ลองใช้ Surface 2 และเทียบกับ Surface RT

เป็นการลองใช้ตัวเป็นๆ ตามที่สัญญาไว้จากเดือนก่อนโน้นในตอน หลังจาก Microsoft Surface 2 แล้วไงต่อ? โดยแน่นอนว่าในตอนนี้จะมาเจาะลึกตัว Surface 2 กันในเชิงฮาร์ดแวร์ต่างๆ เป็นหลัก เพราะในส่วนของซอฟต์แวร์คงพูดท้ายๆ เนื่องจากการใช้งานจริงๆ ไม่ได้แตกต่างจาก Surface RT มากนัก เพราะเป็น Windows RT 8.1 update เหมือนกันทั้งหมด โดยผมได้อัพเกรดเป็น Windows RT 8.1 update ตัวล่าสุดแล้วทั้ง Surface RT และ Surface 2 และใช้ Microsoft Account พร้อมปรับแต่งซอฟต์แวร์ให้พอคล้ายๆ กันตามแต่จะทำได้

ซึ่งในตอนนี้จะมีการเล่าถึงประสบการณ์ในการใช้งานคีย์บอร์ดทั้ง Type Cover 2, Touch Cover และ Touch Cover 2 ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นตัวที่เหมาะสมต่อการใช้งานร่วมกับ Surface ได้ แต่เสียดายผมไม่มี Type Cover ตัวแรกมาเทียบกับ Type Cover 2

2

Read moreลองใช้ Surface 2 และเทียบกับ Surface RT

Nokia Lumia 1520 – 20MP PureView กับ Nokia Camera และ RAW File (DNG)

โนเกียได้เปิดตัว Nokia Lumia 1520 เมื่อ 2 เดือนก่อน ซึ่งเป็นมือถือรูปลักษณ์แบบ Phablet ที่มาพร้อมกับจอภาพขนาด 6 นิ้ว ความละเอียด Full HD อีกทั้งผนวกกับ กล้อง และเลนส์ Carl Zeiss ทำงานผ่านเซ็นเซอร์ขนาด 1/2.5” ความละเอียด 20 MP เทคโนโลยี PureView และ optical image stabilization (OIS) โดยเป็นการจับคู่กันอย่างลงตัวของมือถือจอภาพขนาดใหญ่ และกล้องถ่ายรูปพร้อมเลนส์ประสิทธิภาพสูง

WP_20131226_12_00_01_Pro wp_ss_20131226_0013c

โดยกล้อง และเลนส์ที่มีประสิทธิภาพสูงนั้น ต้องคู่กับแอพที่ชื่อ Nokia Camera ซึ่งเป็นแอพที่ได้รวมเอา Nokia Smart Cam และ Nokia Pro Cam เข้ามารวมกันในแอพเดียว เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเลือกใช้งาน คุณสมบัติเดิมจากทั้งสองแอพนั้น ได้ถูกถ่ายทอดมาครบครันใน Nokia Camera โดยเป็นทั้งแอพที่ช่วยในการ แต่งรูปที่ทำให้เราถ่ายภาพ ปรับแต่งภาพที่มีวัตถุเคลื่อนไหว ภาพแอ็คชั่นเคลื่อนไหว และเอฟเฟคสวยๆ ผ่านเลนส์แอพได้

WP_20131218_10_23_48_Pro

WP_20131226_12_16_24_Pro
(ภาพถ่ายโดย Nokia Lumia 920)

รูปลักษณะตัวเครื่องนั้นออกแบบที่หมดจด เต็มไปด้วยแนวการออกแบบที่ชื่อว่า minimalist โดยจะมุ่งเน้นใส่รายละเอียดตามความจำเป็น และประโยชน์เพื่อใช้งานตามความเหมาะสมเป็นหลัก

ภายในนั้นใช้ชิปประมวลผลกลาง Qualcomm MSM8974 Snapdragon 800 และชิปประมวลผลกราฟฟิก Adreno 330 ให้หน่วยความจำหลักมาถึง 2GB และพื้นที่เก็บข้อมูลหลักของเครื่องอีก 32GB และยังใส่ microSD Card เพิ่มได้อีกด้วย

Nokia Camera

Nokia Camera ซึ่งเป็นแอพที่ได้รวมเอา Nokia Smart Cam และ Nokia Pro Cam จากแอพที่พัฒนาแะใช้งานแยกกันมาแต่เดิม มารวมกัน โดยหน้าตาและการเรียกใช้ ทำงานทดแทนแอพ Camera หลักของ Windows Phone 8 (Lumia Blank) ได้ทันที

wp_ss_20131226_0008

การเข้าใช้งาน Nokia Camera ที่มาพร้อมกับ Windows Phone 8 (Lumia Black) นั้นเข้าผ่านปุ่ม shutter หลักของเครื่องได้ทันที เพราะ Nokia ตั้งค่าเข้า Nokia Camera ให้เป็นค่าเริ่มต้นจากโรงงานมาให้เลย ซึ่งหน้าแรกที่เจอคือส่วนติดต่อการถ่ายรูป 2 ส่วนหลักๆ คือส่วนปรับแต่ง (ด้านบน) และส่วนของการเลือกโหมดการถ่ายภาพ-สั่งการถ่ายภาพ (ด้านขวา) โดยเลือกได้ระหว่างโหมดการถ่ายภาพแบบ Picture, Video และ Smart

wp_ss_20131226_0009

ส่วนปรับแต่ง (ด้านบน) นั้นสามารถขยายออกมาเป็นตัวเลือก เพิ่มเติมได้มากมาย โดยปรับได้ดังนี้

  1. brightness ปรับแต่งแบบชัดเชยแสง แบบ 3 Stop (1/3, 1/6 และ 1)
  2. shutter speed ปรับแต่งค่าความเร็มชัตเตอร์ (1 ส่วนวินาที ถึงหลักวินาที)
  3. sensitivity ปรับแต่ค่าไวแสง แบบ ISO
  4. focus ปรับการโพกัสแบบอัตโนมัติกับแบบปรับเอง (automatic หรือ manual)
  5. white balance ปรับตั้งค่าสมดุลสีขาว
  6. flash on/off ปรับการใช้แฟลชในการถ่ายรูป

wp_ss_20131226_0002 wp_ss_20131226_0015

wp_ss_20131226_0016 wp_ss_20131226_0019

wp_ss_20131226_0020 wp_ss_20131226_0021

แน่นอนว่าบางคนไม่สะดวกในการปรับแต่งที่ส่วนปรับแต่ง (ด้านบน) ก็สามารถลากปุ่มสั่งการเข้ามาที่กลางจอภาพ จะมีส่วนปรับแต่งทั้งหมดแสดงออกมาให้ปรับแต่งได้ทัน โดยไม่ต้องไปยุ่งกับส่วนปรับแต่ง (ด้านบน) ให้ยุ่งยากแต่อย่างใด ซึ่งตรงนี้คงแล้วแต่ใครถนัด

wp_ss_20131226_0001

ในส่วนของ App Bar นั้น มีส่วนของ Expander (Ellipsis) ที่สามารถเลือกใช้งานเมนูอื่นๆ ที่ซ้อนอยู่เพิ่มเติมได้

wp_ss_20131226_0022 wp_ss_20131226_0023

  1. lenses – เป็นส่วนที่เรียกแอพเพื่อเรียกใช้ฟิตเตอร์ต่างๆ ในการตกแต่งรูปภาพที่ถ่ายเสร็จแล้ว
  2. front facing – เป็นส่วนสลับการใช้งานกล้องหน้า-หลัง
  3. timer – ตั้งเวลาถ่ายรูป
  4. bracketing – ตั้งค่าเพื่อถ่ายรูป “คร่อมแสง” โดยใช้เพื่อให้ความสว่างหลายระดับ แยกเป็นหลายภาพ (ถ่ายที่ละภาพ) โดยกดปุ่มชัตเตอร์ไล่ไปเรื่อยๆ ตัวแอพกล้องจะไล่ปรับความสว่างจากมืดสุดไปสว่างสุด ตามการตั้งค่า
  5. settings – การตั้งค่ารวมทั้งหมดของ picture, video และ smart
  6. tutorial
  7. feedback
  8. about

wp_ss_20131226_0029 wp_ss_20131226_0030

wp_ss_20131226_0031

ในส่วนที่น่าสนใจคือ settings เป็นส่วนที่ปรับแต่งค่าต่างๆ ใดมากมายกว่าแอพ Camera หลักของ Windows phone 8 ค่อนข้างเยอะ

ในส่วนของ pictures นั้นจะปรับแต่งได้ดังนี้

  1. ตั้งให้มีไฟส่องโดยใช้ไฟจากแฟลชที่มือถือ เพื่อส่องช่วยหาโฟกัสให้
  2. ตั้งค่าประเภทของเส้นกริดเพื่อช่วยจัดองค์ประกอบภาพ
  3. สัดส่วนของภาพ (16:9 หรือ 4:3)
  4. การเลือกประเภทของรูปภาพที่จะได้หลังจากถ่ายรูปเสร็จสิ้น (จะกล่าวต่อไปในตอน RAW File)
  5. การตรวจจับใบหน้า
  6. แสดงรูปภาพหลังจากถ่ายรูปเสร็จสิ้น

wp_ss_20131226_0024 wp_ss_20131226_0026

ในส่วนของ video นั้นจะปรับแต่งได้ดังนี้

  1. ตั้งค่าประเภทของเส้นกริดเพื่อช่วยจัดองค์ประกอบภาพ
  2. ความละเอียด ความเร็ว และสัดส่วนของวิดีโอที่จะบันทึก
  3. ตั้งค่าคุณภาพของเสียง
  4. ตั้งค่าการบันทึกเสียงจากไมล์ที่อยู่คู่กับกล้องหน้า

ในส่วนของ smart นั้นจะปรับแต่งได้เพียงแสดงรูปภาพหลังจากถ่ายรูปเสร็จสิ้นเท่านั้น เพาะการปรับแต่งจะเป็นแบบสำเร็จรูปไว้แล้ว

wp_ss_20131226_0027 wp_ss_20131226_0028

RAW File (DNG)

การตั้งค่าเพื่อบันทึกการถ่ายรูปของมือถือ Nokia Lumia 1520 (และ Nokia Lumia 1020) เพื่อให้บันทึกไฟล์ DNG (RAW) นั้น สามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่ pictures ในแอพ Nokia Camera ที่หัวข้อ Capture mode

จะมีตัวเลือกให้ทั้งหมด 3 ตัวเลือก

  1. บันทึกรูปภาพเป็นไฟล์ JPG เฉพาะขนาด 5 MP เท่านั้น โดยรูปที่ได้จะมีขนาด 5 MP โดยใช้การย่อภาพแบบ pixel oversampling จากเซ็นเซอร์ขนาด 20 MP ลง ภาพที่ได้จะมีขนาดไฟล์ที่เล็ก ทำให้ถ่ายภาพได้จำนวนมากๆ ได้ โดยไฟล์จะมีมีขนาดประมาณ 1.5MB – 3MB
  2. บันทึกรูปภาพเป็นไฟล์ JPG ทั้งขนาด 5 MP และ 16 MP ไปพร้อมๆ กัน โดยรูปที่ได้จะมีขนาด 5 MP และ 16 MP โดยใช้การย่อภาพแบบ pixel oversampling จากเซ็นเซอร์ขนาด 20 MP เช่นเดียวกับข้อแรก ภาพที่ได้จะมีขนาดไฟล์ที่เล็ก ทำให้ถ่ายภาพได้จำนวนมากๆ ได้ โดยไฟล์จะมีมีขนาดประมาณ 1.5MB – 3MB สำหรับ 5 MP และ 8 -11MB สำหรับ 16 MP
  3. บันทึกรูปภาพเป็นไฟล์ JPG ขนาด 5 MP และ DNG ขนาด 16 MP ไปพร้อมๆ กัน โดยรูปภาพ JPG ที่ได้จะมีขนาด 5 MP โดยใช้การย่อภาพแบบ pixel oversampling จากเซ็นเซอร์ขนาด 20 MP และไฟล์แบบ DNG ที่ปรับแต่งได้หลากหลายกว่า โดยภาพแบบ JPG ขนาด 5MP จะมีขนาดไฟล์ที่เล็ก ส่วน DNG นั้นจะมีขนาดของไฟล์ที่เท่ากันทุกภาพ ที่ 20.1 MB หรือเรียกว่า uncompressed RAW

เมื่อเลือกรูปแบบการบันทึก และถ่ายภาพไปแล้ว เราสามารถเข้าไปนำไฟล์ DNG ได้จาก folder ที่ชื่อ Camera Roll ใน Pictures ภายในหน่วยความจำของตัวเครื่อง Nokia Lumia 1520 (และ Nokia Lumia 1020)

wp_ss_20131226_0025

รูปแบบไฟล์ DNG หรือชื่อเต็มคือ Digital Negative เป็นรูปแบบไฟล์มาตรฐานเปิดจาก Adobe โดยเจ้าไฟล์ DNG นี้ถือเป็นไฟล์ RAW ในลักษณะมาตรฐานเปิด ซึ่งสามารถนำเอาไฟล์ DNG นี้ไปเปิดกับซอฟต์แวร์ที่สนับสนุนการเปิดไฟล์ DNG ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ผู้ผลิตกล่องนั้นๆ ทำซอฟต์แวร์เฉพาะออกมาพร้อมๆ กันไป (ซอฟต์แวร์เหล่านี้เรียก RAW Converter) โดยซอฟต์แวร์ที่ได้รับความนิยมในการเปิด DNG ได้แก่ Adobe Photoshop Lightroom หรือ Adobe Camera RAW เป็นต้น

จากตัวอย่างผู้เขียนได้เปิด Metadata (Exif) ของไฟล์ JPG และ DNG ผ่าน Adobe Bridge CC

2013-12-26_145153

2013-12-26_145215

โดยจาก metadata ถูกแปลงจากซอฟต์แวร์ที่ชื่อ Nokia RAW-to-DNG converter v01.00.06 จากภายในตัวแอพ Nokia Camera อีกทีเพื่อให้ได้ไฟล์ DNG ออกมา เพื่อเพิ่มความสะดวกในการนำไฟล์ DNG ไปใช้งานได้กว้างขว้างมากขึ้น

ข้อดีประการต่อมาในการใช้ไฟล์ DNG คือ การปรับแต่งแก้ไขไฟล์ DNG จะไม่ทำลายข้อมูลต้นฉบับ โดยผู้ปรับแก้สามารถปรับค่าคืนกลับตามเดิมได้โดยไม่ทำให้ข้อมูลเดิมเสียหาย (non-destructive) นั้นหมายรวมไปถึงการตั้งค่าที่กล้องจะไม่มีผลกับไฟล์ DNG แต่อย่างใด โดยเมื่อเราเปิดไฟล์ DNG ขึ้นมา จะต้องเป็นผู้ใช้งานเองที่เป็นผู้ปรับแต่งอีกครั้งเหมือนเราเป็นแอพที่เปิดไฟล์เหล่านั้นมาปรับแต่ง ฉะนั้น ถ้าเรานำไฟล์ DNG ไปเปิดในโปรแกรมต่างยี่ห้อ หรือแม้แต่ต่างเวอร์ชั่นกัน ก็จะอ่านค่าไม่เหมือนกัน แม้จะมีการบันทึก และปรับแก้ โทน สี ความคมชัดจะไม่เท่ากันเลย แต่สามารถปรับแต่งให้ทุกอย่างเหมือนกันได้ผ่านการปรับแต่งอย่างละเอียดโดยผู้ใช้งานเองอีกครั้ง

ซึ่งเจ้าไฟล์ DNG ของ Nokia Lumia 1520 นั้นมีขนาด 20.1 MB ทุกรูป ไฟล์มี resolution ที่ 5,376 x 3,024 pixel หรือ 16.3MP โดยให้จำนวนข้อมูลบิต (bit depth) ที่ 10 bit และ ICC profile (colour space) แบบ RGB

สำหรับด้าน JPG ให้จำนวนข้อมูลบิต (bit depth) ที่ 8 bit และ ICC profile (colour space) เป็น sRGB

การปรับแต่งไฟล์ DNG ผ่าน Camera RAW

โดยปรกติถ่ายใครได้เล่นไฟล์ RAW และใช้ DSLR อยู่แล้วคงไม่รู้สึกแปลกใหม่อะไรเท่าไหร่ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ใช้ และเคยได้สัมผัสอาจจะไม่รู้ถึงความสามารถ และการปรับแต่ง แน่นอนข้อเด่นแรกที่ได้บอกไปแล้วว่า

  1. เราสามารถการปรับแต่งแก้ไขไฟล์แล้วจะไม่ทำลายข้อมูลต้นฉบับ และสามารถปรับคืนค่าเดิมได้ (non-destructive)
  2. การทำปรับแต่งให้คมชัดขึ้น (sharpen) และการลดสัญญาณรบกวน (noise reduction) จากตัวประมวลผลภาพ (image processor) ไม่มีผลต่อไฟล์แบบนี้ นั้นหมายถึง ภาพอาจจะไม่คมชัด หรือมีสัญญาณรบกวนมากกว่าไฟล์ JPG ที่ได้มาคู่กัน ต้องใช้ซอฟต์แวร์อื่นๆ ปรับแต่งเพิ่มเติม
  3. จำนวนข้อมูลบิต (bit depth) ที่บันทึกลงในไฟล์นั้นมีข้อมูลที่มากกว่า เพราะ JPG มี 8 bit/channel ส่วน DNG มี 10 bit/channel ทำให้ JPG ไล่แฉดสีได้เพียง 256 แฉดสี ส่วน DNG สามารถไล่แฉดสีได้ถึง 1024 แฉดสีเลยทีเดียว ทำให้เวลาเราปรับแต่งแฉดสีใหม่หลังจากถ่ายภาพ ปรับโทน ดึง-เรียกกลับข้อมูลช่วงมืด-สว่างทำได้มากกว่าไฟล์ JPG
  4. ปรับแก้ไขสมดุลสีขาว (white balance) ได้ยืดหยุ่น และหลากหลายกว่าในระดับเคลวิน
  5. ปรับแต่งการใช้งาน ICC profile (colour space) ได้หลากหลาย ทั้ง ProPhoto RGB, Adobe RGB หรือ sRGB ได้
  6. ภายในไฟล์ DNG และไฟล์แบบ RAW โดยทั่วไปจะมีรูปภาพขนาดเล็ก (thumbnail) อยู่ภายในด้วย ทำให้เราดึงภาพเหล่านี้ออกมาโดยไม่ต้องแปลงภาพก่อน มักถูกนำไปใช้ตอนพรีวิวรูปภาพเป็นหลัก

แต่มีข้อที่เข้าใจผิดว่าการถ่ายรูปมาเพื่อให้ได้ไฟล์ DNG นี้จะได้ภาพที่คมชัดกว่า JPG นั้น เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะการปรับแต่บนข้อมูลที่มากกว่า ไม่ได้เกี่ยวกับความคมชัด แต่เป็นเรื่องของความหลากหลาย จากจำนวนข้อมูลที่มากกว่าเพื่อปรับแต่งได้หลากลายกว่า

จากภาพตัวอย่างด้านล่าง ภาพจะออกโทนฟ้ามากไป (4550K) มีบางส่วหลุดช่วงสีสว่างออกไป (Highlight)

2013-12-27_001444

ผู้เขียนทำการปรับค่าเคลวินให้ออกไปโทนอุ่นเล็กน้อย (5250K) ทำการปรับแต่งค่าอื่นๆ เร่งความสว่าง ปรับค่าความเปรียบต่างของสี ฯลฯ

2013-12-27_001453

ภาพดูสว่างไปนิด และหลุดช่วงช่วงสว่างไปมากกว่าเดิม ทำการดึงกลับมาด้วย Tone Curve

2013-12-27_001506

สุดท้ายก็จะได้ภาพที่มีโทนสีอุ่นอื่น และมีช่วงสีโดยส่วนใหญ่ไม่หลุดไปทางช่วงสว่างและมีรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น

2013-12-27_001528

จากด้านบนจะเป็นการปรับแต่งแบบง่ายๆ เร็วๆ เรามาดูตัวอย่างการปรับแต่งอีก 1-2 ตัวอย่าง โดยจะใช้งานร่วมกับ Adobe Photoshop CC ด้วย

จากตัวอย่างทั้งหมดต่อไปนี้จะใช้ Adobe Photoshop CC เพียงแต่ย่อรูปภาพลงมา และใช้การ Resapmle แบบ Bicubic Sharper (reduction) เพื่อเพิ่มความคมชัดของภาพ การทำการย่อรูปลง และทำ Resapmle ผ่านโปรแกรมภายนอกนั้น จะได้ภาพที่ดี และปรับแต่งได้หลากหลายกว่าในตัวมือถือมาก

โดยเราสามารถปรับแต่งในด้านการลดสัญญาณรบกวน (noise) ของภาพที่เราถ่ายได้อย่างหลากหลายมากด้วยเช่นกัน ซึ่งตรงนี้เราไม่จำเป็นต้องรอการแก้ไขตัวแอพจากผู้ผลิต เพื่อใช้ปรับแต่งหลังจากที่เราซื้อมา ซึ่งอาจจะไม่ถูกใจเราในอนาคต

image

ภาพด้านล่างนี้หลุดโทนสว่างมากไปเช่นเดียวกับด้านบน

2013-12-27_025720

เปิดมาแล้วไปปรับแต่งที่ Tone Curve เพิ่มดึงค่าด้านสว่างกลับเข้ามา

2013-12-27_030001

เปิดไฟล์ที่แก้ไขเสร็จแล้วใน Adobe Photoshop CC แล้วก็ปรับแต่งภาพในเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติม (แล้วแต่ความชอบ)

WP_20131218_21_27_01_Raw__highres-wall

ตัวอย่างอื่นๆ ที่ใช้งานไฟล์ DNG ของ Nokia Lumia 1520 กับ Adobe Camera RAW และ Adobe Photoshop CC

2013-12-27_024129

WP_20131210_17_48_09_Raw__highres-wall

2013-12-27_022848

WP_20131207_17_58_31_Raw__highres-wall

2013-12-27_025223

WP_20131214_18_54_53_Raw__highres-wall

จากตัวอย่าง และการใช้งานจะเห็นได้ว่า การใช้ไฟล์ DNG ที่ได้จากกล้องถ่ายรูประดับบน ซึ่งถูกนำมาใส่ไว้ใน Nokia Lumia 1520 นั้น ทำให้เราสามารถสนุกกับการปรับแต่งรูปภาพได้อย่างมืออาชีพมากขึ้น บางครั้งโทนสี การปรับแต่งอัตโนมัติของแอพจนได้รูปภาพออกมา อาจจะไม่ถูกใจเรา การนำภาพ JPG มาปรับแต่งภายหลังอาจจะไม่ยืดหยุ่นเท่ากับไฟล์ DNG และการได้ไฟล์ DNG ยังสามารถช่วยแก้ไขข้อผิดพลาดหลายๆ อย่างหลังจากถ่ายรูปไปแล้วแม่นยำกว่า JPG อีกด้วย

ต้อนรับทีวีดิจิตอล กับ Set-Top Box “SAMART STRONG (DVB-T2)” สำหรับดูทีวีดิจิตอล

ก่อนอื่นต้องแนะนำเรื่อง “ทีวีดิจิตอล” สักหน่อยว่า ทีวีดิจิตอลที่เพิ่งประมูลเสร็จไปนั้น เป็นลักษณะของการออกอากาศในระบบภาคพื้นดิน (Digital Terrestrial Television) โดยเปลี่ยนรูปแบบการส่ง-รับสัญญาณไปบ้าง โดยส่วนหลักๆ คือเปลี่ยนสัญญาณภาพ-เสียงจากแอนะล็อกเป็นดิจิตอลทั้งหมด จากเดิมที่จำนวนช่องน้อย ใช้เสาแยกจากกัน และมักเกิดการกวนกันของสัญญาณถ้าช่วงความถี่ใกล้กันเกินไป ซึ่งการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ทำให้ต้องเปลี่ยนแนวคิดหลายๆ ส่วนคือ

  1. การออกอากาศของทีวีดิจิตอลในไทยจะส่งด้วยมาตรฐานชื่อ DVB-T2 (Digital Video Broadcasting – Second Generation Terrestrial) โดยส่งผ่านผู้ให้บริการเครือข่าย (operator) โดยตอนนี้กำหนดไว้ 4 ราย ได้แก่ NBT, ททบ. 5, MCOT และ ThaiPBS โดยทั้ง 4 รายจะเป็นผู้รับผิดชอบส่งสัญญาณทีวีดิจิตอลภาคพื้นดินทั้งหมดกว่า 48 ช่อง ออกไปอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเจ้ามาตรฐาน DVB-T2 นี่ถือว่าใหม่ และทันสมัยมีประสิทธิภาพดี
  2. ตัวรับสัญญาณก็ต้องรองรับมาตรฐาน DVB-T2 ด้วยเช่นกัน โดยตอนนี้ทีวีรุ่นใหม่มากๆ ของปีนี้ ก็ได้ติดตั้งมาให้ภายในแล้ว แต่ถ้ารุ่นเก่าบางรุ่น หรือรุ่นทำตลาดล่วงหน้าสักปีสองปีอาจจะไม่มี ก็ต้องอาศัยกล่องรับสัญญาณทีวีระบบดิจิตอล (Set-Top Box) มาต่อเพิ่มเติม

แนะนำไปพอสมควร มาพูดถึงพระเอกของเราวันนี้ก่อนกับ SAMART STRONG (DVB-T2) ที่เป็นกล่องรับสัญญาณทีวีระบบดิจิตอลรุ่นแรกๆ โดยคนไทย ราคาเพื่อคนไทยกับ 1,155 บาท แน่นอนว่า ราคาไม่แพงสำหรับผมสักเท่าไหร่ โดยหลังจากการประมูลช่องทีวีดิจิตอลสำหรับธุรกิจทั้งหมด 24 ช่อง ในวันที่ 26-27 ธ.ค. 2556 ที่ผ่านไปแล้วทาง กสทช. ก็รู้รายได้จากการประมูลกว่าห้าหมื่นล้านบาท ซึ่งจะนำเงินบางส่วนมาช่วยประชาชนบางส่วนผ่านทางคูปองที่ กสทช. จะแจกให้แต่ละครัวเรือนเป็นส่วนลดในการนำไปซื้อกล่องรับสัญญาณทีวีระบบดิจิตอล โดยระบุว่าราคาจะอยู่ที่ 690 บาท ส่วนตัวผม ซื้อก่อน เพราะรู้อยู่แล้วว่ากว่าจะได้คูปอง (ช่วงเดือน เม.ย.) กว่าจะออกข้อกำหนด ก็ไม่แน่ว่าจะได้หรือเปล่า เลยชิงซื้อ SAMART STRONG (DVB-T2) จาก Home Pro, The Power สาขาเพลินจิตมาลองของเสียเลย ต้อนรับทีวีใหม่ (เพราะช่วงเดือนมกราคม 2558 ตามแผน กสทช. จะยุติการส่งสัญญาณแอนะล็อกแล้ว)

มาดูหน้ากล่องกัน จะได้ไม่ซื้อผิดรุ่น จะมีป้าย DVB-T2 และป้ายน้องดูดีด้านหน้าชัดเจน

WP_20131224_19_57_21_Raw

WP_20131224_19_57_56_Raw WP_20131224_19_58_08_Raw

ภายในกล่องจะมีสาย RCA AV, สาย HDMI, รีโมท, power adapter, แบตเตอรี, คู่มือ (ทำออกมาดีมาก) และใบรับประกัน มาให้พร้อมในกล่องเลย

WP_20131224_20_00_39_Raw

Read moreต้อนรับทีวีดิจิตอล กับ Set-Top Box “SAMART STRONG (DVB-T2)” สำหรับดูทีวีดิจิตอล

รีวิวเรื่อยๆ กับ LG Optimus G Pro

วันนี้มาพูดถึง LG Optimus G Pro ที่ได้ลองใช้อยู่ประมาณเกือบๆ เดือนกันครับ แต่กว่าจะคลอดตัวรีวิวนี้ออกมาก็ใช้เวลาอีกเดือน (เพราะหน้าที่การงานนั้นเยอะมาก) วันนี้เรามาดูกันว่าเจ้า LG Optimus G Pro เป็นอย่างไรกันบ้าง สำหรับรีวิวของทีมงานก็มีที่ รีวิว LG Optimus G Pro จอใหญ่ สเปคดี ฟีเจอร์เยอะ แบตอึด ที่รีวิวไปล่วงหน้าแล้ว

DSC_6106

LG Optimus G Pro ได้ชื่อว่าเป็ย “แฟ็บเล็ต” (Phablet) ตัวหนึ่งในตลาดระดับบน โดยเจ้าแฟ็บเล็ตเป็นชื่อเรียกอุปกรณ์ที่มีความสามารถแบบ “สมาร์ตโฟน” กับ “แท็บเล็ต” โดยมีขนาดหน้าจอระหว่าง 5 ถึง 7 นิ้ว

DSC_6073

DSC_6102

DSC_6104

วัสดุของ LG Optimus G Pro เป็นพลาสติกแบบมันวาว ฝาด้านหลังเป็นจะเห็นลายกราฟฟิคระยิบระยับเวลาสะท้อนกับแสงไฟแบบเดียวกับ LG Nexus 4 รุ่นที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ซึ่งงานประกอบค่อนข้างดีมาก รอยต่อต่างๆ ทำได้ดี ไม่มีอาการยวบให้เห็นในระหว่างการจับถือ เส้นสายการออกแบบค่อนข้างให้ความกระชับและดูดีมากเวลาจับถือ

ส่วนที่ติดใจและค่อนข้างรู้สึกไม่ค่อยชอบคือความมันวาวของมันมีปัญหาในการใช้งานไปนานๆ จะเป็นรอยนิ้วมือและดูเก่าลงไป ต้องคอยเช็ดทำความสะอาดให้มัมวาว ซึ่งค่อนข้างลำบาก ไปเสียหน่อย

เจ้าหูฟังที่แถมมาในกล่องนั้นมีชื่อเรียกว่า LG QuadBeat โดยคุณภาพเสียงไม่ธรรมดาให้ก็ไม่ธรรมดา ให้เสียงใสดี กลางเด่น และเบสกลางๆ ใส่สบายไม่รู้สักหนัก เหมาะกับคนต้องการพักผ่อนและไม่เหมาะกับคนเอาไปฟังเพลงที่เบสหนักๆ แต่ในความคุ้มค่าของของแถมนั้นมีคนบอกว่า “LG QuadBeat เป็นหูฟังแถมสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดในตอนนี้”

DSC_6074

ด้านล่างของตัวเครื่องใช้ micro USB เป็น connector ตามมาตรฐาน Open Mobile Terminal Platform (OMTP)

DSC_6077

ในส่วนของช่องต่อหูฟังเป็นแบบ 3.5mm ตามปรกติ ไม่มีแตกต่างจากยี่ห้ออื่นๆ แต่ส่วนที่ดูแปลกจากยี่ห้ออื่นคือ Infrared port (IR) เพื่อสามารถใช้งาน remote แบบเดียวกับที่ใช้ใน TV หรือ DVD Player ได้

DSC_6080

ปุ่มกดปลดล็อคเครื่องอยู่ในตำแหน่งนิ้วโป้งเวลาจับที่มือขวาพอดี

DSC_6081

ในการถอดฝากหลังมีร่องในการค่อยๆ แงะฝาหลังออกมา เพื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่, เปลี่ยนซิมการ์ด และเพิ่มหน่วยความจำชนิด micro SD ได้

DSC_6116

DSC_6123

โดยเจ้า LG Optimus G Pro นี่เป็น มือถือที่ให้จอภาพระดับ Full HD (Resolution 1920 x 1080 pixel) ที่ขนาด 5.5 นิ้ว ทำให้มีความหนาแน่นของ pixel ถึง 400 PPI โดยตัว Panel จอภาพเป็น IPS แน่นอนว่าสมัยนี้หน้าจอสัมผัสต้องเป็น Capacitive touchscreen และมาพร้อมกับ Corning Gorilla Glass 2 แน่นอนตามความนิยมของตลาด ซึ่งมีมาให้ครบเลย

ถ้าให้พูดความรู้สึกต่อจอภาพของ LG แล้วนั้น ส่วนตัวไม่ผิดหวัง และสีสันที่ให้มานั้นค่อนข้างสบายตามาก สีมันไม่จัดจนรู้สึกรำคาญต่อการใช้งาน แม้จะเปิดแสงสว่างสุดก็ตามที มุมมองการแสดงผลค่อนข้างดี

ในส่วนของไฟแสดงผลที่ปุ่มนั้น ค่อนข้างชอบมาก เพราะมันเปลี่ยนสีสันได้หลากหลาย ปรับแต่งให้ใช้สีที่แตกต่างกันเพื่อแจ้งเตือนที่หลากหลายรูปแบบ ยี่ห้อื่นๆ ควรทำตามนะ แต่ติดที่ปุ่มเป็นแบบปุ่มจริงๆ เมื่อไม่ใช่แบบทัชก็ต้องทำให้ปุ่มนั้นแข็งเพื่อป้องกันการกดโดยไม่ต้องแต่ ใจก็มาซึ่งการกดลงที่ยากและลึกกว่าปรกติ เวลาใช้จะค่อนข้างรู้สึกรำคาญ แต่ส่วนตัวชอบแบบทัชมากกว่า เพราะง่ายในการใช้งาน และน่าจะไม่มีปัญหาปุ่มพังเมื่อใช้งานไปนานๆ

DSC_6128

ในด้านของ UI ไม่มีอะไรแตกต่างจาก LG Optimus รุ่นเก่าๆ นัก

Screenshot_2013-08-13-09-21-09 Screenshot_2013-08-13-09-50-44

Screenshot_2013-08-13-00-29-05 Screenshot_2013-08-13-00-29-13

การตอบสนองของตัว UI ค่อนข้างดี เร็ว และไม่กระตุกเลย

Screenshot_2013-08-13-09-21-34 Screenshot_2013-08-13-09-21-48

ในส่วนของ Miracast ที่เป็นฟังค์ชันในการ Stream และจอเข้า TV มีมาในตัวเครื่องและ Settings

Screenshot_2013-08-13-09-22-28 Screenshot_2013-08-13-09-22-32

สำหรับใครที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ remote อยู่มากมาย LG Optimus G Pro มีความสามารถในการทำตัวเป็นรีโมทมาให้ และรองรับเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเล่นมัลติมีเดียมากมาย ทั้งเก่าและใหม่ แม้แต่ TV อายะ 20 ปีก็ยังใช้งานได้ โดยทดสอบลองกับทีวีและเครื่องเล่น Blu ray ที่บ้านแล้วทั้ง Phillips, Samsung และ LG

Screenshot_2013-08-13-09-23-08 Screenshot_2013-08-13-09-23-14

Screenshot_2013-08-13-09-23-22  Screenshot_2013-08-13-09-23-34

ในส่วนของ app ที่มากับเครืองนั้น ที่ชอบมาก และรู้สึกว่ามีประโยชน์เมื่อใช้กับจอภาพขนาดใหญ่ๆ คือ QSlide 2.0 ที่สามารถใช้กับ app ที่รองรับกับ QSlide เพื่อทำงานหลายๆ หน้าต่างในการใช้งานหน้าจอเดียวแบบบน PC ตามปรกติ

Screenshot_2013-08-13-09-45-29 Screenshot_2013-08-13-09-45-39

สุดท้ายก็ปิดท้ายด้วยคะแนนการ Bechmark ครับ ซึ่งจากคะแนนแล้ว ดูจะน้อยกว่าที่คาด แต่ส่วนตัวไม่ถือเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะทดสอบแบบเปิด app ที่ทำงานเบื้องหล้งเยอะมาก และตัวที่ขายจริงก็ทำคะแนนได้ดีกว่าที่ผม Bechmark ไว้ในตอนทดสอบอยู่พอสมควรครับ

Screenshot_2013-08-13-00-31-10 Screenshot_2013-08-13-00-31-31

Screenshot_2013-08-13-00-29-50 Screenshot_2013-08-13-00-30-01

Screenshot_2013-08-13-00-30-07 Screenshot_2013-08-13-00-30-42

สำหรับในด้านของการใช้งานกล้อง ส่วนที่เป็นความสามารถของ app ที่น่าสนใจสำหรับผู้รีวิวคือ duo screen ที่สามารถถ่ายภาพและวิดีโอได้พร้อมกันแล้วใส่ลงในตัวภาพและวิดีโอได้ทันที

CAM00018

สำหรับตัวการถ่ายรูปนั้น ส่วนตัวคิดว่าใช้งานได้ดี และไม่หนีกับคู่แข่งมากนักจนรู้สึกเด่นอะไรครับ

CAM00001

Normal mode VS HDR mode

CAM00027 CAM00028

CAM00036

CAM00037

IMG_20130802_233624

Normal mode VS HDR mode

CAM00019 CAM00020

สุดท้ายโดยรวมถือเป็นมือถือที่เด่นในเรื่องของจอภาพใหม่ แสดงผลได้ที่สบายตา หูฟังที่แถมมาให้ค่อนข้างดี app พื้นฐานที่ใส่มาให้ในเครื่องค่อนข้างดี ซึ่งเหมาะกับกลุ่มผู้ใช้งานที่ไม่ชอบความยุ่งยากในการต้องหา app มาใช้งานเพิ่มเติม อีกทั้งในปัจจุบันราคาของตัวเครื่องค่อนข้างดีและเหมาะสมกับการซื้อหามาใช้อย่างมาก

Techspec Optimus G Pro (E988)

  • CPU Qualcomm Snapdragon 600 (1.7GHz Quad-Core Processor)
  • GPU Adreno 320
  • RAM 2 GB
  • Storage 16 GB (User memory 10.5 GB)
  • Display 5.5 inch Full HD (1920 x 1080) IPS Display Capacitive touchscreen with Corning Gorilla Glass 2
  • Network 2G Quadband (GSM 850/900/1800/1900), 3G 900/2100 MHz (HSDPA, 42 Mbps)
  • WiFi Wi-Fi 802.11 a/b/g/n, Wi-Fi direct, DLNA technology
  • Bluetooth 4.0
  • NFC
  • Accelerometer sensor
  • Proximity sensor
  • Infrared port
  • Back camera 13MP (Image stabilization, Face detection, Auto focus, VR panorama, Flash LED)
  • Front camera 2.1MP
  • Connector microUSB USB 2.0
  • Expandable Memory  microSD, up to 64 GB
  • Earphone 3.5mm headset
  • OS Android v4.1.2 (Jelly Bean)
  • Battery 3,140 mAh
  • Weight 174 g
  • Size 150.2 x 76.1 x 9.4 mm

รีวิว Lenovo ThinkPad Tablet 2

มารอบนี้ได้รีวิว Tablet ที่อยากรีวิวมานาน ได้โอกาสนำมารีวิวให้ได้รู้กันว่าน่าสนใจเพียงใดกับ Lenovo ThinkPad Tablet 2 กัน โดยเป็น Tablet ที่เบา และใช้งานได้คลอบคลุมกับซอฟต์แวร์ในภาคธุรกิจในขนาดและน้ำหนักที่ไม่เป็นภาระมากนัก โดยน้ำหนักจะอยู่ที่ประมาณ 565 – 600g (WiFi only เบาสุด และ Wi-Fi + Pen/Digitizer + 3G/4G หนักสุด)

การทำ Tablet PC รุ่นที่มีความสามารถทดแทน Notebook ได้ ถือเป็นกลยุทธ PC+ ของ Lenovo ในการบุกตลาดโลกไอทีในช่วงปีนี้ โดย Tablet PC เป็นกลยุทธ์หนึ่งในนั้น โดยกลยุทธต่างๆ ซึ่งได้แก่ All-in-One PC, Tablet PC, Smart phone และ Smart TV ซึ่ง Lenovo ThinkPad Tablet 2 เป็นรุ่นที่ 2 ในตระกูล ThinkPad Tablet  ที่ได้นำเข้ามาบุกตลาดไปเมื่อปีที่แล้ว

ผมเคยพรีวิวเร็วไปเมื่อนานมาแล้วในหัวข้อ ลองจับ Lenovo ThinkPad Tablet 2 ก่อนเปิดตัวสักพัก

DSC_6032

Lenovo ThinkPad Tablet 2 มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows 8 x86 (32bit) ตัวเต็ม ซึ่งแตกต่างจาก Lenovo IdeaPad Yoga 11 ที่เคยรีวิวไปก่อนหน้านี้ที่เป็น Microsoft Windows RT อยู่พอสมควรเลยทีเดียว ซึ่ง Microsoft Windows 8 x86 นั้นจะสามารถติดตั้งซอฟต์แวร์ที่เป็น Desktop Application ที่เคยทำงานใน Windows XP, Vista และ 7 ได้สบายๆ โดยในส่วนของ App ที่เป็น Windows 8 App (Modern UI) ยังต้องติดตั้งผ่าน Windows Store แบบเดียวกับ Windows RT เหมือนเดิม (Windows 8 เป็น OS ที่มีส่วนประกอบมากกว่า Windows RT ทำให้รองรับ Desktop Application แบบดั่งเดิมได้ด้วย)

หน่วยประมวลผลเป็น Intel Atom รุ่น Z2760 ซึ่งเป็น Dual-core (four-thread) ความเร็วระดับ 1.80 GHz ที่มาพร้อมกับ VGA ภายในรุ่น HD SGX545 GFx ที่รองรับ Direct X 9 และวิดีโอความละเอียดสูงระดับ 1080p ที่ 30fps โดยใส่หน่วยความจำหนักมาที่ 2GB แบบ LPDD2 SDRAM อยู่ภายใน

Screenshot (3)

Wireless Card เป็นของ Broadcom รุ่น 802.11abgn SDIO BCM4330 รองรับทั้ง Single-band 2.4 GHz 802.11 b/g/n หรือ dual-band 2.4 GHz และ 5Ghz 802.11 a/b/g/n มี FM receiver พร้อมกับ Bluetooth  4.0 HS compliant ด้วย

สำหรับ WWAN เป็น Ericsson รุ่น C5621 gw รองรับทั้ง – GPRS/EDGE/3G (HSPA/HSPA+) โดยที่ 3G จะรองรับความถี่ 850, 900, 1900 และ 2100MHz ที่ความเร็วสูงสุดดาวน์โหลด 21Mbps และอัพโหลด 5.76Mbps

Screenshot (4)

ด้วยความที่ภายในเป็น eMMC ขนาด 64GB ทำให้เมื่อติดตั้ง Windows 8 ตัวเต็มไปแล้ว จะเหลือพื้นที่ประมาณ 31-40GB โดยพื้นที่ที่หายไป จะมี 2 ส่วนคือ OS และ Recovery Image สำหรับทำ factory reset ในอนาคต (พื้นที่ factory reset กินพื้นที่จนเหลือเพียง 50GB และเมื่อลง OS ลงไปทำให้เหลือประมาณ 31GB)

Screenshot (10)

สำหรับคะแนนในส่วนของ Windows Experience Index ถือว่ากลางๆ เหมะากับนำไปใช้งานทั่วไป ที่ไม่เน้นหนักไปในด้านประมลผลหนักๆ เท่าไหร่นัก

โดยความเร็วเหมาะสมกับงานด้านเอกสาร ธุรกิจและงานทั่วไปในสำนักงาน

Screenshot (17)

เมื่อทดสอบกับ PC Benchmark แล้วคะแนนอยู่ในระดับกลางๆ หรือพอๆ กับ Notebook ระดับเริ่มต้นที่เหมาะกับการใช้งานทั่วไปและธุรกิจมากกว่านำไปใช้ในงานที่เน้นประสิทธิภาพสูงครับ

Screenshot (21)

ขนาดของจอภาพเป็นระดับมาตรฐานของ Windows 8 คือ 1,366 x 768 pixel หรือระดับ HD 720p แต่ด้วยความที่จอภาพนั้นเล็ก เหมือน Windows 8 จะปรับให้แสดง Tile ขึ้นมาเพียง 3 rows ไม่เหมือนกับในเครื่องที่จอภาพ 13″-14″ ที่ความละเอียดเท่ากัน ซึ่งจะแสดง 4 rows

Screenshot (2)

แน่นอนว่าเมื่อปรับพลิกจอมาเป็นแนวตั้งจะได้ 6 rows เหมาะกับเอาเไว้อ่านกระทู้ หรือเอกสารยาวๆ ได้ดีมาก

Screenshot (7) Screenshot (6)

ตัวคีย์บอร์ดแบบ on screen เปิดมาก็เกือบครึ่งจอภาพ การใช้งานและพิมพ์ก็ทำได้ค่อนข้างดีใครใช้คีย์บอร์ดที่มีระยะห่างๆ หน่อยคงพอจะปรับตัวได้ง่าย แต่ถ้าใครใช้คีย์บอร์ดที่มีระยะห่างน้อยๆ อาจจะต้องปรับตัวสำหรับระยะก้าวนิ้วอีกมักสนิดนึง เพราะว่าห่างกันพอสมควรครับ

สำหรับตัวคีย์บอร์ด on screen แบบภาษาไทยนั้นก็มีการจัดวางไม่แตกต่างกับบน desktop/notebook เท่าไหร่นัก ซึ่งเป็นคุณสมบัติโดยรวมของ Windows 8

Screenshot (19)

สำหรับ Preload Application ต่างๆ ที่ใส่มาให้ ก็คล้ายๆ กับ Lenovo Yoga ครับ
– Lenovo Mobile Access
– Lenovo Companion
– Lenovo QuickSnip
– Lenovo Support
– Lenovo Quick Launch
– Lenovo Cloud Storage
– Lenovo Settings
– Microsoft Office 2010 Trial
– Intel AppUp
– AT&T Connection Manager (US only)
– Skype
– AccuWeather
– Amazon Kindle
– Skitch
– Evernote
– Rara Music

ในด้านของตัวซอฟต์แวร์นั้นตัวที่ให้มานั้น ที่น่าสนใจก็มี Lenovo Settings ที่มีความสามารถ Mobile Hotspot เพื่อใช้ในการแชร์ internet หรือ Lenovo Cloud Storage ที่เป็นบริการร่วมของ Lenovo กับ SugarSync ซึ่งให้พื้นที่มาต่างหากแยกจาก SkyDrive ของ Windows

Screenshot (8) Screenshot (9)

ต่อมา เราก็มาพูดถึงตัวเครื่องกันบ้าง โดยพื้นผิวต่างๆ ไม่แตกต่างจาก ThinkPad notebook สักเท่าไหร่นัก โดยจะถูกพ่นด้วยวัสดุคล้ายยางที่ใช้ชื่อว่า Soft-touch Matte Finish Coating เป็น Lenovo’s signature โดยเฉพาะ เหตุผลเพราะต้องการให้การจับถือเครื่องนั้นไม่ลื่นหลุดมือได้ง่าย ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วชอบที่มันไม่ลื่นหลุดมือง่ายๆ แต่ใช้ไปนานๆ ก็ข้อเสียที่ทุกรุ่นที่ใช้แบบนี้จะได้เจอก็คือ สุดท้ายแล้วมันจะมีรอยนิ้วมือหรือหลุดล่อนได้ถ้าใช้ไปนานๆ ซึ่งที่หลุดลอกออกมามันจะเป็นมันๆ แทน (ยางมันจะค่อยๆ สึกและลึกลงไปถึงวัสดุด้านในแทน) ซึ่งถ้าคิดถึงคุณสมบัติที่ได้ก็ต้องดูกันว่าชอบหรือเปล่าอีกทีนึงครับ

ข้อมูลของและชื่อ Soft-touch อย่างเป็นทางการคือ Polyurethane Soft-touch Coatings อ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากด้านล่าง
High-quality touch to plastic surfaces: polyurethane soft-touch coatings
Properties of polyurethane coatings

DSC_6032

DSC_6050

สำหรับช่องเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ นั้นอยู่รอบตัว ด้านขวาจะมีช่องเสียบชุดหูฟัง-ไมค์ ปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่มล็อคการหมุนหน้าจอ

DSC_6044

ด้านซ้ายจะเป็นช่องเสียบสายชาร์จ โดยตัวหัวชาร์จไฟเป็น micro USB ซึ่งค่อนข้างสะดวกมากๆ เพราะใช้ร่วมกับมือถือบางรุ่นหรือแท็บเล็ตตัวอื่นๆ ได้เลย ส่วนตัวมาคือช่องสำหรับเชื่อมต่อ USB 2.0 แบบ full size ต่อ สุดท้ายเป็นส่วนล็อคของปากกาที่ให้มาคู่กับ ThinkPad Tablet 2

DSC_6046

สำหรับด้านบนจะมีปุ่ม เปิด-ปิด อยู่ด้านขวา และมีช่องสำหรับใส่ซิมการ์ด และหน่วยความจำเป็น micro SD อยู่ตรงกลาง ส่วนด้านซ้ายจะเป็นช่องใส่ปากกาที่ให้มากับตัวเครื่อง

DSC_6047

สำหรับด้านล่างเครื่องมีช่องต่อ HDMI, Docking Station และไมค์เล็กๆ สำหรับใช้คุยงานผ่าน Webcam ที่มาพร้อมกับตัวเครื่อง

DSC_6048

โดยช่องเสียบปากกาที่ตัวเครื่องนั้นออกแบบมาเป็นอย่างดี ทำให้การพกพาสะดวกมากขึ้นและไม่หลุดง่ายแบบหลายๆ ยี่ห้อ

DSC_6051

สำหรับการเชื่อมต่อเพื่อชาร์จไฟนั้นใช้ผ่าน micro USB ซึ่งหาซื้อได้ง่ายอยู่แล้วในท้องตลาด

DSC_6059

แน่นอนว่ามีเคสขายพร้อมตามสมัยนิยม แต่จากที่ได้ทดลองใช้นั้นน้ำหนักของเคสนั้นก็มาอยู่พอสมควร พอเอามาใช้รวมๆ กันแล้วดูหนักไปเลย อาจจะต้องดูว่ารับไหวหรือเปล่า แต่ส่วนตัวแล้วคงไม่ใส่เพราะหนักและเทอะทะไป

DSC_6061

DSC_6063

สำหรับความหนาของตัวเครื่องนั้น ก็หนาน้อยกว่า Nokia Lumia 920 ที่ผมใช้งานอยู่ 1-2mm เห็นจะได้ ซึ่งถ้าไม่ใส่เคสก็บางใช้ได้ครับ แต่เมื่อใส่เคสแล้ว จะหนากว่า Nokia Lumia 920 ขึ้มา 1-2mm

DSC_6065

DSC_6064

ถ้าต้องการตัวเลือกที่ให้อะไรที่มากกว่า Windows RT ใน Lenovo IdeaPad Yoga หรือไม่ได้ต้องการความแรงในระดับ ThinkPad Helix หรือแม้แต่ Microsoft Surface Pro ตัว Lenovo ThinkPad Tablet 2 ก็เป็นตัวเลือกที่ครบสำหรับงานสำนักงานทั่วไปที่เหมาะสำหรับใช้งานนอกสำนักงาน และตอบสนองต่อการใช้งานซอฟต์แวร์ด้านธุรกิจทั้งเก่า-ใหม่ได้อย่างสบายๆ

 

ส่วนที่ถูกใจ

  1. ความเบาและบางเมื่อยังไม่ใส่เคส ชอบวัสดุในการนำมาใช้ ทำให้จับถือได้สะดวก
  2. งานประกอบแน่นและไม่มีอาการยวบให้เป็นเลย ทำให้จับแล้วมั่นใจว่าไม่หัก
  3. หน้าจอสว่างและเหมาะกับการใช้งาน ถึงจะเป็นหน้าจอที่สะท้อนแสงอยู่บ้าง แต่การฉาบด้วยวัสดุลดแสงสะท้อนก็ทำให้ใช้สบายตามากขึ้น
  4. ความลื่นไหลทำได้ค่อนข้างดี แต่จะใช้ atom ในงานทั่วๆ ไป
  5. USB 2.0 ที่ใช้งานได้จริง ต่อ printer, external hard drive หรือ flash drive ก็ทำได้สบายๆ
  6. ชาร์จไฟผ่าน micro USB ได้ ทำให้สะดวกต่อการหาสายชาร์จไฟได้ง่ายมากขึ้น
  7. ปากกาที่ให้มานั้นตอบสนองได้ดีมาก ใช้คู่กับ OneNote หรือ Evernote แล้วทำให้การจดบันทึกสะดวกได้อย่างไม่น่าเชื่อ
  8. การ factory reset ทำได้ราบรื่นดีเหมือนโทรศัพท์มือถือเลย ทำให้หมดปัญหาการติดตั้งตัว Windows 8 ใหม่ ซึ่งไม่ต้องหาแผ่นมานั่งติดตั้ง และจดจำ cd-key แต่อย่างใด
  9. มี WWAN มาให้พร้อมใช้งาน 3G ได้ทันที แน่นอนว่าใครไม่เคยใช้ Windows ผ่าน Mobile Network อาจจะไม่คุ้นชินเท่าใดนัก แต่ถ้าได้ลองแล้วจะติดใจ
  10. ถึงแม้พื้นที่จะมีมาให้เพียง 64GB และเหลือใช้งานจริงๆ ไม่ถึง 45GB แต่ก็มี micro SD ที่หา Class 10 มาใช้ได้สัก 32GB – 64GB ก็พอจะลดจุด้อยตรงนี้ไปได้บ้าง (รวมถึงต่อ external hard drive ได้ตามข้อที่ 5.)

ส่วนที่ไม่ถูกใจ

  1. เคสที่มาพร้อมเครื่องหนัก และหนาไปสักหน่อย
  2. น่าจะให้ RAM มาสัก 4GB เพราะ 2GB อาจจะไม่เพียงพอเมื่อใช้งานหลายๆ โปรแกรมสลับไปมา เพราะอย่าลืมว่านี่คือ Windows 8 ไม่ใช่ Windows RT แต่อย่างใด
  3. อาการค้างๆ อืดๆ มีให้เห็นบ้าง อาจเพราะใช้ CPU รุ่น Atom แต่ถ้าเป็น ThinkPad Helix รุ่นเรือธงของรุ่นน่าจะไม่มีอาการนี้แน่ๆ
  4. หน้าจอรับสัมผัสได้เพียง 5 จุด อาจทำให้พออยากเล่นเกมที่ใช้คุณสมบัติหน้าจอสัมผัส 10 จุดอาจหงุดหงิดได้
  5. กล้องแม้จะให้มา 8MP แต่ใช้งานแล้วคุณภาพของภาพเฉยๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไร
สุดท้ายขอขอบคุณ Lenovo Thailand สำหรับ Lenovo ThinkPad Tablet 2 ที่นำมาให้เราทดสอบกันในครั้งนี้ครับ

Lenovo ThinkPad Tablet 2 Tech Spec

CPU: Intel Atom Processor Z2760 Dual-core, four-thread, up to 1.80 GHz processor

VGA: Intel Integrated HD SGX545 GFx (12 bit, 1080P Video @30fs, DX9)

Memory: 2GB LPDD2 SDRAM

HDD: e-MMC 64GB

Display:
– 10.1 inch (16:9) IPS LED Backlight with anti-glare
– 5-finger multi-touch
– HD WXGA (1366×768) (720p)

Wireless:

Broadcom 802.11abgn SDIO BCM4330
– Single-band 2.4 GHz 802.11 b/g/n or dual-band 2.4 GHz and 5Ghz 802.11 a/b/g/n
– FM receiver and transmitter
– Bluetooth  4.0 HS compliant

WWAN Ericsson C5621 gw
– GPRS/EDGE/HSPA/HSPA+
– GSM Bands (850/900/1800/1900MHz)
– UMTS Bands (850/900/1900/2100MHz)
– Up to HSPA+ data speed: D/L 21Mbps U/L 5.76Mbps

Sensors: GPS, Compass, Ambient Light Sensor, Proximity Sensor, Sensor Hub

Camera:
– Front: 2MP, 720P HD Webcam with LED (inside LCD)
– Rear: 8MP, Auto Focus with LED Flash (outside LCD), Motion JPG

Ports and Slot:
– 1 x USB 2.0
– 1 x Mini HDMI
– 1 x MicroSD Slot (SDHC Maximum 32GB)
– 1 x Docking Connector
– 1 x 3.5mm Mic/Headphone Combo
– 1 x SIM Card Reader

Speaker: 2 x Stereo 1W, 8ohm

Microphones: Dual-array Digital Microphone with Noise Cancellation, VoIP and Noise Suppression

Operating System:
– Windows 8 x86 (32-bit)
– Windows 8 Pro x86 (32-bit)
– Windows 8 Single Language x86 (32-bit)

Dimensions: 262.6mm x 164mm x 9.8mm (10.3″ x 6.5″ x 0.39″)

Weight:
– 565g Wi-Fi only
– 585g Wi-Fi + Pen/Digitizer
– 600g Wi-Fi + Pen/Digitizer + 3G/4G

Batter Performance:
– 30 days: Connected Standby
– 150 hrs: MP3 playback (LCD off, HW off loading)
– 10hrs: Video streaming (720p, HW offloading)

Preload Application:
– Lenovo Mobile Access
– Lenovo Companion
– Lenovo QuickSnip
– Lenovo Support
– Lenovo Quick Launch
– Lenovo Cloud Storage
– Lenovo Settings
– Microsoft® Office 2010 Trial
– Intel® AppUp
– AT&T Connection Manager (US only)
– Skype
– AccuWeather
– Amazon Kindle
– Skitch
– Evernote
– Rara – Music

Accessories:
– ThinkPad Tablet 2 Enterprise Dock
– ThinkPad Tablet 2 Digitizer Pen
– ThinkPad Tablet 2 VGA Adapter (5V 10W AC/DC)
– ThinkPad Tablet DC Charger
– ThinkPad Tablet 2 Bluetooth Keyboard with stand
– ThinkPad Tablet 2 Fitted sleeve
– ThinkPad Tablet 2 slimcase (Black or Red)
– ThinkPad In-Ear Headphones with Microphone

Warranty: Up to 3 Years Onsite and Next Business Day