ได้มาแล้ว iPod nano 4thG (8GB)

เมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมาไปงาน Commart ตอนแรกกะไปเดินดูของเฉย ๆ เรื่อย ๆ แต่ว่าไปสะดุด iPod nano ตัวใหม่ คือโดยส่วนตัวแล้วเห็นมาตั้งนานแล้วหล่ะครับ พอดีว่าพี่ @kangg เค้าเอามาให้ดูตอนเข้าไทยใหม่ ๆ เลย (ตั้งแต่ในไทยยังไม่เปิดตัว) แต่ว่าตอนนั้นเงินไม่ค่อยมี บัตรเครดิตก็ไม่มี จะให้ทำไง เลยข่มใจไว้ก่อน

มารอบนี้เลยไปเดินดูแต่ว่ากิเลสมันแตก เลยซื้อมาเลย งานเข้าครับท่าน T_T แต่ด้วยความที่เราก็ไม่อยากจ่ายเงินก้อน ประกอบกับเอาแต้มสะสมด้วย เลยผ่อน 0% ไปซะ 8 เดือนเลย เอาสบาย ๆ ง่าย ๆ กับ KTC เค้าแล้วกัน จริง ๆ จะซื้อสดก็ได้อ่ะ แต่ว่าคิด ๆ ไปแล้ว เราผ่อน 0% ซะ แล้วเอาแต้มสะสม แถมไม่ต้องจ่ายลงไปหนัก ๆ ครั้งเดียวก็ถือว่าคุ้มนะ เอาเงินไปทำอย่างอื่นได้

แล้วอีกอย่างคือในงานเนี่ย Microsoft ก็มี promotion ผ่อน Software ของเค้าแบบ 0% เหมือนกัน ใครอยากซื้อของแท้ แต่อยากจ่ายสบาย ๆ  ไม่ต้องลงเงินก้อนใหญ่ ๆ ก็ลองดูครับ

แต่คงมีคนตั้งคำถามว่า “ก็ไหนบอกว่าจะไม่ซื้อ iPod แล้วนิ” อืมมม ก็คิดแบบนั้นอยู่ตอนจะซื้อนะ แต่ว่าเพราะมันใช้งานภาษาไทยได้แล้ว เรื่องอื่น ๆ ก็ไม่น่ามีปัญหาแล้วหล่ะ ส่วน iriver E100 นี่คาดว่าส่งต่อให้แฟนใช้แทนครับงานนี้ ;P

P1080937

เมื่อ iPod nano สละชีพ ถึงเวลา iriver E100 แล้ว (แต่สุดท้าย iPod nano ก็กลับมาคืนชีพ)

หลังจากใช้ iPod nano 1stG 2GB มาประมาณ 2 ปี เมื่อไม่กี่วันมานี้ iPod nano ตัวเก่งผมดันมีปัญหาเกิด error message "firewire connections are not supported. to transfer songs, connect the USB cable provided." ขึ้นมาทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ต่อ firewire เลย (อย่าว่าแต่ต่อเลย แค่สายยังไม่มีเลย) ซึ่งมันขึ้นมาตลอด แต่ยังคงฟังเพลงได้ แต่ stand-by หรือ sleep ไม่ได้ มันทำให้มัน start-up จนแบตหมดไปเลย ถึงแม้ว่าจะแก้ไขด้วยการ reset และ restore ร่วม 10 รอบก็ไม่หาย T_T

ผมเลยตัดสินใจหาซื้อเครื่อง all-in-one media player ตัวใหม่ที่มาแทนดีกว่า โดยหัวข้อแรกที่ต้องสามารถอ่านภาษาไทยได้ โดยไม่ต้อง hack ซึ่งทำให้ iPod ทุกรุ่น ไม่ว่าเก่าหรือรุ่นใหม่ ๆ ไม่สามารถผ่านกฎข้อแรกผมได้ จึงหมดสิทธิ์ได้เงินผมไป ;P

ส่วนยี่ห้ออื่น ๆ ที่ไม่ใช่เป็นเจ้าตลาดอย่าง iriver (แต่มียอดขายในระดับรองลงมา) มีหลายรุ่นที่รองรับ และผมหาข้อมูลได้สัก 1 วันกว่า ๆ เลยไปลงที่ E100 ซึ่งใช้เวลาตัดสินใจ 1 วันหาตามหาว่ามีใครขายบ้าง เพราะ E100 ไม่มีขายในไทย และที่ใช้ ๆ กันก็เครื่องหิ้วทั้งนั้น เลยไปเจอกระทู้ขายพอดี ในราคา 4,400 บาท ได้ขนาด 4GB ผมเลยนัดเจอ และดูสภาพเครื่องว่าเป็นอย่างไรบ้าง ผลก็คือเครื่อง ok มาก และซื้อมาจากญี่ปุ่น มีใบประกันแปะอยู่ด้านหลังว่าซื้อมาเดือน 05 ปี 08 ซึ่งถือว่าใหม่พอสมควร เลยตดลงซื้อมา ในกล่องมีอุปกรณ์ครบครับ ถือว่า ok แถมภาษาไทยใช้งานได้เลย ไม่ต้องทำอะไรกับมัน

เมื่อลง iriver plus 3 แล้วก็มีตัวเตือนว่ามี firmware ใหม่ ผมเลย update ใหม่เลย และ format ใหม่ทั้งหมด ตอนนี้เป็น firmware version 1.06 แล้วครับ ทำงานได้ดี มาก แต่มีปัญหากับการอ่าน ID3 Tag ของ mp3 บางไฟล์ที่มันมี ID3 Tag อยู่แล้ว แต่มันดันไม่ยอมอ่านเพิ่มแบ่ง Artist, Title หรือ Album ตามความเป็นจริงในหลาย ๆ ไฟล์ ทั้ง ๆ ที่ convert ID3 Tag เป็น unicode แล้วด้วย -_-‘ โดยทั้ง ๆ ที่อ่านใน iTunes หรือใน iPod ได้ปกติ เลย งง กับมันอยู่พัก แต่ช่างมัน อ่านไทยได้ ไล่เรียงตาม Dir List เอาแล้วกัน ไม่ต่างกันเท่าไหร่

ต่อมาเรื่องของ software ของ iriver plus 3 นั้น สามารถทำงานได้ดีในการนำเพลง, วิดิโอ, รูปภาพ และไฟล์เท็ก ลงไปได้ โดยเฉพาะไฟล์วิดิโอที่สามารถ convert ตัวไฟล์วิดิโอได้เลยโดยไม่ต้องหาโปรแกรมมา convert เพิ่ม โดย convert จาก Mpeg ทั่วจาก VCD มาเป็น WMV SP ได้เลย ผมลอง convert จากไฟล์ stream ของ MIX08 กับ The Story of the Ribbon นี่ convert มาได้เลย หรือถ้าเป็นไฟล์ flash vdo ที่มีนามสกุล flv ก็ใช้ mediacoder (opensource software ครับ) มาแปลงโดยใช้ extension ของ Zune ให้ convert มาเป็น WMV ที่ทำงานได้บน Zune ก่อน แล้วค่อยมา convert มาลงใน iriver อีกทีนึง ซึ่งจริง ๆ ตัวโปรแกรม mediacoder นี้สามารถ convert ไฟล์ vdo ได้หลากหลายรูปแบบมาก ๆ และโคตรจะทรงพลังครับ แต่ UI ห่วยแตก -_-‘ อย่างที่ผมใช้บ่อย ๆ ก็ convert พวก vcd ให้มีแต่ไฟล์เสียงในรูปแบบ mp3 แบบนี้ โดยตัดภาพเคลื่อนไหวออก ก็ทำได้เช่นกัน

ต่อมาก็เรื่องไฟล์เสียงที่สนับสนุนนี่สนับสนุน FLAC ที่เป็น loseless ด้วย แต่ไม่มี และไม่อยากใช้เท่าไหร่ใช้ mp3 ที bit-rate 192kbps ก็พอสำหรับผมแล้วหล่ะ

อ่อลืมบอกไปว่า อาจจะไม่จำเป็นต้องลง iriver plus 3 ก็ได้ อาจจะ sync ผ่าน windows media player 11 ก็ได้ และลง iriver movie converter ก็ได้เช่นกัน โดยที่มีตัว convert vdo แยกต่างหากให้ด้วย ดีจริง ๆ ไม่ต้องเปิด iriver plus 3 ที่ใหญ่กว่ามาก ก็ได้ ซึ่งผมชอบมาก ๆ เลย แล้วก็ copy ไปใน folder ของ drive ของ iriver drive ได้เลย

วกกลับมา พอใช้ iriver ไปได้ 1 วัน กลับมาที่หอ แล้วลองเสียบ iPod nano เครื่องเก่าดู แล้วชาร์จไฟล์เข้าไปใหม่ (เพราะมันเปิดจนหมดเพราะ error message โชว์ตลอด และไม่ยอมปิดตัวเองลงเพื่อ sleep) พอชาร์จ ๆ ไป แล้วลอง restore ดูอีกรอบ ไป ๆ มา ๆ มันกลับไม่มี error message ขึ้นมาอีกเลย เล่นเอางงไปพักนึง -_-‘ ว่ามันเป็นบ้าอะไร แล้วไป ๆ มา ๆ มันกลับใช้งานได้เฉยเลย

ตอนนี้เลยใช้มันทั้งสองตัวเลยครับ ไม่รู้ว่า iPod nano จะมีปัญหาอีกหรือเปล่า ต้องลองดูอีกสักพักนึง

วันนี้เล่าพอแค่นี้ดีกว่า เพราะใช้งานมาได้ 2-3 วันเอง

DSC00285  DSC00286

DSC00287  DSC00288

DSC00289  DSC00290

FW Web : ภาพเหตุการณ์ขณะยื่นหนังสือ เรียกร้องภาษาไทยในงานเปิดตัวไอพอด

รอบนี้ไม่มีอะไรมาก ลองเข้าไปอ่านดูนะครับ

ภาพเหตุการณ์ขณะยื่นหนังสือเรียกร้องภาษาไทยในงานเปิดตัวไอพอด

แล้วตามไปอ่านต่อ ซึ่งเป็นข้อความของผมได้ที่

ภาษาไทยใน iPod

และตามไปลงทะเบียนเรียกร้องได้ที่ tosupportthaiinipod.com ครับ

แอบเซง …. T_T สำหรับงานแถลงข่าวครั้งนี้มาก ๆ

อีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้อุปกรณ์ที่ต่อกับ USB Port แล้วใช้งานไม่ได้

ได้รับเมลมาว่า

    ขณะใช้งาน USB Device อย่าง H/D External ที่เอา H/D Notebook มาใส่กล่อง แล้ว copy ไฟล์ขนาดใหญ่ หรือใช้งานหนัก ๆ ก็ค้างไปเฉย เกิดเพราะอะไร ? หรือบางครั้งเสียบ H/D External หน้าเครื่องแล้วเปิดไม่ขึ้นแต่พอไปเสียบหลังเครื่องกลับใช้งานได้ปกติ ควรแก้ปัญหายังไง

ดูจากคำถามแล้วเนี่ย ต้องบอกก่อนว่าตามสเป็คของ USB 1.0 – 2.0 ที่อยู่ที่เครื่อง computer จะจ่ายไฟที่ 5 V (volts) และ 100 mA ถึง 500 mA ต่อ 1 port ครับ ขึ้นอยู่กับว่าต่อผ่าน USB Hub/Front Panel หรือต่อโดยตรงกับที่ M/B แต่ถ้าคุณใช้ USB Hub แบบไม่มีแหล่งจ่ายไฟ มาต่อแยกทุก port จะลดลงเหลือแค่ port ละ 100mA (เมื่อต่อครบทุก port) หรือ 400mA (เมื่อต่อเพียงแค่ 1 port) แต่ถ้าซื้อ USB Hub แบบมีแหล่งจ่ายไฟจะได้แรงดันไฟฟ้าที่ 500mA ต่อ 1 port เท่ากับต่อที่ computer ครับ

ซึ่งกระแสไฟที่ส่วนใหญ่ H/D External ต้องการคือ 500mA (เต็มที่ของการจ่ายกระแสไฟของ USB port เลย) ถ้าต่ำกว่านั้นอาจจะมีปัญหาได้ครับ ส่วนพวก Flash Drive ต่าง ๆ ที่ขาย ๆ กันจะต้องการกระแสไฟอยู่ที่ 100mA – 200mA โดยทั่วไปครับ (ส่วนใหญ่จะ 100mA) บางครั้งการต่อไม่ติดเนี่ย ก็เกิดจากกระแสไฟที่จ่ายมาให้กับอุปกรณ์ไม่เพียงพอครับ

[เพิ่มเติมสำหรับ iPod]

บางครั้งใน iPod เนี่ย เราสามารถเอา USB Hub ที่มีแหล่งจากไฟมาใช้ชาร์จไฟได้เหมือนกับชาร์จไฟจากคอมพิวเตอร์เลย (เป็นทั้งที่ชาร์จไฟ และ USB Hub ไปในตัวเสียเลย)

จากรูปด้านล่างผมนั้นผมซื้อ USB Hub ที่มีแหล่งจ่ายไฟมาต่อเป็น adapter สำหรับ change ไฟให้กับ iPod จากไฟบ้านครับ (ในรูปราคา 790 บาทครับ)

เวลาดูอุปกรณ์สำหรับเอามาชาร์จกับ iPod เนี่ยต้องรู้ก่อนว่า iPod นั้นต้องการกระแสไฟฟ้าเท่าไหร่ ซึ่งใน iPod นั้นกระแสไฟในการประจุไฟต้องไม่ต่ำกว่า 400mA ครับซึ่งร่วมถึงการใช้งานตามปกติด้วย (เช่นการส่งข้อมูลไฟล์ต่าง ๆ ) โดย adapter นั้นแนะนำว่าไม่ควรเกิน 500mA (จริง ๆ เกินได้ครับเพราะแบตฯ li-ion นั้นการประจุไฟแบบกระแสไฟไม่ใช่ความต่างศักดิ์ แต่การใช้กระแสไฟมากเกินไปอาจทำให้แบตฯ li-ion ใน iPod ร้อนเกินไปครับ) และความต่างศักดิ์ต้องอยู่ระหว่าง 4.75–5.25 V. ครับ

อ้างอิงจาก http://en.wikipedia.org/wiki/USB

ภาษาไทยใน iPod

เรื่องภาษาไทยใน iPod นี่ผมเซงมานานแล้ว จริงๆ ผมก็บ่นๆ ไปหลายกระทู้ใน Siampod.com ว่าถ้าภาษาไทยใน iPod ยังไม่ได้แบบ native จาก Apple นี่คงไม่ได้ซื้อเครื่องต่อไป (จริง ๆ ก็ไม่ได้ซื้อเองหรอก แต่ว่าคนจ่ายเงินก็ควรได้ในสิ่งที่ควรได้จริงแมะ) ใช้เครื่องเดิมไปก่อน หรือถ้ามีอันเป็นไปจริง ๆ (หลังจากหมดประกัน) จะซื้อ Zune ประชด Apple ให้ดู (ถ้ามันอ่านไทยได้ด้วยนะ, แต่ถ้าไม่ได้อีกก็หายี่ห้ออื่นที่มันอ่านไทยได้แล้วกัน เยอะแยะไป) ไม่รู้ดิ เราก็ลูกค้าเหมือนกัน จะบอกว่าประเทศเราเป็นพวกชนกลุ่มน้อย มียอดขายต่ำกว่าชาวบ้านเค้า นั้นมันเรื่องของบริษัทนำเข้าหรือฝ่าย marketing หรือเปล่า คุณทำการตลาดให้เค้าไม่ได้ แล้วลูกค้าไปซื้อเครื่องหิ้วเอง จนยอดขายมันไม่ดี อันนี้โทษใคร ? ผู้บริโภคเหรอ บ้าแงะ คุณ service ไม่ดี แถมแพงอีกใครเค้าจะซื้อ ราคาแบบพอยอมรับได้กับ service ดี ๆ มันก็น่าสนใจ แล้วเงินที่จ่ายไปมันไม่เท่ากับคนซื้อที่อเมริกาหรือไง -_-‘ ก็เงินเท่ากัน ทำไมจะทำให้ไม่ได้ ไม่เข้าใจ แล้ว Apple Thailand มันทำบ้าอะไรอยู่ force มันเข้าไปดิ user ที่ใช้ ๆ กันนี่ต้องช่วยเหลือตัวเองกันตลอดไม่เห็นหัว Apple Thailand จะสนใจเลย แถมต้องมาเสียเงิน up Thai อีก เพื่อ ??? แทนที่คุณจะเสียเงินจ้างคนทำ Thai สำหรับศ.บริการ ผมว่าคุณเอาเงินนั้นน่ะ ซื้อตั๋วเครื่องบินไปกลับ thai/usa ดีกว่ามั้ง แล้วเดินไปบอกที่โน้นเลย มันง่ายกว่าไหม หรือว่ามีส่วนได้ส่วนเสียในค่า commission ในการ up Thai หรือไง ?

ซึ่งผมคิดว่ายังคงคิดเหมือนเดิมว่า เงินเราที่จ่ายไปก็เท่ากับเงินคนที่ซื้อฝั่ง usa นะ แต่ทำไมเราต้องมาเสียแรงมากกว่าเค้าทั้ง ๆ ที่มันน่าจะ "Just Work" ตาม concept ของ Apple นี่หว่า T_T จริงไหม I’m a PC เฮ้ยยย I’m a Mac

ปล. ความคิดเห็นนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Siampod.com กรุณาอย่าเหมารวมครับ
ปล2. รมณ์ขึ้นระดับจุดเดือด เฮ้อ…. พูดเรื่องภาษาไทยใน iPod ทีไรของขึ้นทุกทีซิ

ตามไปอ่านต่อในกระทู้ http://www.siampod.com/node/1924 ได้ครับ หรือลงชื่อเรียกร้องได้ที่ www.tosupportthaiinipod.com ครับ