ประสบการณ์ใช้งานมา 1 ปี ของ Lamptan Smart Wi-Fi Bulb และ WiZ by Philips LED Bulb

เป็นประสบการณ์การใช้งานหลอดไฟ LED Bulb W-Fi ในระยะเวลา 1 ปี เป็นรีวิวขนาดสั้น ๆ จาก 2 ยี่ห้อ 3 แบบมาเล่าให้ฟัง เผื่อคนที่ผ่านมาอ่านจะได้นำไปตัดสินใจซื้อ อาจจะยี่ห้อนี้ หรือยี่ห้ออื่น ๆ ที่จะมีมาขายอีกในอนาคต

โดยมีรายการดังต่อไปนี้

  1. Lamptan Smart Wi-Fi Bulb Multi-Colour RGB White (2700K – 6500K) 11W (Tuya OEM)
  2. WiZ by Philips LED Bulb Tunable White (2700K – 6500K) 9W A60
  3. WiZ by Philips LED Bulb Colors/Tunable White (2700K – 6500K) 9W A60

Lamptan Smart Wi-Fi Bulb Multi-Colour RGB White (2700K – 6500K) 11W (Tuya OEM)

ตัวนี้เป็นตัวแรกสุดที่ซื้อมาใช้งานจำนวน 7 หลอด โดยใช้ในพื้นที่ในบ้านคือ

  • ห้องทำงาน 2 ห้อง ห้องละ 2 หลอด
  • ไฟชั้นสอง 2 หลอด
  • โคมไฟในห้องนอน 1 หลอด

WiZ by Philips LED Bulb Colors/Tunable White (2700K – 6500K) 9W A60

โดยใช้ในห้องนอนทั้ง 4 หลอด พร้อม remote

WiZ by Philips LED Bulb Tunable White (2700K – 6500K) 9W A60

จำนวนหลอดที่ใช้อยู่ 3 หลอด

  • ใช้กับไฟหน้าบ้าน จำนวน 1 หลอด
  • ใช้กับไฟในห้องนอนชั้นหนึ่ง จำนวน 2 หลอด พร้อม remote

เหตุผลที่ผมซื้อหลอดไฟแบบ Wi-Fi มาใช้ ไม่ใช่แค่มันเปิด-ปิดผ่านแอปได้เท่านั้น แต่มันยังเปลี่ยนสีได้ตามแต่รุ่น บางรุ่นก็ได้แต่โทนสี Cool Daylight ไปถึง Warm White และรุ่นเป็น Multi-Color แบบ RGB ฉะนั้นการใช้สวิตช์ไฟแบบ smart Wi-Fi จึงไม่ตอบโจทย์ความต้องการนี้

ซึ่งการที่หลอดไฟสามารถปรับเปลี่ยนสีได้หลากหลาย ปิด-เปิดได้ผ่านแอป ทำให้เราสามารถนำไปปรับโทนของห้องได้ โดยเฉพาะก่อนนอน ผมจะปรับโทนของบ้านทั้งหลังให้เป็นไฟ warm เพื่อเลี่ยงแสงสีฟ้า ช่วยทำให้ร่างกายปรับตัวพร้อมนอนได้ดีมากขึ้น ซึ่งช่วยให้เราหลับได้ง่ายกว่าจริง ๆ และในบางครั้งทำงานอ่านหนังสือ ก็ปรับค่า K ให้เหมาะสมกับการทำงาน-อ่านหนังสือได้ หรือบางครั้งดูหนังก็ปรับความสว่างให้เหมาะกับโทนของความบันเทิงได้เช่นกัน

และสำหรับ WiZ ที่ตอนนี้เลือกใช้เป็นหลักแทน Lamptan เพราะ มี WiZ remote ซึ่งเป็นรีโมตคล้าย ๆ กับรีโมตทีวี ช่วยในการเปิด-ปิด และตั้ง profile เฉพาะ 1-4 ช่วยให้เราไม่ต้องเปิดแอปบนมือถือ หรือลุกไปที่สวิตช์ไฟแบบเดิม ๆ ซึ่งในตอนแรกที่ผมใช้หลอดไฟ Lamptan นั้น ไม่มีรีโมตก็มีความไม่สะดวกอยู่บ้างในตอนเช้าที่ต้องหามือถือมาเปิดไฟ แต่พอปรับเป็น WiZ แล้ว มันง่ายขึ้นมาก เราแค่ควานหารีโมตแถว ๆ โต๊ะข้างเตียงแล้วกดปุ่มในจุดที่คุ้นเคยก็เปิดไฟได้แล้ว

จุดที่ผมคิดว่ามีประโยชน์ไม่แพ้กัน คือการนำไปใช้กับไฟหน้าบ้านในจุดที่แสงอาทิตย์เข้าไม่ถึง แล้วต่อกับ Home Assistant ให้เปิด-ปิด และปรับความสว่างไฟตามเวลาที่กำหนด ช่วยให้ประหยัดไฟ และเพิ่มความปลอดภัยให้กับบ้านด้วย เพราะการเปิด-ปิดไฟทำผ่าน Home Assistant โดยตรงไม่ต้องให้คนมาเปิด-ปิดอีก

และสำหรับจุดที่แสงแดดเข้าถึง ผมก็ใช้หลอดไฟ LED light sensor แทนในการให้มันเปิด-ปิดไฟ ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของตัวหลอดไฟไปได้กว่า 50% เลยทีเดียว

โดยสรุปในภาพรวมของการใช้งาน

  1. หลอดไฟทั้ง 3 รุ่น 2 ยี่ห้อ ตัวทำงานผ่าน Wi-Fi 2.4GHz ทั้งหมด
  2. สามารถสั่งการผ่านแอปทั้งหมด ไม่ต้องซื้อ Hub ควบคุมเพิ่มเติม
  3. ความสามารถของแอป และการปรับแต่ง WiZ ง่ายกว่า Smart Life (Tuya OEM)
  4. ความเสถียร WiZ มีมากกว่าพอสมควรทั้งแอป และตัวอุปกรณ์
  5. การทำงานร่วมกับ automation อื่น ๆ ไม่หนีกันมาก Tuya เคยทำได้เยอะมากผ่าน IFTTT แต่ตอนนี้น่าจะน้อยลงเยอะ และต้องพึ่งพา Home Assistant แทน แต่ Tuya Cloud ก็เรื่องมากขึ้นทุกวัน ก็คิดว่าหนีไปตัวที่ open มากกว่าก็น่าจะดี
  6. ความสว่าง แม้ว่า Lamptan จะบอกว่า 1,000lm และ WiZ แจ้ง 800lm แต่รู้สึกได้ว่าความสว่างมันพอ ๆ กัน
  7. ราคา WiZ แพงกว่า Lamptan อยู่ที่ 100-200 บาท แต่จากประสบการณ์ที่ใช้งานมา คิดว่า WiZ คุ้มค่ากว่าหากจะซื้อใช้ในหลอดถัด ๆ ไป
  8. สำหรับคนที่ไม่ได้ต้องการเชื่อมต่อหลาย ๆ ยี่ห้อ หรืออุปกรณ์ให้ทำงานร่วมกันได้ ก็ไม่จำเป็นต้องติดตั้งระบบ Home Assistant แต่ใช้ผ่านแอปของยี่ห้อนั้น ๆ ในการควบคุมก็ได้ ซึ่งเหมาะกับคนเริ่มต้นใช้งาน หากเพียงพอก็ไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต
  9. Lamptan ที่ซื้อมา 6 หลอดต้องเอาไปเคลมเปลี่ยนหลอดใหม่ยกชุดภายในเวลา 6 เดือน แต่หลังจากเคลมกลับมาก็ไม่มีเสียอีก (หลังจากใช้งานมา 6 เดือน)
  10. หลอดไฟในรีวิวนี้ผ่าน มอก. ทั้งหมด

เปรียบทียบ Microsoft Pro IntelliMouse และ Microsoft Classic IntelliMouse

ในไทยมี Microsoft Classic IntelliMouse ขายอยู่มาปีกว่า ๆ แล้ว แต่ Microsoft Pro IntelliMouse นั้นยังไม่ได้เอามาขายสักที ส่วนตัวผมสั่ง ตัว Pro IntelliMouse มาใช้งานตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว จนถึงวันนี้ (วันที่ลง blog) ทาง Microsoft ก็ยังไม่เอามาขายสักที จนราคาที่ญี่ปุ่นมันลงมาจนทำราคาได้ดีขึ้นมาก (ถูกลงมากว่า 1,000 บาท รวมค่าส่งและภาษี) ก็เลยเอาข้อมูลมาลงอีกรอบใน blog เปรียบเทียบทั้งสองตัว

  1. ตัว Sensor
    Pro เป็น PixArt PAW 3389PRO-MS รองรับ DPI 16,000 (200-16,000), polling rate 1,000Hz และ refresh rate 12,000 FPS
    การปรับเปลี่ยน DPI ทำผ่านปุ่มด้านซ้ายที่เป็น shortcut key ผ่าน software driver เช่นกัน
    Classic เป็น PixArt PAW 3808EK BlueTrack รองรับ DPI 3,200 (400-3,200) และ polling rate 1,000Hz
  2. ตัว Switch
    Pro ใช้ Omron D2FC-F-7N (การันตี 20 ล้านคลิ๊ก)
    Classic ใช้ Omron 70g (การันตี 10 ล้านคลิ๊ก)
  3. ยางที่ใช้ใช้ทำกริป Pro ใช้ของคุณภาพดีกว่า Classic
  4. ตัวไฟ LED ท้าย mouse ของ Pro เป็น RGB ปรับเปลี่ยนสีได้ผ่าน software driver
  5. สายของ Pro เป็นสายผ้าแบบถัก ส่วนของ Classic เป็นยาง
  6. งานสี งานออกแบบ และงานประกอบ Pro ดีกว่า Classic

ว่ากันง่ายๆ ด้วย sensor และการเลือกใช้ switch ก็พอสรุปได้ว่า “Pro คือ Gaming mouse ส่วน Classic คือ Office mouse”

จากการใช้งานมา 4-5 เดือน Pro IntelliMouse สามารถใช้แทน Gaming mouse ในระดับราคาใกล้ๆ กันได้ดี แน่นอนว่าตัวปุ่ม และลูกเล่นอาจจะเทียบกับกลุ่มที่ทำออกมาเฉพาะได้ยากหน่อย แต่ถ้าคุณชอบแนวการออกแบบของ Pro IntelliMouse ดั่งเดิม ที่มาพร้อมกับ sensor ที่แม่นยำและปุ่มที่ทนทาน เป็นตัวเลือกที่ดีตัวหนึ่ง

สำหรับราคา

  • Microsoft Classic IntelliMouse ราคาขาย $39.99 ราคาในไทยประมาณ 1,390 บาท
  • Microsoft Pro IntelliMouse ราคาขาย $59.99 ยังไม่มีจำหน่ายในไทย ส่วนตัวสั่งผ่าน Amazon JP ซึ่งรวมค่าส่งและภาษีแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 2,3xx บาท ราคาเดือน 8 ปี 2019 (ข้อมูล ณ วันที่ 28/1/2020 ลงมาอยู่ไม่เกิน 1,500 บาทแล้ว โดยรวมค่าส่งและภาษีแล้ว)

รีวิว Xiaomi Mi AirDots

ได้ Xiaomi Mi AirDots มาใช้งานประมาณ 1 เดือน ก็เลยคิดว่ารีวิวจากประสบการณ์ใช้งานจริงสักหน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ผมจะเขียนเป็นข้อ ๆ ไปน่าจะดีกว่า ชอบและไม่ชอบจะปน ๆ กันไป

  1. ตัวนี้ได้ราคามาประมาณ 1,2xx บาทเห็นจะได้ ฝากร้านเค้าหิ้วมาจากจีน
  2. ในกล่องบรรจุภัณฑ์มีจุกหูฟังสำรองมาให้พร้อมกับ USB to micro USB สำหรับชาร์จ ที่เป็นสายเล็ก ๆ มาให้พร้อมใช้งาน
  3. ตัวที่ได้เป็นสีขาว ตัวหูฟังตอนแรกคิดว่าจะสกปรกง่าย พอใช้ไป ก็พอไหว ไม่แย่มาก
  4. หูฟังเป็นแบบ In-Ear ตัวหูฟังกระชับกับหูดี ใส่แล้วไม่หลุดง่าย แต่ขนาดที่มันเล็กไปหน่อย การถอดใส่ เข้า-ออก ลำบากพอสมควรเพราะมือมักไปโดนตัว touch control ทำให้หยุดเล่นเพลงได้ง่ายมาก ก็รำคาญพอสมควร
  5. กล่องใส่เบากว่าที่คิดไว้ ขนาดกำลังดีใส่กระเป๋าเสื้อได้ กระเป๋ากางเกงก็พอไหว โดยภายในช่องใส่หูฟังเป็นแม่เหล็กช่วยดูดหูฟังลงกล่องพร้อมยึดกับกล่องไม่ให้หลุดออกมา
  6. เปิดกล่องเอาหูฟังใส่หูแล้ว pair เสียงพูดเป็นภาษาจีน และเปลี่ยนไม่ได้ แรก ๆ ก็รำคาญ หลัง ๆ เริ่มชิน
  7. การชาร์จให้แบตเตอรี่ที่หูฟังเต็มจากตัวกล่องจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง สำหรับด้านความจุของแบตเตอรี่ที่ตัวหูฟังรองรับการฟังเพลงได้ประมาณ 4 ชั่วโมง และความจุของแบตเตอรี่ที่ตัวกล่องรองรับชาร์จได้ประมาณ 12 ชั่วโมง
  8. ตัวหูฟังซ้าย-ขวาอิสระจากกันแบบ True Wireless อยากใช้ข้างเดียวก็ได้ หรือทั้งสองข้างก็ได้ จากประสบการณ์ที่ใช้จะ pair ข้างขวาเป็นหลัก ส่วนข้างซ้ายจะมาต่อกับข้างขวาต่ออีกทีหนึ่ง
  9. การฟังเพลง ด้วยความที่ใช้ Sony Xperia XZ1 ที่เป็น Bluetooth 5.0 เช่นเดียวกัน พอใช้ไปแล้วเปิดเชื่อมต่อ มักจะเจอเหตุการณ์เสียงขาด ๆ หาย ๆ อยู่เสมอ ในสภาพแวดล้อมทั้งบนรถไฟฟ้า หรือใน Taxi ระหว่างการเดินทาง แม้แต่นั่งทำงานอยู่ก็ยังเจออยู่บ้าง และหากเจอหนักมาก ๆ บางครั้งหลุดหายไปเลยก็มี ทางแก้ไขที่ทำ ณ ตอนนี้คือ เปิด-ปิดใหม่ บางครั้งต้องเปิด-ปิดซ้ำ 3-4 รอบถึงจะกลับมาเสถียร และเป็นอาการที่เจอได้ทุกวันจนทำใจแล้ว
  10. ระยะทำงานของมันกับมือถือถ้าต่อกันได้แล้วประมาณ 8 – 10 เมตรเห็นจะได้
  11. คุณภาพของไมค์โครโฟนอันนี้สอบตกแทบใช้งานไม่ได้เลย พอจะโทรศัพท์ต้องเปลี่ยนมาใช้ผ่านมือถือเอาแทน ตัวหูฟังให้คุณภาพเสียงส่งให้ผู้ฟังปลายทางได้แย่มาก จับใจความได้ลำบาก
  12. คุณภาพเสียงที่ได้ ก็พอไปวัดไปวาได้ ไม่ได้ดีมากหรอก มีเบสพอตัว กลางกับแหลมก็พอไหว
  13. การควบคุมผ่าน touch control ทำได้ 4 แบบ ซึ่งบางครั้งก็ลำบากในการใช้งาน ด้วยขนาดที่เล็กของมันตามข้อข้างต้น
    • 1 tap คือ เล่นเพลง, หยุดเพลง หรือรับสาย
    • 2 tap คือ ใช้ voice assistant
    • tap ค้าง ประมาณ 3-5 วินาที ไว้คือตัดสายที่กำลังโทรเข้ามา
    • tap ค้าง ประมาณ 10 วินาทีคือปิด

จุดสำคัญที่สร้างความรำคาญที่เป็นจุดใหญ่คือ อาการเสียงขาด ๆ หาย ๆ ที่เจอบ่อย เวลาอารมณ์กำลังดี ๆ แต่เจอเสียงขาด ๆ หาย ๆ จนทำให้อารมณ์เสียก็มี ด้วยความที่ผมมี Sony SBH56 ที่เป็นชุดหูฟัง Bluetooth ซึ่งใช้งานมาก่อนหน้านี้ ก็ไม่เจอมากมายขนาดนี้

สรุป ราคาประมาณพันกว่าบาท กับอะไรประมาณข้างบน ก็คงบ่นอะไรมากไม่ได้ คุณภาพก็ตามราคากันไป ถ้ายอมรับข้อเสียมันได้ ก็ถือว่าไม่แพง คุ้มค่า แต่ถ้ารับไม่ไหว นี่แทบจะโยนทิ้ง (╯°□°)╯︵ ┻━┻

เปิดกล่อง AKB48 Team SH – Type B

ได้รับแผ่น AKB48 Team SH – Type B มาช่วงเต้นเดือนที่ผ่านมา แผ่นนี้ใช้เวลาสั่งค่อนข้างนานมาก เพราะฝากเพจใน facebook หิ้วจากจีนมาให้ โดยราคาขายในจีนอยู่ที่ 248 หยวน หรือประมาณ 1,200 บาท แต่พอรวมค่าหิวและส่ง ก็โดนไปเกือบๆ 1,700 บาทเลยทีเดียว

เรามาดูกันว่าตัวแผ่นทีได้มามีอะไรกันบ้าง โดยเริ่มจากเพลงที่ให้มา มี 3 เพลง Shonichi, Love Trip และ Heavy Rotation

ส่วนใน DVD MV จะเป็น MV Love Trip มาให้

คือเอาจริง ๆ ก็งง ๆ เพราะ Debut ด้วย Digital Single เพลง Love Trip แต่พอเอามาทำแผ่นขาย ดันออกมาเป็น Shonichi มาเป็นเพลงหลัก แล้วในความเป็นจริง ควรทำ MV Shonichi มาใส่เป็นเพลงแรกและ Love Trip เป็นเพลงรองมากกว่าในฐานนะโปรโมทหลักของแผ่นนี้

เรามาดูว่าในตัวกล่อง Single แบบ Type B จะมี

  1. แผ่น CD เพลง
  2. แผ่น DVD MV (Love Trip)
  3. รูปสุ่ม 1 ใบ (รูปสุ่ม 21 เมมเบอร์ จะได้คนละแอคกับ Type A)
  4. บัตร Handshake Coupon
  5. Hand-painted Greeting card 1 ใบ (สุ่มจาก 21 เมมเบอร์)
  6. Lyrics book
  7. Photo book

ในส่วนของรูปสุ่ม 1 ใบ เป็นรูปสุ่ม 21 เมมเบอร์ โดยจะได้จะได้คนละแอคกับ Type A ทำให้ถ้าอยากได้โคลสอัพก็ต้องไปซื้อเพิ่มเอาอีกทีนึง ตัวรูปห่อเป็นพลาสติกมาให้ แล้วมีสติ๊กเกอร์ 3D พร้อมหมายเลขลำดับ ส่วนกระดาษ ก็กระดาษอันรูปธรรมดา ไม่มีสกรีนด้านหลังรูปอะไรเพิ่มเติม

ในส่วนของบัตร Handshake Coupon เป็นรูปรวม มีติ๊กเกอร์ 3D พร้อมหมายเลขลำดับ ตัว QR Code ด้านบน เป็นรหัสที่สุ่มเอาไว้ลงทะเบียนจับมือ บัตรจับมือใน Type B จะไม่เหมือน Type A เพราะ Type B จะเป็นบัตรจับมือรวม ส่วน Type A เป็นแบบเดี่ยว

ของที่ให้มาแตกต่างจาก Type A คือ Hand-painted Greeting card 1 ใบ ที่สุ่มแบบทั้ง 21 แบบ จาก 21 เมมเบอร์

ส่วนสุดท้ายคือ Lyrics book และ Photo book โดยทั้งสองเล่ม ก็คล้าย ๆ กันนะ ตัว Lyrics book จะเป็นรูปเมมเบอร์ในชุดเซมบัตสึ Shonichi สลับกับตัวเนื้อร้อง ทั้งแบบเดี่ยวและรูปหมู่ไปเรื่อย ๆ หลายสิบหน้า และในส่วนของ Photo book จะเป็นรูปเมมเบอร์ในชุดสบาย ๆ ของแต่ละเมมเบอร์ โดยแต่ละเมมเบอร์จะมีรูปคนละ 4-5 รูปไปตลอดทั้งเล่ม คุณภาพเนื้อกระดาษโอเคดีมาก ส่วนภาพที่ถ่ายโดยรวมดูดีนะ เป็น 2 เล่มที่ควรมีเก็บสะสมไว้เลย

ลองของกับ Apacer Thunderbird AST680S (240GB) และ Apacer TURBO II AS710 (128GB)

ผมได้ SSD มาทดสอบอยู่ 2 ตัว เมื่อไม่นานมานี้ เป็นรุ่นที่ระดับ consumer ใช้งาน ยี่ห้อน Apacher รุ่น Thunderbird AST680S (240GB) และ TURBO II AS710 (128GB)โดยทั้งสองรุ่นนั้นมีความสามารถที่เหมือนกันอยู่หลายๆ อย่าง เช่น รองรับ SATA Interface 6.0Gbps, ECC engine correcting, TRIM command support, 256-bit AES encryption and decryption และพร้อมกับประกัน 3 ปี

แต่ทั้งสองรุ่นก็มีข้อแตกต่างกันในการนำไปใช้งานอยู่บ้าง เรามาดูเป็นรุ่นๆ ไปดีกว่า

2015-08-08 15.06.18

Apacer Thunderbird AST680S (240GB)

รุ่น Apacer Thunderbird AST680S ถือเป็นรุ่นที่ระดับบน ความจุ 240GB ในราคาประมาณ 3,1xx บาท ที่ให้ทั้งประสิทธิภาพที่ดีในด้านความเร็วเป็นหลัก ตัวเคสที่ประกอบมีงานแน่นหนามาก ตัวเคสที่ประกอบมีความหนาเพียง 7mm เท่านั้น ทำให้ประกอบใส่เข้ากับ notebook ขนาดเล็กได้

ความเร็วที่ให้ไว้ใน datasheet คือ Interface SATA III 6Gb/s ให้ความเร็วในการอ่าน 550 MB/s และ เขียน 520 MB/s

2015-08-08 15.10.43

2015-08-19 22.17.54 2015-08-19 22.18.06

2015-08-19 22.18.12 2015-08-19 22.18.30

โดยการทดสอบ ผมนำเอา SSD รุ่นดังกล่าวมาติดตั้ง OS แล้ววัดความเร็วด้วย AS SSD Benchmark ให้ชมกัน

as-ssd-bench Apacer AST680S 2 19.8.2558 22-06-17 as-ssd-bench Apacer AST680S 2 19.8.2558 22-06-09

as-copy-bench Apacer AST680S 2 19.8.2558 22-11-27

จะเห็นในด้านความเร็วทั้ง MB/s และ IOPS ทำออกมาได้ค่อนข้างดี ใกล้เคียงกับ datasheet

as-compr-bench Apacer AST680S 2 19.8.2558 22-05-32

มาดูที่การทำความเร็วว่าทำงานได้สม่ำเสมอมากแค่ไหน โดยจากกราฟจะเห็นว่า ความเร็วที่ได้นั้น ค่อนข้างนิ่ง ถือว่าผ่านในการทดสอบความนิ่งในการใช้งาน

Apacer TURBO II AS710 (128GB)

รุ่น Apacer TURBO II AS710 ถือเป็นรุ่นที่ระดับกลาง ที่ให้ความจุ 128GB ในราคาประมาณ 2,6xx บาท ที่ให้ทั้งประสิทธิภาพที่ดีในด้านความเร็วปานกลาง ตัวเคสที่ประกอบที่แน่หนา แต่เบากว่า  Apacer Thunderbird AST680S ซึ่งคาดว่าเพื่อไว้สำหรับพกพา เพราะในรุ่นนี้ สามารถเชื่อมต่อผ่าน USB 3.0 ได้โดยตรง โดยตัวเคสที่ประกอบมีความหนาเพียง 7mm เท่านั้น ทำให้ประกอบใส่เข้ากับ notebook ขนาดเล็กได้

2015-08-08 23.55.14

2015-08-08 18.43.00 2015-08-08 18.43.59

2015-08-08 18.45.29 HDR 2015-08-08 18.45.52 HDR

ในด้านความเร็วนั้น การทำงานทั้งผ่าน SATA และ USB 3.0 นั้น ให้ความเร็วใกล้เคียงกัน โดยความเร็ว USB 3.0 นั้นขึ้นอยู่กับ interface controller ของเครื่องนั้นๆ ด้วยว่าสามารถทำความเร็วได้แค่ไหนด้วย หากเป็น interface controller รุ่นใหม่ๆ จะทำความเร็วได้เสถียรและใกล้เคียงกับ SATA มาก

as-ssd-bench Apacer AS710 128 19.8.2558 22-31-47 as-ssd-bench Apacer AS710 128 19.8.2558 22-32-00

as-copy-bench Apacer AS710 128 19.8.2558 22-37-47

จะเห็นในด้านความเร็วทั้ง MB/s และ IOPS ทำออกมาได้ค่อนข้างดี ใกล้เคียงกับ datasheet

as-compr-bench Apacer AS710 128 19.8.2558 22-33-38

มาดูที่การทำความเร็วว่าทำงานได้สม่ำเสมอมากแค่ไหน โดยจากกราฟจะเห็นว่า ความเร็วที่ได้นั้นค่อยวิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแตกต่างจาก Apacer Thunderbird AST680S รุ่นที่เหนือกว่าตัวนี้ คาดว่าน่าจะเป็นเรื่องของ cache และตัว controller ตัวนี้ที่อาจเกี่ยวกับ interface ที่มี USB 3.0 เป็นส่วนเสริมเข้ามา

สรุป

ความรู้สึกหลังจากใช้งานทั้งสองตัวโดยรวมแล้ว Apacer Thunderbird AST680S (240GB) ให้ตอบสนองการใช้งานที่จำเป็นต้องการประสิทธิภาพที่สูงกว่ามาก สำหรับคนที่ต้องการลงทุนสำหรับการใช้ติดตั้ง OS น่าจะชื่นชอบตัวนี้ อีกทั้งตาม endurance rating ของรุ่นนี้ ที่ระบุไว้ที่ 670 TBW ทำให้ตอบโจทย์การใช้งานที่ต้องการความทนทานสูง และสำหรับ Apacer TURBO II AS710 (128GB) นั้น น่าจะเหมาะกับการนำมาพกพามากกว่า เพราะมีน้ำหนักเบา และถึงแม้ว่าจะมีประสิทธิภาพที่น้อยกว่ารุ่นบนที่นำมาทดสอบคู่กัน แต่ endurance rating ของรุ่นนี้ ที่ระบุไว้ที่ 340 TBW ก็ถือว่าให้ตัวเลขมาได้ค่อนข้างน่าสนใจ และถือว่าสูงเมื่อเทียบกับความจุและราคาที่ได้

หมายเหตุ สำหรับใครสงสัยเรื่อง endurance rating สามารถเข้าไปได้ตาม link ที่ได้ทำไว้ครับ