ประสบการณ์ในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ของ Nokia Lumia 920 จาก ศ. Nokia Care

ผมใช้ Nokia Lumia 920 มาประมาณ 1 ปีกับอีก 2 เดือนนิดๆ ถามว่าใช้แล้วมีความสุขไหม ก็ต้องบอกว่าโอเคในระดับที่ประทับใจ แน่นอนหลายคนที่รู้จักผมจะทราบว่าผมมันติ่ง Microsoft พอสมควร แต่แน่นอนห่วยก็ด่า ดีก็ชม มันก็ง่ายๆ ผมใช้ Lumia 920 และ Windows Phone 8 มาตั้งแต่เริ่มเปิดตัวใหม่ๆ ในไทย ช่วงเดือน พ.ย. 2012 จนวันนี้ 13 ก.พ. 2014 ถ้าพูดในเรื่องเสถียรภาพ ต้องบอกว่าไม่ค่อยผิดหวังเท่าไหร่ ในด้านการใช้งานทั่วไป ไม่เคยเจอว่าอยู่ๆ ดับไปเองสักครั้ง หรือรีเซตตัวเองในเวลาที่จำเป็นต้องใช้รีบๆ ส่วนเรื่องแอพก็ค่อยๆ มา แรกๆ ที่ใช้ก็หงุดหงิดเรื่องนี้ เพราะย้ายมาจาก Android แต่พอเริ่มทำใจ เริ่มปรับตัว ประกอบกับหลังๆ ดีขึ้นเป็นลำดับ

แต่ในช่วง 1-2 เดือนให้หลังมานี้อายุการอยู่ของแบตเตอรี่ของเครื่องค่อนข้างแย่ลง เลยหาข้อมูลการเปลี่ยนแบตเตอรี่ ซึ่งไม่ค่อยมีประสบการณ์ในการเปลี่ยนให้เน็ตให้ได้อ่าน หรือมีข้อมูลราคาของ ศ. Nokia Care เลย

ผมเลยตัดสินใจโทรเข้า Nokia Careline เพื่อสอบถามเรื่องราคาแบตเตอรี่ แต่ผมก็ได้ความน่าหงุดหงิดของ Nokia Careline กลับมาพอสมควร คือสอบถามเรื่อง ราคาแบตเตอรี่ ค่าดำเนินการเปลี่ยน และระยะเวลาในการเปลี่ยน แต่เจ้าหน้าที่ Nokia Careline กลับตอบคำถามลูกค้าไม่มีเซ้นสักท่าไหร่เลย คือ ตอบแบบโยนๆ ให้ไปสอบถาม ศ. Nokia Care เอง และไม่ได้ประสานงานช่วยลูกค้าอะไรมากไปกว่าบอกว่า ทาง Nokia Careline ไม่มีข้อมูลราคาในส่วนนี้ และให้โทรไปที่ ศ. Nokia Care ที่ใกล้ที่สุดมาแทน

พอได้ข้อมูลที่ไม่ค่อยได้ช่วยอะไรมากนัก ผมก็เลยโทรไปที่ ศ. Nokia Care ที่เราใกล้สุดตามที่ Nokia Careline แจ้ง คือ ศ. Nokia Care สาขา MBK แต่ไม่มีใครรับสาย ด้วยความสิ้นหวัง ก็เลยเข้า Live Chat ของ Nokia Care ผ่านเว็บ แล้วก็ได้คำตอบเดียวกับ Nokia Careline ในข้างต้น แต่รอบนี้ ได้เบอร์ ศ. Nokia Care สาขาอื่นๆ มาเพิ่มแล้วให้เราโทรไปสอบถาม ศ. Nokia Care อื่นๆ ที่ได้มาอีกรอบ แต่ท้ายที่สุด เจ้าหน้าที่ Live Chat ของ Nokia Care ก็แนะนำให้เข้าไปสอบถามที่ ศ. ที่ใกล้ที่สุด จะได้คำตอบที่ตรงที่สุด

โอเค … คือถ้าผมว่างมีเวลาเข้าไปที่ ศ. Nokia Care สาขา MBK ผมคงไม่โทรหา Nokia Careline หรือ Live Chat หรอก

อ่ะ ข้อเสนอให้ปรับปรุงในส่วนนี้คือ บริการ Nokia Careline และ Live Chat ควรจะมีข้อมูลในส่วนนี้ แม้จะมีคนสอบถามปีละ 2-3 หรือหลายสิบคน ก็ควรจะเป็นเรื่องที่ควรประเมิณได้ทางโทรศัพท์ เพราะไม่ได้เกี่ยวกับตัวเครื่องที่นำไปให้ช่างซ่อมที่ ศ. Nokia Care ตรวจสอบ ควรทำเหมือน check list แล้วเสนอราคาได้เลยว่าประมาณเท่าไหร่ คือไม่ต้องตรง 100% แต่พอจะเข้าใจ หรือเตรียมตัวได้เวลาเข้าไปที่ ศ. Nokia Care

โอเค จบเรื่องบ่นๆ ยาวๆ ด้านบน มาต่อว่าผมเปลี่ยนแบตเตอรี่มามีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

การเปลี่ยนแบตเตอรี่ของ Nokia Lumia 920 สำหรับเครื่องหมดประกันแล้วนั้น ทาง ศ. Nokia Care มีค่าใช้จ่ายให้เราชำระอยู่ 2 ส่วน คือ ค่าแบตเตอรี่และค่าดำเนินการซ่อม รวม 1,670 บาท (รวม VAT 7% แล้ว) โดยเป็นค่าดำเนินการซ่อมในใบรับเครื่องระบุไว้ 400 บาท ส่วนที่เหลือคือค่าแบตเตอรี่

โดยแบตเตอรี่ที่เปลี่ยนใหม่จะมีประกันตัวแบตเตอร์รี่ 1 ปีหลังจากเปลี่ยนแบตเตอรี่ไปแล้ว โดยทาง ศ. Nokia Care จะออกใบเสร็จให้เราเก็บไว้ และคืนแบตเตอรี่เก่าให้เราด้วย

ขั้นตอนการเข้าไปใช้บริการไม่มีอะไรมาก เข้าไปหยิบบัตรคิวแล้วบอกเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเครื่อง และเช็คประกันให้ (ของผมมันหมดประกันแล้ว ไม่ต้องเช็ค) แล้วเจ้าหน้าที่จะตรวจอะไหล่ว่ามีหรือเปล่า แต่พอดีว่าวันก่อนหน้าเข้าไป 1 วันไปสอบถามถึง ศ. Nokia Care มารอบแล้ว เพราะเหตุการณ์ข้างต้นนั้นแหละ แต่ไปตอน ศ. Nokia Care จะปิดแล้ว เลยเปลี่ยนไม่ทัน เลยทราบข้อมูลว่าอะไหล่แบตเตอรี่มีของ วันต่อมาเลยเข้าไป ซึ่งเมื่อมีอะไหล่ก็ทำเรื่องเปลี่ยน ระยะเวลาในการเปลี่ยนประมาณ 2 ชั่วโมง ไม่ต้องรอข้ามวัน แต่ยังไงผมก็แนะนำว่าให้ไปช่วงเช้าหรือเที่ยงๆ อย่าไปช่วงเย็น เพราะอาจจะต้องทิ้งเครื่องค้างคืน

พอได้ใบงานรับซ่อมก็มานั่งกินข้าว สรุปเคสผมใช้เวลาเปลี่ยนแบตเตอรี่ประมาณชั่วโมงครึ่ง โทรมาเรียกไปรับเครื่อง ผมก็ไปนั่งรอรับเครื่อง ไม่นานก็ได้เครื่องมาในสภาพโอเคเหมือนเดิม

ทั้งหมดก็หวังว่าจะเป็นข้อมูลสำหรับคนที่จะเข้าไปเปลี่ยนแบตเตอรี่ ของ Nokia Lumia รุ่นที่เปลี่ยนแบตเตอรี่เอง โดยผู้ใช้งานไม่ได้ครับ ;)

2Uc2Nu

 

แอพ Android บน Windows platform เป็นไปได้แค่ไหน?

เป็นงานเขียนที่เป็นแนวคิดแบบเร็วๆ ที่ในตอนแรกว่าจะเขียนสั้นๆ บน facebook แต่คิดว่าน่าจะต่อยอดวิธีคิด และสร้างวิธีคิดที่ละเอียดได้มากขึ้น เลยเขียนลงที่นี่น่าจะดีกว่า โดยมาจาก “ข่าวลือ” ที่ว่า Microsoft มีแผนให้แอพบน Android รันบน Windows และ Windows Phone ได้

ในความเห็นส่วนตัวมองว่า ในระยะยาว Microsoft จะไม่ได้อะไรจากการที่สามารถทำให้แอพบน Android นั้นรันบน Windows platform ได้ (ผมใช้คำว่า platform เพราะต้องการพูดรวมๆ ทั้ง Windows และ Windows Phone) เนื่องจากการทำแบบนั้น ย่อมเท่ากับทำลาย ecosystem ของตัวเองที่กำลังสร้างขึ้นในระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ซ้ำร้ายอาจจะทำลาย ecosystem ทั้งหมดที่ตัวเองมีมาอย่างยาวนานอีกด้วย

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น …. ต้องย้อนกลับไปดูว่า ecosystem ที่ตัวเองกำลังสร้างขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และยังเป็นอนาคตของ Microsoft อย่าง Windows Store apps และ Windows Phone apps นั้น การทำตามที่ข่าวลือออกมา อาจเป็นการทำลายความน่าสนใจใน ecosystem ลงโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นเรืองที่ร้ายแรงมาก เพราะถึงแม้ ในระยะสั้น กองทัพแอพของ Android ที่มาลงใน platform จะมหาศาลมาก สร้างความน่าสนใจต่อการดึงดูดผู้ใช้ และนักพัฒนาให้หันกลับมาใช้ Windows platform เพื่อใช้ และพัฒนาแอพ Android ได้ในระยะสั้นๆ แต่ในระดับ ecosystem ที่ตัวเองถืออยู่ก่อนแล้วจะไม่โต สุดท้ายจะไม่รอดทั้งหมด เพราะหมายถึงไปลดความสำคัญของ ecosystem ที่มีอยู่ และอาจรุกไปถึง การที่นักพัฒนาถอยห่างออกจาก .NET Framework ไปใช้ชุดพัฒนาอื่นๆ ที่เหมาะสมกับการพัฒนาบน Android แทน เพราะดันไปลดความได้เปรียบในการควบคุม platform ที่มีอยู่ในอดีตตให้กับ Google

แน่นอนว่าการไม่เอา Android ก็อาจจะทำให้การต่อสู้ระยะยาวมีปัญหา ในความคิดเห็นส่วนตัวมองว่าควรใช้ Mobile division ที่กำลังจะปิดดีลกับทาง Nokia มาเป็นประโยชน์ อาจจะสร้าง ecosystem กันชน (คล้ายๆ กับ Amazon) เพื่อเหยียบเรือสองแคมไปก่อนเพื่อสร้างความคุ้นเคยในตลาดที่ Microsoft ไม่ถนัด (ผมมองว่าไม่ถนัดอย่างมาก จากการเห็นลักษณะง่อยๆ ของ Windows Phone 8 ในช่วง 1 ปีกว่าๆ) โดยนำเอาประสบการณ์ของ Nokia ที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาโทรศัพท์ มาปรับปรุง ecosystem บน platform ของตนเอง ซึ่งจะเป็นเรื่องที่น่าจะดีกว่าในการทำกำไร และสร้างความคุ้นเคย พัฒนาซอฟต์แวร์อื่นๆ ให้ทำงานบน Android ให้ได้ดีมากขึ้น รวมไปถึงการเก็บค่าพัฒนา หรือเช่าใช้ตามแนวทางใหม่ของตัวเองด้วย

สำหรับตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดที่นำเอาแอพ Android มาทำงานบน platform ตัวเองแล้วไม่ประสบความสำเร็จอย่างสิ้นเชิง คือ BlackBerry ซึ่งในตัว BB 10 นั้น BlackBerry ได้ประกาศว่าสามารถที่จะพอตตัวแอพของ Android มาลงได้ไม่ยากนัก เพื่อหวังจะเพิ่มจำนวนแอพให้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และวิ่งไล่ทัน Android ในระยะเวลาอันสั้น โดยหวังว่าจะใช้ความได้เปรียบตรงนี้ในการจูงใจผู้ใช้ และนักพัฒนา ให้หันกลับมาพัฒนาแอพในระดับ native ในที่สุด ซึ่งในตอนแรกที่เปิดตัวก็ดูว้าวดี แต่สุดท้ายนักพัฒนาก็เอาง่ายเข้าว่าด้วยการพอตตัวแอพจาก Android มาทั้งหมดโดยไม่ได้ปรับปรุงให้เข้ากับประสบการณ์การใช้งานของ BB 10 ที่แตกต่างกันในหลายๆ ส่วน และในบางแอพยังมีประสิทธิภาพที่แย่ (ถึงแย่มาก) อีกทั้งตัว runtime ของ BB 10 ที่ใช้สำหรับให้แอพ Android ทำงานนั้น ก็กินทรัพยากรมากกว่า ซึ่งเป็นผลร้ายต่อประสบการณ์ในการใช้งานระยะยาวของกลุ่มผู้ใช้ที่แย่จนรับไม่ได้ในที่สุด

ถ้า Microsoft จะดำเนินตามแผนที่ BlackBerry เคยทำ อาจจะจบไม่สวยก็เป็นได้ …

 

 

 

แนวคิดการ Backup ทั้งบน Cloud และที่บ้าน

จากที่ผมเขียน แนวทางการ Backup ข้อมูล และ มาทำ Backup ไฟล์สำคัญจากมือถือและโน๊ตบุ๊ก ไปไว้บน Cloud กันดีกว่า!!! (Online Sync) จนผมมักพูดว่า “Backup พันวัน เอาไว้ใช้วันสำคัญวันเดียว … วันที่ข้อมูลมีปัญหา!!!” ซึ่งมีใจโดยสรุปดังนี้

  1. เพื่อป้องกันทั้งการ “ลบ” หรือ “ทำข้อมูลสูญหาย” ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ
  2. “กู้ข้อมูลเก่า” เนื่องจากแก้ไขข้อมูลปัจจุบันแล้วมีปัญหา หรือไฟล์ที่มีใช้งานไม่ได้ จึงต้องการกลับไปใช้ต้นฉบับก่อนหน้านี้
  3. ป้องกัน “สื่อเก็บข้อมูลเสียหาย” อันนี้สำคัญเก็บดีแค่ไหน ไอ้ตัวที่เก็บข้อมูลดันเสียเองก็จบกัน
  4. “โดนขโมย” อันนี้ปัจจัยควบคุมได้ยากสุดแต่เกิดขึ้นได้น้อยแต่ก็ต้องระวัง

ซึ่งเป็นการสรุปมา 4 ข้อ เจอกันบ่อยๆ คงจะเริ่มเห็นความสำคัญของการ Backup กันบ้างแล้ว ซึ่งแน่นอนว่า ก่อนทำการ Backup ต้องมีการแบ่ง และจัดระเบียบไฟล์ข้อมูลต่างๆ เพื่อจัดลำดับ ประเภท และความบ่อย ในการ Backup เป็นส่วนๆ เพื่อง่ายต่อการตั้งรูปแบบการ Backup ได้หลากหลาย รวดเร็ว และช่วยให้การ Restore ไฟล์กลับมานั้นรวดเร็วมากขึ้น

รูปแบบการ Backup นั้นมีหลายแบบ ตั้งแต่ระดับคนทั่วไปใช้ จนระดับบริษัทขนาดใหญ่โตนับพันล้านใช้ แต่เอาเหอะ เอาระบบบ้านๆ คนทั่วไปใช้งานดีกว่า ซึ่งผมขอแบ่งง่ายๆ 4 แบบ ที่คุ้นเคยกัน

  1. Unstructured หรือ Full (พวก Data Sync ก็แนวๆ นี้เหมือนกัน) – เป็นแบบง่ายๆ ตรงไปตรงมาครับ อย่างที่ผมบอกไปตั้งแต่ต้น copy ไว้หลายๆ ชุด แต่ต้องระวังว่าไฟล์ไหนเป็นไฟล์ล่าสุด ต้องจัดระเบียบไม่ดี เดี่ยวไป merge/replace ทับไฟล์ล่าสุดจะงานเข้าซะ ปรกติคนทั่วไปที่ไม่มีความรู้ทางเทคนิคมาก จะชอบใช้กัน เพราะที่ง่ายสุด และไม่ต้องใช้ซอฟต์แวร์พิเศษใดๆ ให้ยุ่งยาก แค่รู้วิธีการ copy-paste เป็นก็ทำงานได้แล้ว
  2. Full and Incrementals – คล้ายๆ ข้อแรก แต่มีซอฟต์แวร์มาช่วยจัดการให้ โดยจะมีการทำ copy ข้อมูลไว้เป็นไฟล์ๆ (ตามรูปแบบของแต่ละซอฟต์แวร์จัดการ อาจจะเป็นไฟล์เดียวใหญ่ๆ หรือแบ่งเป็นหลายๆ ไฟล์ก็ได้) แล้วเมื่อมีการสำรองข้อมูลครั้งต่อไปก็จะตรวจสอบเฉพาะไฟล์ที่มีการเปลี่ยนแปลง หรือถูกลบออกไปจากการ Backup ครั้งที่แล้ว แล้วทำการ mark/update เพื่อ Backup ไว้เป็นวัน และเวลานั้นๆ ต่อไปเรื่อยๆ เป็นลูกโซ่ ซึ่งช่วยประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บได้มาก ถ้ามีการ Backup ทุกวัน ไฟล์ที่ได้จากการ Backup แบบนี้มันเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ เวลาจัดเก็บไฟล์พวกนี้ต้องอยู่ครบทุกไฟล์ ต้องระวังให้ครั้งทำ Full-Incrementals ซ้ำไปซ้ำมาเป็นชุดๆ เพราะการเชื่อมไฟล์ Backup แบบนี้ ยิ่งเยอะจะยิ่งช้า และอ่านนานมาก ปรกติโดยส่วนตัวจะพยายามไม่ให้เกิน 14 ไฟล์ หรือขนาดไม่ใหญ่เกินไป (สัก 100GB – 150GB กำลังพอไหว) เพราะป้องกันไฟล์บางไฟล์เสียหาย หรือซอฟต์แวร์เปิดไฟล์ทั้งหมดไม่ได้ เพราะมีขนาดใหญ่เกินไป
  3. Full and Differential – อันนี้คล้ายกับตัวที่สอง ต่างกันเล็กน้อยตรงที่ เมื่อมีการสำรองข้อมูลครั้งต่อไปก็จะตรวจสอบเฉพาะไฟล์ที่มีการเปลี่ยนแปลง หรือถูกลบออกไปล่าสุดจากการ Backup ตัว Full แล้วทำการ mark/update เพื่อ Backup ไว้เป็นวัน และเวลานั้นๆ ไปเรื่อยๆ เวลากู้คืนกลับมาใช้ไฟล์ Full และตัวไฟล์ที่ Backup ตัวล่าสุด หรือวันที่ต้องการ แค่ 2 ส่วนก็กู้คืนได้แล้ว ซึ่งข้อดีคือ เร็วทั้งการอ่าน และเขียนไฟล์ รวมไปถึงลดความเสี่ยงต่อการสูญหายของไฟล์แต่ละส่วนก็น้อยกว่า แต่มีข้อเสียที่ เสียพื้นที่เยอะกว่าแบบข้อที่ 2 มาก
  4. Versioning with File System – อันนี้เป็นแบบที่ไม่ค่อยมีใครใช้กันสักเท่าไหร่ เพราะมันถูกจัดการด้วยตัว OS เองเป็นหลักเลย โดยผมขอยกตัวอย่างใน Windows 8 ชือ File History และใน Windows 7 ชื่อ Previous Versions โดยหลักการง่ายๆ คือระบบจะทำการสำรองข้อมูลของเราเป็น restore point หรือ snapshot  เมื่อเรา save ข้อมูลไว้อีกชุดนึงไว้ เวลาจะเรียกกลับมาก็แค่คลิ้กขวา restore กลับไปตามวันและเวลาที่มัน Backup ไว้ล่าสุด วิธีนี้ง่ายๆ แต่ผมนานๆ ใช้ที ดูแล้วมันทำงานบ้างไม่ทำงานบ้าง ยัง งงๆ อยู่ว่าทำไม อาจจะเพราะตั้งค่ามันเก็บข้อมูลให้ใช้พื้นที่น้อยไปหน่อยเลยมีค่าเฉลี่ยของ ครั้งที่สำรองข้อมูลของไฟล์บางชนิดน้อยลงไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ผมจะใช้ตอนรีบเร่งจริงๆ เท่านั้น ออกแนวมีไว้อุ่นใจเป็นหลัก

จากข้อมูลสรุปๆ ผมก็เขียนเรื่องแนวๆ นี้ซึ่งก็มี แนวทางการ Backup ข้อมูล (ฉบับปรับใหม่) และ วิธีเก็บไฟล์รูปภาพให้อยู่กับเรานานๆ อีกด้วย

แน่นอนว่าในยุคที่เรามีการใช้ Cloud Storage กันอย่างกว้างขวาง ส่วนตัวแล้วไม่ได้ใช้ Cloud Storage  แค่ช่วยในการ Backup ข้อมูลเท่านั้น แต่ผมยังใช้ในการทำงานระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ และมือถือที่ทุกๆ เครื่องสามารถเข้าถึงไฟล์ใน Cloud Storage ได้เหมือนๆ กันทุกเครื่อง ทำให้ไม่ต้องพก Flash Drive หรือ External Hard drive ไปๆ มาๆ ลดโอกาสสูญหาย และหลงลืมได้ ขอให้มี internet เพื่อเข้าถึง Cloud Storage ที่ใช้อยู่ได้ก็เพียงพอ

โดยปรกติตอนนี้ผมใช้ Cloud Storage อยู่หลักๆ 3 ตัวคือ SkyDrive เป็นตัวหลัก SkyDrive Pro เป็นที่เก็บไฟล์สำคัญบางอย่าง และ Dropbox เป็นส่วนสำหรับแชร์ทำงานกับลูกค้า โดยไม่ว่าจะมือถือหรือคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะสามารถเข้าถึง Cloud Storage ทั้ง 3 ตัวนี้ได้ทั้งหมด แน่นอนว่าจะมีส่วนหนึ่งที่ใช้ Cloud Storage แบบเฉพาะ ที่ไว้จัดเก็บ Source code ซึ่งผมจะใช้ BitBucket.org ในการเป็น source code revision control (Git) ในการช่วยแบ่งเบาภาระของ SkyDrive, SkyDrive Pro และ Dropbox ไปอีกชั้นหนึ่ง

แน่นอนว่ามี Cloud Storage ในการจัดเก็บ แชร์ไฟล์งานระหว่างเครื่อง และกลุ่มการทำงานแล้ว ก็ต้องมีการ Backup ส่วนนี้ไว้เองที่บ้านด้วย (ต่อไปจะใช้คำว่า Local backup) ด้วยเช่นกัน เพราะต้องนึกถึงความเสี่ยงที่ระบบ Cloud Storage จะล่ม ซึ่งผมได้แบ่งกลุ่มไว้กว้างๆ อยู่ 3 กลุ่มคือ

1. กลุ่มสำคัญสูงสุด จะใช้  Cloud Storage และทำ Local backup ไปพร้อมๆ กัน โดยแยกไว้ 2 พวกย่อย คือ
– ไฟล์งานเอกสารที่หายไม่ได้ จะ backup ไว้ 2 ส่วน คือ ไว้บน Cloud Storage (SkyDrive/Dropbox ) และ HDD External ที่ตั้ง daily backup ทุกวัน (เปิดเครื่องทิ้งไว้ตอนกลางคืน ให้ Acronis True Image ทำการ Full and Incrementals backup)
– ไฟล์ source code และต้องทำ source code revision control จะ Backup ไว้ 2 ส่วน คือ ไว้บน BitBucket.org และ HDD External ที่ตั้ง daily backup ทุกวัน (เปิดเครื่องทิ้งไว้ตอนกลางคืน ให้ Acronis True Image ทำการ Full and Incrementals backup)

2. กลุ่มสำคัญมาก จะทำ Local backup เท่านั้น ได้แก่พวกไฟล์รูปภาพ หรือไฟล์ความทรงจำต่างๆ มักจะให้ความสำคัญสูงมาก หายไม่ได้ มีขนาดใหญ่ที่ไว้บน Cloud Storage ลำบาก ต้องมี 2 สำเนาเสมอบน HDD External โดยใช้ลักษณะการ Full data sync ต่าง HDD External ทุกครั้งที่มีข้อมูลใหม่ (ทำ Full data sync ผ่าน SyncToy)

3. กลุ่มสำคัญ จะทำ Local backup เท่านั้น ได้แก่พวกพวกไฟล์วิดีโอ (จำพวก เอ็มวีหายาก ไฟล์หนังหายากที่ rip จากแผ่นที่เก็บไว้ ป้องกันแผ่นเสีย), ไฟล์อีบุ๊ค, ซอฟต์แวร์ที่คัดลอกไว้เพื่อไว้สำหรับติดตั้งในอนาคต มีขนาดใหญ่ที่ไว้บน Cloud Storage ลำบาก ซึ่งส่วนใหญ่จะมี 2 สำเนาบน HDD External เสมอ และ Full data sync ต่าง HDD External เดือนละครั้ง (ทำ Full data sync ผ่าน SyncToy)

จากทั้งหมดที่กล่าวมา จะเห็นว่าผมพยายามปรับปรุงการ backup ให้รัดกุมที่สุด และถ้าได้ติดตามในตอนก่อนๆ จะเห็นว่ามีการปรับปรุงให้เรียบง่ายมากขึ้น ไม่ซับซ้อนเหมือนตอนก่อนๆ แน่นอนว่า หลายๆ คนคงให้เหตุผลว่าทำไมไม่ใช้ RAID ร่วมด้วย คือต้องอธิบายก่อนว่า RAID นั้นช่วยเรื่อง uptime เป็นหลัก ซึ่งเหมาะกับ Server และการให้บริการอย่างต่อเนื่อง การนำมาใช้ในการสำรองข้อมูลที่เน้นคงทน และสามารถกู้ข้อมูลกลับมาในวันก่อนๆ ได้นั้นยังคงเป็นจุดอ่อน รวมไปถึงมีจุดอ่อนในส่วนของ RAID Controller มีปัญหา หรือ File System เสียหายจนใช้งานไม่ได้ด้วย ซึ่ง RAID นั้นไม่ช่วยอะไรในกรณีนี้ ฉะนั้นการสำรองข้อมูลต่าง HDD แบบแยกออกเป็นอุปกรณ์ และทำ Full data sync จะดีกว่าสำหรับไฟล์แนวๆ ตัวอย่างที่ผมใช้ประจำคือ Server ที่ผมดูแลนั้นมีการใช้ RAID และยัง backup ข้อมูลต่างชุด HDD รวมไปถึงงานที่ซีเรียสมากๆ ผมจะ backup ต่างเครื่อง ด้วยซ้ำไป

สรุปผลจากทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ช่วยชีวิตผมมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แม้ใช้งบเยอะหน่อย แต่ไฟล์งานสำคัญปลอดภัยผมถือว่าคุ้มค่าครับ

 

วิเคราะห์ และ ถาม-ตอบ ปัญหาการจัดซื้อ แท็บเล็ต OTPC โซน 1-2 ป่วน เหตุบริษัทเสิ่นเจิ้นปิดกิจการ

เนื้อความด้านล่างต่อไปนี้ เป็นเนื้อความที่อ้างอิงคำถามที่ได้จากข่าว แท็บเล็ต OTPC โซน 1-2 ป่วน บริษัทเสิ่นเจิ้นปิดกิจการยอมเสียเงินค้ำประกัน 120 ล้านบาท โดยอ่านความคิดเห็นบางส่วน แล้วนำมาเป็นคำถาม และให้มิตรสหายข้าราชการท่านหนึ่งที่มีประสบการณ์ในด้านจัดซื้อ ออก TOR และตรวจรับ ซึ่งทั้งหมดที่ตอบทั้งหมด เพื่อสร้างความเข้าใจบางส่วนที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงครับ


ผมขออนุญาตในการเขียนถามตอบเนื่องจากยังมีหลายท่านที่เข้าใจในระบบราชการที่คลาดเคลื่อนไปเสียส่วนมาก อนึ่งในการเขียนถามตอบครั้งนี้ มิได้หวังให้มุ่งเน้นในเรื่องของการเมือง แต่เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และระเบียบราชการ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่น่าอยู่ แก่ลูกหลานเราในอนาคต

เริ่มแรก ขอให้ท่านรู้จัก ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 โดยระเบียบ 2 ตัวนี้ เป็นเหมือนกฎหลักที่ทุกหน่วยงานในประเทศไทยจะต้องใช้เพื่อการจัดซื้อจัดจ้าง จัดหา ให้ได้มาเพื่อ วัสดุสิ่งของ

Q: มาเลเซียเค้าดีลกะกูเกิ้ลโดยตรงเลย ทำไมไทยไม่เอาแบบนั้นหละ กูเกิ้ลเค้าไม่ปิดหนีหรอกมั้ง
A: การที่ไทยไม่ดีลกับ Google โดยตรง ต้องพิจารณาว่า เมื่อมีปัญหาในการส่งซ่อม ส่งเคลม ทาง Google สามารถจะสนับสนุนในส่วนนี้ได้หรือไม่ ซึ่งจะต้องเป็นเรื่องที่จะพิจารณากันอีกครั้ง

Q: ดีลกับกูเกิ้ลตรงไม่ได้ครับ ต้องศึกษาระบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐก่อนนะครับ มันต้องร่าง TOR และประมูลหาคนมาดำเนินการ โดยจะต้อง “ประหยัดเงินต่อรัฐ” ได้มากที่สุด ถ้าไปดีลกับกูเกิ้ลโดยตรง ถึงจะได้ของดี แต่รัฐโดนฟ้องแน่นอนครับ ปล.อันนี้ในกรณีตัดเงื่อนไขเรื่องโกงหรือไม่โกงออกไปเลยนะครับ
A: ถูกต้องครับ เพิ่มเติม สิ่งที่จะตามมาคือ การกีดกันทางการค้า ยกตัวอย่างในวงการคอมพิวเตอร์แบนด์ไทย ATECH หรือ POWELL พยายามต่อสู้ในส่วนนี้อยู่ หากเรายึดถือแบนด์ต่างชาติมากไป โอกาสที่จะไม่เกิดการแข่งขันย่อมมีสูง แบนด์ไทย เราจะตายเลยครับ

Q: TOR ก็ออกมาจากคนที่ฮัวะประมูล แบบก็เขียนมาจากคนฮัวะ… ตั้งเงื่อนไขให้ตัดชาวบ้านได้มากสุดต้องมีพอร์ทดีลกับรัฐมูลค่า xxx นู่นนี่ พอถึงเวลาก็จัดบ.ที่เข้าเงื่อนไขไปซื้อซองประมูล บ.ที่หลุดเข้ามาได้ก็เคลียร์จะเอาเท่าไหร่ไม่ต้องมาเสียเวลาแข่ง ตอนยื่นประมูลก็นัดกันว่า จะกดกี่คลิ้กพอ… จบการประมูลใครชนะจ่ายเองก่อน 20-30… แล้วไปรอเงินค่าทำที่ตามงวดเบิกนะจ้ะ
ปล. ทั้งหมดเดาเอา…ตัดเรื่องเป็นไปได้หรือไม่ ออกได้เลยครับ
A: ในวงการอย่างนี้มีไหม บางครั้งคำตอบก็ไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่เราสามารถแก้ไขได้ครับ ในการเขียน TORที่วงเงินเกินกว่า 2 ล้านบาทและต้องจัดหาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะต้องมีคณะกรรมการร่าง TOR เมื่อคณะกรรมการร่างเสร็จ ก็จะประกาศให้ประชาชนมาพิจารณ์ ร่างว่า ร่างดังกล่าวมีความถูกต้องเหมาะสม หรือมีการฮั้วประมูลหรือไม่ ส่วนนี้ ประชาคม Blognone ก็สามารถมีส่วนร่วมในทุกโครงการเกี่ยวกับงานไอทีได้ทั้งหมดครับแต่การจะมีส่วนร่วมในร่างดังกล่าว จะต้องทำอย่างเปิดเผย คือเปิดเผยว่าเราเป็นใคร มีความเห็นกับร่างดังกล่าวอย่างไร และความเพิ่มหรือลดข้อความไหน โดยปราศจากอคติ และมีข้อมูลทางวิชาการสนับสนุน

Q: แล้วทำไม Tablet สส ยึดสเปคเป็น iPad ได้ละครับ ทั้งที่มาตรฐานราคาแพงหูฉี่เลยละนั่น แถมไม่ยักโดนฟ้องด้วยนะ
ถ้าจะอ้างความน่าเชื่อถือ แล้วทำไม Tablet เด็ก ไม่เลือกที่น่าเชื่อถือได้มากกว่านี้ล่ะ ของพวกนี้มันกำหนดสเปคใน TOR ตามใจคนจะซื้อได้อยู่แล้ว แถมบริหารจัดการห่วยๆ จนเค้าด่ากันทั้งบ้านทั้งเมือง
A: เรื่องของ tablet ของสส.ที่เป็น iPad อย่างแรกออกตัวไว้ก่อนว่า ตัวผมเองไม่เห็น TOR จริงแต่สามารถให้ข้อคิดเห็นได้ว่า การเขียนสเปคของ iPad สามารถทำได้เนื่องจากถึงแม้เราจะกำหนดระบบปฏิบัติการ แต่เราไม่ได้กำหนดเครือข่ายที่ใช้ นั่นก็ทำให้เกิดการแข่งขันในเบื้องต้น ก็ทำให้ tablet ของ สส. จึงสามารถเป็น iPad ได้
อย่างที่ สอง ในการประมูล tablet ของสส. ย่อมมีวงเงินเกินกว่า 2 ล้านบาท ก็ย่อมเข้าการจัดหาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ และมีการพิจารณ์ TOR เมื่อไม่มีการแก้ไข TORในส่วนที่สำคัญ ก็สามารถประมูลได้อย่างถูกต้องครับ

Q: ส่วนตัวผมคิดว่า ก่อนการประมูลน่าจะมีการประเมินผู้เข้าร่วมประมูลก่อน และหลังจากการประมูลถ้ าราคาประมูลถูกหรือแพงกว่าราคากลางมากๆ ก็ควรจะมีการทบทวนอีกภายหลังครับ
A: เราสามารถกำหนดใน TOR ได้ครับว่า ผู้รับจ้าง จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร เช่น จะต้องมีประสบการณ์ในการรับจ้างโครงการในลักษณะเดียวกันในวงเงิน กี่ล้าน จำนวนกี่โครงการ แต่การเขียน TOR ในลักษณะนี้ ก็จะสามารถมองได้ว่าเป็นการกีดกันรายใหม่ๆ ที่จะเข้าประมูลได้เหมือนกันครับ

Q:บริษัท เสิ่นเจิ้นชนะการประมูลด้วยราคาที่ต่ำกว่าราคาตั้งต้นมาก ต่ำกว่าเจ้าอื่นมากๆ และถ้ามีแนวโน้มที่จะเกิดเหตุแบบนี้ ผมจึงมองว่าน่าจะมีอะไรที่ควรพิจารณามากกว่าแค่เรื่องราคา เป็นตัวหลักในการตัดสินใจ ครับ
A: โดยปกติการประมูลด้วยการเคาะราคาทางอิเล็กทรอนิกส์เกิดขึ้นบ่อยครั้งที่ บริษัทที่ชนะการประมูล ประมูลได้ในราคาต่ำมาก เช่น วงเงินที่ตั้งไว้เป็นงบประมาณ 2,500,000 บาท แต่ผู้ชนะการประมูล ประมูลได้ที่ 190,000 บาท ซึ่งมาจากการเคาะราคาที่ผิดพลาด คณะกรรมการ สามารถพิจารณายกเลิกการเคาะราคา หรือกำหนดให้มีการเคาะราคาครั้งใหม่ได้ ในส่วนของเสิ่นเจิ้น กรณีนี้ไม่เข้าในส่วนแรกที่กล่าวมา ในเรื่องของการพิจารณาความน่าเชื่อถือของบริษัทที่เข้าประมูล ก็จะพิจารณาจากคุณสมบัติที่กำหนดในคราวแรกครับ ดังนั้นไม่ว่ากรณีใด ก็ไม่สามารถจะห้ามมิให้เสิ่นเจิ้นเข้าทำสัญญาในฐานะผู้ชนะการประมูลได้เลย

Q: อ่านข่าวแล้วปลง จำได้ว่าเคยมีเรื่องกับฝ่ายพัสดุอยู่ครั้งหนึ่งเรื่องจัดซื้อครุภํณฑ์คอมพิวเตอร์ คำตอบที่ได้จากหัวหน้าฝ่ายพัสดุตอนนั้นคือ “ของแพงคุณภาพดีให้ซื้อไว้ใช้เองที่บ้าน แต่นี่หน่วยงานราชการเค้ากำหนดให้ซื้อของถูกที่สุด” เขียน spec HP ส่งไป…แต่ได้ของเป็นคอมฯประกอบ…เหตุผลคือมันถูกที่สุด.
A: ข้อแนะนำจากประสบการณ์ การเขียน TOR เพื่อกันไม่ให้เครื่องประกอบชนะการประกวดราคา สามารถทำได้อย่างถูกต้องตามระเบียบครับ
โดยเพิ่มคำว่า “ตัวเครื่อง, จอภาพ, คีย์บอร์ด และเมาส์ ต้องมีเครื่องหมายการค้าเดียวกัน โดย 
ประทับตราเครื่องหมายการค้านั้นไว้บนอุปกรณ์อย่างถาวร”
ถ้าอยากได้แบรนด์ดี ก็เพิ่มว่า “ผู้รับจ้างจะต้องได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากบริษัทที่มีเครื่องหมายการค้าของอุปกรณ์ข้างต้น”

Q: เคยคุยกับข้าราชการ คือมันมีระเบียบอยู่ว่าซื้อของที่แพงกว่าราคาประมูลถูกสุดได้ครับ แต่คณะกรรมการที่อนุมัติต้องโดนสอบแน่ๆ (เพราะคนให้ราคาถูกสุดจะต้องร้องเรียน)
ทีนี้การที่คณะกรรมการโดนสอบมันใช้เวลาหลายปีครับ กว่าจะสรุป
ระหว่างนั้นข้าราชการที่โดนสอบก็แป๊กครับ ตำแหน่งไม่ขึ้น เงินเดือนไม่ขึ้น ย้ายไม่ได้
กรรมการเลยเลือกใช้เฉพาะถูกสุดแทนเพื่อไม่ให้มีปัญหาภายหลัง
A: จริงๆแล้วคณะกรรมการพิจารณาจากเอกสารที่ทำเสนอไปครับ และในวันที่เปิดซองสอบราคานั้น เราสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้ ถ้าเคยค้าขายราชการจะทราบว่าซองที่จะเสนอมี 2 ส่วนคือ
1. ซองคุณสมบัติผู้รับจ้าง
2. ซองราคา
ถ้าท่านมั่นใจว่าท่านส่งเอกสารครบถ้วน ท่านสามารถเข้าไปนั่งดูการเปิดซองได้ครับโดยเฉพาะซองคุณสมบัติผู้รับจ้าง บ่อยครั้งส่งไม่ครบ แต่ที่ชนะการประมูลนั้นคณะกรรมการพิจารณาแล้ว ว่าก็ส่งกันไม่ครบหลายราย จึงไม่เอามาพิจารณาตัดตก ตามหลักการแล้ว จะต้องเปิดซองที่ 1 ซองคุณสมบัติผู้รับจ้างเสียก่อน ถ้าส่งเอกสารไม่ครบแม้แต่ 1 ใบอย่างใบจดทะเบียนบริษัท คณะกรรมการจะต้องไม่เปิดซองราคา ส่วนที่ 2 อย่างเด็ดขาด และปรับให้ ตกทันที

สรุป
กรณีศึกษานี้ ในความเห็นส่วนตัวที่โครงการล้ม น่าจะเกิดจาก

1. ปัญหาของ TOR ที่ไม่มีความชัดเจนในเรื่องของ spec ไม่เกิดความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนในอนาคต ซึ่งพบบ่อย ยกตัวอย่างเช่น TOR ระบุ จะต้องส่งมอบ OS เป็น Windows 7 ลิขสิทธิ์ถูกต้อง พร้อมแผ่นติดตั้ง ซึ่ง ณ เวลาปัจจุบัน Microsoft ไม่มีแผ่นติดตั้ง Windows 7 ขายในไทยอย่างเป็นทางการแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ PC ณ เวลานี้มาพร้อม Windows 8 ผู้ขายก็เกิดปัญหา กรรมการก็เกิดปัญหาเพราะไม่สามารถตรวจรับให้ตรงกับ TOR ได้ทั้งๆที่รู้แก่ใจว่า Windows 8 นั้นใหม่กว่า
TOR ที่ถูกที่สุด ควรระบุ ไว้ว่า OS เป็น Windows 7 หรือสูงกว่า โดยได้รับสิทธิ์การใช้งานอย่างถูกต้องจาก Microsoft

2. เรื่องค่าปรับ โดยปกติในการจัดซื้อจัดจ้างจะมีในส่วนนี้อยู่แล้ว ตาม ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อที่ 134 กำหนดไว้ว่า การซื้อ/จ้าง ให้กำหนดค่าปรับเป็นรายวันอัตราตายตัว ระหว่างร้อยละ 0.01-0.20 ของราคาพัสดุที่ยังไม่ได้รับมอบ แต่ในข้อที่ 136 ของระเบียบเดียวกันก็สามารถแก้ไขได้ครับ โดยกำหนดว่าสัญญาหรือข้อตกลงเป็นหนังสือ(รวมทั้งรายละเอียดประกอบที่เป็นส่วนหนึ่งของสัญญา)ที่ลงนามแล้วจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงมิได้ เว้นแต่

  • จะมีความจำเป็นโดยไม่ทำให้ราชการเสียประโยชน์
  • หรือ เป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์แก่ราชการ
  • ให้อยู่ในอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการพิจารณาอนุมัติให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงได้
  • ในกรณีมีการเพิ่มวงเงินต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณด้วย
  • การจัดหาที่เกี่ยวกับความมั่นคงแข็งแรงหรืองานเทคนิคพิเศษเฉพาะอย่างต้องได้รับการรับรองจากวิศวกร/ผู้ชำนาญการก่อน

ในกรณีนี้ไม่สามารถแก้สัญญาได้เลยแม้ว่าเมื่อยกเลิกจะทำให้ราชการเสียหายเพราะ บ.เสิ่นเจิ้นขอลดค่าปรับ แต่ไม่ได้เพิ่มมูลค่า tablet หรือจะส่งมอบเนื้องานเพิ่มเติม ทำให้ยังไงทาง คณะกรรมการก็ไม่สามารถ ลดค่าปรับหรือละเว้นค่าปรับให้ได้เลย เมื่อไม่มีทางไป ผลก็เลยออกมาตามข่าวที่ปรากฏข้างต้นนี้เอง

 

CEO คนใหม่ของ Microsoft “Satya Nadella” คนที่ป๋าเลือกมาแล้ว!!! (The Chosen One)

หลังจากหลายสำนักข่าวต่างคาดเดา และวิเคราะห็กันอย่างมากมายว่าใครจะมาเป็น CEO คนใหม่ของ Microsoft มาวันนี้ช่วงประมาณ 3 ทุ่มประเทศไทย (เช้าวันใหม่ที่อเมริกา) Microsoft ก็ได้ประกาศ CEO คนใหม่ อย่างเป็นทางการ นั้นคือ Satya Nadella ซึ่งเค้านั้นทำงานใน Microsoft มากว่า 22 ปี ซึ่งคงเข้าใจวัฒนธรรมบริษัทขนาด ใหญ่อย่าง Microsoft เป็นอย่างดี และคงสานงานต่อได้อย่างราบรื่นได้ไม่ยากนัก

2014-02-04_220920

Satya Nadella เป็น CEO คนที่ 3 ต่อจาก Steve Ballmer และ Bill Gates ซึ่งถือเป็นคนแรกของ Microsoft ที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทมาแต่เริ่มต้น

โดยพื้นฐาน Satya Nadella เป็นคนสาย internet และ cloud based เค้าเป็นคนที่มีประสบการณ์สูงมาก ซึ่งเคยดูแลหรือมีส่วนร่วมทั้ง Bing, Windows server, Database server, Developer tools, Azure และ Office 365 ซึ่งน่าจะเหมาะสมกับการนำพาอนาคตของ Microsoft ที่มุ่งไปแนวทาง Devices & Services ได้เป็นอย่างดี เพราะยุคที่ application ต่างๆ ถูกย้ายขึ้น internet และ cloud ซึ่งยังเป็นการประกาศตัวว่า Microsoft เอาจริงมากขึ้นในตลาดนี้

แต่น่าสนใจคือ เค้ามีผลงานไม่เด่นชัดในด้าน Devices มากนัก แต่จากที่คิดไว้ Bill Gates ที่ในตอนนี้ได้ลงจากตำแหน่ง Chairman ของ Microsoft ได้มาเป็น Technology Advisor แทน (ส่วนตำแหน่ง Chairman ของ Microsoft ที่ว่างลงนั้นให้ John W. Thompson รับตำแหน่งต่อไป) ซึ่ง Bill Gates นั้นมีวิศัยทัศน์ที่ยาวนานในโลกไอที น่าจะช่วยให้คำแนะนำงานด้าน Devices ไปได้อย่างราบรื่น แต่สุดท้ายแม้จะมีผู้ให้คำปรึกษาดีเพียงใด คนที่ต้องตัดสินใจคือ เค้าเอง ฉะนั้นคงเป็นงานท้าทายของเค้าอยู่ดี เราคงต้องลุ้นกันต่อไปว่า ความสดใหม่ในสายงาน Devices นี้ของเค้า และที่ปรึกษาที่เก๋าเกมในโลกไอที จะมาช่วยให้ Microsoft ก้าวกลับมายืนที่จุดสูงสุดเหมือนในอดีตได้หรือไม่