วิธีอัพเกรดมาใช้ Office 2016 ใน Office 365 Midsize Business หรือ Office กลุ่ม Enterprise ที่ได้ Office 365 รุ่น ProPlus

การอัพเกรดมาใช้ Office 2016 ใน Office 365 Midsize Business หรือ Office กลุ่ม Enterprise ที่ได้ Office 365 รุ่น ProPlus จะแตกต่างจากตัวอื่นๆ ตรงที่เป็นอัพเดทแบบ Current Branch for Business (CCB) ซึ่งมีรอบอัพเดทความสามารถใหม่ๆ แบบ 4 เดือนครั้ง คือช่วงเดือน กุมภาพันธ์ มิถุนายน และตุลาคม ซึ่งจะไม่ได้ทันทีแบบรุ่นอื่นๆ Office 365 ในแผนการอัพเดทปรกติ คือกลุ่มนี้หากใช้รอบอัพเดทปรกติจะได้รับการอัพเดทกุมภาพันธ์ปี 2016 ครับ

Get-ready

แต่แน่นอนว่าอยากอัพเดทเร็วแบบชาวบ้านเค้าก็ทำได้ครับ โดยเข้า ไปเปลี่ยนที่ Services Settings > Update แล้วเปลี่ยนจาก Standard release มาเลือกที่ Entire organization ใน First Release แทน

2015-09-23_234617

เวลาพนักงานหรือผู้ใช้งาน ต้องการอัพเกรด ก็เข้าที่ Install and manage software แล้วจะมีหัวข้อ Try the next version of Office โผล่มาให้เราเลือกเพิ่มเติม เราก็โหลดตรงนั้นมาติดตั้งแทน แล้วมันจะอัพเกรดจาก Office 2013 มา Office 2016 ให้ โดยที่ configuration และข้อมูลอีเมลต่างๆ จะย้ายมาให้ทั้งหมด ใช้เวลาโหลดไม่นานนักก็ได้มาใช้งานแล้ว

2015-09-23_234820

ขอบคุณ Microsoft Customer Support ที่อเมริกาและสิงค์โปร์ที่แนะนำวิธีนี้มาให้ เปิด ticket เมื่อคืน อีก 30 นาทีโทรมาจากอเมริกา (ผมนอนไปแล้วไม่ได้รับ) เช้ามาเปิดเมล เค้าส่งเมลมาถามและแนะนำวิธีเบื้องต้น พอให้ข้อมูลเพิ่มเติมไป ทางสิงค์โปร์เมลมาตามเคสแทนเพราะเป็นเวลาทำการแถวนี้ พร้อมแนะนำวิธีข้างบนให้ และปิดเคสไปในเวลาไม่ถึงวัน support ฝั่ง Office ยังคงความประทับใจเสมอ (เปิด ticket ไปหลายครั้งก็ประทับใจทุกครั้ง เพราะตอบกลับใช้เวลาไม่นาน และแนะนำได้ตรงจุดจริงๆ)

ข้อมูลอื่นๆ Office 2016 Problems and Solutions and Frequently Asked Questions

ปล. 1: ตอนนี้ Microsoft เลิกขาย Office 365 Midsize Business ไปแล้ว เปลี่ยนชื่อ Plan ใหม่เป็น Office 365 Business Premium
ปล. 2: แพตพวก security ยังอัพเดททันทีเหมือนรุ่นปรกติ

2015-09-23_232104

ตั้ง default browser ใน Windows 10 ให้เป็น browser ยี่ห้ออื่นนอกเหนือจาก Microsoft Edge

จาก An Open Letter to Microsoft’s CEO: Don’t Roll Back the Clock on Choice and Control และข่าว Angry Mozilla CEO to Satya Nadella: Give Users Choice and What They Deserve in Windows 10 ซึ่งต้นเหตุของเรื่องคือการตั้ง default browser บน Windows 10 นั้นไม่สามารถทำได้ผ่าน API ตัวเก่าที่ทั้ง Mozilla Firefox หรือ Google Chrome สามารถปรับแต่งและเข้าถึงได้ (เหมือนเปลี่ยน API ใหม่) ทำให้การตั้ง default browser นั้นไม่สามารถทำได้ผ่านโปรแกรมที่ติดตั้ง (ณ ตอนนี้)

ทางแก้ไขคือทำการตั้งค่าเองผ่าน Settings ของ Windows 10 ซึ่งยุ่งยากกว่าเล็กน้อย

1. ไปที่ Start menu และไปที่ Settings

2015-07-31_141316

2. ไปที่ System

2015-07-31_141411

3. ไปที่หัวข้อ Default apps และเลื่อนหา Web browser แล้วเลือก browser ที่ต้องการให้เป็น default browser บนเครื่องที่ติดตั้ง Windows 10

2015-07-31_141455

เพียงเท่านั้นก็สามารถกลับมาใช้ browser ที่แต่ละคนถนัดได้อีกครั้ง

บันทึกการอัพเกรด จาก Windows 8.1 มา Windows 10

เป็นบันทึกที่ผมจะพยายามอัพเดทใส่ไปเรื่อยๆ ในช่วงนี้ครับ เพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงหากคนอื่นๆ เจอปัญหา จะได้มีแนวทางแก้ไขต่อไป (ผมจะบันทึกเท่าที่ผมเจอนะ)

วิธีการอัพเกรดไป Windows 10 โดยไม่ต้องรอคิว หรือจองคิวไว้แล้วมันไม่เด้งให้อัพเกรดสักที (ซึ่งผมใช้วิธีนี้) อการเข้าไปที่ https://www.microsoft.com/en-us/software-download/windows10 แล้วโหลดมาติดตั้งได้เลย โดยเลือกรุ่นที่อัพให้ตรงกับที่กำลังอัพเกรด x86 vs x64 ซึ่งตัวติดตั้งเป็นตัวโปรแกรมเลือกอีกชั้นว่าจะใช้ภาษาอะไร รุ่น edition ไหน และสถาปัตยกรรมระบบอะไร สุดท้ายเลือกว่าจะโหลดมาใส่ใน media แบบไหน มีทั้ง Flash Drive และ ISO สำหรับ burn DVD แล้วค่อยรันไฟล์ติดตั้งจาก media นั้นๆ อีกที (ผมใช้ผ่าน Flash Drive) เมื่อจะติดตั้ง ให้ตัวเลือกติดตั้งมีแบบอัพเกรดโดยไม่ลบโปรแกรมและไฟล์ใดๆ เพียงแต่อาจต้องลง driver บางตัวใหม่ โดยระยะเวลาในการอัพเกรดประมาณ 1-3 ชั่วโมง พื้นที่ของ Drive C ควรเหลือไว้อย่างน้อยสัก 40 GB กำลังดี ซึ่งวิธีนี้คุณจะได้ทั้งการอัพเกรดในครั้งนี้ และไฟล์ติดตั้งไว้ใช้ติดตั้งใหม่ในครั้งหน้าได้อีกด้วย

สำหรับคำแนะนำอื่นๆ สามารถอ่านได้จาก วิธีอัพเกรดเป็น Windows 10.pdf ซึ่งเนื้อหาเป็นภาษาไทย อ่านง่ายครับ

11707760_10153425068310275_5934410800801799577_o

หลังจากติดตั้งก็ต้องปรับแต่งนิดหน่อย คือ

  1. ต้องปรับแต่งส่วนของ quick access ให้ไม่โชว์ recently used และ frequently used ไม่งั้นรกมาก

    2015-07-30_175648

  2. ปรับแต่งส่วนของ start panel ใหม่ เพราะมันไม่เอาที่จัดเรียงไว้จาก start screen เดิมมาให้ด้วย
  3. สำหรับคนที่ upgrade มา Windows 10 จาก Windows 7 หรือ Windows 8.1 แบบผม จะพบว่ามี folder ชื่อ Windows.old อยู่ ซึ่งกินเนื้อที่ค่อนข้างเยอะ (หลัก 10GB++) แนะนำให้ใช้ Disk Cleanup ในการลบได้ครับ โดยมันคือ folder ที่เก็บตัว Windows ตัวเก่าที่เราเพิ่งอัพเกรดมา เผื่อในอนาคตเราอยาก downgrade กลับไป มันก็จะใช้ folder นี้แหละในการ downgrade ให้ ซึ่งหากใครแน่ใจว่าไม่กลับไปแน่นอน
  4. หากลง Windows 10 แล้วเจอปัญหาว่า Windows update มัน update driver ตัวที่ไม่สมบูรณ์มาให้ ทั้งๆ ที่ลงตัวล่าสุดจากเว็บผู้ผลิตแล้ว ให้ใช้โปรแกรมย่อยที่ชื่อ Show or hide updates ที่ดาวน์โหลดได้จาก link ด้านล่างนี้มาปิดการอัพเดทนั้นๆ แล้วค่อยอัพเดท driver ตัวล่าสุดกลับมาอีกครั้ง โดยส่วนตัวเจอปัญหากับ NVIDIA driver จนทำให้การเรนเดอร์หน้าจอ และการใช้งานส่วนอื่นๆ ช้าไปหมดจนทำงานไม่ได้ครับ (How to temporarily prevent a Windows or driver update from reinstalling in Windows 10 https://support.microsoft.com/en-us/kb/3073930)ดาวน์โหลดไฟล์ wushowhide.diagcab มาครับ แล้วสั่งรัน จะได้หน้าตาแบบนี้แล้วกด Next

    2015-07-30_173052
    รอให้มันเช็คค่าต่างๆ สักหน่อย

    2015-07-30_173113
    ถ้าต้องการยกเลิกการอัพเดทอะไร ให้กด hidden updates ครับ

    2015-07-30_173205
    มันจะแสดงรายการ update/driver ต่างๆ ตรงนี้ก็เลือกตัวที่อาจจะมีปัญหาครับ (ติ๊กเครื่องหมายถูก) แล้วกด Next แล้วนั่งรอจากมันขึ้น Fixed ครับ

    2015-07-30_173225
    หลังจากนั้นก็ติดตั้ง driver ตัวที่มีปัญหาโดน Windows มัน update ทับไปใหม่อีกครั้งหากต้องการกลับมาปลด Hidden updates ออก สามารถทำผ่าน Show hidden updates โดยจะมีรายการที่เราทำไว้ก่อนหน้านี้แสดงและติ๊กเลือกเพื่อปลดออกไปครับ

    2015-07-30_173337

  5. ใครใช้ OpenVPN บน Windows 10 แนะนำให้อัพเกรดมารุ่นล่าสุด โดย ณ ตอนนี้คือ 2.3.7 เพื่อให้ใช้งานได้ต่อไปครับ

หลังจากทำสิ่งต่างๆ ทั้ง 5 ข้อแล้ว ทั้งหมดก็ทำงานลื่นดี ไม่มีปัญหา อัพจาก Windows 8.1 มา โปรแกรมที่ใช้ๆ อยู่ ทำงานได้ปรกติดี

2015-07-30_164647

สั้นๆ กับ Windows 10 Technical Preview

Untitled

ลงใช้ประมาณชั่วโมงกว่าๆ ได้ประมาณนี้

  • เครื่องที่ติดตั้งเป็น Sony VAIO 11E ซึ่งเป็น APU AMD, RAM 4G และ SSD 128GB โดย ไม่ได้ติดตั้งผ่าน VM ลงแบบ clean install ทับไปแทนตัว Windows 8.1 และเลือกไม่เก็บไฟล์ระบบเก่าไว้
  • การติดตั้งเหมือน Windows 8 ทุกอย่าง โดยระยะเวลาติดตั้งก็พอๆ กับ Windows 8
  • เจอจอฟ้า 1 ครั้งหลังจาก boot เข้าระบบครั้งแรก เป็นเพราะ driver การ์ดจอของ ATI (error code มันแจ้งมาแบบนั้น)
  • ส่วนของ start menu นั้นโดยรวมแม้จะเป็น UI Metro แต่ความรู้สึกเหมือน start menu บน Windows 7 อย่างมาก ส่วนที่แตกต่างคือการเอา Tile ของ Start Screen มาใส่บริเวณ icon เรียกใช้งานพวก Computer-Network แทน แล้วขยายออกด้านขวามือยาวๆ ไปแทนการเรียก Tile จากหน้า Start screen แบบ fullscreen ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นการพัฒนาที่เหมาะสมกับ desktop computer ดีมาก เพราะทำให้ผู้ใช้ไม่รู้สึกแปลกแยกเวลาเข้าหน้า start screen ผ่าน desktop mode
  • ปุ่ม shutdown หาง่ายกว่าเดิม และรู้สึกดีกว่า Windows 7 ด้วยซ้ำไป
  • Charm bar ไม่โผล่มาแม้จะลากเมาส์ไปสุดจอด้านขวาแล้ว แต่ใช้ Win + C ยังเรียกได้อยู่ คาดว่าเพราะบน desktop mode มันไม่มีประโยชน์ใดๆ เพราะที่ start menu ก็มีความสามาถพวกนี้ครบอยู่แล้ว
  • Task View ดูดีนะ แต่ยังไม่สุด คงต้องปรับอีกพอสมควร เพราะยังงงๆ อยู่ ไม่มี indicator ช่วยคนใช้งานเพียงพอว่าอยู่ตรงไหน ย้ายไป-มาไม่ได้
  • เรื่อง driver ไม่น่าเป็นปัญหา คิดว่าใช้ของ Windows 8 ได้ทันที
  • การ sync profile จาก account เดิม โดยเป็นการย้ายแบบอัพเกรดมาจากเครื่องเดิม สามารถทำได้เลย wallpaper หรือพวก app profile มาครบเกือบทั้งหมดในเวลาไม่นานนัก แต่มีปัญหาว่าถ้าใช้ account ที่ sync ร่วมกับเครื่องอื่น จบพบว่าเครื่องเก่า start screen ที่ตั้งไว้ถูกปรับตาม Windows 10 ที่เพิ่งลงไป เลยต้องกลับมาไล่ปรับใหม่อีกรอบ
  • ความเร็วในการตอบสนอง และใช้การใช้ส่วนใหญ่ไม่ได้แตกต่างจาก Windows 8.1 เลย

สรุป ง่ายๆ มีแค่ start menu และ Task View ใหม่ที่น่าสนใจ อย่างอื่นนี่เล็กๆ น้อยไม่มีอะไรที่ดู wow เท่าไหร่ ถ้าไม่รีบอยากลองใช้ของพวกนี้ หรือต้องปรับแก้โปรแกรมให้รองรับ Windows 10 แนะนำให้รอ version beta หรือ RC น่าจะดีที่สุด

ลองจับ Surface Pro 3

โดยส่วนตัวแล้วนั้น ผมมี Surface RT ซึ่งทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Windows RT 8.1 อยู่ ซึ่งแน่นอนว่า Surface Pro 3 นี้ จะแตกต่างจากทั้ง Surface RT และ Surface 2 ที่กำลังทำตลาดไปก่อนหน้านี้ โดยมันจะทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Windows 8.1 ที่สามารถติดตั้งซอฟต์แวร์ที่เป็น Desktop Application ที่เคยทำงานใน Windows XP, Vista, 7 และแม้แต่ 8 ได้แบบเดียวกับในโน๊ตบุ๊ค ซึ่งหากใครจำได้ มันจะเป็นลักษณะเดียวกันกับ Surface Pro ตัวแรก ซึ่งทำตลาดไปเมื่อ 1 ปีก่อนหน้านี้ และเป็นไปตามคาดที่ Surface Pro 2 ไม่ทำตลาดในไทย

ในวันนี้ 28 สิงหาคม 2014 จะมีการเปิดตัว Surface Pro 3 ในประเทศไทย และขายอย่างเป็นทางการ ส่วนตัวได้มีโอกาสได้ลองเล่นเจ้าตัว Surface Pro 3 จาก Microsoft Thailand ก่อนวันเปิดตัวจริงถึง 2 วัน ฉะนั้น ในตอนนี้จะมาเล่าว่า Surface Pro 3 นั้นน่าสนใจยังไง

ตัวเครื่องที่ได้ลองใช้งานนั้นเป็น Intel Core i5, RAM 4GB, SSD 128GB ซึ่งราคาขายอยู่ที่ 35,500 บาท (ราคารวมปากกา ไม่รวมคีย์บอร์ด)

20140826_183747_Android

ถึงแม้จะเป็นแท็บเล็ต แต่ด้วยความที่ส่วนประกอบภายในแบบเดียวกับโน๊ตบุ๊คบางเบา ทำให้ต้องมีช่องระบายความร้อน พร้อมพัดลมเพื่อนำความร้อนออกสู่ภายนอก ซึ่งหากใครเคยได้ลองใช้ หรือมี Surface Pro จะทราบว่า ส่วนระบายความร้อนนี้จะทำให้เครื่องหนากว่ารุ่น Surface RT อยู่พอสมควร แต่ใน Surface Pro 3 นั้นกลับทำได้บางมาก และนั้นทำให้การพกพานั้นสะดวกมากขึ้น

พอร์ตต่างๆ ไม่ว่าจะหูฟัง USB 3.0 และ Display port นั้น นั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ซึ่งมีหลายเสียงอยากให้เพิ่มพอร์ต USB 3.0 ให้มากขึ้นมากกว่าเดิมสัก 2 พอร์ต น่าจะดี แต่ก็มีทางเลือกคือ Docking Station (ที่มีให้มา 5 พอร์ต) หรือ USB 3.0 Hub มาต่อแทน ซึ่งก็อาจไม่สะดวกนักสำหรับคนที่ทำนอกสถานที่

ส่วนที่เปลี่ยนแปลงคือพอร์ตสำหรับต่อสายชาร์จไฟ ที่มีการเปลี่ยนแปลงจาก Surface รุ่นก่อนหน้านี้ ไม่สามารถนำรุ่นเก่ามาใช้งานร่วมได้เลย โดยดดูๆ แล้ว น่าจะแก้ไขปัญหาตัวเก่าที่พอร์ตสายชาร์จนั้นใช้งานได้ค่อนข้างยากได้ดีมากขึ้น เพราะรุ่นเก่านั้น ด้วยความที่มันลาดเอียง ทำให้การต่อสายชาร์จแบบแม่เหล็กนั้นทำได้ค่อนข้างยาก

20140826_184059_Android 20140826_184121_Android

ตัวเครื่องนั้นบางลงกว่าเดิมพอสมควร แน่นอนว่าความบางที่ได้มานั้น มาจากพื้นที่ที่ขยายมากขึ้นด้วยขนาดจอภาพที่ใหญ่ขึ้นจาก 10 นิ้ว มาเป็น 12 นิ้ว

มีน้ำหนักที่เบาลง หนักกว่า Surface RT แรกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้เวลาจับถือ ผมรู้สึกว่าไม่ได้แตกต่างจากเดิมเท่าไหร่นัก

20140826_195413_Android 20140826_195448_Android

ในด้านของปากกานั้น ผมไม่ได้ลองใช้วาดภาพ แต่ลองฟิลลิ่งขีดๆ เขียนๆ ได้ความรู้สึกไม่แตกต่างจาก Surface Pro ตัวแรกที่ใช้ Wacom เท่าไหร่นัก แต่ด้วยความที่ผมไม่ได้เป็นคนชอบวาดการ์ตูน เลยไม่ขอชี้นำว่ามันจะดีกว่าเดิม อาจจะต้องให้คนวาดการ์ตูนจริงจังลอง N-trig Stylus ว่าแตกต่างจากตัวเดิมแค่ไหน แต่ใช้ลอง Spot Healing Brush บน Photoshop CC เพื่อลองรีทัชภาพขนาดใหญ่จากกล้อง Nikon D800 ขนาดไฟล์ใหญ่ระดับ RAW ไฟล์ ความละเอียด 36MP แล้วบันทึกทำงานผ่านไฟล์ TIFF อีกครั้ง ตัว Surface Pro 3 ก็ยังคงทำงานได้ราบรื่นดี ความแม่นยำในการวาด Brush ทำได้ดีมากๆ ด้วยความที่ส่วนตัวใช้ Wacom Bamboo บนโน๊ตบุ๊ตในการตกแต่งภาพมาก่อน พอมาใช้แล้วรู้สึกสะดวกกว่ามาก คล้ายๆ กับ Wacom Cintiq เลยทีเดียว โดยระหว่างที่ลองทดสอบนั้น ผมไม่ได้เปิดตัวโปรแกรมอื่นๆ ร่วมด้วย โดยใช้งาน RAM ไปเกือบๆ 3.5GB โดยประมาณ

ตัวปากกามีความสามารถในการทำงานร่วมกับ OneNote ได้ดีมากๆ เพราะตัวปุ่มที่ปากกาสามารถทำตัวเป็นปุ่มเมาส์คลิ๊กขวา ยางลบ หรือเรียกเปิดแอพ OneNote ได้ทันที แต่กับแอพตัวอืนๆ นั้นอาจจะมีความแตกต่างกันไปบ้าง อาจจะต้องส่วนสอบดูอีกครั้ง เพราะยังไม่เห็นการตั้งค่าเฉพาะของแต่ละแอพ ซึ่งแตกต่างจาก Wacom ที่ตั้งค่าได้ว่าแต่ละแอพปุ่มเหล่านี้จะทำหน้าที่อะไร สร้างความหลากหลาย และแตกต่างในการใช้งานได้เฉพาะตัวมากขึ้น

จุดสังเกตคือ เจ้า N-trig Stylus นั้นต้องใช้แบตเตอรี่ขนาด AAAA (ถ่านสี่เอ) ในการทำงานด้วย ซึ่งอาจจะหายากสักหน่อย ส่วนหัวของ N-trig Stylus นั้น สอบถามทาง Microsoft Thailand แล้ว ได้ความว่ากำลังประสานงานเรื่องนี้อยู่

20140826_185736_Android

สำหรับในด้านจอภาพนั้นให้ความละเอียดระดับ 2160 x 1440 pixel แบบ Multi-touch นั้นเป็นสัดส่วนแบบ 3:2 ซึ่งแตกต่างจากแท็ตเล็ต ตัวอื่นๆ ในตลาดที่มักจะมาพร้อมสัดส่วนจอภาพแบบ 16:9 หรือ 4:3 ซึ่งในส่วนนี้แล้วแต่คนชอบ แต่ผมคิดว่าคนที่ซื้อมาใช้งานภาพถ่ายน่าจะชอบกัน เพราะสัดส่วนจะพอดีกับการถ่ายภาพไม่ว่าจะ 3:2 หรือ 4:3 ในกล้องถ่ายรูป

ความสว่าง และความเปรียบต่างของการแสดงผลนั้นทำได้ยอดเยี่ยม เสียดายว่าผมไม่ได้เอา Spyder ไปลองวัด Gamut ว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่จากมุมมองในการแสดงผลนั้น ทำได้ดี สีสันสวยงาม สีดำที่ดำได้สนิทจริงๆ ทำให้การใช้งานด้านภาพถ่ายนั้นทำงานได้สะดวกมากขึ้นด้วย เพาะจอภาพที่ให้สีดำไม่สนิทมักจะมีปํญหากับการตกแต่งภาพที่ไล่เฉดเทา-ดำ

20140826_191557_Android

มาดูด้านคีย์บอร์ดที่ตัว Surface Pro 3 นั้นไม่มี Touch Cover สำหรับตัวมันเองครับ มีแต่ Type Cover เท่านั้น แน่นอนว่า Microsoft บอกว่า สามารถเอา Touch Cover รุ่นเก่ามาใช้ได้ แต่มันดูแปลกๆ ไปนะ เพราะมันปิดจอได้ไม่ครอบคลุมสักเท่าไหร่นัก สำหรับตัว Type Cover ที่ใช้งานร่วมกับ Surface pro 3 จะมีส่วนของสอดเก็บปากกามาให้ด้วย

ปุ่ม Windows สำหรับกลับเข้าหนัา Start screen บน Surface Pro 3 ได้ถูกย้ายจากด้านล่างของตัวเครื่องมาไว้ที่ด้านข้างแทน คงเพราะ Type Cover สำหรับ Surface Pro 3 มันมีช่วงที่พับเข้าหาตัวเครื่องอยู่ส่วนหนึ่งตอนกางออกมาใช้งาน ด้วยเหตุผลด้านการสร้างความลาดเอียง และสร้างความถนัดต่อการพิมพ์มากขึ้น

สำหรับ Kick stand ที่ใน Surface RT กางได้ระดับเดียว และใน Surface 2 กางได้สองระดับแบบคงที่ พอมา Surface Pro 3 นั้นกางได้ไม่มีระดับคงที่ โดยกางได้สูงสุดถึง 150 องศา โดยไม่ได้ล็อคแบบรุ่นก่อนๆ ทำให้เราใช้งานได้หลากหลายมากขึ้นมาก

20140826_195316_Android

20140826_195633_Android 20140826_195643_Android

20140826_193218_Android 1

สำหรับลองจับ Surface Pro 3 นั้น คงเป็นการพรีวิวแบบคราวๆ ที่ยังไม่ลงลึกถึงรายละเอียดมากนักเพราะได้ลองใช้เพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่าไหร่ คงขอเวลาลองตัวจริง แบบใช้งานในชีวิตประจำวันอีกครั้งหนึ่ง แบบนานๆ หน่อย อาจจะเห็นจุดที่เป็นข้อสังเกต และควรรับทราบก่อนการตัดสินใจซื้อ

โดย Surface Pro 3 มีในไทยนั้นวางจำหน่ายทั้งหมด 5 รุ่น ในราคาเริ่มต้นที่ 29,500 บาท โดยทุกรุ่นมาพร้อมปากกา Surface Pen

ราคาขาย ณ. วันเปิดตัวจะมีราคาดังต่อไปนี้
– Intel Core i3 / RAM 4GB / 64GB ราคา 29,500 บาท
– Intel Core i5 / RAM 4GB / 128GB ราคา 35,500 บาท
– Intel Core i5 / RAM 8GB / 256GB ราคา 44,500 บาท
– Intel Core i7 / RAM 8GB / 256GB ราคา 53,900 บาท
– Intel Core i7 / RAM 8GB / 512GB ราคา 69,900 บาท

ส่วนคีย์บอร์ด Surface Pro Type Cover ที่มาพร้อมกับห่วงคล้องปากกา จะวางจำหน่ายที่ราคา 4,490 บาท

ส่วน Surface Pro 3 Docking Station นั้นทาง Microsoft Thailand คาดว่าจะนำเข้ามาขายด้วย แต่ยังไม่ให้คำตอบว่าเมื่อใด

สำหรับการประกันสินค้ามีรายละเอียดที่สอบถามทางฝั่ง Microsoft Thailand ดังนี้

1. การจำหน่ายผ่านช่องทางกลุ่มลูกค้าปลีก (Consumer Channel) ผ่าน IT City หรือ Banana IT จะได้ประกันสินค้า 1 ปี ทุกรุ่น ทุกตัว โดยขอเคลมสินค้าผ่านระบบเว็บ หรือโทรศัพท์ โดยมีพนักงานรับเคลมสินค้าจะเข้ามารับ และส่งเครื่องใหม่ให้ถึงบ้านโดยไม่ต้องนำเข้าร้านที่ซื้อมา (เป็นการเคลมสินค้าผ่าน UPS)

2. การจำหน่ายผ่านช่องทางกลุ่มลูกค้าบริษัท-ธุรกิจ (Business Channel) จะทำผ่านบริษัทตัวแทนของ Microsoft ซึ่งลองสอบถามทาง Microsoft Thailand ดูอีกที โดยจะได้ประกันสินค้า 1 ปี หรือสามารถซื้อเพิ่มเป็นแบบรับประกันแบบ 3 ปี หรือรับประกันสินค้าพร้อมรับประกันอุบัติเหตุแบบ 3 ปี ซึ่งเหมาะกับบริษัทที่ต้องการซื้อเป็นจำนวนมากๆ

โดยทาง Microsoft Thailand ยังไม่ตอบว่ากลุ่มลูกค้าปลีกจะสามารถซื้อแบบรับประกันแบบ 3 ปีเพิ่มเติมได้แบบกลุ่มลูกค้ากลุ่มบริษัท-ธุรกิจ หรือไม่ในอนาคต กำลังอยู่ในขั้นตอนการดูความเหมาะสม แต่ส่วนตัวแล้วนั้น อยากให้มี เพราะตัว Surface Pro 3 นั้น เชื่อได้ว่ากลุ่มลูกค้ามักจะซื้อไปทดแทนโน๊ตบุ๊คส่วนตัวซึ่งมักมีอายุการใช้งานประมาณ 3 ปีเป็นอย่างน้อยอยู่แล้ว

20140826_202840_Android