ลองจับ LG Optimus G

เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2556 ที่ผ่านมา LG ประเทศไทย เชิญผมเข้า Workshop มือถือระดับ flagship ชื่อ LG Optimus G (รหัส E975) ซึ่งกำลังนำเข้ามาขายเร็วๆ นี้ ส่วนตัวยังไม่ทราบราคาแน่ชัดนัก แต่เดาๆ เอาว่าราคา 19,900 บาท (ผมเดาครับ ไม่ได้รับการยืนยันใดๆ ทั้งสิ้น) โดยเปิดตัวครั้งแรกที่เกาหลีเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา และผ่านมาได้ 4 เดือนกว่าๆ ก็ได้เวลาสำหรับประเทศไทยกันเสียที (ก่อนหน้านี้เปิดตัวที่เกาหลี ญี่ปุ่น แคนาดา และอเมริกา)

WP_20130227_015

มาดูที่ตัวเครื่องกันเลยดีกว่า ตัว LG Optimus G นั้นเป็นส่วนผสมของ LG Optimus 4X HD และ Nexus 4 เข้าด้วยกัน มองง่ายๆ คือ ตัว Form Factor หลักๆ เป็นแบบ LG Optimus 4X HD ที่ค่อนข้างเหลี่ยมและแบน และผสมเข้ากับกระจกด้านหลังมีเกล็ดสะท้อนแสงคล้าย Nexus 4 ซึ่งทำให้ในชุดที่จำหน่ายมีแถมฟิล์มกันรอยให้ทั้งด้านหน้าและหลังมาในกล่องด้วย (ถ้าไม่มีก็เรียกจากร้านได้เลย)

WP_20130227_048

WP_20130227_029 WP_20130227_035

ในด้านหน้าจอนั้นเป็น “True HD” IPS LCD (768×1280 pixels; 318ppi) ขนาด 4.7” โดยเป็น “gapless” panel โดยตัวกระจกเป็น Corning Gorilla Glass 2 ที่หลังกระจกเป็นจอ LCD เลยไม่มีฟิล์มขั้นกลางให้สีและแสงถูกตัดทอนไปแบบจอ LCD ปรกติ

ในด้านหน่วยประมวลผลกลางนั้นเป็น quad-core CPU จาก Qualcomm Snapdragon S4 Pro APQ8064 (1.5 GHz quad-core Qualcomm Krait) ที่ถือว่าเร็วมากสำหรับตลาดระดับบน พร้อมกับ RAM ที่ให้มาถึง 2GB และ Storage ที่ 32GB ให้เต็มๆ (ความเร็วดูได้จากวิดีโอด้านล่าง)

น้ำหนักตัวเครืองประมาณ 145 กรัม ขนาดตัวเครื่องใหญ่พอๆ กับ Nokia Lumia 920 แต่เบากว่าเยอะ

Battery ที่ให้มานั้นเป็น Li-Ion ที่ไม่สามารถถอดออกจากตัวเครื่องได้ ซึ่งมีความจุ 2,100 mAh ที่ LG พัฒนาตัว Battery ให้สามารถใช้ได้นานถึง 800 Cycle Charge แถมตัว Android ของ LG นั้นได้ปรับแต่งโดยมี “power saver” settings ซึ่งสามารถปรับการใช้งานไป eco mode เพื่อช่วยประหยัดพลังงานด้วย

ในด้านตัว OS นั้นเป็น Android ICS อยู่ แต่ LG บอกว่าตัวขายจริงอาจมีการปรับแต่ง ROM เพิ่มเติมอีกครั้งเพื่อให้พร้อมขายกับคนไทยด้วย แต่ในงานก็ได้ลองปรับดูว่ามีคีย์บอร์ดไทยหรือไม่ ซึ่งก็ปรากฎว่ามี ก็ลองดูกันว่าคีย์บอร์ดทีให้มาพร้อมตัว OS นั้นโอเคหรือไม่ (แต่โหลดเพิ่มได้อยู่ดี)

WP_20130227_040 WP_20130227_037

WP_20130227_047

สำหรับของแถมอีกอย่างที่จะแถม คงเป็นเคสที่ให้มาในกล่อง ซึ่งเป็นเซ็ตของ LG Optimus G ที่ขายในไทยเลย รูปแบบไม่แตกต่างจาก LG Optimus 4X HD  ที่ขายไปเมื่อไม่นานมานี้แต่อย่างใด คล้ายๆ กันนะเท่าที่ดู

WP_20130227_017 WP_20130227_019

WP_20130227_021

ส่วนอื่นๆ ที่โน็ตๆ มานั้น ผมขอสรุปตามนี้

  • ตัวเครื่องนั้นต้องบอกว่าวัสดุคล้ายๆ กับ Nexus 4 เป็นส่วนใหญ่
  • งานออกแบบเอา LG Optimus 4X HD มาเป็นฐานแล้วเอา Nexus 4 มาแต่งๆ ใส่ลวดลายและกระจกหน้า-หลังลงไปให้ดูสวยขึ้น
  • จอภาพสวยงามสบายตาดี ถ้าให้เทียบกับ Nokia Lumia 920 แล้ว พอๆ กันเลย แต่สีของ LG จะจัดกว่าหน่อย คนที่ไม่ชอบ AMOLED อาจจะชอบตัวนี้ (ดูๆ แล้วไม่เหลืองด้วยนะ)
  • ในด้านความเร็วในการตอบสนองของ UI ดีมาก (ดูได้จากวิดีโอด้านบน) แต่ซึ่งถ้าเทียบกับ Nokia Lumia 920 แล้วคงต้องบอกว่า ลื่นในลักษณะที่ไม่เหมือนกัน (บอกไม่ถูก แต่มันติดนิ้วคนละแบบจริงๆ)
  • กล้องด้านหลัง 13MP ให้มาเกินพอ ภาพในที่แสงน้อยทำได้ดี ISO 800 ให้คุณภาพของภาพที่ถือว่าไม่ทำให้ผิดหวัง (ภาพจากกล้องอยู่ด้านล่าง)
  • กล้องด้านหน้า 1.3MP ตามสมัยนิยม ไม่มีอะไรใหม่เท่าไหร่ในส่วนนี้ (ถ่ายวิดีโอจากกล้องหน้าได้ 720p ด้วยนะ)
  • ตัววิดีโอที่ถ่ายออกมาแล้วภาพคมชัดดีมาก (ภาพจากกล้องอยู่ด้านล่างอัพขึ้น Youtube ให้แล้ว) รองรับ Full HD video (1080p) ที่ 30 fps
  • App ถ่ายรูปและถ่ายวิดีโอพัฒนาในด้านการใช้งานเพิ่มขึ้นและน่าสนใจ อย่างเช่น Time catch shot ถ่ายรูปภาพหลายๆ รูป แล้วเลือกรูปที่ดีที่สุด หรือ cheese shutter ใช้เสียงจากการออกเสียงที่เป็นการอ้าปากที่ทำให้ยิ้มแล้วกล้องจะถ่ายให้ ชื่อคุณสมบัติตรงๆ ตัวมาก
  • ช่องเสียบหูฟังเป็นช่องแบบ 3.5 mm stereo audio jack ส่วนตัวแล้วถือว่าโอเค ตัวหูฟังไม่เห็นตัวจริง เลยไม่รู้ว่าสวยแบบในรูปไหม (เห็นเค้าว่าหูฟังเสียงดีมากๆ แต่เสียดายไม่เห็นและฟังของจริง)
  • การเชื่อมต่ออย่าง Wi-Fi 802.11 a/b/g/n, Bluetooth 4.0 + A2DP และ NFC มีมาให้พร้อม เปิด Wi-Fi Hotspot ได้ รองรับ DLNA
  • ช่องเชื่อมต่ออย่าง micro-USB 2.0 (5-pin) ที่รองรับทั้ง MHL for USB หรือ HDMI connection
  • เรื่องความถี่ในการใช้งานนั้นคงทั่วๆ ไปก็คือ 2G, 3G และ 4G LTE

สรุปโดยส่วนตัวแล้วนั้น รอดูของจริงที่ Shop ใกล้บ้าน อยากให้ไปลองจับลองเล่นดูก่อน ส่วนตัวผมจากที่ให้แม่ใช้ LG Optimus 4X HD มา 2 เดือนกว่าๆ ต้องบอกว่า LG มาเงียบๆ แต่งานประกอบคุณภาพค่อนข้างดีครับ แม่ผมชอบงานประกอบมาก เมื่อเทียบกับ Samsung Galaxy S3 ของเพื่อนแม่ (´∇`)メ

ไฟล์วิดีโอจากกล้อง LG Optimus G

รูปภาพจากกล้อง LG Optimus G

ปล. สภาพแสดงในร้านอาหารตอน present อาจไม่คมชัดเท่าไหร่มัก เพราะ ISO 800 ครับ ต้องลองในสภาพแสงแดดปรกติดู

CAM00012

CAM00009

CAM00010

เอาภาพจากกล้อง HTC One X มาให้ดู

ผมได้ไปงาน Dinner เล็กๆ ของ HTC มาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาครับ เป็นงาน HTC One Gathering Dinner จัดกันเล็กๆ ที่ Sivatel Bangkok (แอบหลงตอนไป)

โดยรวมแล้วในงานมี 3 ตัวครับ แต่ผมถูกใจภาพจากกล้อง HTC One X มากที่สุดและได้เล่นเยอะที่สุด ส่วนตัว V และ S ผมเล่นไม่เยอะครับ แต่ทุกตัวคุณสมบัติตัว OS ไม่ต่างกัน ต่างกันที่ตัว spec ของ H/W และหน้าจอ ซึ่ง HTC One X ดูดีสำหรับผมมากๆ วัสดุสวยและดีจริงๆ ในงานโชว์ทำตกพื้นให้ดูก็หยิบมาเล่นต่อได้ ซึ่งน่าสนใจๆ มากสำหรับคนชอบอะไรทนไม้ทนมือ

สำหรับตัวกล้องนั้น One X ให้มา 8Mpx ครับ ทำ ISO ได้สูงถึง 1600 แต่ปรับได้จริงๆ ประมาณ 800 (คิดว่ากล้องถ้าตั้ง Auto มันจะปรับเพิ่มได้อีก) ซึ่งสำหรับกล้องมือถือด้วยเนี่ย ไม่ธรรมดา ภาพในที่แสงดีๆ HDR สวยเลย แต่แอบช้านิดๆ แต่ถ่ายออกมาสวย (ตอนถ่ายในที่แสงน้อยต้องมือนิ่งๆ สักหน่อย)

ขอไม่พูดอะไรมากครับ ผมขอเอาภาพจากกล้องมือถือตัวนี้มาให้ชมกันเล็กๆ แล้วกันครับ

ปล. ภาพบางภาพผมถ่ายเองบ้าง คนอื่นถ่ายบ้าง แต่ไม่รู้ใคร ><” ขออภัยด้วยที่ไม่ได้กล่าวถึงคนถ่ายรูปบางภาพ เพราะอยู่ในเครื่องมาก่อนถึงผมแล้ว เลย copy มาฝากด้วย

ปล2. อยากดูภาพ Original คลิ้กที่รูปผมอัพไฟล์ต้นฉบับจากกล้องให้แล้วครับ

IMAG0099c

f/2 speed 1/20s ISO-500
Original: 3264x1840pixel (8Mpx) to 1024x577pixel (via Bicubic Sharper)

IMAG0118

f/2 speed 1/15s ISO-1600
Original: 3264x1840pixel (8Mpx)

Read moreเอาภาพจากกล้อง HTC One X มาให้ดู

ลองถ่ายรูปด้วย Samsung Galaxy Nexus

ขอเกริ่นก่อนสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักเจ้า Samsung Galaxy Nexus หรือบางคนอาจจะเคยได้ยินในชื่อ Google Nexus Prime ซึ่งเป็นมือถือรุ่นเดียวกัน โดยที่เจ้าตัวนี้เป็น Android Phone ที่ใช้ระบบปฎิบัติการ Android 4.0 หรือ Ice Cream Sandwich รุ่นใหม่ล่าสุด (ณ.เดือนมกราคม 2555) และได้ชื่อว่าเป็นมือถือตัวแรกที่ใช้ OS รุ่นนี้ (เพราะ Google ออกมาเป็นต้นแบบให้มือถือรุ่นต่อๆ ไปได้นำไปเป็นต้นแบบ) รูปลักษณ์ของตัวเครื่องนั้นมีปุ่มน้อยมาก ที่ตัวด้านหน้าไม่มีปุ่มกดเลย เป็น Touchscreen ทั้งหมด โดยใช้ลักษณะ Soft Screen เป็นหลัก (ปุ่มกดด้านล่างจะปรับเปลี่ยนจากแต่ว่า App ต่างๆ จะให้แสดงหรือไม่ หรืออาจจะมีการแก้ไขไปให้งานในแบบอื่นๆ)

DSC_5472

DSC_5473

Screenshot_2012-02-04-03-46-03 Screenshot_2012-02-04-03-47-53 Screenshot_2012-02-04-03-39-08

ตัวเครื่องนั้นให้ CPU ที่มีความเร็วถึง 1.2Ghz แบบ Dual core รุ่น ARM Cortex A9 (TI OMAP 4460) และ GPU PowerVR SGX 540 ซึ่งมี RAM 1GB และรุ่นที่ผมได้มานั้นมี Storage 16GB สำหรับส่วนของจอภาพนั้น เหมาะมากสำหรับการแสดงผลรูปภาพ เพราะเป็นจอภาพ Capacitive Touchscreen แบบโค้ง (Curved Display) ขนาด 4.65 " ที่มี resolution จอภาพสูงมากที่ 1280×720 pixel (315dpi) ชนิด Super AMOLED HD ที่ให้สีสันสวยงาม (และบางคนอาจจะบอกว่าสีนั้นจัดจ้านดุดัน)

DSC_5492

ระบบของกล้อง Samsung Galaxy Nexus นั้นใช้ชุดเลนส์และ CMOS Sensor รุ่น S5K4E5YA ของ Samsung เอง ซึ่งในชุดกล้องนี้มี Image Sensor ของ Samsung Galaxy Nexus ที่เป็น CMOS Backside illumination sensor รุ่นแรกที่ Samsung ทำออกมาในตลาดแข่งกับยี่ห้ออื่นเลยทีเดียว

โดยที่ขนาดของ Sensor นั้นมีขนาด 1 ใน 4 นิ้ว (1/4") ให้ขนาดของภาพที่ 5Mpx (2608 x 1960 pixel) โดย Backside illumination (BSI) นั้นเป็นการให้ Photodiode สลับมาอยู่ด้านบน ทำให้แสงสามารถตกลงบน Photodiode ได้ดีกว่าเดิม ซึ่งมีขนาด pixel อยู่ที่ 1.4µm

ส่วนเลนส์ของ Samsung Galaxy Nexus มีทางยาวโฟกัส (Focal length) ที่ 3.37mm และรูรับแสง (F stop) ที่ 2.8 มีจำนวนชิ้นเลนส์ 4 ชิ้น และองศารับภาพที่ 68 องศา ด้วยขนาดของ Sensor ของกล้องนั้นอยู่ที่ 6.35mm diagonal (1/4”) หรือมี crop factor ที่ประมาณ 5.51x ดูแล้วก็มีขนาด sensor ใหญ่พอใช้ได้เลยทีเดียวครับ

ส่วนอื่นๆ ที่เป็นคุณสมบัติเพิ่มเติม อย่างเช่น Zero Shutter Lag ที่ทำให้เราถ่ายภาพต่อเนื่องได้รวดเร็วมากขึ้น จากที่ลองถ่ายๆ แล้ว 3-4 frame per second ก็ทำได้ดีทีเดียวครับ (ผลการทดสอบที่อื่นๆ ทำได้เกือบๆ 20fps) รวมทั้งรองรับการถ่ายวิดีโอ Full HD Video (1080p 30fps) และถ่ายภาพแบบ Panorama ได้อีกด้วย

เอาหล่ะ พวกข้อมูลตัวคุณสมบัติของเลนส์และกล้องถือว่าทำได้ดีครับ เรามาดูผลของภาพกันบ้างดีกว่า

DSC_5494

ก่อนอื่นเราก็ต้องเข้าเมนูกล้องถ่ายรูปโดยง่ายๆ เพียงแต่ลากวงกลมที่ใช้สำหรับปลดล็อคเครื่องไปยังเมนู App ถ่ายรูปด้านซ้ายแทนเข้าการเข้าเมนูปลอดล็อคเครื่องที่มีอยู่แล้วแทนครับ

ภาพด้านล่าผมถ่ายในส่วนของภาพที่มีเส้นต่างๆ เพื่อให้ดูความบิดเบี้ยวของภาพที่บริเวณขอบภาพและความคมชัดว่าทำได้ดีแค่ไหนครับ ส่วนต่อมาคือกล้องสามารถปรับให้ใช้ speed shutter ได้เท่าไหร่ โดยจากที่ดูใน Exif แล้วใช้ไปที่ 1/549s เลยทีเดียวในสภาพแสงดีๆ ครับ ทำให้เราถ่ายย้ำๆ เร็วๆ ซึ่งเป็นผลดีจากการมี Zero Shutter Lag ในที่ที่แสงสว่างๆ ได้สบายๆ ครับ

IMG_20120202_091939

ถ่ายเพื่อให้ทราบว่าเมื่อนำกล้องไปถ่ายในอาคารภายใตแสงจากไฟนีออนปรกติให้ผลเป็นอย่างไร โดยรวมเป็นที่น่าพอใจครับ แสงและสีเที่ยงตรงดี และจากที่ได้ถ่ายไปเดินไป ก็จับโฟกัสได้เร็วและใช้ความเร็วในการถ่ายต่อแฟรมเร็วมากๆ

IMG_20120203_204344

ลองถ่ายภาพเพื่อทดสอบความเปรียบต่างระหว่างส่วนความสว่างของภาพมากที่สุด และส่วนที่มืดที่สุด ทดสอบเพื่อเอามาดูว่าสามารถที่จะเก็บรายละเอียดทั้งส่วนมืดและสว่างได้ดีเพียงใดในสภาพวิธีการใช้งานแบบยกกล้องขึ้นมาแล้วให้กล้องโฟกัสสักแป็บ เสร็จแล้วกดถ่ายภาพทันที

IMG_20120204_151247 IMG_20120204_151400

ภาพนี้ออกแนวถ่ายเล่นๆ ครับ คือเดินผ่าน แล้วลองถ่ายในสภาพแสงตอนเกือบๆ 18:30 แล้วแหละ ภาพนี้ลองถ่ายเพื่อให้ดูว่ากล้องสามารถจับความเคลื่อนไหวเร็วๆ ของรถได้ดีเพียงไหน และทดสอบระบบ Autofocus ของกล้องว่าสับสนกับการโฟกัสของการวิ่งของรถมากแค่ไหน โดยรวมนั้นต้องค่อยๆ ตั้งใจถ่ายเลยหล่ะครับ เพราะระบบ Autofocus จะวืดวาดมาก เพราะตัวแบบไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ประกอบกับสภาพแสงตอนนั้นเย็นมากๆ แล้วด้วย ตัวกล้องก็ยิ่งเร่งทำให้ค่า ISO พุ่งสูงไปถึง 640 เห็นจะได้ และภาพที่เห็นนี้ใช้ speed shutter ที่ 1/17s เพื่อให้ได้ภาพที่สว่างดังที่เห็นครับ (ทำให้ภาพรถต่างๆ นั้นเบลอไปด้วย)

IMG_20120203_182027_1

IMG_20120203_182132

มาดูภาพที่ไปเดินถ่ายเล่นๆ กันบ้าง เป็นภาพที่ไปงานแสดงรถงานนึงครับ สภาพแสงภายในงานก็สว่างบ้าง ไม่สว่างบ้าง เวลาถ่ายก็ไม่ยากครับ พยายามหามุมที่แสงมันตกกระทบดีๆ หน่อยก็ได้ภาพที่สวยงามมาแล้ว โดยสิ่งที่ต้องค่อยๆ ทำคือเล็งกล้องให้ดีครับ เพราะในสภาพแสงประมาณนี้ตัวกล้องจะปรับให้ใช้ speed shutter ที่ 1/17s ตลอดเลย เพราะฉะนั้น มือต้องนิ่งๆ ครับ อาจจะใช้เรื่องของ Zero Shutter Lag ให้เป็นประโยชน์ครับ คือเน้นถ่ายย้ำๆ แต่ก่อนถ่ายย้ำๆ ก็ต้องเล็งให้โฟกัสเข้าก่อนนะครับ

IMG_20120204_155547

IMG_20120204_155628 IMG_20120204_155517

ส่วนต่อมาเป็นเรื่องของ Adjust และ Process ตัวภาพแล้วหล่ะครับ โดยตัว App ของกล้องนั้นสามารถปรับแต่ภาพได้หลากหลายมากๆ ได้แก่ Crop, Rotate, Flip, Straighten, Red Eye remover และ Sharpen สำหรับคนชอบเล่นอะไรแปลกๆ ก็การแก้ไขภาพแบบ Adjust อื่นๆ เช่นการทำ  cross-process, การใส่ filter ภาพสำเร็จรูปเบื้องต้น และการปรับแต่งภาพแบบพื้นฐานเช่น Fill-light, Hightlight, Shadow, Satuation หรือ Warmth (wb) เป็นต้น

ซึ่งการปรับแต่งภาพบนโทรศัพท์มือถือแบบนี้นั้น ทำให้เราได้ภาพแปลกๆ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องต่อตัวอุปกรณ์เข้าคอมพิวเตอร์เพื่อปรับแต่งแต่อย่างใด ดูตัวอย่าง UI และภาพต่างๆ ได้จากด้านล่าง

Screenshot_2012-02-04-04-11-35 Screenshot_2012-02-04-03-40-02 Screenshot_2012-02-04-03-40-32

Screenshot_2012-02-04-03-40-45 Screenshot_2012-02-04-03-41-05 Screenshot_2012-02-04-03-42-17

ภาพต้นฉบับ

IMG_20120203_213618

ภาพที่ปรับแต่งแล้ว

IMG_20120204_034203

ลอง Crop ภาพและปรับแต่งเล่นๆ อีกหน่อย

Screenshot_2012-02-04-03-43-17 Screenshot_2012-02-04-03-43-59 

Screenshot_2012-02-04-19-56-14 IMG_20120204_195621

กล่าวโดยสรุปสำหรับเรื่องการถ่ายรูปของกล้องจาก Samsung Galaxy Nexus นั้นค่อนข้างดีในที่แสงดีๆ จ้าๆ ระบบกล้องสามารถปรับสมดุลของภาพให้กลับมาพอดีได้อย่างน่าทึ่ง ระบบ Zero Shutter Lag ทำงานได้ดีมากๆ ในเหตุการณ์ที่อยากได้ภาพที่ทันทีทันใด และประกอบกับมีเมนูที่สามารถเข้าถึงการถ่ายรูปด้วยกล้องได้ง่ายและรวดเร็วมากๆ เมื่อรวมทั้งสองอย่างเข้าไป ก็ทำให้การถ่ายรูปของเรานั้นง่ายขึ้นมากๆ ครับ

มุมมองของผมสำหรับ Smart Phone ของ 4 ยักษ์: Apple/Blackberry อาจสะดุดขาตัวเอง, Google ไปได้สวย และ Microsoft ก็ดูจะใจเย็นเช่นเดิม

จาก CEO ของ Netgear ระบุ “ระบบปิดจะสร้างปัญหาให้แอปเปิลภายหลัง”, “เกมจบแล้วสำหรับไมโครซอฟท์” เลยมาเขียนขยายสักหน่อย

Apple ก็คือ Apple ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนอาจสะดุดขาตัวเองและจบลงไม่สวยเหมือนเดิม แบบเดียวที่เกิดกับตัวเองเมื่อ 10 ปีก่อน เพราะระบบปิด ถ้าไม่คิดจะเปิด ก็น่าจะกลับไปอยู่ในจุดเดิม แน่นอนจำนวน App ที่เยอะ ทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนพัฒนา App ใหม่ๆ น้อยลง เพราะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ออกแนวตลาดเริ่มวาย ไม่ตาย แต่ก็โตช้าลง อีกทั้งตัวอย่างของระบบปิดแล้วไม่รุ่งที่สดๆ ร้อนๆ ก็ดูจะเป็น iAds ก็ไม่รุ่ง ดูจะเงียบๆ Ping ก็ดูจะเฉยๆ ผมก็ไม่ได้ใช้ มันปิดมากไป คนใช้งานก็ดูจะไม่ค่อยพูดถึง ฯลฯ จริงๆ ก็มีอีกหลายอย่างที่ดูจะไปไม่ถึงฝั่ง (แต่คนไม่ค่อยพูด) ถ้าไม่มีการปรับอะไรและยังดื้อดึง ก็คงรู้ว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร

Blackberry อันนี้ออกแนวเดียวกับ Apple แต่ดูจะเปิดกว่าเยอะในเรื่องของการส่งและตั้งราคาขายตัว App ให้เข้า Store แต่ด้วยความที่เป็นระบบที่ปิดเกือบจะทั้งหมดเช่นเดียวกับ Apple รวมไปถึงระบบ push/bbm ที่ใช้ได้กับของตัวเอง ถ้าไม่นับเรื่องความปลอดภัยในการเข้ารหัสอีเมล, ระบบ push ที่ถือว่าเป็นอันดับหนึ่ง ถ้ายังไม่สร้างอะไรใหม่ๆ ที่ฉีกแนวไปจากนี้ ก็ดูจะไปรอดได้ยากถ้าตลาดในปัจจุบันมุ่งไปทางผู้ใช้ทั่วไปเป็นหลัก และตลาดองค์กรก็ดูจะโดนผู้เล่นเจ้าอื่นๆ ตีขนาบเข้ามาเช่นกัน ทำให้ดูจะโดนบังคับต้องออกมาเล่นบนทะเลเลือดของคนอื่น เช่นเดียวกับที่ตัวเองก็เคยบังคับให้คนอื่นๆ วิ่งเข้ามาเล่นในทะเลเลือดของตัวเอง (ตลาด push/enterprise services) งานนี้ถ้า OS6 ไม่รุ่ง คาดว่า OS7 คงมีอะไรเปลี่ยนแปลงแบบผลิกฝ่ามือแน่นอน เพราะดูจากทิศทางของ Playbook ที่ก็ไม่แน่ใจว่าจะมาช้าไปหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ OS7 ก็น่าจะแนวนั้น!

Google เห็นตรงนี้เลยใช้แนวทางอีกแนวที่เปิดเต็มที่ (เกินไปหรือเปล่าก็ไม่รู้) ก็ดูจะไปได้ดีและรุ่งใช้ได้เลย แต่ปัญหามันอยู่ที่การเข้ากันได้ของแต่ละรุ่นการพัฒนาซอฟต์แวร์จากรุ่นเก่ามารุ่นใหม่ เพราะ Google ทำให้มันแตกต่างมากจนยากจะ upgrade และใช้ต้นทุนสูงในการปรับแต่งอยู่พอสมควร ออกแนวเปิดเยอะ แต่ฟรีแค่ตอนต้น ถ้าอยากสร้างความแตกต่างก็ต้องลงทุนพัฒนาเพิ่มเอาเอง ตรงนี้แหละที่จะมีปัญหาความเข้ากันได้ในอนาคต ซึ่งผมก็คิดว่า Google ก็คงปล่อยไปแบบนั้น เพราะไม่งั้นจะเข้าแนวทางของ Apple และเสียความน่าเชื่อถือของตัวเองไป อีกอย่างที่ผมมองก็คือ Google อาจจะต้องตระหนักมากขึ้น คือการกำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำของ OS ตัวเองไว้บ้าง มีการปล่อยตัวมือถือที่เป็นรุ่นเรือธงให้กับค่ายอื่นๆ ได้เป็นแบบอย่างเช่นเดียวกับที่ทำ Nexus ออกมา ไม่อย่างงั้นแล้ว ผู้ใช้ที่ซื้อมาใช้งานบนเครื่องที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสม จะได้ประสบการณ์การใช้งานที่ไม่ประทับใจกลับไปแทนสุดท้ายก็เสร็จ Microsoft และ Apple ตามระเบียบ!!!!

Microsoft ก็มาแบบช้าๆ ตามแนวทางพี่ใหญ่ตัวอ้วน ขยับตัวช้า แต่ดูแล้วรอบนี้จะใจเย็นเกินไป ถึงแม้ว่าของใหม่จะย่อมสดใสกว่าและยังเป็นเหมือนทวีปที่ยังต้องการค้นหาอะไรอีกเยอะ แต่ถ้าใจเย็นแบบนี้ กลัวจะไล่ตามคนอื่นเค้าไม่ทัน แต่แน่นอนครับ ผมมองว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะบอกได้ชัดเจนว่า Microsoft กำลังพ่ายแพ้ในตลาดนี้ เพราะดูจากการเปิดตัวและยอดจำหน่ายจากข่าวต่างๆ แล้วดูท่าจะขายได้เรื่อยๆ ประกอบกับเครื่องมือพัฒนา นักพัฒนาที่มีอยู่เยอะมาก และรวมไปถึงฐาน partner ตัวเองที่มีขนาดใหญ่และแม้ว่าสุดท้ายแล้วจะไม่ใช่เจ้าตลาดแบบ Windows Mobile 6 ที่ทำไว้เมื่อหลายปีก่อน แต่ก็ไม่น่าจะหายไปไหนในระยะเวลา 2-3 ปีนี้ แต่ถ้า Windows Phone 8 มีอะไรที่ดีกว่าเดิม ก็ไม่ยากที่จะกลับมาเป็นเจ้าตลาดได้ เพราะเนื่องจาก Microsoft มีประวัติศาสตร์ที่น่าศึกษาจากการเข้าตลาดช้า แต่สุดท้ายก็ยืนระยะจนกำไร (หรือเจ้าตลาด) ได้ในที่สุด

เรื่องราวของ Microsoft ถ้าคิดไม่ออก ก็มี
– IE vs Netscape
– XBOX vs PS
– Windows Server vs Netware
– Windows vs Mac OS
– Office vs Lotus, Word
– ICQ vs MSN Msg

คือไม่ได้ดีที่สุดในระดับเจ้าตลาด แต่ก็มีกำไรให้กับผู้ถือหุ้น (คิดตัวอย่างแบบเร็วๆ ได้ประมาณนี้) และการกลับเข้ามาเป็นเจ้าตลาด แน่นอน Microsoft ใช้แผนอาศัยสิ่งที่ตัวเองมีอยู่มาเชื่อมทำให้ตัวเองได้เปรียบเหนือคู่แข่ง ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น OS, file format, แต่แน่นอนว่ามี partner ยอมเล่นด้วยแน่ๆ ถ้าทุกอย่างไปได้สวย

ผมมองว่าตลาด Smart phone มันยังไม่วายและการให้ความเห็นในข่าวต้นเรื่องแบบนั้นเป็นเรื่องของความได้เปรียบด้านราคาหุ้นมากกว่า ออกแนวปั้นราคาหุ้นหรือเปล่า เพราะถ้ามองในทิศทางอื่นๆ ก็ดูจะยังคงแข่งขันและกำลังไปได้อยู่ ตลาดเทคโนโลยีไปฟันธงเน้นๆ ก็ลำบาก ผมยังไม่เจอค่ายไหนเป็นเจ้าตลาดได้ตลอดไปได้ยาวนานโดยเฉพาะตลาดที่มีคู่แข่งมากกว่า 3 รายขึ้นไป

[PANTIP.COM] – อะไรๆก็หันเข้าหามือถือกันหมด

อ่านเจอในเว็บบอร์ดเขียวเลยเอามาให้อ่านกัน http://www.pantip.com/tech/nonpc/topic/NM1811535/NM1811535.html

กล้องดิจิตอล ตอนนี้ก็เอามารวมกับมือถือ ถึงความละเอียดของภาพจะยังต่ำ แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ มือถือบางรุ่น ถึงขนาดถ่ายวิดีโอได้ด้วย

pocket PC เดี๋ยวนี้ก็มารวมกับมือถือ กลายเป็น smartphone เก็บได้หมด ทั้ง contact, note, calendar, to do list ดูหนังฟังเพลงได้ด้วย พวก PDA ก็เริ่มหดหายไปทีละน้อยๆ

MP3 player เดี๋ยวนี้มือถือก็เล่นเพลง MP3 กันได้ตั้งหลายรุ่นแล้ว ความจุก็แล้วแต่แผ่น RSD ผมเห็นในตลาดมีขายถึง 512 Mb แล้ว แข่งกับ พวกแฟลชได้สบายๆ อีกเดี๋ยวก็มีแผ่น 1 GB มาขาย

สรุปว่าอีกหน่อยก็คงทำทุกอย่างได้หมดบนมือถือเครื่องเดียว ราคาก็คงถูกกว่าไปซื้ออุปกรณ์แต่ละประเภทมาต่างหาก แต่จะมีใครนึกถึงข้อเสียกันบ้างไหมครับ

ข้อเสียข้อแรก ถึงมือถือจะทำได้ทุกอย่างในอนาคตอันใกล้ แต่ก็คงจะทำหน้าที่แต่ละอย่างได้ไม่ดีนัก อย่างกล้องถ่ายรูป ถึงจะเพิ่มความละเีอียดขึ้นได้เรื่อยๆ แต่ซูมก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ ส่วนมากก็จะได้แต่ซูมดิจิตอล ซึ่งไม่ใช่ซูมจริง จะเอาซูมจริงๆมาใส่ ขนาดกล้องก็ต้องใหญ่ขึ้น ก็คงจะพกไม่สะดวก แฟลชที่มากับกล้อง ส่วนมากก็ตัวเล็ก ระยะที่จะใช้แฟลชได้ดีอย่างมากก็ไม่เกิน 2-3 ฟุต ซึ่งว่ากันจริงๆก็ใช้ในที่มืดได้ไม่ค่อยดี จะเอาแฟลชดี มีประสิทธิภาพ ก็ต้องหาแบบตัวใหญ่หน่อย ก็เอามาใส่ในกล้องไม่ไหว สรุปว่ากล้องในมือถือมีประโยชน์แค่เป็น snapshot จะเอารูปดีๆ สวยๆ เหมือนกล้องจริงก็คงเป็นไปไม่ได้

Pocket PC ก็เหมือนกัน ถึง smart phone จะทำได้สารพัดยังไง จอก็ยังเล็กอยู่มาก รุ่นที่จอใหญ่ๆ ดูรูป ดูหนัง ได้ง่ายๆ อย่าง O2 หรือ O2 Mini ถ้าต้องพกตลอดเวลาเหมือนมือถือทั่วๆไป ก็จะรู้สึกว่าเทอะทะ ไม่คล่องตัว แล้วถ้าจะเอามาใช้งานจริงๆ อย่าง word excel ฯลฯ ก็จะเห็นว่าจอเล็กเกินกว่าที่จะทำงานได้ง่ายๆเหมือนอย่างในคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ smartphone ส่วนมาก ยังไม่ได้ใช้ stylus ในการใส่ข้อมูล ต้องมาคอยนั่งจิ้มแป้นกด ซึ่งถ้าใช้เป็นเวลานาน ก็จะรู้สึกรำคาญมากเหมือนกัน

ส่วนเครื่องเล่น MP3 นั้น แน่นอน ก็ต้องดูที่คุณภาพเสียงและปริมาณความจุ เรื่องของความจุนี่ ซักวันมือถือก็อาจจะมีความจุเยอะๆได้เหมือน iPod แต่คุณภาพเสียงจะเป็นยังไง คงต้องดูกันต่อไป

ข้อเสียข้อที่สอง ของการรวมอุปกรณ์ต่างๆไว้ในมือถือเพียงอย่างเดียว คือความปลอดภัยของข้อมูล ลองคิดดูว่า ถ้าคุณเอา address book, เพลง, รูป, ตารางนัดหมาย, ฯลฯ ใส่ไว้ในโทรศัพท์เครื่องเดียวหมด เกิดโทรศัพท์หายขึ้นมา จะทำยังไงกัน บางคนอาจจะบอกว่า ก็ back up ข้อมูลใส่คอมพ์ไว้แล้ว จะต้องกลัวอะไร แต่ในความเป็นจริงนะครับ คนส่วนมากไม่ได้ back up ข้อมูลกันตลอดเวลาอย่างที่ควรจะทำกันหรอก นึกได้เมื่อไหร่ก็ทำเสียทีหนึ่ง เกิดคุณเอาอะไรต่ออะไรใส่ในโทรศัพท์ แล้วลืม back up ซักอาทิตย์นึง แล้วบังเอิญโทรศัพท์หายขึ้นมา จะเกิดอะไรขึ้น และถึงคุณจะ back up ข้อมูลแล้ว แต่คนที่เอาโทรศัพท์คุณไป ก็จะได้ข้อมูลที่อยู่ในนั้นสารพัด ซึ่งก็มีผลต่อความปลอดภัยของคุณและครอบครัวได้อยู่ดี ในขณะที่ถ้าคุณแยกประเภทของข้อมูลและชนิดของอุปกรณ์ที่เก็บข้อมูลนั้นออกจากกัน คุณจะไม่มีปัญหาปวดหัวแบบนี้ เพราะถ้า MP3 player คุณหาย คุณก็เสียแต่เพลง ถ้าโทรศัพท์คุณหาย คุณก็เสียแต่ address book ถ้า pocket pc คุณหาย คุณก็หายแต่ตารางนัดหมาย (หรืออะไรก็ตามที่อยู่ในนั้น) แต่อย่างน้อย คุณก็ยังมีเบอร์โทรที่คุณจะติดต่อใครต่อใครได้อยู่

ข้อเสียข้อสุดท้ายที่ผมจะพูดถึง (จริงๆมีอีกหลายข้อ) คือจุดอ่อนสำคัญที่สุดของโทรศัพท์ (และอุปกรณ์อิเลคโทรนิคแบบพกพาทั้งหลาย) นั่นก็คือ อายุของแบตเตอรี่ ทุกวันนี้ โทรศัพท์มือถือ ถ้า standby เฉยๆก็อาจจะอยู่ได้หลายวัน แต่ถ้าเริ่มคุย ส่วนมากก็จะอยู่ได้แค่ 5-6 ชั่วโมงเท่านั้น ลองคิดดูว่า ถ้าคุณเอาไปดูหนัง ฟังเพลงด้วย แบตโทรศัพท์ของคุณจะอยู่ได้นานเท่าไหร่ Pocket PC ส่วนมาก ดูหนัง่ได้ 4-6 ชั่วโมง แต่นั่นคือ ไม่ได้เปิด standby ไว้ ถ้าต้อง standby เหมือนโทรศัพท์ ก็คงจะอยู่ไม่ได้นานอย่างนั้น เครื่องเล่น MP3 ก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ตราบใดที่บริษัททั้งหลาย ยังคิดค้นแบตที่ใช้งานติดต่อกัน ทั้งดูหนัง ฟังเพลง คุยโทรศัพท์ แล้วยังอยู่ไ้ด้เป็นวันๆละก็ ผมว่าการเอาอุปกรณ์ทั้งหมดนี้มารวมกันก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไรหรอกครับ มีแต่จะรำคาญเปล่าๆ เพราะต้องคอยชาร์จแบตอยู่เรื่อยๆ อาจจะวันละสองสามครั้ง

ก็ฝากไปคิดดูครับ