรียบเทียบนี้ ได้รับการปรับแต่ง color temperature เป็น 6500K และทำการ calibrate จอภาพแล้วเช่นกัน

 image image

แน่นอน อาจจะมีหลายๆ คนที่ใช้งานแล้วมีซอฟต์แวร์บางตัวไม่รองรับกับขนาดจอภาพ 2560×1080 แบนี้ เราสามารถมาปรับแต่ง Ratio ให้เป็น Original ก็ได้ ซึ่งเราสามารถที่จะทำให้การแสดงผลนั้นจำกัดขอบเขต แนวตั้งแทนแนวนอน อาจจะมีพื้นที่ขอบสีดำด้านซ้าย-ขวาขึ้นมาในพื้นที่ที่ไม่มีการแสดงผล อย่างที่ผมใช้เล่นเกมอย่าง StarCraft II หรือ Diablo 3 ก็เล่นได้อย่างสบายๆ

DSC_7766

แน่นอนว่าหากความละเอียดไม่ตรงตามที่จอรองรับจะมีข้อความเตือนว่าใช้ความละเอียดที่ไม่ตรงอยู่มาให้เราเห็นด้วย

DSC_7762

การเชื่อมต่อสามารถเชื่อมต่อกับ port อย่าง DVI, HDMI 1.4 , DisplayPort 1.2  และช่องต่อ audio in-out แบบ stereo speakers มาให้พร้อม เพื่อรองรับการเชื่อมต่อลำโพงในตัวจอภาพ และหูฟังภายนอกได้ในคราวเดียว

DSC_7728

ในการใช้งานนั้นส่วนตัวใช้ DisplayPort ในการเชื่อมต่อแทน HDMI ทีให้มาในกล่อง เพราะเนื่องจากเครื่องที่ใช้งานนั้น การ์ดจอรองรับการส่งภาพออกผ่าน HDMI ได้เพียง Full HD แบบ 1960×1080 เท่านั้น หากต้องการได้รับภาพขนาด 2560×1080 แบบ Ultrawide 21:9 นี้ ต้องต่อจอภาพผ่าน DisplayPort ซึ่งการใช้งานก็ไม่ได้แตกต่างจาก HDMI เท่าไหร่ เพราะส่งได้ทั้งภาพและเสียงมาได้ทันทีสบายๆ ฉะนั้นหากใช้จอภาพตัวนี้อาจจะต้องตรวจสอบการ์ดจอของท่านให้ดีว่ารองรับการเชื่อมต่อแบบใดจึงจะสามารถแสดงผลได้เต็มประสิทธิภาพ

DSC_7733 DSC_7736

สำหรับในส่วนของฐานจอภาพค่อนข้างแน่นหนาดีมาก และมีลำโพงขนาด 7 Watts ทั้งสองด้าน ให้มาพร้อมในตัว ซึ่งสามารถเล่นเสียงผ่านสาย DisplayPort หรือ HDMI ได้ทันที

ตัวจอยึดกับฐานจอด้วยน็อต 2 ตัวกัฐานจอที่ค่อนข้างแน่นอนมาก แต่เวลาประกอบจอครั้งแรกเมื่อใช้งาน ต้องค่อยๆ ขันน็อตและตรวจสอบให้เรียบร้อยเสียหน่อย เพราะจอภาพค่อนข้างหนักและอาจทำให้รูน็อตมีปัญหาได้หากขันไม่แน่นหนาพอ

DSC_7745

DSC_7752 DSC_7751 

ในด้านของความบันเทิง จริงๆ ส่วนตัวมองว่ามีประโยชน์ในส่วนของการแสดงผลสัดส่วนภาพที่เท่ากับ

โรงภาพยนตร์ หรือที่บรรจุในแผ่น Bluray ที่เดี๋ยวนี้มักเป็น 21:9 ทำให้การแสดงผลดูเต็มตา ครบพื้นที่ของจอภาพที่เรามีครับ อันนี้น่าจะเป็นที่ชื่นชอบสำหรับคนที่มีแผ่นหนัง Bluray เยอะๆ แล้วเอามาเปิดบนจอสัดส่วน 21:9 แบบนี้

DSC_7760

ความสามารถแบบ Dual Link-up คือความสามารถที่ทำให้จอภาพเราสามารถแสดงผลภาพจากอุปกรณ์ 2 ตัวมาแสดงผลบนจอภาพ 1 จอได้พร้อมๆ กัน โดยที่ผมใช้บ่อยๆ คือต่อจอภาพด้วย DisplayPort และ HDMI พร้อมๆ กัน ซึ่ง HDMI จะต่อจากมือถือที่เป็น port แบบ SlimPort อีกทีหนึ่ง

DSC_7767

ตัว Dual Link-up จะแบ่งครึ่งขอภาพด้านซ้ายและขวามาให้ ต่อเป็น PC อยู่ด้านซ้าย และ Android อยู่ด้านขวา ซึ่งเหมาะกับงานที่มีการนำเสนอควบคู่กันจากสองแหล่งการส่งภาพมาแสดงผล หรือจะนำมาประยุกต์ใช้กับการดูภาพยนต์ไปพร้อมๆ กับการทำงานก็ยังได้

โดยความสามารถแบบ Dual Link-up สามารถต่อเข้ากับจอภาพรุ่นนี้ได้ทั้งผ่าน DVI, HDMI และ DisplayPort ได้พร้อมกัน 2 อุปกรณ์ ซึ่งความการตั้ง Ratio ของทั้งสองฝั่งนั้นตั้งแยกได้อย่างอิสระ

DSC_7768

DSC_7772

จากทั้งหมดที่กล่าวมานั้น หากมองในมุมการทำงานในปัจจุบันนี้ เราต้องการพื้นที่ในการทำงานที่มากขึ้น ในชีวิตประจำวันในการทำงานเรามักเปิดโปรแกรมต่างๆ ขึ้นมาทำงานพร้อมๆ กันอยู่มากมายหลายตัว ซึ่งทำให้การทำงานบนจอภาพ Ultrawide 21:9 ตัวนี้ ตอบโจทย์การทำงานที่สามารถเปิดหน้าต่างของโปรแกรมได้พร้อมๆ กันโดยที่ไม่ต้องใช้การซ่อนลงมา taskbar เพื่อสลับไป-มาในระหว่างการทำงาน ซึ่ง LG 29UM65 นั้นโดดเด่นที่มีขนาดหน้าจอกว้างเพิ่มขึ้นจากหน้าจอ wide screen ขนาดมาตรฐาน 16:9 หรือ 16:10 โดยทั่วไปอีก 1 ใน 5 ทำให้เรามีหน้าจอที่สามารถทำงานได้มากขึ้นโดยไม่ต้องใช้จอภาพเพิ่มเติมแต่อย่างใด ซึ่งทำให้ชีวิตการทำงานสะดวกอย่างมาก

DSC_7716

สำหรับราคาขาย LG 29UM65 อยู่ที่ 17,900 บาท และทั้งนี้ LG IPS Monitor UltraWide มีอยู่ทั้งหมด 3 ขนาดที่วางจำหน่ายในไทย โดยอีก 2 ขนาดคือ หน้าจอ 34” ราคา 24,500 บาท และขนาดหน้าจอ 25” ราคา 9,900  บาท

ข้อมูลด้านเทคนิดอ่านได้ที่ LG 29UM65 IPS Monitor UM65 Series – LG Electronics TH

คัดลอกบทความไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม ส่ง notice ไม่พอ ต้องส่ง invoice ไปด้วย

หลังๆ ผมมีหลักคิดเรื่องการละเมิดเนื้้อหาบนอินเตอร์เน็ตที่รักษาผลประโยชน์ตัวเองเพิ่มขึ้น คือการละเมิดเนื้อหาที่ถูกนำไปทำซ้ำโดยไม่ถูกต้องตาม CC บน blog ตัวเอง หรือ Copyright บนเว็บที่จ้างเขียนบทความ โดยมีแนวคิดเพิ่มเติมไม่ใช่แค่แจ้ง notice ให้ลบออก หรือแก้ไขเท่านั้น แต่มีการเพิ่มเติมข้อเรียกร้องที่นำไปสู่การเสียประโยชน์จากการนำไปใช้แบบผิดวิธีตาม CC หรือละเมิด Copyright ที่ทำให้เสียประโยชน์ทางธุรกิจ ด้วยการส่ง invoice คิดเงินแนบไปพร้อม notice ด้วย

เหตุผลหลักๆ ที่มีการส่ง invoice เรียกเก็บเงิน เพราะเนื้อหาที่ระบุ CC นั้นต้องการ back link อย่างชัดเจน ซึ่งมีผลต่อ SEO ซึ่งน่าจะเป็นค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อในการนำบทความไปใช้ในขั้นต่ำสุด (ห้าม unfollow tag ด้วย) ส่วนของเนื้อหา Copyright นี่ก็ตรงๆ ตัวอยู่แล้ว โดยทั้ง 2 ส่วนนี้ โดยส่วนใหญ่คนนำไปใช้มักนำไปใช้งานเพื่อสร้างผลตอบแทนต่อตัวเองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการแบ่งส่วนผลตอบแทนที่คาดว่าจะเกิดจากนำเนื้อหาของเราไปใช้ จึงเป็นเรื่องที่ควรทำ และน่าจะ win-win กับทุกฝ่าย

การแค่ทำลายบทความทิ้งไปเฉยๆ บนเว็บที่นำไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาแบบ CC หรือ Copyright นั้นส่วนตัวมองว่าดูมักง่ายเกินไป เพราะการคิดแค่ว่าลบๆ แล้วก็จบๆ กันไป โดยไม่ได้มองบริบทในอดีตว่า ก่อนที่บทความที่ถูกนำไปใช้งานอย่างไม่ถูกต้องนั้น ได้สร้างผลตอบแทนแกผู้นำไปใช้มากมายเท่าใดๆ แล้วนั้น ดูจะไม่ยุติธรรมต่อผู้ผลิตผลงานเท่าใดนัก