มารยาทในการ Chat หรือเล่น IM รวมถึงถาม/ตอบ คำถาม ต่างๆ

เดี่ยวนี้มีคน add ผมเข้า msn contact list ของเค้ามาวันนึงๆ ก็หลายคน แล้วในระยะเวลาในการที่ผมทำเว็บมานั้น ก็เกือบๆ 5 ปีแล้ว ผมใช้ IM ตั้งแต่ ICQ นั้นโด้งดัง (ตอนนี้เลิกใช้ไปแล้ว) จนมาถึง MSN Messenger ก็ยังคงมีคน add มาเรื่อยๆ เช่นเดิม ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า list ผมนั้นเก็บได้หรือไม่ได้ คำตอบคือไม่ได้ ซึ่งพอสม add ปั้บ ถ้าไม่ใช่เพื่อน หรือน้องๆ ที่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว หรือคนที่คุยกัน ok ก็ลบกันเสียส่วนใหญ่ เพราะมันเก็บได้แค่ 150 Address เท่านั้น ด้วยการเก็บ Contact List ที่จำกัด ทำให้ผมก็คงไม่เห็นว่าคุณๆ ที่ add ผมไป online หรือไม่อย่างไร บางครั้งหาว่าผมรังเกียจไม่อยากคุยด้วย ก็ไม่เห็นคุณนิครับ แล้วไม่อยู่ใน list มันเลยคุยไม่ได้ แต่คุณที่เห็นผมน่ะ คุณก็ send มาคุยกับผมได้ บางคนพาลว่าผมไม่ทัก หรือบางคนก็หาหาว่าผมไปอยู่ใน list เค้าได้ไง ขอชี้แจงอย่างงี้ครับ ถ้าคิดจะ add ผมก็ช่วยจำๆ ผมหน่อยนะครับ ว่า add ไปตอนไหน ส่วนมากผมไม่ค่อย add ใครเท่าไหร่ หรอกมีแต่คนอื่นๆ มา add ผมเข้า contact list เค้า …. แต่เอาเหอะไม่ว่ากัน ……. แต่เข้าใจกันหน่อยว่ามันต้องเป็นไปแบบนี้

แล้วเรื่องที่ผมเบื่อสุดๆ จนผมอยากจะด่า หลายรอบ แต่อดทนไว้ อดกลั้นจนบางครั้งพาลไม่คุยกับคนพวกนี้เลย คือ พวกชอบใช้ภาษาไทยแบบ …. แบบ จะบอกว่าไงดีอ่ะ ภาษาไทยยุดวัยรุ่นผู้ใฝอิสระในทางที่ไม่ถูกแล้วกัน คือไม่ว่าหรอกนะ เข้าใจว่าภาษาวัยรุ่นน่ะ ใช้กันในกลุ่นคุณน่ะไม่ว่าหรอก แต่ผมอ่านแล้วปวดหัว อยากตบหัวเหลือเกิน คือใช้พอสมควรก็ ok นะ พอน่ารัก ประมาณว่าคุณกันเห็น 20 – 30 msg. โผล่มาหน่อยเป็นสีสัน ก็ ไม่ว่าหรอก แต่นี่มันเล่นทุก msg. นี่ผมรับไม่ได้จริงๆ ผมเซ็งครับ ต่อไปนี้ไม่คุยด้วยแล้วนะ ถ้ามันมาทุก msg. ผมจะไล่ให้มันมาอ่าน blog นี้หล่ะ แล้วให้มันพิจรณาตัวเอง ถ้ามันคิดว่ามันถูก ก็ไม่ต้องคุยกัน เพราะภาษาไทย มันไม่ควรมาใช้แบบนี้ ถ้าทับศัพท์ภาษาอังกฤษผมยังรับได้ และยินดีมากกว่าเสียอีกนะ อีกอย่างผมไม่เข้าใจว่ามันลำบากนักหรือไงฟร่ะ ในการยกแคร่พิมพ์ หรือกด Shift ป่ะ คือจากที่ทดสอบลองพิมพ์ดูแล้วเนี่ย ผมว่าลำบากกว่าอีกต้องมานั่งแปลงให้มันได้อีกนะ หรือว่าผมแก่ไปแล้วก็ไม่รู้หว่ะ รับพวกภาษาเด็กแนว (ตะเข็บชายแดน) ไม่ได้ก็ไม่รู้

แล้วที่อยากจะบอกคนที่เข้ามาคุยทุกคนนะ ช่วยรักษามารยาทหน่อยเหอะ คือมาถามคำถามน่ะ อย่าทำตัว “จิกคำถาม ตะแบงขอคำตอบ” จากผมได้ไหม ผมไม่ได้เป็นขี้ข้าคุณนะ คือคุณถามผม ผมตอบคุณ ด้วยความสุภาพ และเคารพต่อสิทธิ คือบางครั้งไม่ว่างตอบจริงๆ หรือไม่อยู่เนี่ย ก็ไม่ต้องมาว่ากันก็ถือว่า ok นะ แต่แล้วบางคนนะ มันไม่ใช่ มาถึงก็มา “เฮ้ ….” , “เฮ้ย ….” แล้วตามด้วยคำถาม พอผมไม่ตอบ มันก็ด่าผมอีกว่า “ไม่ตอบ ห่วงความรู้แงะ” อ้าว เวรกรรม บางครั้งคนเราไม่ว่างมาตอบนี่หว่า หรือไม่อยู่ให้ทำไงฟร่ะ online ทิ้งไว้แล้วไม่อยู่ แล้วผิดกฏหมายแงะ แล้วบางคนไม่ใช่แบบนี้อย่างเดียวนะ ถามปั้บมันก็ บอก “บาย … ไม่ตอบก็ไม่ตอบ” คือมันทำแบบนี้น่ะ ภายในเวลาไม่ติดๆ กัน ในเวลา 10 วินาที (ประมาณเอา) โห่ มันจะเอาคำตอบให้ได้ภายใน 10 วินาที เวรเอ้ย ….. ตรูกำลังจะหาคำตอบให้อยู่ ยังไม่ได้เข้าเว็บอะไรเป็นกิจจะเลย มาด่าตรูแล้ว หรือทำนิสัยเสีย แบบเด็กมีปัญหา เลย block + delete ไปเลย ชาตินี้ไม่ต้องเจอกัน เซ้งเว้ยย เวรกรรมจริงๆ ตรูไปเป็นลูกน้องมันแต่เมื่อไหร่ฟร่ะ เนี่ย ส่วนคนที่ถามมาดี ผมก็ตอบไปตามปกตินิสัยผมเหมือนๆ ทุกครั้งครับ ;)

แล้วเรื่องต่อมาที่เหลืออดคือ การปรึกษาเรื่องที่มันก็อยู่ใน google.com เนี่ย หาสักหน่อยมันจะตายหรือไง เนี่ยเจอมาร้อยละ 70% – 80% เลยนะที่เป็นคำถามที่พิมพ์ใน google.com แล้วมันขึ้นมาเลย ถึงแม้บางครั้งมันจะเป็นภาษาอังกฤษสักหน่อย พจณานุกรมภาษาอังกฤษ มันก็มีในเน็ตน่ะ เปิดมาแปลสักหน่อยมันจะตายหรือไง นี่ก็ไม่ได้เก่งอะไรหรอก อาศัยความพยายาม (ม.ปลาย ตรูตกภาษาอังกฤษรูด 3 ปีซ้อน ยังอ่านออกเลย) อยากเก่งมันต้องหัดแปลอะไรพวกนี้หน่อยก็ดีนะ คือไม่ได้อะไรหรอก ส่วนใหญ่คนไทยส่วนมากที่ประสบพบเจอจะชอบอะไรที่มันอยู่ตรงหน้า หรือง่ายเข้าว่า ไม่ชอบค้นหา คือประมาณว่า ไม่ค้นหาหรอก ตั้งคำถาถามเลย ทั้งๆ ที่มันก็มีคำตอบอยู่ในเว็บไทยสักแห่งนั้นแหละ แต่ไม่หาหรอก ผมว่าคงต้องฝึกคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตใหม่ๆ ให้ใช้ Search Engine หรือ Web Directory ให้ใช้ในการค้นหาก่อนมั้ง แล้วค่อยมาใช้เน็ต หรือผมมันเป็คนรุ่นเก่าหว่า ที่แต่ก่อนมันไม่ค่อยมีเว็บให้ถามตอบหรือ IM ที่ดีๆ มีแต่ IRC กว่าจะเจอคนเก่งๆ นี่หาแล้วหาอีก หรือก่อนจะใช้ www หรือทำเว็บเนี่ย ต้องฝึกการใช้ระบบ Search Engine ก่อน ไม่งั้นหาข้อมูลยากมาก ต่อมารุ่นหลังๆ มันเลยง่าย เพราะ web board อยากได้อะไรโพสดะ เอาทุกเว็บบอร์ดทั่วไทย หวานแห เดี่ยวก็มีคนมาตอบให้ โห …… เดี่ยวนี้เค้าเล่นง่ายกันแบบนี้แล้วนะ เด็กรุ่นใหม่ๆ บางพวกน่ะ การบ้านก็มาโพสไว้ อะไรแนวๆ นี้ ดีหว่ะ ดีจริงๆ หากันหน่อยเหอะ คุณๆ ทั้งหลาย ถ้าหาไม่เจอเดี่ยวช่วยครับบบบบบ …… ;)

เฮ้อ เหนื่อยจริงๆ ครับ แค่สามัญสำนึกธรรมดาที่น่าจะคิดได้ กลับคิดกันไม่ออก เอาง่ายเข้าว่าครับ (ว่าคนบางพวกนะครับ)

 

กระทู้น่าสนใจจาก pantip “การให้เลือดต่างกรุ๊ป ทำได้หรือไม่”

เห็นว่ามีประโยชน์มากครับ

ยกมาจาก http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X3466631/X3466631.html ครับ

“การให้เลือดปกติเราต้องให้ตรงกรุ๊ปกันเท่านั้น”

ที่สอนกันมาตอนมัธยม ว่า
AB รับได้ทุกกรุ๊ป
O ให้ได้ทุกกรุ๊ป
อันนั้นคลาดเคลื่อนเป็นการมองจากด้านเดียว

จะอธิบาย หลักการคร่าวๆ ก็คือ
คนเราถ้าเป็นเลือดกรุ๊ปไหน ก็จะมี Antigen (Ag) กรุ๊ปนั้น และไม่สร้าง Antibody (Ab)ต้านเม็ดเลือดตัวเอง แต่จะมีการสร้าง Antibody ต่อ

Antigen อื่นที่ตัวเองไม่มี

ดังนั้นคนที่
กรุ๊ป AB จะมี Ag A และ AgB จึงไม่มี Ab A และ Ab B
กรุ๊ป O จะไม่มี Ag A และ AgB จึงมีทั้ง Ab A และ Ab B
กรุ๊ป A จะมี แต่Ag A จึงไม่มี Ab A แต่จะมี Ab B
กรุ๊ป B จะมี แต่Ag B จึงไม่มี Ab B แต่จะมี Ab A

ถ้าเราให้เลือดไปแล้ว มี Antigen กับ Antibody นั้นๆเจอกัน (คือ AgA เจอกับ AntiA หรือ AgB เจอกับ AntiB ) จะทำให้เกิดเม็ดเลือด

แดงแตกหรือจับกลุ่มตกตะกอน(Agglutination) เป็นอันตรายต่อคนรับได้

การที่บอกว่า O ให้ได้ทุกกรุ๊ปนั้นเป็นการมองด้านเดียว

คือไป คิดว่า เลือดคนไข้หมู่ O ที่มี ไม่มี Antigen A และ B อยู่บนตัว ทำให้ไม่ถูกทำลาย โดย Antibody ของเลือดคนที่จะรับ

แต่อย่าลืมว่า เลือดคนไข้หมู่ O ที่เม็ดเลือดไม่มี Antigen นี่ ในน้ำเลือดหรือพลาสม่าของเค้าจะมี Antibody ทั้งต่อ A และ B

ทำให้เมื่อได้ให้ไปกับเลือดกรุ๊ปอื่น ซึ่งมี Ag A หรือ B อยู่ก็จะเกิดปัญหาได้ เช่นกัน

ดังนั้นการให้เลือดจะต้องให้ตรงกรุ๊ปเท่านั้น

หรือถ้าจำเป็นจริงๆ จะต้องให้ข้ามกรุ๊ป การนำเลือด O ไปใช้ ก็ต้องเอาไปแต่เม็ดเลือดที่ล้างเอา Antibody ที่มีปนในน้ำเลือดออกให้มากที่สุด

ซึ่งก็เป็นเรื่องยุ่งยาก

ยังไงก็ลองเข้าไปอ่านเพิ่มอาจจะมีการเพิ่มเติมจากนี้ครับ … เดี่ยววางๆ จะ save มาลงอีกรอบ ….

 

ทำไมผมถึงเขียน WeBlog (Blog)

นี่เป็นคำถามที่เวลาผมส่งลิงส์ Blog ผมไปไม่ว่าจะใน IM หรือทางอีเมล ต่าง ๆ มักจะถามว่า “เขียนไปทำไม”

ในตอนแรกเริ่มเดิมที เห็นพี่ ๆ ที่ทำงานด้าน programming หรือตามเว็บต่าง ๆ เค้ามี blog กัน เลยคิดในใจว่า “เฮ้ย มันดียังไง เค้าเขียนกันไปเพื่ออะไร” พออ่าน ๆ ไปเริ่มคิดได้ ความคิดเริ่มตกผลึก ปัญญาเริ่มก่อเกิด ทำให้เข้าใจอย่างหนึ่งว่า สาเหตุหลักที่ชาวต่างประเทศในหลาย ๆ ประเทศที่เจริญ ๆ แล้วทำไมเค้าถึงเก่งนัก ทำไม เก่งกันในทางที่เกาะกลุ่มกันได้ หรือไปในแนวทางเดียวกัน รวมถึงความรู้มันถึงได้กระจายออกไปได้ดี ผมก็ตั้ง สมมติฐานในว่า คงเป็นเพราะมีส่วนที่ไว้แลกเปลี่ยนความรู้ หรือเผยแพร่ความรู้ต่าง ๆ กับผู้อื่น บางคนก็ว่า Diary หรือ Webpage แบบเต็มรูปแบบ ซึ่งนั้นก็เป็นประเด็นที่น่าคิด และมีมากมายในเว็บของต่างชาติซึ่งมีเยอะมาก และมากกว่าไทยมากมายนัก แต่ Weblog หรือ Blog นั้นต่างออกไป

อย่างแรกคือ ความเป็นปัจเจกบุคคล หรือความเป็นส่วนตัว
อย่างที่สอง การสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง Blog หรือการโต้ตอบในแนว Webboard หรือ Community Web ที่เป็นไปในแนวทางเสนอหรือต่อยอดความคิดเห็นต่าง ๆ
ประการสุดท้าย ความง่ายในการใช้งาน ของตัวระบบ Blog เองที่สามารถปรับแต่ง แก้ไข ได้ไม่ว่าจะเชี่ยวชาญหรือไม่ก็ตามที ไม่ต้องมี Host ไม่ต้องหาพื้นที่ทำเว็บต่าง ๆ และมันทำได้ง่ายๆ ทำให้มันเป็นสิ่งที่สำเร็จรูปในตัว คุณมีหน้าที่เพียงเอาความคิดใส่ลงไปในรูปแบบ Blog ที่สื่อถึงรูปแบบชีวิต และแนวคิดของคุณเอง (LifeStyle) ทำให้มันเชื่อมโยงกับข้อแรกที่ว่า มีความเป็นปัจเจกบุคคล มาก เข้ามาแล้วรู้เลยว่า Blog ของใคร อารมณ์แบบไหน

ข้อดีของ Blog นั้น คือทำให้เกิดสังคมในการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันมากขึ้น เกิดความรู้ใหม่ ๆ ถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจของตนเอง สู่สังคมโลก รวมถึงสื่อด้วยภาษาที่เป็นกันเอง หรือเรียบง่าย เข้าใจกันในหมู่หรือกลุ่มคนเหล่านั้น แต่บางคนก็สื่อด้วยภาษาที่รุนแรง แต่ก็อย่างที่บอก มันเป็นเรื่องของส่วนบุคคล ถ้ารับไม่ได้ก็ต้องออกไป เพราะถือว่า Blog เป็นสิ่งที่สื่อถึงตัวตนของคน คนนั้นได้เป็นอย่างดี

ซึ่งทำให้ผมเริ่มเขียนมันมาเรื่อย ๆ อะไรที่เขียนแล้วคนอื่นอ่านแล้วได้ประโยชน์ก็จะเขียนไปเรื่อย ๆ แต่ก็มีคนตั้งคำถามว่า “ทำไมไม่เอาไปลงเว็บหล่ะ” คือผมคิดว่าสิ่งที่จะเอาไปลงเว็บของผมได้ มันต้องได้รับการกลั่นกรองมาอย่างดีพอสมควร และเป็นสิ่งที่ไม่ควรใส่อารมณ์ความรู้สึกของผมลงไปมากเกินไปนัก ไม่อย่างงั้นมันจะดูเป็นเหมือนเอาเรื่องส่วนตัวใส่ลงไปในเนื้อหาวิชาการ จนมันดูไม่เหมาะสม ทำให้ผมเขียน Blog แทนเพราะบางครั้ง มันเอาลงเว็บหลัก ไม่ได้ แต่อยากระบาย หรือเรารู้เรื่องบางอย่างเราก็อยากถ่ายทอดออกไป หรือมันเบื่อ ๆ อยากบ่นลง Blog ก็เอาเลย เต็มที่ 5555 และบางครั้งเป็นความรู้ที่ได้จากเว็บอื่น ๆ เราคัดลอกมาก็ไม่อยากมีปัญหาในเรื่องละเมิดต่าง ๆ ไปลงเว็บหลักเรา ใส่ Blog ไปแทนเพราะอย่างน้อย ๆ คนอ่านก็กลุ่มเล็ก ๆ และเปลี่ยนความรู้ข่าวสารต่าง ๆ สบาย ๆ ไม่มีวิชาการให้ปวดหัวนัก ภาษาง่าย ๆ อ่านสบายหัว (มั้งนะ -_-”)

อีกอย่างคือ “เขียนแล้วได้อะไร” ผมก็คงตอบไปคล้ายในย่อหน้าที่แล้ว แต่เสริมหน่อยว่า ความรู้อยู่ในหัว ในตัวเอา บางครั้งก็ไม่อยากให้มันหายไปกับความไม่แน่นอนของเวลา และความทรงจำของเราเอง เลยเขียนไว้เหมือนบรรทึกย่อ ๆ ในสิ่งที่เรารู้ เผื่อมันจะมีประโยชน์กับคนอื่น ๆ เค้าบ้างดีกว่าเก็บไว้คนเดียว หรือถ่ายทอดแค่ไม่กี่คน เดี่ยวมันจะกลายเป็นคัมภัร์ที่สาบสูญ 555555555 (หนังจีนกำลังภายใน ย้ากกกกกกกกกก)

 

งานเอ๊กซ์โปที่ญี่ปุ่น อึ้งพูดไม่ออกบูธลาวเขมรดีกว่าไทยเยอะ บูธไทยเรา กระจ๊อก กระจอก จริงๆ

รับไม่ได้อย่างแรง จริงๆ …….. เข้ามาอ่านในกระทู้ใน pantip.com

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P3431064/P3431064.html

อ่านแล้วช้ำใจอย่างแรงกับเรื่องเหล่านี้ ใครได้เห็นและได้เปรียบเทียบกับเพื่อบ้านเราหลาย ๆ ประเทศ แล้วยิ่งช้ำใจหนักไม่ว่าจะ ลาว กัมพูชา หรือแม้แต่ เวียดนาม …… สวยและดูดีรักษาสิ่งแวดล้อมมากกว่าเรามากนัก

ศาลาไทยในเอ็กซ์โป
โดย สุวัฒน์ ทองธนากุล 24 เมษายน 2548 16:51 น.

การจัดงาน “เอ็กซ์โป 2005 ไอจิ แจแปน ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นคราวนี้ กำลังเป็นข่าวดังสำหรับประเทศไทยในแง่เป็นการ “ขายหน้าระดับโลก”

เพราะมีเสียงสะท้อนจากคนที่ไปชมงานว่า ศาลาไทยซึ่งเป็นอาคารแสดงความโดดเด่นของประเทศไทย เพื่อให้ชาวโลกที่จะไปชมงานนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีกว่า 15 ล้านคนนั้น

การออกแบบอาคารแสดง และการนำเสนอของดีของไทยนั้น อยู่ในสภาพ “ดูไม่ได้” ไม่สมราคากับงบประมาณ 250 ล้านบาท เพื่อการนี้

คุณยงยุทธ ติยะไพรัช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ไหวทันก็เลยรีบไปดูด้วยตัวเอง พร้อมกลุ่มนักข่าวก็เสนอตามมาด้้วยข่าวที่ช่วยชี้ชัดว่า รัฐมนตรีคนใหม่ท่านนี้ไม่ใช่ต้นเรื่อง แต่ต้องรีบเข้าแก้ปัญหา

ขณะเดียวกัน บริษัท เจเอสแอล จำกัด ผู้ประมูลงานนี้ได้ย่อมตกเป็นจำเลยสังคม ฐานที่ทำงานระดับ “มวยวัด” ที่ไปโชว์ในระดับสากลได้อย่างไร

การแถลงข่าวของประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเจเอสแอลในวันนี้ จะช่วยกู้หน้าได้ขนาดไหน หรือจะกลายเป็นศึกยืดเยื้อ จนถึงมีการเอาผิดผู้เกี่ยวข้องได้แค่ไหนหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับผลการสอบสวนและเอาจริงของเจ้ากระทรวง

แต่เรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องที่พูดกันไปอย่างสนุกปากแน่ เพราะเสียงวิจารณ์ที่มีมากมายตามข่าวทำนองว่า การออกแบบก่อสร้างและการเลือกของดีของไทยไปแสดงดูไม่เป็นมืออาชีพ

บางเสียงว่าดูจืดชืดราวกับเป็นแค่อาคารเก็บของ ซ้ำยังมีการเปรียบเทียบว่า สู้ความโดดเด่นดึงดูดความสนใจสู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย ลาว กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย

ทั้งๆ ที่ของเรามีทรัพยากรและสิ่งที่จะอวดชาวโลกได้มากมายกว่า

บริษัท เอเอสแอล ซึ่งเคยรับจ้างจัดงานระดับชาติ จนได้รับคำชมอย่างพิธีเปิด-ปิดกีฬาเอเชียนเกมส์ ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ หรืองานแสดงพยุหยาตราทางชลมารคในงานประชุมเอเปก

มางานเอ็กซ์โปที่นาโกยาคราวนี้ คนทั่วไปได้ยินตัวเลขงบการจ้าง 250 ล้านบาท ก็ต้องรู้สึกว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แม้เจเอสแอลจะบอกว่า เป็นงานที่ทำขาดทุน เพราะเงินกว่าครึ่งเป็นค่าก่อสร้างซึ่งต้องจ้างบริษัทในญี่ปุ่นดำเนินการ แต่สังคมจะเห็นใจแค่ไหนในเมื่อผลออกมาไม่น่าพอใจ

ก็ล้วนเป็นประเด็นปลายเหตุที่จะมีการเช็กบิลกันไป

รวมทั้งข้อสงสัยว่าคณะกรรมการคัดสรรบริษัทผู้เข้าประมูล และคณะกรรมการจัดจ้างเห็นชอบกับแนวคิด และแบบที่นำเสนอได้อย่างไร

แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ หลักการในการดำเนินงานไม่ควรเป็นเช่นที่แล้วมา
การไปจัดนิทรรศการในงานระดับนานาชาติเช่นนี้ เป็นการสื่อสารการตลาดเพื่อประเทศไทย

ถ้าจะให้หน่วยงานใดรับเป็นเจ้าภาพจัดการหน่วยงานนั้น ก็จะต้องตระหนักว่ากำลังเป็นตัวแทนสร้างผลงานการตลาดให้ประเทศ ซึ่งต้องมองเชิงบูรณาการ

เมื่อคิดอย่างแคบด้วยมิติแบบราชการว่า การจัดงาน “เอ็กซ์โป 2005″ ที่หมุนเวียนประเทศเจ้าภาพทุก 5 ปี คราวนี้มีแนวคิดหลักอยู่ที่ “ภูมิปัญญาของธรรมชาติ” (Nature Wisdom)

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมจึงถูกมอบหมายให้รับผิดชอบ
แล้วคณะกรรมการคัดสรรบริษัทผู้เข้าประมูล และกรรมการจัดจ้างที่แต่งตั้งขึ้นยอมรับมาได้อย่างไร

ทั้งๆ ที่แนวคิดการบริหารงานที่รัฐบาลเคยเสนอแนวทางที่เรียกว่า “ทีมไทยแลนด์” ที่หวังจะให้การขับเคลื่อนกิจกรรมในการบุกตลาดต่างประเทศให้ผนึกกำลังกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไป เมื่อต้องไปแข่งขันกับตลาดโลก

การไปร่วมแสดง “จุดเด่นของประเทศ ครั้งนี้ในงานเอ็กซ์โปที่ญี่ปุ่น ก็เป็นการแข่งขันเพื่อชิงความโดดเด่น ความประทับใจให้ชาวโลกที่ไปชมงานเกิดความเชื่อมั่น และนิยมในผลที่มีศิลปะและวิถีไทยจากประเทศไทย

จึงเป็นโอกาสดียิ่งในการ “เสริมสร้าง”ภาพลักษณ์ที่ดี ไม่ใช่ไป “ประจาน” ตัวเอง เมื่อถูกเปรียบเทียบกับประเทศอื่น

ดังนั้น เมื่อภาระตกอยู่ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ในเชิงสื่อสารการตลาดมาก่อน ประกอบกับข้อจำกัดด้านงบประมาณและกำลังคน

ข้อถกเถียงเรื่องการบริหารงบประมาณพอไม่พอจึงเกิดขึ้น

ทั้งๆ ที่รายการนี้นอกจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่จะคัดสรรผลงานไปอวดแล้ว ยังมีหลายหน่วยงานที่ควรต้องเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการจัดงานอย่างเต็มที่

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่มีข้อมูลและประสบการณ์เกี่ยวกับการส่งเสริมจุดเด่นด้านการท่องเที่ยว

กระทรวงสาธารณสุข ในแง่การเสริมความเชื่อมั่นด้านความสะอาด และรสชาติอร่อยของอาหารไทย เพื่อสนับสนุนโครงการครัวไทยสู่ครัวโลก รวมทั้งความโดดเด่นเรื่องสมุนไพร การแพทย์แผนไทย และการนวดแผนไทย

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านการพัฒนาด้านเทคโนโลยีชีวภาค

ส่วนหน่วยงานใดมีกำลังสนับสนุนทางการเงินด้วยก็ยิ่งเป็นส่วนเสริม เพราะที่สำคัญคือจะเอา “อะไร” ไปแสดง และแสดง “อย่างไร” จึงดึงดูดความสนใจ และเข้าใจอย่างที่เราอยากให้เป็น

นี่ยังไม่รู้ว่าจะปรับปรุงหรือเสริมแต่งรูปแบบของ “ศาลาไทย” ให้เข้าท่ากว่านี้ด้วยวิธีใด เพราะงานนี้

เปิดให้คนจากทั่วโลกเข้าชมทุกวันตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคมแล้ว

แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย ก็จะเป็นการประจานประเทศไทยไปจนกว่างานจะจบเอาในวันที่ 25 กันยายน 2548

ก็ขอให้ใช้บทเรียนนี้เป็นโอกาสในการปรับปรุงกระบวนการพิจารณาคัดเลือกผู้ว่าจ้าง และจัดจ้างของราชการที่ไม่ใช้การมุ่งผลเชิงปริมาณ แต่ต้องมุ่งคุณภาพที่ยอมรับได้

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9480000054571

ไปอ่านกันดูแล้วกัน ไม่รู้จะบรรยายอะไรแล้ว ………. T_T

 

Contents Feed และ Creative Commons License บน ThaiCyberPoint.com

หลังจากพัฒนามานานก็สำเร็จเสียที เป็นอะไรที่ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่สำหรับ xml เพราะอาจจะใหม่สำหรับเราก็ได้ แต่มันก็คล้ายๆ กับ HTML ที่เราถนัดเลยรู้สึกไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่รายละเอียดมันเยอะกว่ามาก ๆ แต่ก็พอทน ทำ script PHP สำหรับ Parse เอาข้อมูลจาก Database MySQL ได้เสียที แล้วเขียนลง feed files ได้ ก็ ok สำหรับงานนี้ เฮ้อเกือบจะไม่รอดเอา มึนๆ อีกแล้ว เฮ้อ งานเยอะจริง ๆ จริ้ง …..

หลาย ๆ คนอาจสงสัยว่า RSS มันคืออะไร เดียวอธิบายให้ฟังเลยแล้วกัน ขอยกคำอธิบายของพี่เดฟ (rp@jp ตอนนี้กลายเป็น rp@th ไปแล้ว)

RSS คิดง่ายๆ ว่าเป็นข้อมูลดิบ (raw data) ของพวก website ที่ดึงออกมาจาก database โดยตรง ที่เราสามารถเอาไป format ต่อยังไงก็ได้ และเนื่องจากเป็นข้อมูลดิบ

ดังนั้น RSS จึงทำหน้าที่เป็นเหมือนกับ layer ตรงกลางระหว่าง database กับ website อีกทีหนึ่ง

เราอาจจะคิดว่า ปกติมันเป็นแบบนี้ (เอาแค่ concept นะ)

1) website ปกติ –> เขียน html content กันตรงๆ เลย
2) website ที่ใช้ข้อมูลจาก database –> ดึงข้อมูลจาก database มาทำเป็น html โดยผ่าน formater/parser ของตัวเอง

RSS เป็นสิ่งที่เข้ามาตรงกลาง ทำให้ตัว website กับ database แยกออกจากกันได้มากขึ้น และเป็นมาตรฐาน นอกจากนี้เรายังสามารถที่จะเอา RSS feed ไปอ่านที่อื่น (เช่นจาก RSS reader ทั่วไป) โดยไม่ผ่าน website ได้อีกด้วย

website พวกข่าว หรือว่า weblog ส่วนมาก ตอนนี้ก็มีการ publish RSS feed เช่นกัน

มันแตกต่างจาก HTML คือ HTML เน้นที่การ markup ของ layout ของ website ส่วน XML สามารถเขียน markup tag เองได้ เพื่อ markup content อะไรก็ได้ (เรียกว่า DTD) โดย RSS นั้นจะใช้ RSS หรือว่า Atom marktup เพื่อ markup เนื้อหา ว่าส่วนไหนเป็นอะไร

ส่วนอันนี้เป็นตัวอย่างการ markup raw data ที่ว่าด้วย RSS 0.91 จะเห็นว่ามันต่างจาก HTML ชัดๆ อย่างนึงเลย ตรงที่ว่ามันจะ markup ด้วย tag ที่แสดงความหมายของ content (เช่น title, link, description, ฯลฯ) มากกว่าที่จะเป็น tag ที่แสดงถึงรูปแบบของการแสดงผลหรือ layout (เช่น blockquote, font, ฯลฯ … ถึงจะมี blockquote หรือว่า font สีอะไรๆ เราก็ไม่รู้อยู่ดีว่ามันสื่อถึงอะไรกันแน่ เป็นต้น)

จริงๆ จะบอกว่า HTML เป็น XML แบบหนึ่งที่มี set ของ tag เพื่อการ markup การแสดงผลใน browser ก็ไม่ผิดหรอก

และไปเจออีกที่หนึ่ง

RSS เป็น รูปแบบเอกสารที่เอาไว้กระจายไปยังที่ต่างๆ และรวบรวมหัวข้อเนื้อหาจากเว็บต่าง ๆ หรือ อาจจะหัวข้อข่าวจาก เว็บบลอก RSS เป็นโครงสร้างของภาษา XML (eXtended Markup Language) ไม่ต้องสนใจ ให้สังเกตุว่าลักษณะของ RSS Feed จะมีสัญลักษณ์ XML หรือ RSS ในเว็บไซต์นั้นๆ หรือ ชื่อเว็บไซต์ต่อท้ายด้วย .xml และความพิเศษของมันคือมันเป็น xml ที่มีการกำหนด schema ที่แน่นอน สำหรับเอาไว้ให้โปรแกรมที่เป็น RSS Client ดึงมาแสดงครับ

ข้อดีของ RSS ที่ผมเห็นก็คือ สมมุติว่าผมชอบเปิดเข้าไปตาม เว็บต่างๆ เพื่อเข้าไปดูว่ามันมีอะไรใหม่มั่งหว่า บางทีผมก็ลืมไปว่าผมควรจะเปิดไปดูอะไรบ้าง หรือไม่ก็เปิดไป 5 วันมันยังไม่ update เลย เสียเวลาครับ ดังนั้น RSS มีประโยชน์คือคุณสามารถที่จะรับข่าวสารจากเว็บต่างๆ หรือ ข้อความใหม่ๆจาก blog คนอื่นๆได้โดยไม่ต้องเข้าไปดูทุกครั้งให้เสียเวลา

ส่วนเจ้า RSS Client หรือ News Feed Client ก็มีมากมายให้เลือกใช้กันครับ ส่วนใหญ่จะฟรี ส่วนโปรแกรมที่ผมใช้มานานแล้ว แล้วก็ชอบที่สุดก็คือ RssOwl ครับ หลังจากโหลดมาก็ add รายชื่อ URL เข้าไปในโปรแกรม เท่านี้ก็สามารถติดตามเนื่อหาใหม่ๆของเว็บที่เราต้องการได้แล้วครับ

นั้นหมายความว่าท่าน ๆ ผู้อ่าน ก็สามารถติดตามเรื่องราวของบทความต่าง ๆ บนเว็บของผมได้ผ่านทางโปรแกรมพวก RSS Reader ได้เช่นกันครับ สะดวกไหมหล่ะ ;)

ต่อมาก็ Creative Commons License ที่ได้จาก blog ของพี่ bact ก็เลือก ๆ อยู่นานก็ได้มาเสียทีมีลายละเอียดคราว ๆ คือ

Attribution-NonCommercial-NoDerivs 2.0

You are free:

  • to copy, distribute, display, and perform the work

Under the following conditions:

by
Attribution. You must give the original author credit.
nc
Noncommercial. You may not use this work for commercial purposes.
nd
No Derivative Works. You may not alter, transform, or build upon this work.
  • For any reuse or distribution, you must make clear to others the license terms of this work.
  • Any of these conditions can be waived if you get permission from the copyright holder.

ก็ไม่ได้เขี่ยว อะไรหรอก แต่ใครจะเอาไปใช้ยังไงก็มีเครดิตหน่อยก็แล้วกันเน้อ …. ส่วนใครจะเอาไปขายก็เจอกันในศาลแล้วกัน

ไปหล่ะ -_-” ง่วงจริง ……