มุมมองของผมสำหรับ Smart Phone ของ 4 ยักษ์: Apple/Blackberry อาจสะดุดขาตัวเอง, Google ไปได้สวย และ Microsoft ก็ดูจะใจเย็นเช่นเดิม

จาก CEO ของ Netgear ระบุ “ระบบปิดจะสร้างปัญหาให้แอปเปิลภายหลัง”, “เกมจบแล้วสำหรับไมโครซอฟท์” เลยมาเขียนขยายสักหน่อย

Apple ก็คือ Apple ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนอาจสะดุดขาตัวเองและจบลงไม่สวยเหมือนเดิม แบบเดียวที่เกิดกับตัวเองเมื่อ 10 ปีก่อน เพราะระบบปิด ถ้าไม่คิดจะเปิด ก็น่าจะกลับไปอยู่ในจุดเดิม แน่นอนจำนวน App ที่เยอะ ทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนพัฒนา App ใหม่ๆ น้อยลง เพราะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ออกแนวตลาดเริ่มวาย ไม่ตาย แต่ก็โตช้าลง อีกทั้งตัวอย่างของระบบปิดแล้วไม่รุ่งที่สดๆ ร้อนๆ ก็ดูจะเป็น iAds ก็ไม่รุ่ง ดูจะเงียบๆ Ping ก็ดูจะเฉยๆ ผมก็ไม่ได้ใช้ มันปิดมากไป คนใช้งานก็ดูจะไม่ค่อยพูดถึง ฯลฯ จริงๆ ก็มีอีกหลายอย่างที่ดูจะไปไม่ถึงฝั่ง (แต่คนไม่ค่อยพูด) ถ้าไม่มีการปรับอะไรและยังดื้อดึง ก็คงรู้ว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร

Blackberry อันนี้ออกแนวเดียวกับ Apple แต่ดูจะเปิดกว่าเยอะในเรื่องของการส่งและตั้งราคาขายตัว App ให้เข้า Store แต่ด้วยความที่เป็นระบบที่ปิดเกือบจะทั้งหมดเช่นเดียวกับ Apple รวมไปถึงระบบ push/bbm ที่ใช้ได้กับของตัวเอง ถ้าไม่นับเรื่องความปลอดภัยในการเข้ารหัสอีเมล, ระบบ push ที่ถือว่าเป็นอันดับหนึ่ง ถ้ายังไม่สร้างอะไรใหม่ๆ ที่ฉีกแนวไปจากนี้ ก็ดูจะไปรอดได้ยากถ้าตลาดในปัจจุบันมุ่งไปทางผู้ใช้ทั่วไปเป็นหลัก และตลาดองค์กรก็ดูจะโดนผู้เล่นเจ้าอื่นๆ ตีขนาบเข้ามาเช่นกัน ทำให้ดูจะโดนบังคับต้องออกมาเล่นบนทะเลเลือดของคนอื่น เช่นเดียวกับที่ตัวเองก็เคยบังคับให้คนอื่นๆ วิ่งเข้ามาเล่นในทะเลเลือดของตัวเอง (ตลาด push/enterprise services) งานนี้ถ้า OS6 ไม่รุ่ง คาดว่า OS7 คงมีอะไรเปลี่ยนแปลงแบบผลิกฝ่ามือแน่นอน เพราะดูจากทิศทางของ Playbook ที่ก็ไม่แน่ใจว่าจะมาช้าไปหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ OS7 ก็น่าจะแนวนั้น!

Google เห็นตรงนี้เลยใช้แนวทางอีกแนวที่เปิดเต็มที่ (เกินไปหรือเปล่าก็ไม่รู้) ก็ดูจะไปได้ดีและรุ่งใช้ได้เลย แต่ปัญหามันอยู่ที่การเข้ากันได้ของแต่ละรุ่นการพัฒนาซอฟต์แวร์จากรุ่นเก่ามารุ่นใหม่ เพราะ Google ทำให้มันแตกต่างมากจนยากจะ upgrade และใช้ต้นทุนสูงในการปรับแต่งอยู่พอสมควร ออกแนวเปิดเยอะ แต่ฟรีแค่ตอนต้น ถ้าอยากสร้างความแตกต่างก็ต้องลงทุนพัฒนาเพิ่มเอาเอง ตรงนี้แหละที่จะมีปัญหาความเข้ากันได้ในอนาคต ซึ่งผมก็คิดว่า Google ก็คงปล่อยไปแบบนั้น เพราะไม่งั้นจะเข้าแนวทางของ Apple และเสียความน่าเชื่อถือของตัวเองไป อีกอย่างที่ผมมองก็คือ Google อาจจะต้องตระหนักมากขึ้น คือการกำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำของ OS ตัวเองไว้บ้าง มีการปล่อยตัวมือถือที่เป็นรุ่นเรือธงให้กับค่ายอื่นๆ ได้เป็นแบบอย่างเช่นเดียวกับที่ทำ Nexus ออกมา ไม่อย่างงั้นแล้ว ผู้ใช้ที่ซื้อมาใช้งานบนเครื่องที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสม จะได้ประสบการณ์การใช้งานที่ไม่ประทับใจกลับไปแทนสุดท้ายก็เสร็จ Microsoft และ Apple ตามระเบียบ!!!!

Microsoft ก็มาแบบช้าๆ ตามแนวทางพี่ใหญ่ตัวอ้วน ขยับตัวช้า แต่ดูแล้วรอบนี้จะใจเย็นเกินไป ถึงแม้ว่าของใหม่จะย่อมสดใสกว่าและยังเป็นเหมือนทวีปที่ยังต้องการค้นหาอะไรอีกเยอะ แต่ถ้าใจเย็นแบบนี้ กลัวจะไล่ตามคนอื่นเค้าไม่ทัน แต่แน่นอนครับ ผมมองว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะบอกได้ชัดเจนว่า Microsoft กำลังพ่ายแพ้ในตลาดนี้ เพราะดูจากการเปิดตัวและยอดจำหน่ายจากข่าวต่างๆ แล้วดูท่าจะขายได้เรื่อยๆ ประกอบกับเครื่องมือพัฒนา นักพัฒนาที่มีอยู่เยอะมาก และรวมไปถึงฐาน partner ตัวเองที่มีขนาดใหญ่และแม้ว่าสุดท้ายแล้วจะไม่ใช่เจ้าตลาดแบบ Windows Mobile 6 ที่ทำไว้เมื่อหลายปีก่อน แต่ก็ไม่น่าจะหายไปไหนในระยะเวลา 2-3 ปีนี้ แต่ถ้า Windows Phone 8 มีอะไรที่ดีกว่าเดิม ก็ไม่ยากที่จะกลับมาเป็นเจ้าตลาดได้ เพราะเนื่องจาก Microsoft มีประวัติศาสตร์ที่น่าศึกษาจากการเข้าตลาดช้า แต่สุดท้ายก็ยืนระยะจนกำไร (หรือเจ้าตลาด) ได้ในที่สุด

เรื่องราวของ Microsoft ถ้าคิดไม่ออก ก็มี
– IE vs Netscape
– XBOX vs PS
– Windows Server vs Netware
– Windows vs Mac OS
– Office vs Lotus, Word
– ICQ vs MSN Msg

คือไม่ได้ดีที่สุดในระดับเจ้าตลาด แต่ก็มีกำไรให้กับผู้ถือหุ้น (คิดตัวอย่างแบบเร็วๆ ได้ประมาณนี้) และการกลับเข้ามาเป็นเจ้าตลาด แน่นอน Microsoft ใช้แผนอาศัยสิ่งที่ตัวเองมีอยู่มาเชื่อมทำให้ตัวเองได้เปรียบเหนือคู่แข่ง ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น OS, file format, แต่แน่นอนว่ามี partner ยอมเล่นด้วยแน่ๆ ถ้าทุกอย่างไปได้สวย

ผมมองว่าตลาด Smart phone มันยังไม่วายและการให้ความเห็นในข่าวต้นเรื่องแบบนั้นเป็นเรื่องของความได้เปรียบด้านราคาหุ้นมากกว่า ออกแนวปั้นราคาหุ้นหรือเปล่า เพราะถ้ามองในทิศทางอื่นๆ ก็ดูจะยังคงแข่งขันและกำลังไปได้อยู่ ตลาดเทคโนโลยีไปฟันธงเน้นๆ ก็ลำบาก ผมยังไม่เจอค่ายไหนเป็นเจ้าตลาดได้ตลอดไปได้ยาวนานโดยเฉพาะตลาดที่มีคู่แข่งมากกว่า 3 รายขึ้นไป

 

DTAC จะยื้อไปไหนครับ!?!?

จาก entry เก่า ลาก่อน dtac !!! ซึ่งคือ วันที่ 16 มกราคม 2554 วันนั้นก็ไปแจ้งย้าย แน่นอน ขั้นตอนใช้เวลาพอสมควรครับ ตามขั้นตอนคือ 1-3 วันไม่นับวันหยุด และคิวเอกสารต่างๆ ทำให้ตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 5 วันโดยประมาณ (ตีไป 1 อาทิตย์)

ต่อมาในวันที่ 21 มกราคม 2554 ผมได้รับ sms แจ้งผลการย้ายค่ายว่าผม มียอดค่าใช้บริการค้างชำระ!!!!

IMG_0273

คือวันที่ผมทำเรื่องย้ายผมเพิ่งชำระเงินผ่านบัตรเครดิตไป ไม่น่าค้างได้ เพราะไม่เคยพลาด โอเค ผมตรวจสอบ online เดี่ยวนั้นทั้ง *121# และผ่านเว็บไซต์ พบว่ามียอมค้างค่าชำระอยู่ 0.30 บาท!!!! เฮ่ย! ปรกติผมไม่เคยทำรายการผิดแน่นอน โอเค งั้นไม่มีปัญหา ถือว่าผมพลาดไม่ตรวจสอบให้ดี แต่ก็นะ ผมตัดผ่านบัตรไม่น่าตัดพลาดนะครับ –*-“

ผมทำการชำระเพิ่มไปอีก 100 บาท เอาให้ชัวช์ไปเลย ทำเป็นยอดชำระล่วงหน้าไป ชำระเสร็จแล้วก็โทรแจ้ง AIS ว่าผมตรวจสอบและชำระเงินครบแน่นอน แล้วทำเรื่องใหม่ให้ผมอีกรอบนึง ทาง AIS ทำเรื่องในอีกรอบ ผมรอ sms ตอบกลับ

ในวันที่ 27 มกราคม 2554 ผมได้รับ sms แจ้งผลอีกครั้ง

IMG_0281

ผมได้รับผลการแจ้งย้ายแบบเดิม!!!! คราวนี้ผม งง  เพราะผมไม่ค้างค่าโทรศัพท์แน่นอน แล้วทำไมยังมีปัญหานี้อีก!!!

ผมไม่รอช้าโทรเข้า CC ของ DTAC ทันที พร้อมสอบถามว่าทำไมยังแจ้งกลับไปแบบนั้นอีก ก็ได้แต่รับเรื่องไว้และตรวจสอบ แต่ยังดีที่ทาง CC ติดต่อกลับมา ไม่ต้องโทรตาม ว่าสุดท้ายแล้วผมไม่มียอดค้างชำระ ผมเลยถามกลับไปว่าแล้วแจ้งตอบกลับไปกับทาง AIS เค้าแบบนี้ได้ยังไง แน่นอนว่า CC เค้าก็คงไม่รู้เรื่องหรอก ก็ได้แต่เงียบ (ไปสาวเรื่องกันเองนะครับ) แต่ด้วยว่าไม่อยากต่อว่าน้องๆ CC เพราะเค้าคงไม่รู้เรื่องอะไรด้วย เพราะเค้าก็ทำงานหนังหน้าไฟ เลยหยุดแค่นี้พอ แล้วรีบโทรแจ้ง CC ของ AIS ให้ทำเรื่องย้ายต่อไปทันที งานนี้ก็รอกันอีกรอบว่าจะเป็นยังไง

งานนี้ถ้าจะด่าต้องด่าคนดูแลและจัดการระบบบิลลิ่ง DTAC ที่ดันมาห่วย พร้อมๆ กับสัญญาณห่วยไปพร้อมๆ กัน คือผมทราบข่าวว่ากำลังอัพเกรดระบบ ซึ่งผมมองว่า ผมเสียงานเสียการเพราะเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้ง ซึ่งมันไม่ใช่คำตอบของปัญหาที่ดูมีความรับผิดชอบเท่าไหร่นะครับ ไม่รู้จะพูดยังไง อึ้งไปพักนึง เพราะส่วนตัวแล้ว ไม่เคยค้างชำระเลย ค่าโทรครึ่งหมื่น ผมก็จ่ายมาแล้ว EDGE รั่วเสียเงินเป็นพัน ผมก็ยอมจ่าย เพราะถือว่าผมทำพลาดเอง ค่าโทรศัพท์ผมก็จ่าย 1,300 – 1,500 ทุกเดือน เฮ้อออ

DTAC ครับ จะจากลากันแล้ว คุณยังทำผิดพลาดกันจนวันสุดท้ายอีกนะ ผมว่างานนี้ DTAC คงเกินเยียวยาจริงๆ แฮะ –_-“

 

เรื่องราวของกระเป๋ากล้อง

จากประสบการณ์การถ่ายรูปอันน้อยนิด (ประมาณ 2 ปี) เรื่องที่มันจบได้ยาก ไม่ใช่แค่เรื่องราวของกล้องและเลนส์ เป็นก็รวมไปถึงกระเป๋าด้วย แน่นอนคนถ่ายรูปนั้น ถ้าเป็นพวกจริงจังกับชีวิต ผมเชื่อว่ามันไม่จบในใบเดียวหรอกครับมันต้องมีหลายๆ แบบในหลายสถานการณ์แน่นอน ยิ่งถ่ายงานพิธีต่างๆ อาจจะรวมถึงสายคาดเอวและเพ๊า/กระบอกที่ใส่เลนส์

กระเป๋าใบแรกผมเป็นแบบสะพายข้าง/ไหล่ หรือ Shoulder bag

imageimage

– แบบนี้มันก็คล่องตัวดีนะ หยิบจับของง่าย เปลี่ยนเลนส์ได้เร็วดี มีกระเป๋าแนวๆ เท่ห์ๆ มีให้เลือกเยอะ ข้อเสียคือปวดไหล่สุดๆ ในทริปหรืองานที่ต้องยืนระยะนานๆ ยิ่งของหนักๆ เดินทั้งวันเมื่อยไปถึงเอว นานๆ หลังอาจจะเสียได้ ด้วย จริงๆ ผมหมายรวมถึงแบบกระเป๋าลูกครึ่งสะพายหลังแนวเฉียง หรือ Sling Bag ด้วยนะ เพราะสะพายแบบไหล่ข้างเดียว แน่นอนดีต้องที่มันไปอยู่ด้านหลัง เวลาใช้งานก็เหวี่ยงมาด้านหน้า เปลี่ยนเลนส์เสร็จแล้วก็วกกลับไปด้านหลัง เนื่องผมมี Lowepro SlingShot 200 AW นี่เข้าใจเลย ใส่ของเยอะๆ ชักเริ่มไม่ไหว ยิ่งแนวสะพายแบบเฉียงนี่แล้วใหญ่เลย มันสลับข้างไม่ได้ ใช้ในทริปที่เดินทั้งวัน กลับมานี่ไหล่ทรุดไปข้างเลย หลังจากนั้นเข็ดเลยกับการต้องให้ไหล่แบกรับน้ำหนักนานๆ

กระเป๋าสะพายหลัง(เป้) หรือ Backpack

image image
– แน่นอนว่ามาลบข้อเสียของแบบสะพายข้าง/ไหล่ ได้ดีเพราะไหล่ทั้งสองข้างช่วยกันรับน้ำหนัก ไปไหนมาไหนสะดวก ไม่เมื่อยไหล่ คล่องตัวมาก ในการเดินทาง ข้อเสียคือหยิบไม่สะดวกเลย ยิ่งเปลี่ยนเลนส์บ่อยๆ ลำบากใช้ได้ แม้จะมี Fastpack ที่เป็นลูกผสมของ Sling Bag กับ Backpack คือใส่ของด้านข้าง แบบ Sling และขึ้นไหล่แบบ Backpack แต่ความจุก็ไม่เยอะ อาจจะเพราะข้อจำกัดในการออกแบบด้วย มันเลยได้แค่นั้น เหตุที่ทราบเพราะผมมี  Lowepro Fastpack 250 ที่ใส่ Notebook ได้ด้วย ตอนนี้ก็ยังใช้อยู้เป็นประจำ ในกรณีที่ต้องเอา Notebook ไปด้วย ถือว่าตอบโจทย์ได้ดี แน่มันใส่ได้น้อยไปหน่อย เลนส์ 2-3 ตัวกล้อง 1 ตัวแฟลชและ Notebook สุดท้ายผมก็เลยจัดอีกใบ คือใช้ Back Pack AW (BP-1) อีกใบนึง สำหรับใส่กล้อง 2 ตัวเลนส์ได้อีก 5 ตัวและแฟลชอีก 1-2 ตัว แต่แน่นอนว่าทั้งหมดนี่ มันไม่ได้ตอบสิ่งที่ผมใช้ได้ไม่ทั้งหมดหรอก เพราะมันหยิบเลนส์และกล้องยากอยู่ดีแหละ มันเลยต้องมีกระเป๋าเสริมครับ ;P

กระเป๋ากล้องแบบคาดเอว (Beltpack) และสายคาดเอว (ที่มีเพ๊า/กระบอกที่ใส่เลนส์)

image imageimage

– แบบนี้แน่นอนว่าได้ความสะดวก สุดๆ เหมาะกับงานที่เราต้องการความคล่องตัวสูงมากๆ และไม่ให้ไหล่มีภาระมากตลอดทั้งวัน (2 แบบแรกมันก็ยังไม่ตอบโจทย์ดีเสียคนละดอก) เพราะเราไม่ได้แบกขึ้นไหล่ แต่ข้อเสียคือยังไงก็เก็บอุปกรณืได้ไม่เต็มที่ เหมาะเป็นอุปกรณ์หรือกระเป๋าเสริมการทำงานของกระเป๋าแบบสะพายข้าง/ไหล่ หรือสะพายหลังครับ และแน่นอนว่า เมื่ออุปกรณ์น้ำหนักมากๆ ความมั่นคงเวลาคาดเอวก็จะน้อยลงพอสมควร จึงอาจจะต้องหาสายคาดไหล่ (Shoulder harness) มาคาดเป็นเอี๊ยม ไว้สักนิดให้มันรั้งๆ ไว้นิดๆ ก็จะทำให้ไม่ต้องกลัวมันจะหลุดจากเอวได้ แต่ผมไม่มี เพราะผมผูกกับกางเกง ถ้ามันหลุดคงไปทั้งกางเกง ฮาๆๆๆ ที่ผมใช้ก็ใช้ Belt และ Pouch ของ Fotofile ยกชุดเลย ของดีราคาไม่แพง ทนใช้ได้เลย

หลังจากที่ผมถ่ายรูปมา มันก็เลยลงตัวที่ Backpack + Belt/Pouch เนี่ยแหละ ตอนเดินทางก็ใส่ Backpack แล้วถือ Belt/Pouch ไป เวลาถ่ายก็เอาของทุกอย่างยัดใส่ Belt/Pouch ส่วน Backpack ก็เหลือแต่กระเป๋าโล่งๆ ถ้ามีที่ฝาก ผมก็ฝากแต่เฉพาะ Backpack ทั้งงานผมก็เดินคาด Belt/Pouch เอาสบายตัวไปเลย ไหล่ก็ไม่รับภาระหนัก ทำงานคล่องตัวด้วย

 

ผู้หญิงในฝันของผม

เห็นเค้าเขียนกัน งั้นผมเอามั่ง ^^

1. หมวย น่ารัก ยิ้มเก่ง ผิวขาว! – ไม่มีอะไรมาก ภายนอกล้วนๆ
2. รู้เรื่องไอที – แน่นอน ไม่งั้นคุยกันไม่รู้เรื่องแน่ แต่ถ้าไม่รู้เรื่องเยอะ ผมก็พร้อมจะบอกนะ แต่อย่าขี้วีนเป็นใช้ได้เวลางง ผมจะค่อยๆ อธิบาย
3. ช่างพูด – แน่นอน ผมพูดคุยไม่เก่ง แต่เสี่ยวเก่ง แต่เอาเข้าจริง ผมก็เสี่ยวแค่ใน twitter/facebook แต่ไม่เคยใช้กับสาวๆ ตรงๆ เพราะเหมือนเอาไว้คุยกันเล่นๆ ในกลุ่มมากกว่า เพราะงั้น เลยชอบคนช่างพูด
4. ชอบฟังเพลง – ด้วยความที่ฟังเพลงเก่า-ใหม่ เลยพกอุปกรณ์ฟังเพลงไปเสมอๆ แน่นอน ก็อยากแบ่งให้เธอฟังบ้าง จะได้มีแต่สองเรา (ฮิ้ววววว)
5. มีเหตุผล อ้อนบ้าง แต่อย่างอนเยอะ ง้อมากไม่ใช่แนว – อันนี้สำคัญ เป็นคนเชื่อในวิทยาศาสตร์ จบวิทยาศาสตร์มา เพราะงั้นดูดวง โชคลางต่างๆ อย่ามาพูดถึงกันให้มาก พร้อมรับฟัง แต่ถ้าให้ถกประเด็นพวกนี้อาจทะเลาะกันได้ เพราะเป็นพวกมีเหตุผลในแบบที่อธิบายได้ ขอที่มาที่ไปสักนิดจะดีมาก ส่วนอยู่ๆ งอน อย่าเล้ยยย ผมไม่มีเวลามานั่งเดาหรอกครับ ^^
6. ชอบลุย! – อันนี้สำคัญ สำอางมากไปผมรู้สึกว่าผมต้องดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งผมคงทำไม่ได้แน่นอน ชีวิตมีอะไรให้ทำอีกเยอะนอกจากรักสวยรักงาม วันสบายๆ ไม่ต้องแต่งหน้าหรอก ทาแป้งบางๆ ก็พอ หรือไม่แต่งเลยก็ได้ ผมเดินคู่ไปได้เสมอ ;)
7. งานคืองาน สองเราก็คือสองเรา – เพราะด้วยลักษณะการใช้ชีวิตที่ผมต้องดูแล และเป็นเสาหลักของครอบครัว งานเยอะมาก ไปไหน กินอะไร ถ้าอยากกินบอก ไปได้คือไป ไม่ได้ก็คือไม่ได้ แต่ถ้าคิดมาให้ผมยินดี แต่ที่แน่ๆ งานต้องมาก่อน เพราะแน่นอน ผมต้องดูแลคนอีกหลายคน ไม่ใช่แค่คนสองคน
8. วางแผนเป็น – ด้วยเหตุผลจากข้อที่แล้วทำให้ อยากนัดไปไหนบอกสักนิด ล่วงหน้าสักหน่อย ด้วยอำนาจของ Google Calendar ผมพร้อม share calendar งานให้ทันที จะได้รู้เลยว่าไปไหนยังไงบ้าง จะได้นัดวันไปเที่ยว หนุ๋งหนิงกันสองคนได้ถูก ^^
9. เป็นคนเปิดเผยเหมือนกัน – ด้วยความที่ผมคิดอะไร พูดอะไร ส่วนใหญ่จะใส่ลงใน status update พวก twitter และ facebook เพราะงั้น คงไม่ยากถ้าคิดจะทำ
10. ไม่ตามบ่อย – จากข้อที่ผ่านๆ มา อยากรู้ว่าผมอยู่ส่วนไหนของโลก ชีวิตผมตามตัวไม่ยากหรอก มือถือ, bbm, อีเมล ฯลฯ ยิ่งเดี่ยวนี้ดูใน twitter และ facebook หรือ 4sq ก็น่าจะพอรู้ว่าผมอยู่ไหนยังไง ไม่ต้องตาม ไม่หายไปไหน รักคนเดียวอยู่แล้วจ้า จุบุ๊ๆ ;)
11. ไม่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เที่ยวกลางคืน – เพราะงั้น อย่าชวนเที่ยวกลางคืน แล้วสูบบุหรี่ไม่แน่นอน ดื่มเหล้านี่ นานๆ ที แต่อย่าเมาเป็นพอ ผมเป็นห่วง อย่างเมาไม่รู้เรื่องอะไรเลย บ่งบอกถึงความไม่ใส่ใจตัวเอง ทำให้ผมมองว่าเค้าจะใส่ใจเราได้อย่างไร คือเที่ยวกลางคืนก็มีบ้าง แต่อย่างเป็น play girl ขอร้อง ผมรับไม่ได้!
12. ถือเนื้อถือตัวบ้าง แต่งตัวเก่งไม่ว่า แต่อย่าเปิดโชว์เยอะ – ไม่มีอะไรมาก หึง และไม่อยากเป็นเป้าสายตา ^_^”
13. อย่าโกหก! – สำคัญมาก ถึงแม้จะรู้ว่าจะทะเลาะกันถ้าบอกความจริง แต่ขอให้บอก อย่าโกหก เพราะมันเป็นต้นเหตุในปัญหาอื่นๆ ต่อมา
14. รับฟังและพร้อมให้คำปรึกษา – ไม่ใช่ทุกคนที่จะยืนได้ตลอดเวลา มันก็ต้องมีวันล้ม และก็คงต้องหาวิธีลุกขึ้นมา คนเป็นคู่กัน ไม่ใช่แค่คบกัน แต่ต้องคู่คิดด้วย เพราะงั้น ต่างคนต่างช่วยกันคิด น่าจะดีกว่า
15. ความในอย่างเอาออก ความนอกอย่างนำเข้า – ตรงตัว ไม่มีอะไรมาก ตอนคบกันความลับก็ไม่ต้องบอกใคร ไฟของคนอื่นก็อย่าเอามาเผาระหว่างที่อยู่กันสองต่อสอง จะกลายเป็นเสียบรรยากาศเปล่าๆ

สรุปจะหาแฟนได้ไหมเนี่ย ฮาๆๆๆ เอาเหอะ คิดซะว่าเป็นแนวทางแล้วกัน ;P

 

ลาก่อน dtac !!!

image 

ท้าวความก่อน ….

ผมใช้ dtac มาตั้งแต่ ม.ปลาย สมัย d-lite, d-medium และ d-max จนมาถึง d-flex ซึ่งตอนนั้นโปรที่ผมใช้ก็คือรายเดือน d-flex และสุดท้ายพอเข้า มหาวิทยาลัย ผมก็เปลี่ยนเป็น d-max แน่นอนตอนนั้นบริการดีมาก การเปลี่ยนโปร การจ่ายเงิน การตรวจสอบ ถือว่าได้ใจลูกค้าที่ต้องการความสะดวกสบายอย่างผมใช้ได้เลย ไป ศ. เพื่อจ่ายเงินค่าบริการก็รู้สึกดี พอจบมหาวิทยาลัย ก็ยังคงใช้ต่อมาเรื่อยๆ เพราะบริการที่เหนือกว่า ผมจำได้ว่าผมได้บัตร maximize ไว้ใช้ส่วนลดต่างๆ บริการ gprs ครอบคลุมทั่วประเทศ ผมเลยใช้เน็ตบนมือถือได้ทุกที่ที่มีสัญญา และแน่นอนว่า edge ก็ทำงานได้ดีเช่นกัน แถมมีความเร็วที่เหนือกว่าคู่แข่งอยู่มากทีเดียว

ซึ่งจากวันนั้น จนถึงวันนี้ก็เกือบๆ 9 ปีแล้วมั้ง (หรือ 10 หว่า ผมไม่แน่ใจ) แต่ …..

ในวันนี้ …..

ทุกอย่างเปลี่ยนไป …..

ผมไม่แน่ใจว่า dtac มีนโยบายทำให้โทรไม่ติด (call failed) หายไปเฉยๆ มีปัญหาสายหลุดบ่อยมากๆ ทั้งๆ ที่สัญญาณเต็ม ติดต่อผ่าน bbm หรือใช้ edge ไม่ได้ เอะ!! หรือว่าต้องการให้ลูกค้าโทรหากันมากขึ้นเปล่า!!! 

แต่ก็ไม่แน่นะอาจจะต้องการ disconnect to connect ผมก็ไม่แน่ใจได้แฮะ ….

คือผมรู้สึกเป็นอาการนี้มาหลายเดือนแล้ว แต่ผมก็ทำใจใช้มันไป หวังว่าปีใหม่จะดีขึ้น แต่แล้ว …. มันก็ไม่ใช่

ฟางเส้นแรกผมโทรหา 1678 แล้วโทรไม่ติด รอสายนานใช้ได้ คือยังไม่เท่าไหร่นะ ผมรอได้ เพราะสุดท้ายก็ได้คุย คือโทรหาแล้ว เจ้าหน้าที่รับสาย ช่วยแก้ปัญหาให้เราได้ การเสียตังค์ก็คุ้มอยู่นะ ซึ่งหลังๆ มันไม่ใช่แฮะ …. กลายเป็นเจ้าหน้าที่ไม่พอ แล้วโทรไม่ติด แถมบางครั้งก็ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาอะไรให้ดีขึ้นเลย มีแต่รับเรื่องไว้แล้วก็เงียบไป สุดท้ายก็เสียเงินโทรหา 1678 ฟรีๆ อ้าววว แล้วเป็นความผิดผมหรือไง!!! เอะ!!! หรือผมต้องหาอินเตอร์เน็ต แล้วส่งทางเมล์ หรือเข้า pantip.com ห้อง mbk แล้วโพสบ่นๆ ให้ทาง feedback เข้ามาช่วยเคลียร์ให้หรือครับ ถึงจะไม่ต้องเสียตังค์และคุ้มค่าหน่อยใช่ไหม

ฟางเส้นที่สองที่ทำให้ขาดคือในช่วงวันที่ 7-9 มกราคม 54 ที่ผ่านมาระบบ internet edge/gprs ของ dtac มีปัญหาบ่อยครั้งมาก จนไม่น่าให้อภัย ผมติดต่อผ่าน bbm เพื่อคุยงานไม่ได้ ส่งอีเมลไม่ออก สัญญาณหายไปดื้อๆ ดีที่เหตุการณ์ในการติดต่อนั้นผ่านไปได้ด้วยดี แต่นั้นคือครั้งแรกที่ผมคิดจะย้ายค่าย!!!!

ฟางเส้นสุดท้าย เป็นสิ่งที่ยิ่งหนักข้อและบ่งบอกว่ากู่ไม่กลับแล้วจริงๆ ….

เมื่อวานนี้ (15 มกราคม 54) ขึ้นข้อความ missnomore (ข้อความแจ้งว่ามีเบอร์โทรเข้ามาแต่เราปิดเครืองหรือสัญญาณหายไป) ว่าผม missed call ทั้งที่เราก็เปิดเครื่องปกติ และข้อความ delay 2 ชั่วโมง!!!!!! แบบนี้ไม่ต้องส่งมาก็ได้มั้งครับ เหตุการณ์นี้เกิดตอนผมอยู่ที่สนามกีฬาของจุฬาฯ อยู่ห่างจากจามจุรีสแควร์ แค่ 1 กม. ซึ่งเป็นที่ตั้ง dtac HQ แต่ทำไม ทำงานได้ไร้ประสิทธิภาพก็ไม่ทราบได้ ขนาดผมไปอยู่เกือบจะใต้ชายคา dtac HQ ยังทำงานได้ย่ำแย่แบบนี้ ผมคิดว่ามันคงไม่มีคำตอบอื่นจริงๆ ….

ได้เวลาย้ายค่าย

เพราะในช่วงเดือนนี้ ผมโดน missed call ส่งผ่านทางข้อความ sms วันละ 2-10 สาย แบบนี้ไม่ไหวแฮะ นั่งข้างกันยังลองโทรยังไม่ติดเลย เน็ตก็ไม่ได้เล่นด้วย!!! และยังส่งได้ delay จนไม่น่าให้อภัยอย่างมาก

สุดท้ายก่อนจากลา ไม่อยากให้ dtac สร้างมาตราฐานที่เรียกว่าระบบใช้งานไม่ได้นี้คือบริการที่ลูกค้าต้องทำใจและ ปลง และคำขอโทษไม่ได้ทำให้ระบบดีขึ้นพรุ่งนี้ครับ

วันนี้ (16 มกราคม 2554) ก็ได้ไปทำเรื่องย้ายค่ายมือถือแต่ใช้เบอร์เดิมเรียบร้อย ได้ซิมมาแล้ว รอผลการแจ้งย้าย แล้วผมคงไปอย่างสมบูรณ์เสียที ^^

image