รีวิวใช้งานจริงกับ HP Deskjet Ink Advantage 3545 ตอนที่ 2

ต่อจาก รีวิวใช้งานจริงกับ HP Deskjet Ink Advantage 3545 ตอนที่ 1 ในตอนที่ 2 นี้จะพูดถึงการนำ HP Deskjet Ink Advantage 3545  มาพิมพ์รูปถ่าย และเอกสารผ่านแท็บแล็ต-มือถือต่างๆ กัน

โดยอุปกรณ์ที่นำมาทดสอบให้ดูมีดังต่อไปนี้
– iPad (iPad Air)
– Android Tablet (Lenovo IdeaTab A3000)
– Android Phone (LG G2)
– Windows RT 8.1 (Surface RT)

ตัวอย่างการเชื่อมต่อแบบ Wireless Direct เข้ากับมือถือ Android

ในบางครั้ง เราไม่ได้เชื่อมต่อ internet อาจจะพบปัญหาได้ เราย้อนกลับมาที่ความสามารถ Wireless Direct ที่สามารถเชื่อมต่อกับ HP Deskjet Ink Advantage 3545 ได้โดยตรง โดยเราสามารถเชื่อมต่อได้ผ่านเมนู WiFi ได้โดยตรง และกรอกรหัสผ่านตามที่เครื่องได้สุ่มไว้ให้เรา

Screenshot_2014-07-06-23-24-42_thumb[2] Screenshot_2014-07-06-23-25-07_thumb[2]

Read moreรีวิวใช้งานจริงกับ HP Deskjet Ink Advantage 3545 ตอนที่ 2

รีวิวใช้งานจริงกับ HP Deskjet Ink Advantage 3545 ตอนที่ 1

รีวิวนี้ค่อนข้างยาวพอสมควร เพราะในตอนแรกกะว่าจะเขียนตอนเดียวจบ แต่หลังจากใช้งานเครื่องพิมพ์ HP Deskjet Ink Advantage 3545 e-All-in-One Printer  (ต่อไปจะเรียก HP Deskjet Ink Advantage 3545) แล้วพบว่ายิ่งใช้ ยิ่งปรับแต่ง ยิ่งพบความสามารถที่มากมายจนเขียนตอนเดียวไม่หมด ผมจึงแบ่งออกมาเป็น 3 ตอนขั้นต่ำ และในขณะที่เขียนตอนที่ 1 อยู่ ตอนที่ 3 ยังเขียนไม่ครบเลย

  1. พูดถึงความสามารถโดยรวม และการใช้งานร่วมกับ HP Connected และ Google Cloud Print และทดสอบพิมพ์ผ่าน Android Phone (LG G2) และ Android Tablet (Lenovo IdeaTab A3000)
  2. พูดถึงการพิมพ์รูปถ่าย และเอกสารผ่านแท็บแล็ต-มือถือ
    – iPad (iPad Air)
    – Android Tablet (Lenovo IdeaTab A3000)
    – Android Phone (LG G2)
    – Windows RT 8.1 (Surface RT)
  3. จัดการเครื่องระยะไกลและการสแกนเอกสาร (Webscan, HP Scan and Capture และ HP AiO Remote)

โดยผมได้ HP Deskjet Ink Advantage 3545 มาใช้สักพักใหญ่ๆ มันเป็นเครื่องพิมพ์แบบมัลติฟังก์ชั่นแบบหมึกพ่น หรือ Ink Jet ที่มีความสามารถไม่ใช่แค่พิมพ์ภาพสวย แต่ยังพ่วงเอาความสามารถมัลติฟังก์ชั่นแบบไร้สายเอาไว้ด้วย โดย HP Deskjet Ink Advantage 3545 นั้นถูกผลิตมาช่วยให้การทำงานของเราสะดวกสบายมากขึ้นด้วยความสามารถในการควบคุมผ่านเครือข่ายไร้สาย (WiFi) และแบบ Cloud แบบเต็มที่ โดยมีความสามารถแบบย่อๆ คือสามารถ Print, Copy, Scan และ Photo ได้ในเครื่องเดียว แน่นอนว่าช่วยให้เราสามารถทำงานได้คล่องตัว พร้อมกับการรับประกันสินค้า 2 ปี และรูปแบบการรับประกันแบบใหม่ที่เรียกว่า Smart Friend โดยทั้งหมดในราคาไม่ถึง 4,000 บาท

Smart Friend เป็นบริการรับส่งเครื่องถึงที่ เวลาเครื่องของเรามีปัญหาสามารถให้พนักงาน HP มารับไปซ่อมได้เลยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปศูนย์แต่อย่างใด ซึ่งจะครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ นอกจากนี้ก็ยังมีบริการเสริมอื่นอีกได้แก่ บริการรับ-ส่งซ่อมเครื่องถึงบ้าน ให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ตลอด 24 ชม. บริการกู้คืนข้อมูล บริการตรวจเช็คสภาพผลิตภัณฑ์ บริการรับซ่อมทันใจ สอบถามความพึงพอใจหลังให้บริการ

โดยเรามาพูดถึงความเร็วในการพิมพ์นั้นอยู่ที่ประมาณ 8 แผ่นต่อนาที จากที่ลองใช้จริงจะอยู่ประมาณ 6 แผ่นกว่าๆ ด้วยการพิมพ์เอกสารปรกติทั่วไป ส่วนรูปถ่ายนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 2-4 แผ่นต่อนาที (กระดาษขนาด 4×6”) โดยความละเอียดในการพิมพ์ภาพสีอยู่ที่ 4800 x 1200 dpi บนกระดาศสำหรับพิมพ์ภาพถ่าย ส่วนสีดำอยู่ที่ 1200 x 600 dpi บนกระดาษทั่วไป

DSC_7643

ตัวเครื่อง และสิ่งที่ให้มา

ตัวเครื่องนั้นเป็นพลาสติกมันวาว ฝาด้านบนเป็นสีดำด้าน มีหน้าจอ LCD ขนาด 2 นิ้ว แบบ Hi-Res Mono LCD ถาดใส่กระดาษได้ประมาณ 100 แผ่น และถาดรับกระดาษเมื่อพิมพ์เสร็จได้ 30 แผ่น สามารถพิมพ์หน้าหลักได้อัตโนมัติโดยไม่ต้องกลับหน้าเอง (Automatic Duplex) และการพิมพ์แบบไร้ขอบ (Borderless printing) ซึ่งขนาดกระดาษมาตราฐานที่ใช้ได้คือ A4, A5, B5, DL, C6, A6, และแบบปรับแต่งเองอยู่ที่ขนาดกว้าง 76 – 216 mm และยาว 127 – 356 mm โดยตัวเครื่องสามารถแสกนเอกสารแบบไร้สายได้ โดยการสั่งแสกนผ่านทางแอพเพื่อ Remote scan และผ่านเว็บด้วยความสามารถ Webscan ได้ด้วย ซึ่งเดี่ยวจะพูดถึงต่อไป

ส่วนอีกความสามารถคือ มันทำตัวเป็นเครื่องถ่ายเอกสาร โดยแสกนแล้วพิมพ์ในการใช้งานฟังก์ชั่น Copy ได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์แต่อย่างใด

DSC_7636 DSC_7637

สำหรับตลับหมึกที่ให้มานั้นเป็น HP 678 Black ที่พิมพ์สีดำได้ประมาณ 480 หน้า และ HP 678 Tri-color ที่พิมพ์สีได้ประมาณ 150 หน้า  (ตามสเปคที่ให้มา) โดยหมึกทั้ง 2 รุ่นนี้จะมีหัวพิมพ์อยู่ที่ตลับหมึกเลย เปลี่ยนตลับก็เปลี่ยนหัวพิมพ์ไปพร้อม ๆ กันด้วย

DSC_7630 DSC_7638

ความสามารถโดดเด่นของเครื่องรุ่นนี้คือ การทำงานร่วมกับเครื่องแบบไร้สายโดยไม่ต้องต่อสายเข้ากับคอมพิวเตอร์ใดๆ แค่ให้มันเชื่อมต่อกับเครือข่าย Wireless หรือใช้การเข้าถึงแบบ Wireless Direct เท่านั้น เราจะมาดูกันแบบลึกๆ ว่าความสามารถต่างๆ นั้นตั้งค่า และทำงานอย่างไรบ้างกันดีกว่า

Read moreรีวิวใช้งานจริงกับ HP Deskjet Ink Advantage 3545 ตอนที่ 1

ลองใช้ Surface 2 และเทียบกับ Surface RT

เป็นการลองใช้ตัวเป็นๆ ตามที่สัญญาไว้จากเดือนก่อนโน้นในตอน หลังจาก Microsoft Surface 2 แล้วไงต่อ? โดยแน่นอนว่าในตอนนี้จะมาเจาะลึกตัว Surface 2 กันในเชิงฮาร์ดแวร์ต่างๆ เป็นหลัก เพราะในส่วนของซอฟต์แวร์คงพูดท้ายๆ เนื่องจากการใช้งานจริงๆ ไม่ได้แตกต่างจาก Surface RT มากนัก เพราะเป็น Windows RT 8.1 update เหมือนกันทั้งหมด โดยผมได้อัพเกรดเป็น Windows RT 8.1 update ตัวล่าสุดแล้วทั้ง Surface RT และ Surface 2 และใช้ Microsoft Account พร้อมปรับแต่งซอฟต์แวร์ให้พอคล้ายๆ กันตามแต่จะทำได้

ซึ่งในตอนนี้จะมีการเล่าถึงประสบการณ์ในการใช้งานคีย์บอร์ดทั้ง Type Cover 2, Touch Cover และ Touch Cover 2 ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นตัวที่เหมาะสมต่อการใช้งานร่วมกับ Surface ได้ แต่เสียดายผมไม่มี Type Cover ตัวแรกมาเทียบกับ Type Cover 2

2

Read moreลองใช้ Surface 2 และเทียบกับ Surface RT

Nokia Lumia 1520 – 20MP PureView กับ Nokia Camera และ RAW File (DNG)

โนเกียได้เปิดตัว Nokia Lumia 1520 เมื่อ 2 เดือนก่อน ซึ่งเป็นมือถือรูปลักษณ์แบบ Phablet ที่มาพร้อมกับจอภาพขนาด 6 นิ้ว ความละเอียด Full HD อีกทั้งผนวกกับ กล้อง และเลนส์ Carl Zeiss ทำงานผ่านเซ็นเซอร์ขนาด 1/2.5” ความละเอียด 20 MP เทคโนโลยี PureView และ optical image stabilization (OIS) โดยเป็นการจับคู่กันอย่างลงตัวของมือถือจอภาพขนาดใหญ่ และกล้องถ่ายรูปพร้อมเลนส์ประสิทธิภาพสูง

WP_20131226_12_00_01_Pro wp_ss_20131226_0013c

โดยกล้อง และเลนส์ที่มีประสิทธิภาพสูงนั้น ต้องคู่กับแอพที่ชื่อ Nokia Camera ซึ่งเป็นแอพที่ได้รวมเอา Nokia Smart Cam และ Nokia Pro Cam เข้ามารวมกันในแอพเดียว เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเลือกใช้งาน คุณสมบัติเดิมจากทั้งสองแอพนั้น ได้ถูกถ่ายทอดมาครบครันใน Nokia Camera โดยเป็นทั้งแอพที่ช่วยในการ แต่งรูปที่ทำให้เราถ่ายภาพ ปรับแต่งภาพที่มีวัตถุเคลื่อนไหว ภาพแอ็คชั่นเคลื่อนไหว และเอฟเฟคสวยๆ ผ่านเลนส์แอพได้

WP_20131218_10_23_48_Pro

WP_20131226_12_16_24_Pro
(ภาพถ่ายโดย Nokia Lumia 920)

รูปลักษณะตัวเครื่องนั้นออกแบบที่หมดจด เต็มไปด้วยแนวการออกแบบที่ชื่อว่า minimalist โดยจะมุ่งเน้นใส่รายละเอียดตามความจำเป็น และประโยชน์เพื่อใช้งานตามความเหมาะสมเป็นหลัก

ภายในนั้นใช้ชิปประมวลผลกลาง Qualcomm MSM8974 Snapdragon 800 และชิปประมวลผลกราฟฟิก Adreno 330 ให้หน่วยความจำหลักมาถึง 2GB และพื้นที่เก็บข้อมูลหลักของเครื่องอีก 32GB และยังใส่ microSD Card เพิ่มได้อีกด้วย

Nokia Camera

Nokia Camera ซึ่งเป็นแอพที่ได้รวมเอา Nokia Smart Cam และ Nokia Pro Cam จากแอพที่พัฒนาแะใช้งานแยกกันมาแต่เดิม มารวมกัน โดยหน้าตาและการเรียกใช้ ทำงานทดแทนแอพ Camera หลักของ Windows Phone 8 (Lumia Blank) ได้ทันที

wp_ss_20131226_0008

การเข้าใช้งาน Nokia Camera ที่มาพร้อมกับ Windows Phone 8 (Lumia Black) นั้นเข้าผ่านปุ่ม shutter หลักของเครื่องได้ทันที เพราะ Nokia ตั้งค่าเข้า Nokia Camera ให้เป็นค่าเริ่มต้นจากโรงงานมาให้เลย ซึ่งหน้าแรกที่เจอคือส่วนติดต่อการถ่ายรูป 2 ส่วนหลักๆ คือส่วนปรับแต่ง (ด้านบน) และส่วนของการเลือกโหมดการถ่ายภาพ-สั่งการถ่ายภาพ (ด้านขวา) โดยเลือกได้ระหว่างโหมดการถ่ายภาพแบบ Picture, Video และ Smart

wp_ss_20131226_0009

ส่วนปรับแต่ง (ด้านบน) นั้นสามารถขยายออกมาเป็นตัวเลือก เพิ่มเติมได้มากมาย โดยปรับได้ดังนี้

  1. brightness ปรับแต่งแบบชัดเชยแสง แบบ 3 Stop (1/3, 1/6 และ 1)
  2. shutter speed ปรับแต่งค่าความเร็มชัตเตอร์ (1 ส่วนวินาที ถึงหลักวินาที)
  3. sensitivity ปรับแต่ค่าไวแสง แบบ ISO
  4. focus ปรับการโพกัสแบบอัตโนมัติกับแบบปรับเอง (automatic หรือ manual)
  5. white balance ปรับตั้งค่าสมดุลสีขาว
  6. flash on/off ปรับการใช้แฟลชในการถ่ายรูป

wp_ss_20131226_0002 wp_ss_20131226_0015

wp_ss_20131226_0016 wp_ss_20131226_0019

wp_ss_20131226_0020 wp_ss_20131226_0021

แน่นอนว่าบางคนไม่สะดวกในการปรับแต่งที่ส่วนปรับแต่ง (ด้านบน) ก็สามารถลากปุ่มสั่งการเข้ามาที่กลางจอภาพ จะมีส่วนปรับแต่งทั้งหมดแสดงออกมาให้ปรับแต่งได้ทัน โดยไม่ต้องไปยุ่งกับส่วนปรับแต่ง (ด้านบน) ให้ยุ่งยากแต่อย่างใด ซึ่งตรงนี้คงแล้วแต่ใครถนัด

wp_ss_20131226_0001

ในส่วนของ App Bar นั้น มีส่วนของ Expander (Ellipsis) ที่สามารถเลือกใช้งานเมนูอื่นๆ ที่ซ้อนอยู่เพิ่มเติมได้

wp_ss_20131226_0022 wp_ss_20131226_0023

  1. lenses – เป็นส่วนที่เรียกแอพเพื่อเรียกใช้ฟิตเตอร์ต่างๆ ในการตกแต่งรูปภาพที่ถ่ายเสร็จแล้ว
  2. front facing – เป็นส่วนสลับการใช้งานกล้องหน้า-หลัง
  3. timer – ตั้งเวลาถ่ายรูป
  4. bracketing – ตั้งค่าเพื่อถ่ายรูป “คร่อมแสง” โดยใช้เพื่อให้ความสว่างหลายระดับ แยกเป็นหลายภาพ (ถ่ายที่ละภาพ) โดยกดปุ่มชัตเตอร์ไล่ไปเรื่อยๆ ตัวแอพกล้องจะไล่ปรับความสว่างจากมืดสุดไปสว่างสุด ตามการตั้งค่า
  5. settings – การตั้งค่ารวมทั้งหมดของ picture, video และ smart
  6. tutorial
  7. feedback
  8. about

wp_ss_20131226_0029 wp_ss_20131226_0030

wp_ss_20131226_0031

ในส่วนที่น่าสนใจคือ settings เป็นส่วนที่ปรับแต่งค่าต่างๆ ใดมากมายกว่าแอพ Camera หลักของ Windows phone 8 ค่อนข้างเยอะ

ในส่วนของ pictures นั้นจะปรับแต่งได้ดังนี้

  1. ตั้งให้มีไฟส่องโดยใช้ไฟจากแฟลชที่มือถือ เพื่อส่องช่วยหาโฟกัสให้
  2. ตั้งค่าประเภทของเส้นกริดเพื่อช่วยจัดองค์ประกอบภาพ
  3. สัดส่วนของภาพ (16:9 หรือ 4:3)
  4. การเลือกประเภทของรูปภาพที่จะได้หลังจากถ่ายรูปเสร็จสิ้น (จะกล่าวต่อไปในตอน RAW File)
  5. การตรวจจับใบหน้า
  6. แสดงรูปภาพหลังจากถ่ายรูปเสร็จสิ้น

wp_ss_20131226_0024 wp_ss_20131226_0026

ในส่วนของ video นั้นจะปรับแต่งได้ดังนี้

  1. ตั้งค่าประเภทของเส้นกริดเพื่อช่วยจัดองค์ประกอบภาพ
  2. ความละเอียด ความเร็ว และสัดส่วนของวิดีโอที่จะบันทึก
  3. ตั้งค่าคุณภาพของเสียง
  4. ตั้งค่าการบันทึกเสียงจากไมล์ที่อยู่คู่กับกล้องหน้า

ในส่วนของ smart นั้นจะปรับแต่งได้เพียงแสดงรูปภาพหลังจากถ่ายรูปเสร็จสิ้นเท่านั้น เพาะการปรับแต่งจะเป็นแบบสำเร็จรูปไว้แล้ว

wp_ss_20131226_0027 wp_ss_20131226_0028

RAW File (DNG)

การตั้งค่าเพื่อบันทึกการถ่ายรูปของมือถือ Nokia Lumia 1520 (และ Nokia Lumia 1020) เพื่อให้บันทึกไฟล์ DNG (RAW) นั้น สามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่ pictures ในแอพ Nokia Camera ที่หัวข้อ Capture mode

จะมีตัวเลือกให้ทั้งหมด 3 ตัวเลือก

  1. บันทึกรูปภาพเป็นไฟล์ JPG เฉพาะขนาด 5 MP เท่านั้น โดยรูปที่ได้จะมีขนาด 5 MP โดยใช้การย่อภาพแบบ pixel oversampling จากเซ็นเซอร์ขนาด 20 MP ลง ภาพที่ได้จะมีขนาดไฟล์ที่เล็ก ทำให้ถ่ายภาพได้จำนวนมากๆ ได้ โดยไฟล์จะมีมีขนาดประมาณ 1.5MB – 3MB
  2. บันทึกรูปภาพเป็นไฟล์ JPG ทั้งขนาด 5 MP และ 16 MP ไปพร้อมๆ กัน โดยรูปที่ได้จะมีขนาด 5 MP และ 16 MP โดยใช้การย่อภาพแบบ pixel oversampling จากเซ็นเซอร์ขนาด 20 MP เช่นเดียวกับข้อแรก ภาพที่ได้จะมีขนาดไฟล์ที่เล็ก ทำให้ถ่ายภาพได้จำนวนมากๆ ได้ โดยไฟล์จะมีมีขนาดประมาณ 1.5MB – 3MB สำหรับ 5 MP และ 8 -11MB สำหรับ 16 MP
  3. บันทึกรูปภาพเป็นไฟล์ JPG ขนาด 5 MP และ DNG ขนาด 16 MP ไปพร้อมๆ กัน โดยรูปภาพ JPG ที่ได้จะมีขนาด 5 MP โดยใช้การย่อภาพแบบ pixel oversampling จากเซ็นเซอร์ขนาด 20 MP และไฟล์แบบ DNG ที่ปรับแต่งได้หลากหลายกว่า โดยภาพแบบ JPG ขนาด 5MP จะมีขนาดไฟล์ที่เล็ก ส่วน DNG นั้นจะมีขนาดของไฟล์ที่เท่ากันทุกภาพ ที่ 20.1 MB หรือเรียกว่า uncompressed RAW

เมื่อเลือกรูปแบบการบันทึก และถ่ายภาพไปแล้ว เราสามารถเข้าไปนำไฟล์ DNG ได้จาก folder ที่ชื่อ Camera Roll ใน Pictures ภายในหน่วยความจำของตัวเครื่อง Nokia Lumia 1520 (และ Nokia Lumia 1020)

wp_ss_20131226_0025

รูปแบบไฟล์ DNG หรือชื่อเต็มคือ Digital Negative เป็นรูปแบบไฟล์มาตรฐานเปิดจาก Adobe โดยเจ้าไฟล์ DNG นี้ถือเป็นไฟล์ RAW ในลักษณะมาตรฐานเปิด ซึ่งสามารถนำเอาไฟล์ DNG นี้ไปเปิดกับซอฟต์แวร์ที่สนับสนุนการเปิดไฟล์ DNG ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ผู้ผลิตกล่องนั้นๆ ทำซอฟต์แวร์เฉพาะออกมาพร้อมๆ กันไป (ซอฟต์แวร์เหล่านี้เรียก RAW Converter) โดยซอฟต์แวร์ที่ได้รับความนิยมในการเปิด DNG ได้แก่ Adobe Photoshop Lightroom หรือ Adobe Camera RAW เป็นต้น

จากตัวอย่างผู้เขียนได้เปิด Metadata (Exif) ของไฟล์ JPG และ DNG ผ่าน Adobe Bridge CC

2013-12-26_145153

2013-12-26_145215

โดยจาก metadata ถูกแปลงจากซอฟต์แวร์ที่ชื่อ Nokia RAW-to-DNG converter v01.00.06 จากภายในตัวแอพ Nokia Camera อีกทีเพื่อให้ได้ไฟล์ DNG ออกมา เพื่อเพิ่มความสะดวกในการนำไฟล์ DNG ไปใช้งานได้กว้างขว้างมากขึ้น

ข้อดีประการต่อมาในการใช้ไฟล์ DNG คือ การปรับแต่งแก้ไขไฟล์ DNG จะไม่ทำลายข้อมูลต้นฉบับ โดยผู้ปรับแก้สามารถปรับค่าคืนกลับตามเดิมได้โดยไม่ทำให้ข้อมูลเดิมเสียหาย (non-destructive) นั้นหมายรวมไปถึงการตั้งค่าที่กล้องจะไม่มีผลกับไฟล์ DNG แต่อย่างใด โดยเมื่อเราเปิดไฟล์ DNG ขึ้นมา จะต้องเป็นผู้ใช้งานเองที่เป็นผู้ปรับแต่งอีกครั้งเหมือนเราเป็นแอพที่เปิดไฟล์เหล่านั้นมาปรับแต่ง ฉะนั้น ถ้าเรานำไฟล์ DNG ไปเปิดในโปรแกรมต่างยี่ห้อ หรือแม้แต่ต่างเวอร์ชั่นกัน ก็จะอ่านค่าไม่เหมือนกัน แม้จะมีการบันทึก และปรับแก้ โทน สี ความคมชัดจะไม่เท่ากันเลย แต่สามารถปรับแต่งให้ทุกอย่างเหมือนกันได้ผ่านการปรับแต่งอย่างละเอียดโดยผู้ใช้งานเองอีกครั้ง

ซึ่งเจ้าไฟล์ DNG ของ Nokia Lumia 1520 นั้นมีขนาด 20.1 MB ทุกรูป ไฟล์มี resolution ที่ 5,376 x 3,024 pixel หรือ 16.3MP โดยให้จำนวนข้อมูลบิต (bit depth) ที่ 10 bit และ ICC profile (colour space) แบบ RGB

สำหรับด้าน JPG ให้จำนวนข้อมูลบิต (bit depth) ที่ 8 bit และ ICC profile (colour space) เป็น sRGB

การปรับแต่งไฟล์ DNG ผ่าน Camera RAW

โดยปรกติถ่ายใครได้เล่นไฟล์ RAW และใช้ DSLR อยู่แล้วคงไม่รู้สึกแปลกใหม่อะไรเท่าไหร่ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ใช้ และเคยได้สัมผัสอาจจะไม่รู้ถึงความสามารถ และการปรับแต่ง แน่นอนข้อเด่นแรกที่ได้บอกไปแล้วว่า

  1. เราสามารถการปรับแต่งแก้ไขไฟล์แล้วจะไม่ทำลายข้อมูลต้นฉบับ และสามารถปรับคืนค่าเดิมได้ (non-destructive)
  2. การทำปรับแต่งให้คมชัดขึ้น (sharpen) และการลดสัญญาณรบกวน (noise reduction) จากตัวประมวลผลภาพ (image processor) ไม่มีผลต่อไฟล์แบบนี้ นั้นหมายถึง ภาพอาจจะไม่คมชัด หรือมีสัญญาณรบกวนมากกว่าไฟล์ JPG ที่ได้มาคู่กัน ต้องใช้ซอฟต์แวร์อื่นๆ ปรับแต่งเพิ่มเติม
  3. จำนวนข้อมูลบิต (bit depth) ที่บันทึกลงในไฟล์นั้นมีข้อมูลที่มากกว่า เพราะ JPG มี 8 bit/channel ส่วน DNG มี 10 bit/channel ทำให้ JPG ไล่แฉดสีได้เพียง 256 แฉดสี ส่วน DNG สามารถไล่แฉดสีได้ถึง 1024 แฉดสีเลยทีเดียว ทำให้เวลาเราปรับแต่งแฉดสีใหม่หลังจากถ่ายภาพ ปรับโทน ดึง-เรียกกลับข้อมูลช่วงมืด-สว่างทำได้มากกว่าไฟล์ JPG
  4. ปรับแก้ไขสมดุลสีขาว (white balance) ได้ยืดหยุ่น และหลากหลายกว่าในระดับเคลวิน
  5. ปรับแต่งการใช้งาน ICC profile (colour space) ได้หลากหลาย ทั้ง ProPhoto RGB, Adobe RGB หรือ sRGB ได้
  6. ภายในไฟล์ DNG และไฟล์แบบ RAW โดยทั่วไปจะมีรูปภาพขนาดเล็ก (thumbnail) อยู่ภายในด้วย ทำให้เราดึงภาพเหล่านี้ออกมาโดยไม่ต้องแปลงภาพก่อน มักถูกนำไปใช้ตอนพรีวิวรูปภาพเป็นหลัก

แต่มีข้อที่เข้าใจผิดว่าการถ่ายรูปมาเพื่อให้ได้ไฟล์ DNG นี้จะได้ภาพที่คมชัดกว่า JPG นั้น เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะการปรับแต่บนข้อมูลที่มากกว่า ไม่ได้เกี่ยวกับความคมชัด แต่เป็นเรื่องของความหลากหลาย จากจำนวนข้อมูลที่มากกว่าเพื่อปรับแต่งได้หลากลายกว่า

จากภาพตัวอย่างด้านล่าง ภาพจะออกโทนฟ้ามากไป (4550K) มีบางส่วหลุดช่วงสีสว่างออกไป (Highlight)

2013-12-27_001444

ผู้เขียนทำการปรับค่าเคลวินให้ออกไปโทนอุ่นเล็กน้อย (5250K) ทำการปรับแต่งค่าอื่นๆ เร่งความสว่าง ปรับค่าความเปรียบต่างของสี ฯลฯ

2013-12-27_001453

ภาพดูสว่างไปนิด และหลุดช่วงช่วงสว่างไปมากกว่าเดิม ทำการดึงกลับมาด้วย Tone Curve

2013-12-27_001506

สุดท้ายก็จะได้ภาพที่มีโทนสีอุ่นอื่น และมีช่วงสีโดยส่วนใหญ่ไม่หลุดไปทางช่วงสว่างและมีรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น

2013-12-27_001528

จากด้านบนจะเป็นการปรับแต่งแบบง่ายๆ เร็วๆ เรามาดูตัวอย่างการปรับแต่งอีก 1-2 ตัวอย่าง โดยจะใช้งานร่วมกับ Adobe Photoshop CC ด้วย

จากตัวอย่างทั้งหมดต่อไปนี้จะใช้ Adobe Photoshop CC เพียงแต่ย่อรูปภาพลงมา และใช้การ Resapmle แบบ Bicubic Sharper (reduction) เพื่อเพิ่มความคมชัดของภาพ การทำการย่อรูปลง และทำ Resapmle ผ่านโปรแกรมภายนอกนั้น จะได้ภาพที่ดี และปรับแต่งได้หลากหลายกว่าในตัวมือถือมาก

โดยเราสามารถปรับแต่งในด้านการลดสัญญาณรบกวน (noise) ของภาพที่เราถ่ายได้อย่างหลากหลายมากด้วยเช่นกัน ซึ่งตรงนี้เราไม่จำเป็นต้องรอการแก้ไขตัวแอพจากผู้ผลิต เพื่อใช้ปรับแต่งหลังจากที่เราซื้อมา ซึ่งอาจจะไม่ถูกใจเราในอนาคต

image

ภาพด้านล่างนี้หลุดโทนสว่างมากไปเช่นเดียวกับด้านบน

2013-12-27_025720

เปิดมาแล้วไปปรับแต่งที่ Tone Curve เพิ่มดึงค่าด้านสว่างกลับเข้ามา

2013-12-27_030001

เปิดไฟล์ที่แก้ไขเสร็จแล้วใน Adobe Photoshop CC แล้วก็ปรับแต่งภาพในเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติม (แล้วแต่ความชอบ)

WP_20131218_21_27_01_Raw__highres-wall

ตัวอย่างอื่นๆ ที่ใช้งานไฟล์ DNG ของ Nokia Lumia 1520 กับ Adobe Camera RAW และ Adobe Photoshop CC

2013-12-27_024129

WP_20131210_17_48_09_Raw__highres-wall

2013-12-27_022848

WP_20131207_17_58_31_Raw__highres-wall

2013-12-27_025223

WP_20131214_18_54_53_Raw__highres-wall

จากตัวอย่าง และการใช้งานจะเห็นได้ว่า การใช้ไฟล์ DNG ที่ได้จากกล้องถ่ายรูประดับบน ซึ่งถูกนำมาใส่ไว้ใน Nokia Lumia 1520 นั้น ทำให้เราสามารถสนุกกับการปรับแต่งรูปภาพได้อย่างมืออาชีพมากขึ้น บางครั้งโทนสี การปรับแต่งอัตโนมัติของแอพจนได้รูปภาพออกมา อาจจะไม่ถูกใจเรา การนำภาพ JPG มาปรับแต่งภายหลังอาจจะไม่ยืดหยุ่นเท่ากับไฟล์ DNG และการได้ไฟล์ DNG ยังสามารถช่วยแก้ไขข้อผิดพลาดหลายๆ อย่างหลังจากถ่ายรูปไปแล้วแม่นยำกว่า JPG อีกด้วย

ต้อนรับทีวีดิจิตอล กับ Set-Top Box “SAMART STRONG (DVB-T2)” สำหรับดูทีวีดิจิตอล

ก่อนอื่นต้องแนะนำเรื่อง “ทีวีดิจิตอล” สักหน่อยว่า ทีวีดิจิตอลที่เพิ่งประมูลเสร็จไปนั้น เป็นลักษณะของการออกอากาศในระบบภาคพื้นดิน (Digital Terrestrial Television) โดยเปลี่ยนรูปแบบการส่ง-รับสัญญาณไปบ้าง โดยส่วนหลักๆ คือเปลี่ยนสัญญาณภาพ-เสียงจากแอนะล็อกเป็นดิจิตอลทั้งหมด จากเดิมที่จำนวนช่องน้อย ใช้เสาแยกจากกัน และมักเกิดการกวนกันของสัญญาณถ้าช่วงความถี่ใกล้กันเกินไป ซึ่งการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ทำให้ต้องเปลี่ยนแนวคิดหลายๆ ส่วนคือ

  1. การออกอากาศของทีวีดิจิตอลในไทยจะส่งด้วยมาตรฐานชื่อ DVB-T2 (Digital Video Broadcasting – Second Generation Terrestrial) โดยส่งผ่านผู้ให้บริการเครือข่าย (operator) โดยตอนนี้กำหนดไว้ 4 ราย ได้แก่ NBT, ททบ. 5, MCOT และ ThaiPBS โดยทั้ง 4 รายจะเป็นผู้รับผิดชอบส่งสัญญาณทีวีดิจิตอลภาคพื้นดินทั้งหมดกว่า 48 ช่อง ออกไปอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเจ้ามาตรฐาน DVB-T2 นี่ถือว่าใหม่ และทันสมัยมีประสิทธิภาพดี
  2. ตัวรับสัญญาณก็ต้องรองรับมาตรฐาน DVB-T2 ด้วยเช่นกัน โดยตอนนี้ทีวีรุ่นใหม่มากๆ ของปีนี้ ก็ได้ติดตั้งมาให้ภายในแล้ว แต่ถ้ารุ่นเก่าบางรุ่น หรือรุ่นทำตลาดล่วงหน้าสักปีสองปีอาจจะไม่มี ก็ต้องอาศัยกล่องรับสัญญาณทีวีระบบดิจิตอล (Set-Top Box) มาต่อเพิ่มเติม

แนะนำไปพอสมควร มาพูดถึงพระเอกของเราวันนี้ก่อนกับ SAMART STRONG (DVB-T2) ที่เป็นกล่องรับสัญญาณทีวีระบบดิจิตอลรุ่นแรกๆ โดยคนไทย ราคาเพื่อคนไทยกับ 1,155 บาท แน่นอนว่า ราคาไม่แพงสำหรับผมสักเท่าไหร่ โดยหลังจากการประมูลช่องทีวีดิจิตอลสำหรับธุรกิจทั้งหมด 24 ช่อง ในวันที่ 26-27 ธ.ค. 2556 ที่ผ่านไปแล้วทาง กสทช. ก็รู้รายได้จากการประมูลกว่าห้าหมื่นล้านบาท ซึ่งจะนำเงินบางส่วนมาช่วยประชาชนบางส่วนผ่านทางคูปองที่ กสทช. จะแจกให้แต่ละครัวเรือนเป็นส่วนลดในการนำไปซื้อกล่องรับสัญญาณทีวีระบบดิจิตอล โดยระบุว่าราคาจะอยู่ที่ 690 บาท ส่วนตัวผม ซื้อก่อน เพราะรู้อยู่แล้วว่ากว่าจะได้คูปอง (ช่วงเดือน เม.ย.) กว่าจะออกข้อกำหนด ก็ไม่แน่ว่าจะได้หรือเปล่า เลยชิงซื้อ SAMART STRONG (DVB-T2) จาก Home Pro, The Power สาขาเพลินจิตมาลองของเสียเลย ต้อนรับทีวีใหม่ (เพราะช่วงเดือนมกราคม 2558 ตามแผน กสทช. จะยุติการส่งสัญญาณแอนะล็อกแล้ว)

มาดูหน้ากล่องกัน จะได้ไม่ซื้อผิดรุ่น จะมีป้าย DVB-T2 และป้ายน้องดูดีด้านหน้าชัดเจน

WP_20131224_19_57_21_Raw

WP_20131224_19_57_56_Raw WP_20131224_19_58_08_Raw

ภายในกล่องจะมีสาย RCA AV, สาย HDMI, รีโมท, power adapter, แบตเตอรี, คู่มือ (ทำออกมาดีมาก) และใบรับประกัน มาให้พร้อมในกล่องเลย

WP_20131224_20_00_39_Raw

Read moreต้อนรับทีวีดิจิตอล กับ Set-Top Box “SAMART STRONG (DVB-T2)” สำหรับดูทีวีดิจิตอล