งานเอ๊กซ์โปที่ญี่ปุ่น อึ้งพูดไม่ออกบูธลาวเขมรดีกว่าไทยเยอะ บูธไทยเรา กระจ๊อก กระจอก จริงๆ

รับไม่ได้อย่างแรง จริงๆ …….. เข้ามาอ่านในกระทู้ใน pantip.com

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P3431064/P3431064.html

อ่านแล้วช้ำใจอย่างแรงกับเรื่องเหล่านี้ ใครได้เห็นและได้เปรียบเทียบกับเพื่อบ้านเราหลาย ๆ ประเทศ แล้วยิ่งช้ำใจหนักไม่ว่าจะ ลาว กัมพูชา หรือแม้แต่ เวียดนาม …… สวยและดูดีรักษาสิ่งแวดล้อมมากกว่าเรามากนัก

ศาลาไทยในเอ็กซ์โป
โดย สุวัฒน์ ทองธนากุล 24 เมษายน 2548 16:51 น.

การจัดงาน “เอ็กซ์โป 2005 ไอจิ แจแปน ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นคราวนี้ กำลังเป็นข่าวดังสำหรับประเทศไทยในแง่เป็นการ “ขายหน้าระดับโลก”

เพราะมีเสียงสะท้อนจากคนที่ไปชมงานว่า ศาลาไทยซึ่งเป็นอาคารแสดงความโดดเด่นของประเทศไทย เพื่อให้ชาวโลกที่จะไปชมงานนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีกว่า 15 ล้านคนนั้น

การออกแบบอาคารแสดง และการนำเสนอของดีของไทยนั้น อยู่ในสภาพ “ดูไม่ได้” ไม่สมราคากับงบประมาณ 250 ล้านบาท เพื่อการนี้

คุณยงยุทธ ติยะไพรัช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ไหวทันก็เลยรีบไปดูด้วยตัวเอง พร้อมกลุ่มนักข่าวก็เสนอตามมาด้้วยข่าวที่ช่วยชี้ชัดว่า รัฐมนตรีคนใหม่ท่านนี้ไม่ใช่ต้นเรื่อง แต่ต้องรีบเข้าแก้ปัญหา

ขณะเดียวกัน บริษัท เจเอสแอล จำกัด ผู้ประมูลงานนี้ได้ย่อมตกเป็นจำเลยสังคม ฐานที่ทำงานระดับ “มวยวัด” ที่ไปโชว์ในระดับสากลได้อย่างไร

การแถลงข่าวของประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเจเอสแอลในวันนี้ จะช่วยกู้หน้าได้ขนาดไหน หรือจะกลายเป็นศึกยืดเยื้อ จนถึงมีการเอาผิดผู้เกี่ยวข้องได้แค่ไหนหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับผลการสอบสวนและเอาจริงของเจ้ากระทรวง

แต่เรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องที่พูดกันไปอย่างสนุกปากแน่ เพราะเสียงวิจารณ์ที่มีมากมายตามข่าวทำนองว่า การออกแบบก่อสร้างและการเลือกของดีของไทยไปแสดงดูไม่เป็นมืออาชีพ

บางเสียงว่าดูจืดชืดราวกับเป็นแค่อาคารเก็บของ ซ้ำยังมีการเปรียบเทียบว่า สู้ความโดดเด่นดึงดูดความสนใจสู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย ลาว กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย

ทั้งๆ ที่ของเรามีทรัพยากรและสิ่งที่จะอวดชาวโลกได้มากมายกว่า

บริษัท เอเอสแอล ซึ่งเคยรับจ้างจัดงานระดับชาติ จนได้รับคำชมอย่างพิธีเปิด-ปิดกีฬาเอเชียนเกมส์ ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ หรืองานแสดงพยุหยาตราทางชลมารคในงานประชุมเอเปก

มางานเอ็กซ์โปที่นาโกยาคราวนี้ คนทั่วไปได้ยินตัวเลขงบการจ้าง 250 ล้านบาท ก็ต้องรู้สึกว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แม้เจเอสแอลจะบอกว่า เป็นงานที่ทำขาดทุน เพราะเงินกว่าครึ่งเป็นค่าก่อสร้างซึ่งต้องจ้างบริษัทในญี่ปุ่นดำเนินการ แต่สังคมจะเห็นใจแค่ไหนในเมื่อผลออกมาไม่น่าพอใจ

ก็ล้วนเป็นประเด็นปลายเหตุที่จะมีการเช็กบิลกันไป

รวมทั้งข้อสงสัยว่าคณะกรรมการคัดสรรบริษัทผู้เข้าประมูล และคณะกรรมการจัดจ้างเห็นชอบกับแนวคิด และแบบที่นำเสนอได้อย่างไร

แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ หลักการในการดำเนินงานไม่ควรเป็นเช่นที่แล้วมา
การไปจัดนิทรรศการในงานระดับนานาชาติเช่นนี้ เป็นการสื่อสารการตลาดเพื่อประเทศไทย

ถ้าจะให้หน่วยงานใดรับเป็นเจ้าภาพจัดการหน่วยงานนั้น ก็จะต้องตระหนักว่ากำลังเป็นตัวแทนสร้างผลงานการตลาดให้ประเทศ ซึ่งต้องมองเชิงบูรณาการ

เมื่อคิดอย่างแคบด้วยมิติแบบราชการว่า การจัดงาน “เอ็กซ์โป 2005″ ที่หมุนเวียนประเทศเจ้าภาพทุก 5 ปี คราวนี้มีแนวคิดหลักอยู่ที่ “ภูมิปัญญาของธรรมชาติ” (Nature Wisdom)

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมจึงถูกมอบหมายให้รับผิดชอบ
แล้วคณะกรรมการคัดสรรบริษัทผู้เข้าประมูล และกรรมการจัดจ้างที่แต่งตั้งขึ้นยอมรับมาได้อย่างไร

ทั้งๆ ที่แนวคิดการบริหารงานที่รัฐบาลเคยเสนอแนวทางที่เรียกว่า “ทีมไทยแลนด์” ที่หวังจะให้การขับเคลื่อนกิจกรรมในการบุกตลาดต่างประเทศให้ผนึกกำลังกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไป เมื่อต้องไปแข่งขันกับตลาดโลก

การไปร่วมแสดง “จุดเด่นของประเทศ ครั้งนี้ในงานเอ็กซ์โปที่ญี่ปุ่น ก็เป็นการแข่งขันเพื่อชิงความโดดเด่น ความประทับใจให้ชาวโลกที่ไปชมงานเกิดความเชื่อมั่น และนิยมในผลที่มีศิลปะและวิถีไทยจากประเทศไทย

จึงเป็นโอกาสดียิ่งในการ “เสริมสร้าง”ภาพลักษณ์ที่ดี ไม่ใช่ไป “ประจาน” ตัวเอง เมื่อถูกเปรียบเทียบกับประเทศอื่น

ดังนั้น เมื่อภาระตกอยู่ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ในเชิงสื่อสารการตลาดมาก่อน ประกอบกับข้อจำกัดด้านงบประมาณและกำลังคน

ข้อถกเถียงเรื่องการบริหารงบประมาณพอไม่พอจึงเกิดขึ้น

ทั้งๆ ที่รายการนี้นอกจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่จะคัดสรรผลงานไปอวดแล้ว ยังมีหลายหน่วยงานที่ควรต้องเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการจัดงานอย่างเต็มที่

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่มีข้อมูลและประสบการณ์เกี่ยวกับการส่งเสริมจุดเด่นด้านการท่องเที่ยว

กระทรวงสาธารณสุข ในแง่การเสริมความเชื่อมั่นด้านความสะอาด และรสชาติอร่อยของอาหารไทย เพื่อสนับสนุนโครงการครัวไทยสู่ครัวโลก รวมทั้งความโดดเด่นเรื่องสมุนไพร การแพทย์แผนไทย และการนวดแผนไทย

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านการพัฒนาด้านเทคโนโลยีชีวภาค

ส่วนหน่วยงานใดมีกำลังสนับสนุนทางการเงินด้วยก็ยิ่งเป็นส่วนเสริม เพราะที่สำคัญคือจะเอา “อะไร” ไปแสดง และแสดง “อย่างไร” จึงดึงดูดความสนใจ และเข้าใจอย่างที่เราอยากให้เป็น

นี่ยังไม่รู้ว่าจะปรับปรุงหรือเสริมแต่งรูปแบบของ “ศาลาไทย” ให้เข้าท่ากว่านี้ด้วยวิธีใด เพราะงานนี้

เปิดให้คนจากทั่วโลกเข้าชมทุกวันตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคมแล้ว

แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย ก็จะเป็นการประจานประเทศไทยไปจนกว่างานจะจบเอาในวันที่ 25 กันยายน 2548

ก็ขอให้ใช้บทเรียนนี้เป็นโอกาสในการปรับปรุงกระบวนการพิจารณาคัดเลือกผู้ว่าจ้าง และจัดจ้างของราชการที่ไม่ใช้การมุ่งผลเชิงปริมาณ แต่ต้องมุ่งคุณภาพที่ยอมรับได้

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9480000054571

ไปอ่านกันดูแล้วกัน ไม่รู้จะบรรยายอะไรแล้ว ………. T_T