Laser Printer ความละเอียดต่ำกว่า InkJet Printer เยอะ แต่ทำไมราคาแพงกว่า ?

เรื่องนี้ต้องมาดูองค์ประกอบหลักของพิมพ์ครับ

1. การฉีดน้ำหมึก (InkJet)
2. การฉาบผงหมึก (Draft หรือเรียกว่า Laser เพราะใช้แสง ‘optical’ ในการวาดภาพบน Drum ก่อนแล้วให้กระดาษผ่าน Drum ไป เหมือนปั้มออกมา)

นั้นคุณภาพต่างกัน ครับ ถึงแม้ความละเอียดของ InkJet จะไปถึง 4,800dpi หรือ 19,200 dpi แล้วก็ตาม แต่ข้อจำกัดของ “น้ำ” คือมี “การซึม” บนตัวกระดาษ หรือการผืนผิวที่ดูดซับน้ำได้ นั้นยังคงไม่ค่อยดี นัก ซึ่ง Laser ที่มีขนาดความละเอียด 600 dpi นั้นให้คุณภาพในการพิมพ์มากกว่า InkJet ในความละเอียด 4,000 dpi มากครับ เนื่องจากผงหมึกนั้นไม่มีคุณสมบัติที่ก่อให้เกิดการซึมได้ง่ายเ่ท่าน้ำครับ

การใช้ความร้อนในการทำให้ผงหมึกแกะติดกับกระดาษนั้นทำให้ ผลงานที่ออกมานั้นดีกว่ามากครับ ส่วนที่ทำให้ InkJet นั้นพิมพ์ได้เกือบใกล้เคียง แล้วก็ตามแต่จุดอ่อน นั้นไม่ได้ถูกลบไป แต่แก้ไขด้วยการทำให้จุดสีนั้นลดลงเรื่อยๆ เพื่อลดการซึม ซึ่งทดสอบได้โดยหยดหมึกปากกา ที่ระดับความสูงเท่ากัน แต่หยดหมึกต่างกันนั้น จะได้ความกว้างของการซึมต่างกันครับ …..

แต่ผงหมึกไม่มีการซึมครับ แต่ต้องแลกกับราคาที่แพงกว่า เพราะมีความซับซ้อนในกระบวนการทำงานมากกว่า เพราะมีระบบที่ทำงานเทียบเท่าเครื่องถ่ายเอกสาร (ก็มันหลักการเดียวกันนั้นหล่ะ) แต่ด้วยที่ระบบคอมฯ เป็นระบบสั่งการด้วย ดิจิตอล ทำให้มันต้องทำการแปลงค่าต่างๆ ของคอมฯ เข้ามา หรือพวก PostScript หรือพวก Draft ต่างๆ ด้วยนั้นเอง ทำให้ราคาสูงกว่า

แต่เราต้องเทียบกับความคุ้มในการพิมพ์ด้วยครับ

ด้วยผงหมึกของ Leser จำนวน 1 ตลับ นั้น สามารถพิมพ์ได้ 4,000 – 10,000 แผ่น โดยประมาณ แล้วแต่ยี่ห้อ, รุ่น และลักษณะการใช้งานด้วย ด้วยราคา 2,000 – 5,000 บาท ในรุ่นระดับ Consumer ถึง SOHO หรือระดับ Enterprise ที่ 10,000 -> นั้นมีราคาต่อแผ่น A4 ที่ 0.10 – 0.25 สตางค์ เท่านั้น

เมื่อเทียบกับตลับหมึกของ InkJet ราคาตลับหมึกตั้งแต่ 250 – 2,500 บาท แต่พิมพ์ได้มากที่สุดที่ทำได้ (อ่านจากหนังสือและประสบการณ์ที่ใช้มา) ไม่เคยเกิน 400 แผ่น หรือกระดาษหนึ่งรีมครับ และต้นทุนต่อแผ่นตก 2.50 – 35 บาท ในสิ่งพิมพ์ขาวดำ – สี ซึ่งไม่นับรวมกับเติมหมึกนะครับ แต่ถ้ารวมการเติมหมึกด้วยต้องเทียบทั้งสองฝ่ายคือ InkJet และ Laser ครับ เพื่อความเสมอภาคกันครับ ซึ่งถ้าโดยรวมแล้ว Laser นั้นคุ้มกว่าในระยะยาวครับ ถ้าคิดจะใช้ 4 – 10 ปี นี่คุ้มแน่นอนครับ

ต่อมาเรื่องความเร็ว และความเงียบ นั้น Laser กินขาดครับ เอาเรื่องความเร็วก่อนนะครับ ความเร็วเป็นจุดเด่นของ Laser ครับ การพิมพ์หน้าขาวดำได้ต่ำสุดในตอนนี้ส่วนใหญ่คือ 20 หน้าต่อนาที่ครับ ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ขึ้นลง เหมือนกับ InkJet ครับ ที่พิมพ์เต็มหน้าก็็ใช้เวลาหลายนาที ต่อ 1 หน้ากระดาษครับ ซึ่งค่าความเร็วในการพิมพ์ต่อนาทีเป็นจำนวนหน้าของ Lasaer เป็นค่าที่ค่อนข้างเป็นที่ต้องการอย่างมากของคนที่ทำงานใน SOHO หรือ Office อยู่แล้วครับ และยังไม่มี InkJet ใดสามารถทำลายเรื่องความเร็วและความสะดวกในส่วนนี้ได้ครับ ส่วเรื่องความเงียบนั้น แน่นอนครับ ว่าเงียบว่าอย่างมาก

แต่ Laser มีข้อเสียคือผลหมึกนั้นมีอันตรายต่อร่างกายมากครับ ข้อนี้ต้องระวังให้ดีครับ

แต่เหตุผลที่คนใช้ Laser กันน้อยกว่่าในระดับ Home User (Consumer) เพราะว่าด้วยราคาเริ่มต้นไม่น่าจูงใจการซื้อมาใช้ ประกอบกับ Laser พิมพ์ภาพสีได้ด้อยกว่า InkJet ครับ ทำให้เหมือนกับ ความแตกต่างทางแนวคิด แนวทางการทำตลาดครับ

ซึ่ง InkJet ส่วนใหญ่ทุกยี่ห้อจะทำคลาดระดับ Home User หรือ SOHO ครับ

ส่วน Laser นั้นส่วนใหญ่ทุกยี่ห้อจะทำคลาดระดับ Corperate หรือ Enterprise ซะมากครับ


Update 00:04 / 29:12:2004 เรามาพูดถึงต้นทุนของชิ้นงานในการพิมพ์ออกมากันต่อ ถ้าจะให้ InkJet พิมพ์คมเท่า Laser คุณต้องจ่ายค่ากระดาษคุณภาพดีๆ ราคาแพงเพื่อจะได้คุณภาพงานพิมพ์เทียบเท่า Laser ครับเช่น

Laser – A4 ธรรมดา 0.05 บาท + ค่าผงหมึกต่อแผ่น 0.10 บาท = 0.15 บาท
InkJet – A4 High Quality Paper ราคา 2 บาท/แผ่น + ค่าหมึก 0.50 – 2 บาท/แผ่น = 2.50 บาทขั้นต่ำ ครับ

ปล. ด้านบนนี้ประมาณเอานะครับ และประมาณในการพิมพ์ขาวดำเท่านั้น

ลองคิดถึงการพิมพ์ที่ต้องการคุณภาพ + เวลา + จำนวนครับว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่สำหรับ InkJet ถึงจะเท่า Laser ครับ

แต่ถ้ามองในผู้ใช้ตามบ้านนั้นคงใช้เครื่องราคาถูกก่อนแน่นอน เพราะคาดหวังเพียงเพื่อใช้งานได้ในราคาที่จับต้องได้ในการพิมพ์ก่อนครับ ส่วนเรื่องรองคือค่าหมึกในตลับต่อไปนั้น แทบทุกคนได้ยินราคาแล้วลมแทบจับกันหมด เพราะซื้อทีเนี่ยก็ซื้อเครื่องได้ 1 เครื่องเลยทีเดียวครับ ….

สื่อทีวีไทยไม่มีจิตสำนึก กันหรือไง …….

ช่วงน่าปวดใจ ปนเศร้าใจอย่างยิ่งกับสื่อทีวีไทยที่ไร้จิตสำนึก ….. ในตอนนี้ ช่อง 3, 5, 7 นั้นแทบจะมีข่าว Tsunami น้อยมาก เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนผู้คนในสังคม cyber ออกมาประนามว่า “ไร้จิตสำนึกอย่างยิ่ง” ในตอนนี้สื่อที่ควรได้รับการยกย่องคือเครือ Nation ช่อง 11 ตามด้วย ITV และ โมเดิร์นไนด์ทีวี ซึ่งทาง โมเดิร์นไนด์ทีวี นั้นอาจจะนำเสนอช้าหน่อย แต่เมื่อเข้าร่องเข้ารอย ก็เสนอไม่หยุดเหมือนกัน ….

ซึ่งนักข่าวบ้านเราก็งี้เหละ ทำงานแบบราชการ วันหยุดก็หยุด เจาะข่าวแต่เรื่องของดารา นักร้อง ใครท้องก่อนแต่ แม่ใครตาย ลูกใครเกิด คนไหนเป็นแฟนใคร เข้ามานรูดที่ไหน นมใครหลุด ทำได้หมดครับ การเมืองก็ใช่ย่อย เมื่อทำงานเสร็จวันอาทิตย์ก็หยุด นอนตื่นสายเพราะเมื่อคืนเมาเหล้า ตามผับบาร์ มีกี่คนครับที่เป็นสื่อมวลชนจริงๆ เรียกว่าสื่อเพื่อตนมากกว่าครับ

ถ้าเป็นต่างประเทศ เหรอครับ ถ้าเพื่อนร่วมชาติเขาเสียชีวิตลักษณะนี้ เกิน 50คนเป็นโศกนาฏกรรมธรรมชาติ จะงดรายการบันเทิงทั้งวัน ขนาด BBC และ CNN เขารายงานเรื่องนี้ตลอดเวลาเลยครับ โดยตัดรายการอื่นๆออก ทั้งๆที่เหตุการณ์ไม่ได้เกิดที่บ้านเขา ทีวีไทยเขาคงไม่รายงานแบบ BBC หรอกครับเพราะไม่มีสปอนเซอร์ คงต้องขอเวลาหาสปอนเซอร์ก่อน แล้ว เชื่อไหมเนี่ย!! สำนักข่าวและ กงศุล อเมริกัน – อังกฤษ เขาห่วงใย รายงานมากตลอด 12 – 24 Hr. มากกว่า TV ไทยอีกฮะ อย่างคนที่ USA โทรสายตรงมาตลอด เขาบอกว่า เห็นข่าวใน US แล้วตกใจ รายงาน มาตั้งแต่ 12.00 ของบ้านเราตลอด เพราะเป็นหลังคืน คริสมาสต์ ของเขา ถึงขนาด มีนักข่าวของเขาประจำที่ประเทศไทย บรรยาย และรวดเร็วมาก ทั้งจำนวนผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต โดยเฉพาะ เกาะ PP ตายเป็นเบือ ในขณะที่ TV ไทย ตอนนี้ ก็ยังมีแต่ดารา นักร้อง พิธีกร นางแบบ แดนเซอร์

ไม่อยากใช้คำว่า”ประณาม” แต่อยากให้ทีวีไทยหลายๆช่อง กลับมามีสำนึกในการเป็นสื่อมวลชนมากกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ผมรับทราบข่าวจากเพื่อนชาวต่างชาติที่ไม่สามารถเดินทางไปภูเก็ตเช้านี้ว่ามีแผ่นดินไหว และน้ำท่วม ก็ไม่คิดว่าเหตุการณ์จะรุนแรงขนาดนี้ กลับบ้านตอนบ่ายโมงเปิดทีวีดูมีแต่รายการปกติ (รายการไร้สาระอย่างที่เพื่อนๆว่ากัน) ก็มีแต่ที่บอกไปเท่านั้นที่มีข่าวแทรกเป็นระยะๆ ในขณะที่ข่าว CNN BBC รายงานเกาะติดสถานการณ์ตลอด สงสัยจริงๆว่าเดี๋ยวนี้สื่อบางช่องเขากำลังคิดอะไรอยู่ มีคนไทยด้วยกันเดือดร้อนสุดๆยังทนทานเสนอรายการชวนหัวกันอยู่ได้อย่างไร

เฮ้อ สื่อไทย …….. มีดี แต่ไม่ที่สุด ………… T_T

แจงเรื่องประกันอุบัติเหตุของ IBM

พอดีว่ามีคนส่ง IM มาถามว่ามันคืออะไร เจ้า IBM Extended Warranty ก็เลยอธิบายซะยืดยาวไม่เข้าใจ นั้น มันต้องเอาของจริงมาแปลให้เห็นๆ แต่ว่ารู้คน หรือสองคน มันดูไม่เป็นประโยชน์ เลยเอามา blog ดีกว่า

IBM Extended Warranty เป็นเงื่อนไขประกันในระดับการคุ้มครอง ThinkPad ของคุณที่เพิ่มมาจากการคุ้มครองระดับ IBM Standard Warranty

IBM Standard Warranty ออกแบบมาเพื่อยืนยันว่าการทำงานของ ThinkPad นั้นจะไม่ไม่เกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากการเสื่อม หรือเสียหายด้วยกาลเวลาของอุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ แต่ IBM Extended Warranty เป็นการคุ้มครองเพิ่มจากเดิม คือการเสียหายในลักษณะพื้นผิวภายนอก ที่เกิดจากการปะทะจนเสียหาย หรือความเสียหายทางกายภาพ อันเกิดการการผิดพลาดของผู้ใช้เอง แต่ไม่คุ้มครองถึงการถูกขโมยหรือสูญหาย รวมถึงการเสียหายที่เกิดจากการปรุงแต่งตัวเครื่อง จากการพ่นสี, ขัดเงา, หรือการเคลือบสี

ตัวอย่างเช่น

เกิดอุบัติเหตุทำเครื่องตก และเครื่องมีการแตกหัก – อยู่ในประกันรูปแบบนี้
แต่ถ้า คุณทำเครื่องหาย หรือโดยขโมย – ไม่อยู่ในประกันรูปแบบนี้

IBM Thailand จะจัดเตรียม Certificate ให้กับลูกค้า เพื่อเป็นการแจ้งให้ทราบว่าคุณได้รับการคุ้มครองจาก IBM Extended Warranty และ IBM Extended Warranty จะใช้การได้เมื่อคุณได้ทำการกรอกข้อมูลด้านล่างและทำการส่งผ่าน Dealer หรือ IBM

– ลูกค้าต้องทำการเสียเพิ่มจากเดิม 1,000 บาท ทุกๆ ครั้งที่มีการแคลมผ่านประกัน IBM Extended Warranty ซึ่งส่วนที่ที่ความเสียหายทางกายภาพนั้นทาง IBM จะสั่งอะไหล่ตาม order มาเพื่อทำการเปลี่ยนให้จากเดิม
– ชิ้นส่วนที่เสียหายต้องส่งคืน IBM Service Center ….

หวังว่าคงพอมีประโยชน์กับหลายๆ คนเน้อ

เข้าใจงานของวิทยาศาสตร์, ปัญหาในการเลือกคณะในปัจจุบัน และการเรียนรู้

ต้องทำความเข้าก่อนว่า คณะวิทยาศาสตร์ มีแบ่งแยกออกเป็นหลายสาขา ที่เป็นหลัก ๆ ก็เห็นจะมี ฟิสิกส์, เคมี, ชีววิทยา, คณิตศาสตร์, วิทยาการคอมพิวเตอร์, สถิติฯ, ฯลฯ แต่ละสาขาวิชา มีเนื้อหาแตกต่างกันออกไป

เรามาเข้าใจก่อนว่าวิทยาศาสตร์คืออะไรก่อน จริงๆ คำถามนี้ถามเด็ก ม. 6 แทบจะเกือบทุกคนยังตอบไม่ได้ก็มีนะ

วิทยาศาสตร์คือ “การเข้าใจปรากฎการณ์ต่างๆ หรือเข้าใจสิ่งต่าง ๆ” แต่ส่วนใหญ่เราจะเอาไปปะปนกับความหมายของวิศวกรรมคือ “การทำความเข้าใจวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ และนำมาประยุกต์ เพื่อสร้างสิ่งต่าง ๆ ออกมาเป็นรูปธรรม”

ซึ่ง กล่าวโดยสรุป

วิทยาศาสตร์ คือ”การศึกษาเข้าใจธรรมชาต์”

ส่วนวิศวกรรม คือ “การประยุกต์วิทยาศาสตร์เพื่อนสร้างสรรค์งานต่าง ๆ”

แต่เดียวก่อน คนไทยเราชอบคิดว่า “วิศวกรรม เก่งกว่า วิทยาศาสตร์” หรือบางกลุ่มคิดว่า “วิทยาศาสตร์ เก่งกว่า วิศวกรรม”

ผมอยากให้คิดใหม่ว่า ทั้งสองสาขาวิชานี้ ไม่ได้มีใครเก่งกว่าใคร เพียงแต่ทุกๆ ครั้งที่เราเห็นวิศวกรรมเก่งกว่า หรือวิทยาศาสตร์เก่งกว่า เพราะ

“เราเห็นผลงานที่ออกมาของทั้งสองค่ายไปในคนละแบบ และคนที่ตีความก็ตีความไปในแนวทางต่าง ๆ กันไป”

นั้นหมายความว่าเรา

“มองคุณค่าของความรู้ในศาสตร์ทั้งสองด้วยผลงาน มากกว่าสิ่งที่เป็นเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดผลงานต่าง ๆ ที่ออกมา”

สังคมไทยในปัจจุบันนั้นต้องการคนที่เป็นคนเริ่มคิด จากความเข้าใจก่อน นั้นหมายความว่า การเรียนวิทยาศาสตร์เป็นรากฐานของสังคมชนชั้นของทุกประเทศ ดังจะเห็นได้จากประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีนักวิทยาศาสตร์ค่อนข้างเยอะ และเข้าใจหลักเหตุและผลมากๆ

แต่สังคมไทยเรา เรียนสิ่งที่ทำให้เกิดผลเร็วๆ โดยข้ามขั้นตอนของกระบวนการก่อร่างสร้างฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อต่อยอด และนำความรู้ไปสู่การสร้างทางวิศวกรรม

การมีงานวิจัยเป็นงานของนักวิทยาศาสตร์ การทำงานวิจัยเป็นงานที่ทำเพื่อศึกษา ทำความเข้าใจเหตุของปรากฎการณ์ต่างๆ ทั้งหลาย ทั้งในโลกความเป็นจริง และอุดมคติ รวมถึงสังคมและวัฒนธรรมต่างๆ ด้วย การจะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนเราต้องมีรากของปัญญา เสียก่อน การทำงานอย่างมีขั้นตอนนั้นเป็นสิ่งสำคัญ

สิ่งหนึ่งที่คนเรียนคณะต่างๆ ที่เป็นที่นิยมจบออกมาแล้วมีงานทำดี ๆ เงินเดือนสูง ส่วนใหญ่จะทำด้วยความอยากได้ ใคร่มีของความเป็นอยู่ โดยมีปัจจัยทางเศรษฐกิจทางครอบครัว และค่านิยมทางสังคมเป็นตัวกำหนด ทำให้เรามักเลือกการเรียนรู้วิชาการต่าง ๆ จาก “ค่าของเงิน หรืองานที่จะทำตอนจบ” มากกว่าความสนใจ ใคร่รู้ของตัวเอง ซึ่งความผิดนั้นไม่ใช่มาจากตัวเด็กเพียงอย่างเดียวที่ทำให้เกิดค่านิยม ของการนิยมวัตถุ หรือนิยมชื่อเสียงจอมปลอม แต่ผิดที่ผู้แนะนำแนวทาง ทั้งผู้อุปการะส่งเสีย การสั่งสอนของคุณครู รวมถึงวัฒนธรรมการติดเพื่อน และการเที่ยวแตร่ด้วย

ในปัจจุบันคนในสังคมไทยเรายังคงคิดว่าการ ent’ และจบมาทำงานดีๆ เป็นจุดสูงสุดของการเรียนรู้, การประสบความสำเร็จของโรงเรียนผู้สอน
นั้นหาใช่ “แก่นของสาระไม่” แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการก้าวเดินในสังคมยุคใหม่ที่ความสำเร็จไม่จำเป็นต้องมาจากการเรียนเก่ง หรือการทำงานที่ดีๆ “คะแนน ent’, GPA ผมมองว่าเป็นตัวบอกความตั้งใจ ความขยันของคนในช่วงเวลานั้น ๆ แต่ หลังจากนั้นอีก 4 ปี ที่เรียนมหา’ลัย มันจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลงเลยหรือ แล้วการจะวัดความเก่ง จากคะแนน ent’ ผมว่ามันผิวเผินเกินไป และมันคนละเรื่องด้วย”

มีหลายครั้งที่การแนะแนวมองคนที่คะแนน และลักษณะอันพึงประสงค์ต่อการเรียนในสาชาวิชานั้น แต่กลับไม่มองที่ “จิตสำนึก หรือเหตุของความอยาก อย่างแรงกล้าที่จะเรียนรู้ในสาขาวิชานั้น” มองเพียงแต่ “คุณเรียนเก่งต้องเป็นหมอ คุณเรียนอ่อนวิชาวิทย์ ต้องไปเรียนภาษา” กลายเป็นแบบนี้กันไปทั่วทุกโรงเรียน หรือทุกสังคมไปแล้ว ….

เรามามองกันต่อที่คำถามที่เป็นต้นเรื่องตรงนี้ที่ว่า “เรียนคณะวิทยาศาสตร์แล้วมีอนาคตมั๊ย และเรียนสาขาไหน หางานได้ง่ายสุด”

ถ้าจะถามว่า “เรียนแล้วมีอนาคตมั๊ย”

ขอตอบตรงนี้เลยว่า “เรียนอะไร ก็มีอนาคต ทั้งนั้นแหละ”

แต่มันขึ้นอยู่กับว่า คุณนำความรู้ที่เรียนมา ไปไช้ประโยชน์ได้มากหรือน้อยแตกต่างกัน แต่ถ้าจะให้เราเดา คำว่า “มีอนาคต” ของคนไทยเราๆ ก็คือน่าจะหมายถึง “เรียนคณะนี้ แล้วจะตกงานมั๊ย” ถูกต้องหรือเปล่า

แล้วอีกคำถามนึงที่จะมีคนถามแน่นอนคือ “เรียนสาขาไหน หางานได้ง่ายสุด”

ตอบได้เลยว่าเรียนสาขาไหน ก็หางานได้ไม่ยาก หากคุณมั่นใจว่า คุณจะเอาความรู้ความสามารถที่เรียนมา ไปใช้กับบริษัทที่คุณจะเข้าไปทำงานได้.. ตลาดแรงงานเปิดพร้อมเสมอสำหรับ ทุกๆ คณะ ที่เค้าบ่นๆ กันว่า หางานยาก คุณทราบหรือเปล่า ว่า คนที่เค้าบอกคุณ ว่าหางานยาก มันเกิดจากสาเหตุอะไร

คำตอบคือ
1. เค้าไม่ขวนขวายหาข้อมูลการรับสมัครงาน ที่ต้องการบุคลากรที่มีคุณสมบัติตรงกับเค้า
2. เค้าสมัครงาน ในบริษัท ที่ต้องการคุณสมบัติไม่ตรงกับเค้า
3. เค้าไม่พร้อมทั้งความรู้ หรือจบออกมาเพราะเรียนแบบผ่านๆ แต่ก็จบได้
4. เหตุผลอื่นๆ อีกเยอะ คิดไม่ออกอ่ะนะ

เราเชื่อว่า ไม่ว่าจะคณะอะไร แต่ถ้าคุณตั้งใจที่จะเรียน เรียนเพื่อเรียนรู้ ไม่ใช่เรียนไปวันๆ .. มั่นใจว่าเมื่อคุณเรียนจบมาแล้ว คุณต้องหางานทำได้แน่นอน รวมถึงอนาคตในอาชีพ ทั้งการเป็นลูกจ้าง หรือเจ้าของกิจการที่ดีได้ไม่ยากนัก

IBM เหล้าใหม่ ในขวดเก่า (หรือเปล่า)

ช่วยนี้กระแส IBM ขายสิทธิ์ในส่วน Section ของธุรกิจด้าน PC ตระกูล “Think” ทั้งหมด ให้กับ Lenovo เป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี ซึ่งจากที่ได้อ่านๆ ในเว็บ IBM ก็ได้ข้อสรุปว่า การผลิตสินค้านั้น ยังคงใช้ยี่ห้อ IBM เหมือนเดิม แต่ว่าให้ Lenovo ผลิตนั้นเอง แถม IBM ได้หุ้นจาก Lenovo มา 18.9 % เป็นของแถมด้วย

โอ้ววววว มีกับได้ และได้ ยังไงมาดูกัน

Lenovo เป็นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายใหญ่ของจีน ในโลกติดอันดับ 11 หรือ 9 เนี่ยหล่ะ จำบ่ได้ แต่ในตอนนี้ IBM ขายสิทธิ์ในส่วน Section ของธุรกิจด้าน PC ตระกูล “Think” ทั้งหมด ให้ทำให้ Lenovo เป็นผู้ผลิต PC เป็นอันดับ 3 ทันทีเป็นรองแค่ HP และ Dell เท่านั้น และ IBM ถึงแม้จะอันดับร่วงลงมา แต่ IBM ก็ยังทำตลาดระดับบน คือระดับองค์กร (Enterprise/Corperate) เท่านั้นในตอนนี้รายได้ในส่วนนี้ ก็มีผลประกอบการที่ดีมากเช่นกัน คือพวก Server, Mainframe, Super Computer และรวมไปถึงงานจำพวก Service ต่างๆ เช่นการ Support ด้าน Technician หรือ Customer Application ต่างๆ ซึ่งผมว่าคงรวมถึง R&D ด้วยที่ทำกำไรให้กับ IBM ได้มากมาย ด้วย

ตลาด IBM ใน Section PC ไม่ไ้ด้ขายได้กำไรมากนัก และกลับทำให้ IBM ขาดความคล่องตัวในการแข่งขันในตลาด ด้านอื่นๆ ซึ่งผมว่าเหมือนกับว่า Section PC เป็นตัวถ่วงความเจริญของ IBM ที่ต้องทุ่มกำลังคนลงไป แต่หลังจากนี้คาดว่า IBM คงจะมีอะไรแปลกใหม่ออกมา มากขึ้นเพราะไม่มีตัวถ่วงตรงนี้ด้วย

ด้านบนนี่คาดการณ์นะครับ ผมไม่แน่ใจว่าผมวิเคราะห์ผิดหรือเปล่า

อืมมมมม แต่ก็น่าคิดนะครับ

แต่ผมนี่ดิ ใจไม่ดี IBM Thinkpad ผมใครจะ Support ไปอ่านๆ ข่าวจาก cnet จาก slashdot จาก manager online – cyberbiz ก็ได้ความว่า ยังคง Support ต่อไปเรื่อย ๆ

อย่างที่บอกว่า ใส้ใน Lenovo ผลิต หรือประกอบเอง แต่ยี่ห้อคือ IBM ก็ึคงเป็นแบบนี้ไปอีก 5 ปีอย่างน้อยนั้น

หลายๆ คนก็กลัวว่า “เออ …. เว้ย ห่วยลงป่าวหว่า … made in china เนี่ย” ก็อยากจะบอกหลายๆ คนว่า ก่อนหน้านี้มันก็ made in china อยู่แล้ว จริงป่ะครับ เครื่องผมก็ made in china ก็ยี่ห้อ IBM Thinkpad นี่หว่า …..

หวังว่า “คงไม่ีมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากไปกว่า Lenovo ผลิตแทน IBM “

ผมหวังไว้แค่นี้หล่ะ ใครผลิตไม่สำคัญหล่ะครับ ขอให้มันทนทาน คุณภาพดี แบบที่ IBM ผลิตเอง กลัวจะ made in china เหมือนกัน แต่ว่า ตัวเครื่องก่อนขายสิทธิ์ให้กับ Lenovo กับตัวเครื่องหลังขายสิทธิ์ มันจะคุณภาพคนละเรื่องกันเนี่ยดิ ……. น่าคิด ……

กลัวใจ จริงๆ กลัวว่าซื้อ Thinkpad ตัวต่อไป (กะว่าจะซื้อ T Series หรือรุ่นอะไรก็ตามที่ออกมาในอนาคตที่คล้ายๆกับ T Series) จะคุณภาพด้อยกว่าในตอนที่ยังไม่ได้ขายสิทธิ์ให้กับ Lenovo อ่ะ ……. เฮ้อ แย่จัง …..

แต่ก็คงดูต่อไป ในความคิดผม คิดว่า มันคงไม่เลวร้ายหรอก เพราะว่าชื่อ IBM คงไม่เอามาเสียเพราะเรื่องแค่นี้ …. (หรือเปล่า) ……