วิธีอัพเกรดมาใช้ Office 2016 ใน Office 365 Midsize Business หรือ Office กลุ่ม Enterprise ที่ได้ Office 365 รุ่น ProPlus

การอัพเกรดมาใช้ Office 2016 ใน Office 365 Midsize Business หรือ Office กลุ่ม Enterprise ที่ได้ Office 365 รุ่น ProPlus จะแตกต่างจากตัวอื่นๆ ตรงที่เป็นอัพเดทแบบ Current Branch for Business (CCB) ซึ่งมีรอบอัพเดทความสามารถใหม่ๆ แบบ 4 เดือนครั้ง คือช่วงเดือน กุมภาพันธ์ มิถุนายน และตุลาคม ซึ่งจะไม่ได้ทันทีแบบรุ่นอื่นๆ Office 365 ในแผนการอัพเดทปรกติ คือกลุ่มนี้หากใช้รอบอัพเดทปรกติจะได้รับการอัพเดทกุมภาพันธ์ปี 2016 ครับ

Get-ready

แต่แน่นอนว่าอยากอัพเดทเร็วแบบชาวบ้านเค้าก็ทำได้ครับ โดยเข้า ไปเปลี่ยนที่ Services Settings > Update แล้วเปลี่ยนจาก Standard release มาเลือกที่ Entire organization ใน First Release แทน

2015-09-23_234617

เวลาพนักงานหรือผู้ใช้งาน ต้องการอัพเกรด ก็เข้าที่ Install and manage software แล้วจะมีหัวข้อ Try the next version of Office โผล่มาให้เราเลือกเพิ่มเติม เราก็โหลดตรงนั้นมาติดตั้งแทน แล้วมันจะอัพเกรดจาก Office 2013 มา Office 2016 ให้ โดยที่ configuration และข้อมูลอีเมลต่างๆ จะย้ายมาให้ทั้งหมด ใช้เวลาโหลดไม่นานนักก็ได้มาใช้งานแล้ว

2015-09-23_234820

ขอบคุณ Microsoft Customer Support ที่อเมริกาและสิงค์โปร์ที่แนะนำวิธีนี้มาให้ เปิด ticket เมื่อคืน อีก 30 นาทีโทรมาจากอเมริกา (ผมนอนไปแล้วไม่ได้รับ) เช้ามาเปิดเมล เค้าส่งเมลมาถามและแนะนำวิธีเบื้องต้น พอให้ข้อมูลเพิ่มเติมไป ทางสิงค์โปร์เมลมาตามเคสแทนเพราะเป็นเวลาทำการแถวนี้ พร้อมแนะนำวิธีข้างบนให้ และปิดเคสไปในเวลาไม่ถึงวัน support ฝั่ง Office ยังคงความประทับใจเสมอ (เปิด ticket ไปหลายครั้งก็ประทับใจทุกครั้ง เพราะตอบกลับใช้เวลาไม่นาน และแนะนำได้ตรงจุดจริงๆ)

ข้อมูลอื่นๆ Office 2016 Problems and Solutions and Frequently Asked Questions

ปล. 1: ตอนนี้ Microsoft เลิกขาย Office 365 Midsize Business ไปแล้ว เปลี่ยนชื่อ Plan ใหม่เป็น Office 365 Business Premium
ปล. 2: แพตพวก security ยังอัพเดททันทีเหมือนรุ่นปรกติ

2015-09-23_232104

 

เหตุผลที่ Google ต้องยอมรับและแก้ไข Android, iOS ใครว่าง่ายกับทุกคน และแชร์ประสบการณ์ย้ายจาก Android มาใช้ iOS

เนื้อหาใน blog ตอนนี้นี่เป็นประสบการณ์ส่วนตัวสักหน่อย อาจจะไม่ตรงกับวิธีคิดใครหลายๆ คน ก็ลองเปิดใจรับฟังดูครับ

ระบบปฏิบัติการ Android นั้นเป็นระบบปฏิบัติการที่เป็นซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ซึ่งจะเปิดเผยซอร์สโค้ดต่างๆ เป็นสาธารณะ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกๆ ส่วนจะเปิดเผยและให้กับทุกผลิตสินค้าได้เข้าถึงได้ทั้งหมด ยังมีบางส่วนที่หากจะต้องการติดตั้งยังคงต้องขอใช้สิทธิ์ในการใช้งานโดย Google อยู่ โดยทาง Google จะเป็นผู้ยืนยันสิทธิ์ให้ถึงจะสามารถใช้ได้ เช่น Google Play Store หรือ Google Maps เป็นต้น ฉะนั้น Android ในความเป็นจริงจะมี 2 ประเภทที่แตกต่างกัน

1. Android Open Source Project (AOSP) ซึ่งจะไม่มีบริการ Google ติดตั้งมาให้ตั้งแต่ต้น แต่หามาติดตั้งภายหลังได้ผ่านการแพตช์ด้วยผู้ใช้งานเอง โดยทั่วไปการจะติดตั้ง AOSP มักจะเป็นมือถือที่รองรับการ root และปลด bootloader ได้ ถึงจะสามารถติดตั้งได้ ในกลุ่มนี้จะต้องดูแลตัวเองมากเสียหน่อย หรือผ่านเครื่องมือเฉพาะที่อาจจะไม่สะดวก หรือมีข้อจำกัดบางส่วน เช่นหากติดตั้ง Google Play Store ลงไปจะไม่สามารถใช้ความสามารถ OTA ได้ ต้องทำการแพตช์ผ่าน ADB เพื่อเข้า recovery mode แล้วแพตช์ทั้ง ROM ตัวล่าสุดและ Google Play Store มิเช่นนั้นจะมีปัญหาในการบูทกลับมาใช้งานหลังจาก update ผ่าน OTA ได้ในบางครั้งเป็นต้น แต่ดีตรงที่หาก Google ทำการแก้ไข อัพเดทใดๆ เข้า AOSP แล้ว ผู้ใช้กลุ่มนี้สามารถอัพเดทตามได้หลากหลายรูปแบบทันที โดยจะ build แพตช์เอง หรือ รอทีมงาน ค่ายต่างๆ ที่ใช้ AOSP เป็นฐาน build ให้แล้วเราก็ผ่าน OTA หรือโหลดมาแพตช์เองก็ได้

2. Android ที่ได้รับการขอใช้สิทธิ์โดยตรงกับ Google ซึ่งจะได้ความสามารถที่ผูกติดกับ Google มาครบ โดยทั่วไปจะเป็นแบบนี้ และแน่นอนว่ากลุ่มนี้จะมี 2 กลุ่มย่อยคือ

  • กลุ่มที่ฮาร์ดแวร์ออกโดย Google หรือสนับสนุนระบบปฏิบัติการโดย Google เองทั้งหมด ภายใต้โครงการชื่อ Android Nexus และ Android One ซึ่งมักได้รับการอัพเดทและควบคุมจาก Google โดยตรง
  • กลุ่มที่ผู้ผลิตนำ Android ไปปรับแต่งแลัวส่งฮาร์ดแวร์ที่ติดตั้ง Android ที่ปรับแต่งตรงตามที่ผู้ผลิตต้องการ เช่น แอพเฉพาะเพิ่มความแตกต่าง ธีม-สีสันของ UI เฉพาะ หรือบริการพิเศษ ของผู้ผลิตนั้นๆ โดยส่งไปให้ Google ตรวจสอบเพื่อไม่ผิดไปจากข้อกำหนดที่ Google กำหนดไว้บน Google Certified Android Devices

โดยกลุ่มฮาร์ดแวร์ที่ออกโดย Google มักไม่ค่อยมีปัญหาการอัพเดท เพราะสามารถอัพเดทผ่าน OTA จาก Google ได้โดยตรง แต่กลุ่มผู้ใช้งาน Android ที่เป็น Android ที่ผู้ผลิตนำไปปรับแต่งแล้วส่งให้ Google ตรวจสอบจะอยู่บนความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดร้ายแรงต่างๆ ซึ่งผู้ผลิตที่ใช้แนวทางนี้ถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่มาก โดยกลุ่มนี้จะต้องรอผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ออกชุดอัพเดทมาให้แทนที่ Google ซึ่งหากใครใช้ Android รุ่นเหล่านี้มาหลายรุ่นจะทราบกันดีว่า มันดูเป็นการเฝ้ารอที่ไร้ซึ่งจุดหมายอย่างมาก เพราะดูจะไม่สนใจเท่าใดนัก เนื่องจากมีต้นทุนเพิ่มเติม เพราะใช้ขั้นตอนมากมายเพื่อให้อัพเดทออกมา และในปัจจุบันก็ดูจะยังคงไร้ซึ่งความผิดชอบต่อผู้ใช้งานต่อไป

5579139394_6c31cd2e51_z

คำถามคือ “ทำไมถึงต้องซีเรียสกับการออกการอัพเดทของ Android มากขนาดนั้น”

เพราะปัจจุบันภาวะของโลกไอทีต้องเผชิญปัญหาด้านความปลอดภัยจากมัลแวร์ หรือการดักฟังอยู่มากมาย คนในยุคปัจจุบันมักใช้งานติดต่อสื่อสารผ่านมือถือ และใช้มันทำธุรกรรมทางการเงินผ่านมือถือเพิ่มมากขึ้น หากซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่ใช้งานบนเครื่องมีช่องโหว่แล้วไม่ได้รับการอุดช่องโหว่เหล่านั้นให้เร็วที่สุดหลังจากได้มีการออกข่าวออกไปแล้วนั้น อาจสร้างความเสียหายต่อตัวผู้ใช้งานได้อย่างมาก ตัวอย่างคือ ช่องโหว่ StageFright ที่เป็นช่องโหว่ร้ายแรงสามารถฝังมัลแวร์อันรายผ่าน MMS หรือไฟล์ mp4 บนหน้าเว็บแล้วให้โหลดไปรันบนเครื่องได้ เป็นต้น แม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะมีผลสำเร็จไม่มาก แต่ถึงอย่างไรหากก็มีโอกาสเกิดได้แม้เพียง 0.001% แต่หากเทียบจากจำนวนเครื่องหลายร้อยล้านเครื่องทั่วโลกแล้ว ก็เป็นตัวเลขจำนวนที่เยอะหลายหมื่นหลายแสนเครื่องที่อาจตกเป็นเหยื่อได้ และนี่คือบททดสอบสำคัญของ Android ที่สอบตกเรื่องการอัพเดทแบบวงกว้างและทั่วถึง เพราะในอนาคตหากมีช่องโหว่ใหม่ที่ร้ายแรงกว่า StageFright ซึ่งสามารถแพร่กระจายความเสียหายที่ชัดเจนและกว้างกว่านี้

แน่นอนว่าความตระหนักต่อการอัพเดทของแต่ละคนไม่เท่ากัน นี่คือสิ่งที่ผู้ใช้ Android ควรเรียกร้องกับ Google ซึ่งเป็นผู้พัฒนาหลักที่ถือการตรวจสอบสินค้าภายใต้ชื่อ Android ต้องผลักดันให้มันอัพเดทผ่าน OTA ได้ ณ วันแรกที่ Google ได้ออกแพตช์ต่างๆ แบบเดียวกับ iOS ของ Apple โดยไม่ต้องรอให้ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ที่ไร้ซึ่งความรับผิดชอบมาทำให้ เพราะจากเหตุการณ์ข้างต้น คนใช้ที่ซื้อสินค้าภายใต้แบรนด์ Android ต้องภาวนาว่าผู้ผลิตฮาร์ดแวร์จะปล่อยตัวอัพเดทล่าสุดที่มีแพตช์ของ Google มาเมื่อไหร่ ซึ่ง ณ ปัจจุบันนั้นความช้า-เร็ว บางครั้งก็ขึ้นกับราคาที่ต้องจ่ายตามความถูก-แพงที่จ่ายให้กับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์นั้นๆ ซึ่งนั่นทำให้ผมมองว่า หาก Google ยังนิ่งนอนใจอยู่แบบนี้ นั้นทำให้เกิดข้อกังขาต่อตัว Google เอง ซึ่งก็แค่ต้องการผลักดัน Android ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้มันพ่วงบริการของตัวเองลงไปเฉยๆ ไม่ได้สนใจผลกระทบต่อข้อมูล ความปลอดภัย หรือผลระทบอื่นๆ อันเกิดจากการไม่ได้รับแพตช์ที่ทันท่วงทีโดยผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ซึ่งถือว่าเป็นคู่ค้าของตน ซึ่งนำไปสู่แนวคิดที่ว่า Google ก็คงไม่ได้สนใจอะไรกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย (Privacy & Security) มากไปกว่าบริษัทอื่นสักเท่าไหร่ เพราะก็แค่อยากขายบริการที่ตัวเองมีให้ได้มากที่สุดออกไป

การออกแพตช์ใน Android มันมีขั้นตอนประมาณนี้
1. Google ออกแพตช์ส่งให้ผู้ผลิต
2. ผู้ผลิตออกแพตช์ให้กับมือถือรุ่นต่างๆ แล้วส่งให้แต่ละเครือข่าย (ภาวนาว่าผู้ผลิตจะสงสารแล้วอัพเดทให้)
3. บางผู้ผลิตอาจมีขั้นตอนเพิ่มให้แต่ละเครือข่ายเป็นผู้ตอบรับในการปล่อยแพตช์อีกขั้นตอน เพราะต้องการให้มือถือที่ใช้กับค่ายมือถือตัวเองได้ทดสอบก่อนว่าใช้งานได้จริง (แก้ไขเพิ่มเติม)

แม้ว่าจะมีคนบางกลุ่มที่แนะนำให้ไปใช้กลุ่ม AOSP อยู่ ตัวอย่างคือ Cyanogenmod (CM) แต่ก็ไม่ได้การแก้ไขปัญหาที่แท้จริง และเป็นการแก้ไขปัญหาโดยไม่ได้สนใจพฤติกรรมคนใช้ที่ไม่ใช่สาย Power User ว่าเขาเข้าถึงและอยู่กับมันอย่างไร เพราะ Cyanogenmod อาจจะไม่ตอบโจทย์ทุกคน ทั้งนี้ ในฐานะที่ใช้ Cyanogenmod อยู่ รวมไปถึงศึกษาการใช้งานมาสักพัก ก็ต้องยอมรับว่า Cyanogenmod ไม่ได้สนับสนุนฮาร์ดแวร์ของ Android ทุกรุ่นที่ออกมาในตลาด ซึ่งเป็นโจทย์ที่คนแนะนำต้องตอบว่า เราเกาถูกที่คันหรือไม่ เพราะปัญหาเก่าไม่ได้รับการแก้ไข?

จากเหตุผลที่ว่ามาทั้งหมด จะเห็นถึงปัญหาของ Android ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ผมย้ายจาก Android มาใช้ iOS แทน

การย้ายมาใช้ iOS นั้นก็ปวดหัวพอสมควร เลยนำมาบ่นให้ฟังเสียหน่อย หากใช้ Android มาแล้วย้ายมา iOS หากไม่หงุดหงิดก็คงจะแปลกมาก

  1. iOS นั้นเป็นเจ้าพ่อ sandbox คือการแชร์ไฟล์กันระหว่างแอพนั้นทำได้ยากมาก ผิดกับ Android ที่แชร์พื้นที่กันได้ ทำให้วิธีที่ง่ายที่สุดหากต้องการแชร์เอกสารระหว่างแอพคือทำผ่าน cloud storage อย่าง Dropbox จะสะดวกที่สุด
  2. การย้ายรูปจาก Android มา iOS นั้นไม่สามารถ copy รูปภาพลงไปใน iOS ได้โดยตรง ต้องหาแอพเพิ่มเติมเพื่อนำมันลงไปใน Camera Roll โดยยังคงภาพความละเอียดเท่าเดิม เช่น ImageTransfer หรือ PhotoSync โดยภาพที่อัพโหลดเข้าไปจะยังคงคุณภาพไฟล์เท่าเดิมไว้ได้ ซึ่งผิดกับ sync ผ่าน iTunes ที่มีการย่อขนาดภาพก่อน นั่นทำให้แอพ Photos มีขนาดบวมขึ้น เพราะแม้จะเก็บภาพขนาดเดิม แต่พอเข้าไปในแอพ Photos จะมีการสร้างภาพอีกชุดหนึ่งสำหรับใช้ในแอพ Photos แทน ทำให้ข้อมูลภาพขนาด 6-7GB มีการขยายขึ้นไประดับ 11-12GB ได้เลย ทำให้การ backup ขึ้น iCloud ทำได้ช้าขึ้นมาก (อันนี้จากการสังเกตจากขนาดรูปทั้งหมดที่อัพโหลดเข้าไป และขนาดแอพ Photos ที่ใหญ่กว่าพื้นที่ที่ควรใช้เก็บจริงๆ)
  3. แอพ Photos พยายามบังคับให้ใช้ iCloud Photo Library, My Photo Stream และ iCloud Photo Sharing ซึ่งซอฟต์แวร์คู่กันบน Windows นั้นทำงานได้แย่มาก แถมทำให้ iTunes ขึ้นหน้าต่าง “Install the iCloud Control Panel” ตลอดเวลา ต้องกด Remind me later หลายรอบมากๆ จนกว่ามันจะขึ้น No Thank แล้วจะไม่โผล่มาอีก ซึ่งสร้างความรำคาญมาก จะขายอะไรขนาดนั้น ซึ่งผมทดลองลง iCloud Photo Library แล้ว พบว่าการจะลบรูปแต่ละรูปเสียเวลามาก เพราะถาม confirm ทุกรูป ถ้าจะลบ 100 รูปก็ต้องกด 100 รอบ ไร้สาระ
  4. แอพ  Photos หากต้องการลบรูปหลายรูป ต้องไล่กดเลือกทีละรูป ไม่สามารถกำหนดช่วงการลบต้นทางและปลายทางได้ ฉะนั้นนั่งกดเลือกกันสนุกก่อนจะลบ (กดเลือกพลาดก็ทำใหม่)
  5. แอพ Photos หากแยก album ออกมาจาก Camera Roll ทำได้แต่ copy แต่ cut/move ไม่ได้ หากต้องการ cut/move ต้อง new album และ copy มา แล้วต้องกลับตามไปลบใน Camera Roll อีกรอบซึ่งสุดยอดของ UX จริงๆ (ประชด)
  6. Setting ของแอพแต่ละตัวนั้นอยู่กระจายกันทั้งใน Setting ของ iOS เองและภายในแอพ ซึ่งเป็นเรื่องที่ชวนงงและสับสนมาก หากว่าเป็นเฉพาะกับแอพที่ไม่ใช่ของ Apple นี่พอเข้าใจได้ แต่แอพของ Apple เองก็ยังเจอปัญหาในจุดนี้ ตัวอย่างคือ Calendars ที่การตั้งให้แสดงผลว่าจะเอาข้อมูลจากแหล่งไหนบ้างไม่ได้อยู่ใน Mail, Contacts, Calendars ของ Settings บน iOS แต่อยู่บนแอพ รวมไปถึง Contacts ก็เจอเรื่องคล้ายๆ กัน ทำให้งงว่าต้องไปตั้งค่าที่ไหนกันแน่ ประมาณสับสนตัวเอง
  7. Notifications ที่เหมือนไม่เสร็จดี ว่าง่ายๆ คือจะปัดเพื่อ dismiss ให้หายไปเลยก็ทำไม่ได้ ต้องปัดแล้วเลือกปุ่มกากบาท หรือจะปัดให้ dismiss ทั้งกลุ่มก็ไม่ได้ ต้องเล็งเครื่องหมายกากบาทที่เล็กมาก ซึ่งไม่สะดวกเลย ลอก Android มาก็ลอกไม่หมด
  8. App switcher ต้องปัดขึ้นอย่างเดียว ปัดลงไม่ได้ อันนี้ไม่รู้ใครคิด
  9. แอพ Music เหมือนจะใช้ยากขึ้นกว่าเดิมมาก เพราะเคยใช้ iOS บน iPod touch มาก่อน มันง่ายกว่านี้ แถมตอนนี้มันรกมากขึ้น พยายามยัดเยียด Apple Music, iTunes Mactch และ iCloud Music Library ซึ่งผมปิดไม่ใช้ทั้งหมด
  10. ถ้าอยากได้ Battery widget บน Notification Center ใน iOS 9 ต้องซื้อ Apple Watch
  11. อุปกรณ์เสริม Bluetooth นี่หาความหลากหลายยาก อะไรแปลกๆ นี่ไม่ค่อยมี หมดสีสันไปเยอะ
  12. ไม่มีปุ่ม back นี่ลำบากนะ ไม่กดปุ่ม Home เข้าหน้า Home screen ก็กดดับเบิ้ลที่ปุ่ม Home เพื่อ switch ระหว่างแอพเอา ดีหน่อยที่ iOS 9 เริ่มคิดออกว่าควรมี back กลับไปแอพที่แล้ว แต่เหมือนจะยังไม่สุด คือมีบ้างไม่มีบ้าง ยังจับจุดไม่ได้เลย
  13. Siri ยังทำงานไม่เหมือน Google Now หรือ Cortana สักเท่าไหร่ คือ Siri ใน iOS ไม่ได้ทำหน้าที่ป้อนข้อมูลให้กับเราแบบเดียวกับของคู่แข่ง แต่ให้เราต้องป้อนข้อมูลเข้าไปก่อน ซึ่งค่อนข้างแตกต่างในการใช้งานพอสมควร (ออกแนวตั้งรับมากกว่าเชิงรุกแบบของคู่แข่ง)
  14. iCloud Drive ก็ไม่สะดวกเท่า Dropbox ที่แอพทุกตัวที่บอกว่าเชื่อมต่อกับ cloud storage จะสนับสนุนเป็นค่าเริ่มต้น และรองลงมาคือ Onedrive และ Box
  15. iCloud Control Panel นั้น sync ตัว bookmarks แล้ว merge มั่วมาก ดีว่า backup bookmarks ไว้นะ เลยเลิกใช้เอาออกจากเครื่องไปเลย
  16. หากต้องการใช้ OpenVPN การ import profile นี่วุ่นวายมาก ต้องซิกแซกส่งเข้าอีเมล โหลดใส่ตรงๆ นี่ก็ต้องผ่าน iTunes เอา
  17. พวก KeyChain และ Certificate สำหรับงานด้าน Security นี่วุ่นวายซิกแซก เมนูกระโดดไปกระโดดมามาก คือคนไม่เคยนี่จะไม่รู้ถึงความวุ่นวายในการ import Certificate สำหรับการทำให้แอพ Mail ส่งอีเมลแบบ S/MIME และต้องทนใช้แอพ Mail ของ iOS ด้วยนะ เพราะ Outlook for iOS ณ วันนี้ยังไม่รองรับ S/MIME

จากความหงุดหงิดที่ว่ามา ก็ขอพูดถึงจุดดีบ้าง

  1. การอัพเดท iOS ตัวอัพเดทล่าสุด ณ day 1 นั้นทำได้ทันที ไม่ต้องภาวนาว่าจะแพหรือไม่ (iOS 9 ที่ใช้อยู่นี้ก็ได้รับอัพเดททันทีหลังจากเที่ยงคืนของวันที่ปล่อยอัพเดท)
  2. iOS กำหนด Privacy ระหว่างแอพไว้ได้ละเอียดดี แบ่งเป็นส่วนๆ ต่อให้เราให้ permission กับแอพต่างๆ ไปแล้ว เราก็กลับไปปลดทีหลังได้ ผิดกับ Android ที่ให้แบบเซ็นเช็คเปล่าไปเลย ถ้าไม่ยอมรับ permission คืออดติดตั้งแอพไปทั้งชุด ซึ่งเหมือน Android M กำลังแก้ไขให้เป็นตามแนวทางเดียวกับ iOS ซึ่งถือว่าดี
  3. ความลื่นของ iOS นี่ถือว่าโอเคกว่า Android อยู่ดี
  4. Facetime นี่ไหลลื่น ดีเลย์น้อยดี อันนี้โอเค รู้สึกว่าโอเคกว่า Skype พอสมควร (LINE Video Call นี่ห่วยไปเลย)
  5. VPN มี Settings กลางให้ใช้เลย ไม่เหมือนของ Android อันนั้นยุ่งยากกว่าสมควรเลย

ส่วนอื่นๆ ก็คล้ายกัน เรื่องแอพก็คงแล้วแต่แอพแต่ละบริษัทที่เอามาลง ซึ่งส่วนตัวเท่าที่ใช้ก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก คือทดแทนกันได้เกือบทั้งหมด

ในตอนนี้ใช้ iOS เป็นหลัก และพก LG G2 ที่เป็น Android ติดตั้ง CM 12.1 แบบ nightly ส่วน BlackBerry ตอนนี้กลายเป็นโทรศัพท์บ้านไปแล้ว ซึ่งการย้ายข้ามค่ายของแต่ละคนมีต้นทุนที่แตกต่างกันอยู่พอสมควร ส่วนตัวแล้วนั้นพยายามไม่ผูกติดกับบริการของบริษัทใดๆ มากนัก พร้อมย้ายออกได้เสมอ ตรงนี้ต้องอาศัยการศึกษาตัวเลือกเสริมอื่นๆ ระหว่างการย้ายในแต่ละครั้ง ซึ่งจากข้างบนจะเห็นว่า ใช้ service ของ Apple น้อยพอสมควร ที่ใช้หลักๆ ก็ iTunes โดยจะเน้น DRM free ส่วนแอพฟังเพลง streaming ที่ฟังอยู่ตอนนี้ใช้ TIDAL เพราะกลุ่มเพลงที่อยู่ในนั้นตรงกับความต้องการส่วนตัวมากกว่า Apple Music ส่วนพวกหนังก็ไม่ซื้อบน iTunes ซึ่งติด DRM ไว้กับ Apple TV แต่เน้นซื้อแผ่น หรือดูหนังแบบ Streaming (แบบ subscription เสียเงิน) หากเรื่องไหนไม่คิดซื้อแผ่น และสำหรับเพลง streaming คือเอาไว้ฟังเพลงที่คิดว่าจะไม่ซื้อแผ่น หรือ DRM free มาฟังเป็นหลัก เหตุผลเพราะ มีกรณีเกี่ยวกับ DRM มากมายที่เมื่อบริษัทที่จำหน่ายเนื้อหาที่ติด DRM นั้นๆ ปิดตัวลง เนื้อหาเหล่านั้นก็แทบจะใช้งานต่อไปไม่ได้เลย เท่ากับเสียเงินฟรีไป

  • ส่วนของ Google ก็ใช้บน iOS บางตัว ก็ใช้ YouTube และ Search (ใช้คู่กับ Bing) แล้วก็ไม่ได้ลงแอพ Google เพื่อใช้ Google Now แล้ว
  • ส่วนอีเมลบน Gmail จะ forward เข้า Outlook บน Office 365 แทน จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไล่เช็คหลายๆ account
  • ส่วนงานเอกสารต่างๆ ก็ไม่ได้ใช้ Google docs เป็นหลัก แต่ใช้ Office 365 แทน และก็เตรียมตัวพร้อมปรับไปใช้พวก LibreOffice ได้ เพราะเคยมีประสบการณ์หักดิบ Office มา 2-3 ปี ก็ไม่ได้แย่อะไร ชีวิตก็ปรกติดี
  • ส่วนของ cloud storage ย้ายมาใช้ Dropbox แทน OneDrive แล้ว เพราะเข้ากันได้กับแอพบน iOS มากกว่า
  • สำหรับพวก Contact, Calendar และ Note แนะนำให้ใช้บน Gmail หรือ Office 365 ที่รองรับการ export/migrate อย่าไปใช้บน iCloud เวลา switch platform จะได้ง่ายหน่อย
  • แอพอื่นๆ อย่างอ่าน Feed ก็ใช้ Feedly พวกนิตยสารก็ไปพวก Zinio หรือ Kindle รวมไปถึงซื้อแบบพวก DRM Free ที่ได้ epub/mobi มาเป็นไฟล์แทน แล้วหาแอพ reader อ่านเอาแทน iBooks หรือ News นี่ไว้ถ้าไม่มีจริงๆ ค่อยซื้อ เป็นช่องทางสุดท้าย เพราะหาก switch นี่ลำบากเลย
  • พวก Maps ก็ใช้ HERE หรือ Google Maps ไปแทน เซฟพวก Favorite อะไรพวกนั้นแม่นกว่า ยิ่ง Offline maps บน HERE นี่ไว้ใจได้

ด้วยประสบการณ์การย้ายข้าม platform มาทุกค่าย (Android, BlackBerry, iOS และ Windows phone) คือพอ platform ไหนเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า หรือมีปัญหาก็ย้ายได้ง่าย ทั้งหมดนี้ถือเป็นอานิสงส์จากตอนย้ายไป Windows phone ที่ปลดแอกตัวเองจาก Google ได้ เพราะ Google ไม่ทำแอพลง Windows phone แบบดีๆ ให้ใช้สักเท่าไหร่ ทำให้ปรับตัวใช้หลากหลาย แม้จะมีปัญหาการเข้ากันได้อยู่บ้าง แต่ดีตรงที่ย้ายง่าย

แต่ก็มีบางแอพที่อาจสร้างความลำบากคือพวกเกมต่างๆ ที่มักจะต้องซื้อใหม่ ซึ่งก็คงต้องวัดใจว่าจะอดทนกับเรื่องการอัพเดทที่ล่าช้าได้มากน้อยแค่ไหน โดยในความเป็นจริงแล้วผู้ใช้ไม่ควรมานั่งปวดหัวกับเรื่องพวกนี้เสียด้วยซ้ำ แต่ทำยังไงได้ ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยน platform นั้นมีเสมอ ไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับแอพที่แต่ละคนใช้งาน โดยในมุมของของผมนั้นเป็นมุมของแอพที่ใช้ทำงานและสื่อสารเป็นหลัก ซึ่งค่อนข้างจะง่ายกว่าแอพเฉพาะทาง และเกมที่มักผูกติดกับ platform มากกว่า และหากใครอยากลองทำแนวๆ นี้ก็ลองดูครับ ชีวิตจะเจออะไรแปลกๆ เยอะ ทั้งความสามารถใหม่ๆ ที่แอพเดิมๆ ค่ายเดิมๆ บางครั้งก็ให้ไม่ได้ แน่นอนว่าอาจจะมี error และ bug บ้าง เพราะการเข้ากันได้ระหว่างค่ายไม่เท่ากัน แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับหากจะใช้ชีวิตแนวๆ นี้

 

ข้อควรทราบของการอัพเกรดมา Windows 10

พยายามหาข้อมูลมาให้ประมาณนี้ครับ

  • Windows 7 และ 8.1 สามารถ upgrade ไป Windows 10 ได้จนถึง ก.ค. 2559
  • จากที่ทดสอบส่วนตัว driver ส่วนใหญ่บน Windows 8.1 สามารถนำมาใช้กับ Windows 10 ได้
  • หากกำลังจะซื้อ Windows 10 แบบ OEM แนะนำให้ซื้อ Windows 8.1 OEM แทนจะได้ราคาถูกกว่า
  • หากต้องการใช้สิทธิ์ FPP บน Windows 10 จะต้องซื้อ Windows 10 FPP ต่างหากแยกมาเท่านั้น
  • หากใช้ Windows 7 และ 8.1 ที่เป็น OEM ก่อนอัพเกรด กลุ่มนี้หากอัพเกรดไป Windows 10 จะได้สิทธิ์ตาม OEM เดิมซึ่งจะไม่สามารถย้ายเครื่องได้
  • หากใช้ Windows 7 และ 8.1 แบบ FPP ก่อนอัพเกรด กลุ่มนี้จะย้ายเครื่องได้บนสิทธิ์ FPP ของ version เดิมจนถึงเดือน ก.ค. 2559  หลังจากนั้นแล้วหากอัพเกรดมา Windows 10 แล้วจะย้ายเครื่องตามสิทธิ์ FPP ของ version เก่าไม่ได้
  • Windows 8.1 ที่ซื้อ upgrade มาจาก Windows 7 จะได้สิทธิ์การอัพเกรดไป Windows 10 เช่นเดียวกัน แต่สิทธิ์นั้นเป็น FPP จะถือเป็นสิทธิ์ของ version เก่า หากอัพเกรดมา Windows 10 แล้วจะไม่สามารถย้ายเครื่องได้
  • การติดตั้ง Windows 10 สามารถ skip การใส่ Product Key ได้จนติดตั้งเสร็จและใช้งานได้ โดยมีคำเตือนแจ้งว่าตัว Windows 10 ที่ใช้งานอยู่ยังไม่ Activate ให้ทำการ Activate ซึ่งช่วยให้คนที่ต้องการลองใช้งานได้สามารถลองใช้งานได้สะดวกมากขึ้น
  • Windows 10 หากลงแบบ upgrade ผ่านแล้ว ให้เช็คว่าตัว Windows 10 นั้น Activate ผ่านเรียบร้อยแล้วหรือยัง ถ้า Activated แล้ว สามารถ clean install ได้ครับ โดยตอนที่ถาม product key ให้กด skip ไปเลยก็ได้ เพราะลงเสร็จแล้วตัว Windows จะทำการ Activate ให้เองอีกครั้งโดยไม่ถาม product key
  • หากใช้ Tablet ที่มี Windows 8.1 Single Language (with Bing) สามารถอัพเกรดไป Windows 10 Home Single Language ได้
  • ตัว Windows 8.1 Single Language (with Bing) สามารถอัพเกรดไป Windows 10 Home Single Language ได้ โดยรัน Media Creation Tool ของ Windows 10 บนเครืองนั้น จะมีตัวเลือกของ Windows 10 Home Single Language ให้โหลดเพิ่มเติม อย่าไปรันบนเครื่องอื่นที่ไม่ใช่ Windows 8.1 Single Language (with Bing) เพราะจะไม่มีตัวเลือกนี้ขึ้นมาให้ ส่วนการโหลดให้เลือก Architecture แบบ Both ไปเลย เพราะจะได้ไม่มีปัญหาว่า x86 หรือ x64 ทีหลังอีก

รวบรวมมาได้ประมาณนี้ครับ

 

ซื้อ SSD อย่าดูแต่ Throughput, Latency และ IOPS ให้ดูข้อมูล Endurance Rating ด้วย

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสทดสอบ SSD หลายรุ่น และ SSD ที่ใช้งานอยู่บางตัวมีปัญหาจนต้องซื้อใหม่ ผมเลยนำประสบการณ์ของปัญหา และมาเล่าเรื่องของ Endurance Rating เพื่อเอาไว้เลือกซื้อ SSD มาเล่าให้ฟังไว้ประกอบการซื้อ SSD ในครั้งต่อๆ ไป และถือเป็นการบันทึกช่วยจำให้กับตัวเองด้วย

Endurance Rating ที่ว่านี้ อ้างอิงจาก JESD218/JESD219 standard เพื่อนำไปใช้วัดผลการทดสอบความทนทานของ SSD รุ่นนั้น โดยค่าที่มักจะแสดงอยู่ใน Reliability Specifications มักจะบอกเป็นค่า Terabytes Written หรือตัวย่อ TBW ซึ่งแปลตรงๆ ว่า “จำนวนไบต์ที่สามารถเขียนลงไปได้ทั้งหมด” แน่นอนว่ามักจะมีขอบเขตเวลา ซึ่งโดยทั่วไปวัดจาก “อายุการรับประกันสินค้า” และบางยี่ห้อ หรือบาง Technical Specifications จะมีอีกคำหนึ่งคือ Drive Writes Per Day หรือตัวย่อว่า DWPD ซึ่งแปลตรงๆ ว่า “จำนวนข้อมูลที่เขียนลงบนไดรฟ์ต่อวัน” โดยเทียบกับขนาดพื้นที่ของตัว SSD ซึ่งวัดขอบเขตเวลาจากอายุการรับประกันเช่นเดียวกัน

เมื่อมี 2 ค่าดังกล่าว มักจะให้มาแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง เราสามารถแปลงค่าไป-กลับของทั้งสองข้างได้ด้วยวิธีคิดดังนี้

DWPD = TBW * 1024 / (Capacity * Warranty * 365)

SSD 120GB รับประกัน 5 ปี โดยให้ค่า TBW ไว้ที่ 70 แปลงเป็น DWPD จะได้ดังนี้

(70 * 1024) / (120 * 5 * 365)  = 0.3273059360730594 DWPD หรือประมาณ 0.33 DWPD

ส่วนบางรุ่นให้ DWPD มา เราก็แปลงเป็น TBW ได้ดังนี้

TBW = DWPD * Warranty * 365 * Capacity / 1,024

SSD 100GB รับประกัน 5 ปี โดยให้ค่า DWPD ไว้ที่ 10 แปลงเป็น TBW จะได้ดังนี้

10 * 5 * 365 * 100/1024 = 1,782.2265625 TBW หรือปประมาณ 1,782 TBW (1.78 PBW)

ซึ่งทั้งค่า TBW และ DWPD นั้นไม่ได้ระบุแบบคงตัวทั้งรุ่นนั้นๆ รวมๆ กัน แต่มักแยกตามความจุด้วย ดังตัวอย่าง Reliability Specifications  ของ Intel SSD DC S3500 และ Intel SSD DC S3700 ด้านล่าง ฉะนั้นต้องตรวจสอบให้ดีกว่าได้เท่าไหร่อย่างไรในแต่ละรุ่น

image

image

image

ซึ่งจากค่าดังกล่าวนี้ จะทำให้เห็นถึงความแตกต่างของ SSD แบบ consumer grade กับ enterprise grade จาก Endurance rating ได้ชัดเจนขึ้น และ consumer grade มักไม่ได้ให้ตัวเลขนี้มาใน Technical Specifications หรือให้มาก็มักจะแอบๆ ไว้ ตัวอย่างเช่น

  • Intel SSD 335 240 GB มีค่า TBW ที่ 21.4 (รับประกัน 5 ปี)
  • Intel SSD 530 240 GB มีค่า TBW ที่ 36.5 (รับประกัน 5 ปี)
  • Intel SSD DC S3500 240GB ทีค่า TBW ที่ 140 (รับประกัน 5 ปี)
  • Samsung SSD 840 Pro มีค่า TBW ที่ 73 (รับประกัน 5 ปี)
  • Samsung SSD 850 Pro มีค่า TBW ที่ 150 (รับประกัน 10 ปี)
  • Intel SSD DC S3700 200GB มีค่า TBW ที่ 3,650 TBW (3.65 PB) (รับประกัน 5 ปี)

และหากไปตรวจสอบราคาด้านบนจะเห็นว่าความจุพอๆ กัน แต่ราคาแต่ละรุ่นจะห่างกันเกือบเท่าตัวโดนวัดตาม TBW หรือ DWPD ที่สูงกว่าจะมีราคาแพงกว่า และแน่นอนว่า SSD พวก consumer grade ณ ตอนนี้อยู่ประมาณ 0.2 DWPD – 0.35 DWPD แล้วแต่รุ่นและราคา อย่างตัวที่เพิ่งออกมาและโฆษณาว่าทนทานมากในตลาด consumer grade อย่าง Samsung SSD 850 Pro หากเอามาเข้าสูตร DWPD แบบประกัน 5 ปีแล้วจะได้อยู่ที่ประมาณ 0.35 DWPD หรือ 0.175 DWPD หากคิดแบบประกัน 10 ปี ซึ่งถือว่าเป็น consumer grade ที่มี DWPD เทียบเท่า enterprise grade ในหลายๆ รุ่นเลย แต่แน่นอนว่าราคาก็ใกล้ๆ กันด้วย

ทำไมเราถึงสนใจตัวเลข DWPD และ TBW นัก หากเอามาใช้งานหนักๆ ผมขอนำข้อมูลเพิ่มเติมจากการใช้งานจริงของ Intel SSD 530 120 GB มีค่า TBW ที่ 36.5 โดย Intel รับประกัน 5 ปี มาฝาก ด้านล่างคือการตรวจสอบข้อมูลจาก SMART Details ของตัว SSD ซึ่งตัวนี้ใช้งานสุดโหดพอสมควร โดยตัวมันเองนั้นทำงาน 24×7 มาตลอดเกือบ 2 ปี โดยใช้กับงาน database อยู่ และใช้งานหนักระดับ 800 query/s โดยอ่าน-เขียนฐานข้อมูลหนักระดับ 100-300MB/s เป็นเวลาสิบกว่าชั่วโมงต่อวัน (ช่วง peak load) โดยระบุไว้เลยว่ามีเขียนไฟล์ไป 31.69 TB และอ่านไฟล์ไป 214.83TB แล้ว และเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา SSD ตัวนี้เริ่มมีอาการเขียนไฟล์ลงไปได้ช้าลงจน I/O วิ่งช้าระดับ 80% และหยุดทำงานไปถึง 3 ครั้งในเวลา 7 วัน โดยไม่ทราบสาเหตุ

Capture3

โดยเมื่อตรวจสอบด้วย Intel Solid-State Drive Toolbox แล้วพบว่า SMART Summary ใกล้ Warning และ Eslimated Life Remaining เหลือไม่ถึง 25% แล้ว และแน่นอนว่า ณ ตอนนี้คงไม่เสี่ยงกับ 25% ที่เหลือ เพราะอาการออกหนักมากในตอนนี้ตามที่บอกไปข้างต้น

Capture4

Capture1 Capture2

จากตัวอย่างที่แสดงให้เห็น จะเห็นว่า แม้ว่า Totals LBAs Written จะยังไม่ครบตาม TBW ใน datasheet แต่หากใกล้มากๆ ระดับนี้ก็มีความเสี่ยงมากพอที่จะทำให้ SSD เกิดปัญหาได้แล้ว และตอนนี้ส่วนตัวก็เปลี่ยนมาใช้ Intel SSD DC S3500 ที่มี TBW ที่ 70 TB ซึ่งมากกว่าตัวเก่าเท่าตัว แต่แน่นอนว่าการเปลี่ยนครั้งนี้จะมีการปรับในอนาคตเป็นตัวที่ดีกว่านี้ คือ Intel SSD DC S3700 Series ที่มี TBW ที่ 1,875 TB หรือทนทานกว่ามาก (แต่ราคาก็แพงกว่าเท่าตัวอีกเช่นกัน) โดยผลจากการเปลี่ยนทำให้ I/O ที่วิ่งอยู่พุ่งขึ้นไป 80% นั้นลดต่ำลงเหลือ 5-10% เท่านั้น

สำหรับคำแนะนำคนที่อ่านถึง ณ ตอนนี้คือ ใครใช้ SSD ดูก็ลองเช็ค Totals LBAs Written จากใน SMART Details ของตัว SSD ว่ามีค่าเท่าไหร่เมื่อเทียบกับข้อมูล TBW ใน datasheet ของรุ่นที่ใช้อยู่ เผื่อจะได้เตรียมตัวเปลี่ยนหรือสำรองข้อมูลได้ทัน แต่แน่นอนว่า consumer grade อาจจะหายากหน่อย อันนี้ก็คงแล้วแต่ยี่ห้อ-รุ่นว่าจะกล้าบอกคนซื้อมากแค่ไหน แน่นอนว่าการใช้ของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนไม่ได้อ่าน-เขียนไฟล์หนักๆ รุ่นถูกๆ มี Endurance Rating ไม่มาก ก็เพียงพอต่อความต้องการแล้ว แต่บางคนเอาไปใช้งานหนักๆ การดูเรื่องความทนทานผ่านค่า Endurance Rating ก็ช่วยให้มั่นใจในการใช้งานหนักๆ ได้มากขึ้น

 

หากคิดจะใช้ AIS mPay Rabbit SIM ควรทราบข้อกำหนดการ “การขอคืนมูลค่า” เสียก่อน

ส่วนตัวใช้ AIS mPay Rabbit SIM ซึ่งสนับสนุนมือถือ Android อยู่ แต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนมาใช้ iPhone ซึ่ง SIM ดังกล่าวไม่สนับสนุน นั้นหมายความว่า หากจะเปลี่ยน SIM จะทำให้เงินและจำนวนเที่ยวภายใน SIM นั้นหายไปทันที 

แม้ว่าจะมีทางแก้ไขในส่วนของเงินที่อยู่ใน SIM โดยทำเรื่องขอคืนเงินได้ที่ ศ. Rabbit เสียก่อน แล้วจึงเปลี่ยน SIM ดังกล่าว แต่มีค่าธรรมเนียม 50 บาท และจำนวนเที่ยวที่อยู่ใน SIM จะไม่สามารถดึงออกมาได้ทำให้สูญเงินไปทั้งสองทาง ฉะนั้น หากอ้างอิงตาม FAQ แล้วนั้น

การขอคืนมูลค่าของ AIS mPay Rabbit SIM ไม่รวมถึงจำนวนเที่ยว แต่มีความหมายแค่จำนวนเงินเท่านั้น

2015-08-05_114747

ทั้งนี้ AIS mPay Rabbit เล่นคำว่า “การขอคืนมูลค่าคงเหลือ” เพื่อให้เราในฐานะผู้ใช้บริการเข้าใจผิดว่า “การขอคืนมูลค่า” หมายถึง “ทั้งจำนวนเงินและจำนวนเที่ยว” ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ ซึ่งเลวร้ายมาก

แน่นอนว่า ส่วนตัวผม ณ ตอนนี้คือทำ spare SIM โดย SIM หลักคือ iPhone ที่เป็น SIM ปรกติ ส่วน SIM สำรองคือเครื่อง Android ที่เป็น Rabbit SIM เพื่อให้ใช้งานบริการของ Rabbit ไปได้ก่อน โดยเสียเงิน 29 บาทต่อเดือน ซึ่งก็ยังถูกกว่าค่าธรรมเนียน 50 บาท และสูญจำนวนเที่ยวทั้งหมดกว่า 30 เที่ยวไป รวมแล้วเสียเงินเกือบพันบาทไปเสียเปล่าเปล่าๆ

น่าเสียดายบริการนี้ที่กลับมีข้อกำหนดที่กำกวมแบบนี้