สรุปหลังจากดู Pacific Rim จบ

  • เนื้อเรื่องไม่มีอะไรแปลกใหม่ เดาทางกันออก ผมว่าเรื่องพยายามทำให้มันมีเหตุผลดีทีเดียว กระจายบทดี มีที่มาที่ไป และเหตุผลต่างๆ ภายในเรื่องที่จะทำ โดยเฉลยทีละน้อย ต้องพยายามเก็บ มีบอกหมด ถ้าตามทัน ออกจากโรงมาไม่ค่อยมีคำถามให้คบคิดมากนัก
  • จุดขายเรื่องนี้ อย่าได้หวังเนื้อเรื่องที่หม่นมากมายระดับโนแลน หรือสืบสวนมาก เค้ามาดูหุ่นตีกับสัตว์ประหลาด! ซึ่งจุดขายที่ชัดเจนและผมมองว่าเค้าขายคนอยากเห็นฉากหุ่นตีกับสัตว์ประหลาดอย่างชัดเจน และผมเชื่อว่าความฝันที่อยากเห็นการตีกันแบบจัดเต็มในแบบที่ใช้เอฟเฟคระดับ Holywood ที่ไม่ใช่การ์ตูนนั้นเป็นจริงแล้ว และส่วนตัวมองว่าทำออกมาได้ดีมากเสียด้วย คอหนังหุ่นเหล็กและสัตว์ประหลาดแนวญี่ปุ่นคงชอบกัน ฝั่งญี่ปุ่นฝั่งนั้นเห็นว่าบ้ากันมาก คงเป็นฝันระดับชาติของเค้าจริงๆ (ก็นะนางเอกนี่ก็คนญี่ปุ่นเลยทีเดียว)
  • ย้ำอีกครั้ง ความฝันที่อยากเห็นหุ่นมาตีกับก็อตซิลล่า มันเป็นจริงแล้ว!!!
  • งานออกแบบต่างๆ เจ๋งมาก ทำให้รู้สึกว่าหุ่นเวลาสร้างในโลกความเป็นจริงมันจะประมาณนี้แหละ หุ่นพังได้ น๊อตหลุดเป็น มีขีดจำกัดมากกว่าสัตว์ประหลาดเยอะ
  • คู่พระ-นางของเรื่องชวนให้ฟินกันเป็นระยะ ส่วนตัวเข้าคู่กันดี

แนะนำให้ไปดูกันครับ มันมาก

คะแนน 9.5/10 (ให้มั่วมาก ไม่มีเหตุผลอะไร ความฟินส่วนตัว)

Man of Steel การกลับมาที่ทรงพลังของ Superman

Man-Of-Steel-2013-chest-look

Man of Steel เป็นหนังเปิดตัว Superman ในฉบับตีความใหม่ในรูปแบบของหนังที่เคารพต้นฉบับการ์ตูน และความเป็นชาวคริปตันอย่างเต็มที่ ไม่มีคู่ปรับใดจะสมน้ำสมเนื้อเท่ากับชาวคริปตันด้วยกันอีกแล้ว (เบื่อ Lex Luthor เบื่อมุขคริปโตไนท์)

ฉากเปิดตัวทรงพลัง ชวนขนลุก และอยากจะร้องออกมาว่า “มันต้องแบบนี้” ฉากในการบิน ต่อสู้ต่างๆ ทำได้น่าสนใจ มีความรู้สึกว่าซุปเปร์ฮีโร่ที่ไม่เจนสนาม สู้แบบกูมีแต่กำลังมันเป็นยังไง และซุปเปอร์ฮีโร่ที่มีแต่พลังแต่ไม่มีประสบการณ์ ขาดความรู้ ชั่วโมงบินน้อย พ่ายแพ้และโดนตบเกรียนได้ยังไง

อัตราการทำลายล้างของการต่อสู้ในหนังนั้นเข้าขั้นถ้าระเบิดโลกเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ในการเปิดตัวได้คงทำไปแล้ว มันไม่ดูเกินไปเมื่อเทียบกับสุดยอดซุปเปอร์ฮีโร่ที่มีพลังทำลายล้างระดับหัวแถวของค่าย DC และคู่ต่อสู้กับคู่ปรับระดับเจนสนามนั้นก็ทำให้อัตราทำลายล้างนั้นดูยิ่งใหญ่จนคุณไม่มีเวลาได้ละสายตา

ส่วนตัวแล้วเป็นการเล่าเรื่องในด้านปมชีวิต ความเป็นมาของพลังในตัว Superman  ดราม่าครอบครัวของซุปเปอร์ฮีโร่ และความมืดบอดของชีวิตชาวคริปตันได้ค่อนข้างโอเค ซึ่งเนื้อเรื่องไม่ได้แย่ แต่ก็เนื่อยๆ พอสมควร แต่ก็บางช่วงไม่รู้ว่าใส่มาทำไมซึ่งอาจหลับได้ในบางช่วง การลำดับภาพต่างๆ และความต่อเนื่องค่อนข้างน่าผิดหวัง อยู่ๆ ก็มา อยู่ๆ ก็ไป ลำดับเรื่องก็สลับ timeline ไป-มา ถ้าไม่ตามให้ดีหรือหลับไปบางช่วงอาจงงได้ โดยรวมไม่ถือว่าแย่ แต่ก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่ สำหรับในด้านของงานภาพและ CG ทำได้ดีเข้าขั้นโอเค (บางช่วงไม่ได้ดีมาก แต่ไม่แย่) การใช้แสงในการถ่ายทำที่ดูดี ดูมีมิติ และโทนภาพนั้นผมชอบมาก ดูใส่ใจกับมิติของภาพค่อนข้างดีเลยทีเดียว

ถ้าคุณต้องการกลับมาที่ทรงพลังของ Superman ไม่ผิดหวังแน่นอน มาให้คุณได้เสพมันอย่างจุใจ แต่นั้นคุณต้องผ่านบททดสอบด้านดราม่าที่น่าเบื่อชวนหลับอยู่บ้าง

คำเตือนก่อนเข้าไปดูหนังควรเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย หนังยาวกว่า 2 ชั่วโมง 10 นาทีกว่าๆ

Jarvis ใน IRONMAN ใช้ระบบอะไรในการประมวลผลและเก็บข้อมูล

Stark Industries ใช้ Oracle Cloud ในการจัดการระบบทั่วโลกรวมไปถึง Jarvis และ Services ที่ใช้ก็ได้แก่
– Oracle Social Network Cloud Service
– Oracle Database Cloud Service instance
– Oracle Java Cloud Service
– Oracle Exadata database appliance
– Oracle Exalogic Elastic Cloud
อ้างอิง: http://www.oracle.com/us/ironman3/omag-mj13-ironman-1936895.pdf

IRONMAN, Engineered for Heroes, Experience the Power of Oracle Cloud.

อืมมมมมม มิน่าล่ะ….

2013-05-03_232616

2013-05-03_234317

OBLIVION คู่กรรมไซไฟ+แฟนตาซี ที่มีจุดเปลี่ยนเพราะ “ผัวเมียได้กัน”

แนะนำว่า OBLIVION ควรดูโรง Digital ครับ หนังถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลความละเอียดสูงระดับ 4K เรื่องแรก เพราะฉะนั้นรับประกันว่าเนียน งานซีจีเนียนดี ภาพสวยคม กลับมาอยากโยน Full HD ทิ้ง!

294960851_1356142533

แนวเรื่องไซไฟ+แฟนตาซี ดราม่า แอ็คชั่นพอเป็นพิธี คือไม่ใช่แอ็คชั่นบู๊ล้างผลาญไซไฟเต็มขั้น เพราะฉะนั้น มีบางช่วงอาจทำให้ง่วงได้ งานดีไซน์ต่างๆ ในเรื่องดูล้ำดีมาก งาน UI ของ Computer ในเรื่องค่อนข้างออกแบบดูน่าสนใจดี (ไม่เยอะ แต่ชอบ)

Oblivion starring Tom Cruise

เรื่องราวเดาง่ายในบางจุด แต่บางจุดก็ต้องบอกว่า อ้าว! เฮ้ย! เลย

2417-TP-00034R-jpg_220724

Minority Report ก็เรื่องแล้ว มาเรื่องนี้ ผมว่าโอเคเลยนะ ทำไมหนัง Tom แกชอบมี UI ล้ำๆ มาให้เห็นอยู่เรื่อยก็ไม่รู้

นางเอก นางรอง แข่งกันสวย พระเอกเราก็สบายตัวกันไป แต่นางรองดูสวยกว่าหว่ะ #ห้ะ

เรื่องการห้ามเอากล้องเข้าโรงหนัง

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตอนแรกก็หงุดหงิดแฮะ … จริงๆ หงุดหงิดตั้งแต่สมัยห้ามเอา Notebook เข้าไปแหละ!!!! แต่หลังๆ Notebook ก็ปล่อยผ่านไป (ใครจะบ้าเอางานเข้าไปทำ หรือเอากล้อง webcam ถ่ายหนังฟร่ะ!)

ต่อมาสักปีเกือบๆ 2 ปี นี้ผมถ่ายรูปผมก็เจอเหตุการณ์ห้ามเข้ากล้องเข้าโรงหนังอยู่ครั้งนึง โชคดีที่วันนั้นผมหาที่ฝากที่ปลอดภัยกว่าการฝากกับเจ้าหน้าที่ของโรงหนังได้ เลยรอดตัวไป คืออย่างน้อยๆ ก็ไว้ใจได้กว่าเจ้าหน้าที่แน่นอน

หลังๆ ถ้าไปดูหนัง ผมจะไม่เอากล้องไปเลย ไม่อยากนั่งเครียดในโรงหนัง กังวลว่าออกมาจะเป็นยังไง เค้าจะขนย้ายเป็นไหม ตกแตกจะว่าไง แล้วถ้าหายหล่ะใครจะรับผิดชอบ ทำให้ผมเข้าโรงหนังน้อยลงพอสมควรเลย

คือผมไม่ค่อยชอบมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งอะไรกับเจ้าหน้าที่ของโรงหนัง เท่าไหร่เพราะรู้ว่าเจ้าหน้าที่ก็มีหน้าที่ของเขา และก็ไม่ใช่หน้าที่อะไรของเขาที่จะต้องรู้ว่าอุปกรณ์ลักษณะแบบนี้รุ่นนี้ มันถ่ายวีดีโอได้หรือไม่ได้ เค้าคิดแค่ว่ามันคือกล้อง ห้ามเข้า ก็จบๆ ไป คือผมพยายามเข้าใจเค้านะว่าบางคนแค่เอาตัวรอดให้พ้นเดือนก็ยากลำบากแล้วหล่ะ

อาจจะเพราะผมเคยทำงานด้านบริการคล้ายๆ แนวๆ นี้มาก่อนบ้าง แม้จะไม่คล้ายกัน แต่ก็หาเงินเองอยู่ตอนเรียน เลยพอทำให้เข้าใจว่าทุกครั้งที่เรามีเรื่อง ตัวเราเองก็จะสร้างปัญหา สร้างความเหนื่อยใจหนักใจให้กับเจ้าหน้าที่เค้าเช่นกัน

ผมเข้าใจว่าเราก็รักกล้องของเรา รักของของเรา กล้องเราหายของเราจะทำยังไง?
และแน่นอนเค้าก็รักหน้าที่การงานของเขา ถ้าเจ้าหน้าที่ปล่อยผ่านไป แล้วเขาโดนไล่ออกคุณจะทำยังไง?

สรุปพบกันครึ่งทางอันไหนที่มันเป็นข้อห้าม ต้องฝากไว้ เราไม่เอาไปก็จบ ถ้าเราเอาไป ก็ต้องรับความเสี่ยงกันเอง เพราะถือว่าก็รู้ๆ กันอยู่ (แต่บางที่ไม่มีป้ายบอกแฮะ …)

มีหนังหลายเรื่องที่ผมไม่มีเวลาไปดู และเวลาที่ว่างกลับมีกล้องติดต่อไปซะชิบ … ผมก็รอแผ่นเอาง่ายดี ^^

ผมยังหลอนกับข้อความในบัตรรับฝากของตามห้างต่างๆ อยู่ครับ

หากสูญหายทางห้างจะไม่รับผิดชอบ

เห็นแล้วเซงสุดๆ