ถ้าถึงแก่ความตาย “ข้อมูลส่วนบุคคล” จะตกเป็นของทายาทหรือคู่สมรส

ใครซ่อนอะไรไว้ตอนอยู่ ตอนตายระวังไม่เผาผีนะครับ แนะนำให้ทำลายทิ้งก่อนตายก็ดี

ที่มา “พรบ. ข้อมูลส่วนบุคคล” ที่กำลังเข้าสภา ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรอีกไหม

10460716_10152606819785275_8331493605667178466_n

“ข้อมูลส่วนตัว” กลายเป็น “กรรมสิทธิ์ของบริษัท”

พอดีว่าเห็น @thitimalive ทวีต เรื่องข้อมูลส่วนตัวกลายเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท เลยไปเช็คๆ เจอเพียบเลย กับประโยคแนวๆ ว่า

ข้อมูลส่วนบุคคล ที่ท่านได้ให้ หรือผ่านการประมวลผลทางคอมพิวเตอร์ของทางบริษัททั้งหมด ท่านยอมรับและตกลงว่าเป็นสิทธิและกรรมสิทธิ์ของบริษัท

แล้วไม่ได้เจอแค่ 2-3 บริษัท แต่เป็นเกือบทุกที่ที่เป็นเว็บออนไลน์คนไทยที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิในกรใช้งานข้อมูลส่วนตัว คือไม่ใช่อะไร พวกลอกกันมามากกว่า ซึ่งถ้า พรบ. ข้อมูลส่วนบุคคล ออกมา สงสัยว่าจะทำยังไงต่อไป

ผู้ประกอบการกับการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิก

การรวบรวมและการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิก ในอนาคตจะมีการพูดถึงมากขึ้นในสังคมไทยอย่างมาก ผมว่าบริษัทต่างๆ ที่ยังไม่เริ่มมีขั้นตอนพวกนี้ควรเริ่มต้นคิดกันได้แล้ว

ตัวอย่างเช่น

  1. การเก็บรวบรวมเก็บมาจากไหน มีที่มาอย่างไร เกิดจากการสมัครเข้าใช้บริการเอง หรือซื้อมาจากบริษัทใดหรือไม่ หากเป็นการซื้อมา ได้รับการยินยอมจากเจ้าของข้อมูลหรือไม่
  2. การจัดเก็บลงฐานข้อมูลนั้นมีการเก็บรักษาอย่างไร ข้อมูลสำคัญด้านการเงิน และการยืนยันตัวตนถูกจัดเก็บอย่างรัดกุมแค่ไหน มีลำดับความสำคัญและบุคคลในบริษัทแผนกใดเข้าถึงข้อมูลส่วนนี้ได้บ้าง
  3. การส่งออกข้อมูลถูกส่งออกไปอย่างไร ทำได้ด้วยวิธีไหนได้บ้าง แผนกใดเข้าถึงข้อมูลส่วนนี้ได้บ้าง
  4. การแบ่งปันข้อมูลระหว่างกลุ่มพันธมิตรมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ไม่ว่าบริษัทที่เรากำลังให้ข้อมูลไปนั้น มีกลุ่มพันธมิตรที่นำเสนอสินค้าและบริการที่เราอาจจะไม่ต้องการให้ข้อมูลของเราส่งต่อไปถึงในบางกลุ่ม โดยสามารถแสดงเจตจำนงต่อการไม่ยินยอมเป็นรายกลุ่มหรือบริษัทได้
  5. มีรายงานการนำส่ง ให้หน่วยงานใด หรือมีหน่วยงานไหนติดต่อขอข้อมูลบ้าง การส่งให้กระทำหรือไม่ มีเนื้อหามากน้อยแค่ใด
  6. ผู้ใช้สามารถลบข้อมูลส่วนตัวของเขาออกไปจากฐานข้อมูลของหน่วยงานได้หรือไม่ หากไม่ต้องการใช้งานบริการต่างๆ ของบริษัทนั้นๆ แล้ว

ผมว่าควรเริ่มต้นพูดคุยและจัดระเบียบกันได้แล้วครับ

ไม่ใช่แค่ปกป้องคนที่ใช้ แต่คนที่ไม่ได้ใช้งานก็ต้องปกป้องด้วย

จากกรณี Don’t drive on glass! Lawmakers want to ban wearing Google Glass while on the road ซึ่งเป็นเหตุการณ์หลังจากเรื่อง Google Glass กับการถูกละเมิดสิทธิ์ความเป็นส่วนตัว โดยในมุมมองส่วนตัวแล้วนั้น ถึง Google Glass จะยังไม่ได้ถูกใช้จริงในสภาพความเป็นจริงมากนัก แต่เมื่อรู้หรือพอเดาออกว่ามันจะเกิดผลอะไร สิ่งที่ต้องทำคือ “ปกป้องคนที่ใช้และคนที่ไม่ได้ใช้งาน” เราไม่รู้ว่ามันมีผลกระทบอะไรกับคนใช้แค่ไหน แต่การเทียบเคียงกับโทรศัพท์มือถือก็เพียงพอที่จะตีความได้บางส่วน เพราะฉะนั้นมันไม่แปลกที่จะถูกเสนอให้ควบคุมการใช้งานในวงจำกัด นี่ยังไม่รวมไปถึงเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ที่อยู่รอบตัวผู้ใช้งานที่พวกเค้าพร้อมจะพูดละเมิดสิทธิ์ความเป็นส่วนตัวได้ทุกเมื่ออีกด้วยจากข่าวก่อนหน้านี้

Google Glass กับการถูกละเมิดสิทธิ์ความเป็นส่วนตัว

จากข่าว ร้านอาหารในซีแอทเทิลประกาศแบน Google Glass ห้ามนำมาใช้ภายในร้าน นั้น

ผมอ่านความคิดเห็นหลายคนแล้วมีความรู้สึกว่า “คนอื่นจะละเมิดสิทธิ์ของเราไม่ได้นะ มันสิทธิ์ของเรา บลาๆๆ แต่การกระทำของตัวเองกลับกำลังเข้าค่ายละเมิดสิทธิ์ความเป็นส่วนตัวของคนอื่นอยู่ คำตอบกลับบอกมันเรื่องปรกติ ตูจะทำ จะทำไม”  (╯°□°)╯︵ ┻━┻)

การถ่ายรูปน่ะมันไม่มีปัญหาหรอก ถ้าไม่ได้ไปติดคนอื่นๆ ที่เค้าไม่อยากเข้าในเฟรมของรูปเรา เพราะรูปหรือวิดีโอที่เราบันทึกไปแล้วอาจเอาไปโพส-แชร์ต่อนั้น มันอาจมีปัญหาในภายหลังได้ ซึ่งมันไปละเมิดสิทธิ์คนอื่นเค้าอยู่นะเว้ย

ซึ่งเรื่อง Google Glass ที่โดนแบนก็เพราะเหตุนี้แหละ เพราะถ้ามันถ่ายรูปหรือบันทึกวิดีโอไม่ได้ มันคงไม่มีปัญหาหรอก แต่มันมีปัญหาเพราะมันทำได้ และนั้นแหละคือสิ่ง “อาจ” ถูกนำไปใช้ในการละเมิดสิทธิ์คนอื่นได้ง่ายมากๆ

ผมเคยเขียนเรื่องนี้แบบเต็มๆ ไว้แล้วใน การแอบอ้างหรือนำรูปไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาติ แนะนำให้ตามไปอ่านดูครับ