แก้ปัญหา Chromecast 2 (2015) ต่อ WiFi 5Ghz ไม่ได้

เพิ่งซื้อ Chromecast มาจาก AIS เอามากลับมาบ้านต่อเน็ตในบ้านแล้วต่อด้วย WiFi คลื่น 5Ghz ไม่ได้ แต่พอเปลี่ยนไป 2.4Ghz แล้วทำงานปรกติ ก็เลยงง ๆ เลยลองหาว่ามีใครเป็นแบบเราบ้าง สรุปเป็น bug ของตัว Chromecast เอง มีคนเจอปัญหานี้อยู่เยอะเหมือนกัน เลยเขียนโน๊ตไว้สักหน่อยว่าแก้ไขปัญหายังไง

วิธีการแก้ไขปัญหาต้องปรับแต่งที่ router หลักที่ใช้งาน ตามด้านล่างนี้

  1. ทำการปิดการใช้ WiFi คลื่น 5Ghz ใน router เสียก่อน
  2. เปลี่ยนชื่อ SSID ของ WiFi คลื่น 2.4Ghz ใน router เป็นชื่อเดียวกับ WiFi คลื่น 5Ghz ตัวอย่างเช่น “D-LINK 860L” to “D-LINK 860L 5G” ถ้าใช้ WPA2 ตัว key ที่ใช้เข้า WiFi ต้องเหมือนกันด้วย
  3. ทำการติดตั้ง Chromecast ผ่านมือถือใหม่ แล้วให้เลือกไปที่ “D-LINK 860L 5G”
  4. เมื่อติดตั้งเรียบร้อยแล้ว ตรวจสอบให้แน่ใจว่า cast ข้อมูลขึ้นไปได้ อาจลองเปิด Youtube เคสส่งเข้าไปดู ถ้าได้ให้ทำการถอดสายไฟออกจากตัว Chromecast ให้ปิดตัวลง
  5. ปรับ SSID ของ WiFi คลื่น 2.4Ghz และ 5Ghz กลับมาเป็นชื่อเดิม แล้วเปิดการใช้คลื่น 5Ghz อีกครั้ง
  6. ทำการเสียบสายไฟเพื่อเปิด Chromecast ลองแล้วใช้งานดูอีกครั้ง ตัว Chromecast จะต่อเข้า SSID ตัว 5Ghz ได้แล้ว

ถ้าดูจากการแก้ไขปัญหา น่าจะเป็นปัญหาตอนที่ตัว Chromecast บันทึกค่าเพื่อเชื่อมต่อ WiFi 5Ghz นั้นแหละ เราเลยต้องหลอกตัว Chromecast ให้บันทึกค่า SSID และ key จากคลื่น 2.4Ghz ที่ไม่มีปัญหาแทน

จากปัญหาข้างต้น เหมือน Google ยังไม่แก้ไข bug นี้เสียที คนที่ซื้อไปใช้ก็นึกว่าไม่รองรับ WiFi 5Ghz เพราะมันต่อไม่ได้ตามปรกติเนี่ยแหละ

อ้างอิง

แนะนำแอปฝากไฟล์เอกสาร รูปภาพ วิดีโอ และเพลงบน True Cloud ที่จะให้พื้นที่ใช้งานไม่จำกัด

เดี่ยวนี้เรามักใช้มือถือจัดเก็บข้อมูลไฟล์เอกสารมากมายลงไปในนั้นเพื่อความสะดวกในการพกพา และใช้งานในโอกาสที่จำเป็น เวลาไปท่องเที่ยว หรือพักผ่อน เราก็ถ่ายรูป-วิดีโอ และจัดเก็บไฟล์เหล่านั้นไว้ เพื่อบันทึกความทรงจำ บ่อยครั้งที่เราต้องสำรองข้อมูลเหล่านี้เพื่อป้องกันการสูญหาย ทั้งจากเหตุการณ์เครื่องหาย โดนลบโดยไม่ได้ตั้งใจ รวมไปถึงการแชร์ข้อมูลเพื่อใช้งานระหว่างเครื่องหากเรามีเครื่องหลายๆ เครื่องไว้ใช้งาน

office-336368_1920

เพราะเรื่องราวระหว่างการเดินทางไปท่องเทียว เราก็อยากเก็บไว้อย่างปลอดภัย รู้สึกว่าข้อมูลทั้งเอกสาร ภาพถ่าย และวิดีโอเหล่านี้สำคัญในการช่วยบันทึกความทรงจำ นั้นทำให้เราต้องหาบริการที่จัดเก็บข้อมูลที่มั่นคงและเข้าถึงได้สะดวก

ทางเลือกหนึ่งคือการจัดเก็บมูลเหล่านั้นไว้บน Cloud ที่ช่วยให้เราสามารถจัดเก็บ สำรอง และเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นไว้ให้อยู่กับเราไปตลอด

2016-11-13 13.55.17-1 2016-11-13 14.15.18 HDR-1

2016-11-11 07.41.21 HDR-1 2016-11-13 14.04.02-1 2016-11-11 20.23.31-1 2016-11-13 20.28.05-1

วันนี้ผมมาแนะนำบริการ True Cloud จาก True ที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์การใช้ Cloud ที่ดีที่สุด กับบริการฟรีหากคุณใช้เครือข่าย TrueMove H คุณก็จะได้พื้นที่ในการบันทึกสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ไม่จำกัด ช่วยให้เราสะดวกสบายมากขึ้น

โดยทาง  Truemove H จัดแพ็กเกจเอาใจชาวสมาร์ทโฟนที่ต้องการเชื่อมต่อโลกออนไลน์ให้เล่นเน็ต 4G+ และสามารถใช้งานร่วมกับ True Cloud ได้เร็วแรงต่อเนื่องไม่มีสะดุด โดยข้อเสนอรับเน็ตฟรี เดือนละ 2 GB นานกว่า 20 เดือน (รวมทั้งหมด 40 GB) ซึ่งทำให้นำมาใช้งานร่วมกับการฝากไฟล์รูปภาพ วีดีโอ เพลง บน True Cloud ได้อีกไม่อั้นผ่านแอพ True ID วิธีการใช้งานก็เพียงแต่ ดาวน์โหลดแอพ TrueID ได้จาก Link ต่อไปนี้ iOS | Android ก่อน แล้วเปิดเบอร์ใหม่กับทางทรูมูฟ เอชแบบรายเดือน พร้อมกับสมัครแพ็กเกจรายเดือน 4G+ Super Smart 499 ขึ้นไป ก็จะได้รับเน็ตตามแพ็กเกจหลัก 2GB บวกกับรับเน็ตฟรีอีก 2GB และพิเศษกับการรับการรับเน็ตเพิ่มเติมอีก 2GB ต่อเดือน นาน 20 เดือน ซึ่งทำให้สามารถใช้เน็ตในแต่ละเดือนได้มากจุใจถึง 6GB กันเลยทีเดียว

image

การใช้งาน True Cloud ภายในแอป TrueID ทำได้ดังต่อไปนี้

เมื่อเปิดแอป TrueID ให้เข้าไปที่ Setting (รูปฟันเฟืองมุมขวา) แล้วเลือก SYNC

Screenshot_2016-11-21-12-12-54 Screenshot_2016-11-23-02-11-14

เลือก Enable sync และเลือกชนิดข้อมูลที่ต้องการ Sync ได้ตามต้องการ และเลือกว่าอยาก Syncing Method แบบไหน เช่น ให้ Sync กับ Cellular data + Wi-Fi หรือ Wi-Fi Only

Screenshot_2016-11-23-02-14-47 Screenshot_2016-11-23-02-14-53

พอปรับแก้พวก Setting ต่างๆ แล้ว เราก็พร้อมกับการใช้งาน True Cloud

ไปที่ส่วนของ Access เป็นส่วนหลักในการเข้าใช้งาน True Cloud โดยจะเป็นไปตามประเภทของไฟล์ที่เราจะใช้งาน

โดยแบ่งตามประเภทดังต่อไปนี้

  1. Photos
  2. Videos
  3. Music
  4. Contact
  5. Files

สำหรับในส่วนสุดท้ายจะเป็นอีเมลของเราบน @itruecloud.com

Screenshot_2016-11-21-12-12-59 Screenshot_2016-11-21-17-39-00

ในส่วนที่อยากแนะนำคือส่วนของ Photos, Videos และ Files เพราะเป็นส่วนที่ใช้ผมใช้เยอะสุดแล้ว

โดยในส่วนของ Photos และ Videos จะคล้ายๆ กัน คือไฟล์ทุกไฟล์ในเครื่องเราเพียงแค่กดปุ่ม Sync Now ตัวแอป trueid จะทำการหาไฟล์แล้วโยนอัพโหลดเข้า True Cloud ให้เราให้ทันที ซึ่งทำให้เราไม่ต้องมาคิดมาว่าไฟล์ไหนบ้างจะถูกโยนขึ้นไปบนนั้น

สำหรับในการจัดการไฟล์ก็ไม่ยาก สามารถแชร์และลบไฟล์ได้ รวมไปถึงดาวน์โหลดกลับมาก็ยังได้

Screenshot_2016-11-21-12-49-30 Screenshot_2016-11-21-12-51-23 Screenshot_2016-11-21-13-10-02

Screenshot_2016-11-21-13-09-23 Screenshot_2016-11-23-02-31-19 Screenshot_2016-11-23-02-31-30

Screenshot_2016-11-23-02-11-23 Screenshot_2016-11-23-02-28-42

ในส่วนของไฟล์เอกสาร นั้นในตัว True Cloud มีให้เราใส่เอกสารลงไป แล้ว sync ขึ้น True Cloud ทำให้เราไม่ต้องกลัวข้อมูลสูญหาย อีกทั้งยังสามารถกำหนดให้เป็นแบบส่วนตัวหรือสาธารณะหรือให้ผู้อื่นใช้งานร่วมกับเราก็ได้ แชร์ไฟล์ให้เข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลาทุกอุปกรณ์ผ่านเครื่อข่ายอินเตอร์เน็ต

Screenshot_2016-11-23-02-04-09 Screenshot_2016-11-23-02-32-27

จากทั้งหมดที่กล่าวมาบริการ True Cloud จาก True ช่วยเพิ่มประสบการณ์การใช้ Cloud ที่ดีที่สุด ผ่านเครือข่ายทรู 3G/4G/Wifi by TrueMove H/True Online ซึ่งสามารถใช้กับสมาร์ทโฟน 4G ทั้ง iOS และ Android เพียงเปิดเบอร์หรือหรือย้ายค่ายมา TrueMove H รับเน็ตฟรี 40 GB และบริการ True Cloud ฟรีไม่อั้น

ข้อมูลโปรโมชั่นสำหรับลูกค้ารายเดือนและเติมเงิน

image

Smartwatch กับตลาดที่ไม่กว้างอย่างที่คิด

ว่ากันตรงๆ ตลาด smartwatch มันก็ทรงๆ เงียบๆ มาสักพักแล้ว คือตัวเลือกมี ว้าวได้ แต่ใช้ไปนาน ๆ จะรู้ว่ามันก็ทำได้เท่าที่มันควรทำได้ประมาณหนึ่ง

ส่วนตัวใช้ smartwatch อย่าง Pebble Classic มา 1-2 ปี (ถ้าคำนวณไม่พลาด) แรกๆ ก็อัดความสามารถด้วยการใส่แอปลงไปเยอะๆ ควบคุมมือถือโน้น-นี่ได้มากๆ แต่สุดท้าย ก็ถอดออกเหลือแค่ watchface, แอปพื้นฐานจำพวกควบคุมแอปฟังเพลง, ดูสภาพอากาศวันนี้, รับข้อความ-แจ้งเตือน แล้วก็ activity tracking เพียงแค่นั้น ส่วนพวกอะไรเยอะๆ เอาออกไปหมดเลย เพราะมันใช้งานแล้วมันไม่สุด เพราะสุดท้ายก็ต้องหยิบมือถือมาใช้อยู่ดี ซึ่งก็พบว่า เออ smartwatch มันก็ทำได้ประมาณนี้ก็คงพอแล้วแหละ

เพราะถ้าใส่อะไรลงไปมาก ๆ เราหยิบจับใช้งานมันบ่อย ๆ มันก็ใช้งานได้น้อยวันลง อย่างปรกติใช้งานแบบดูบ้างอะไรบ้างนิดๆ หน่อย ก็ได้จำนวนวัน 4-7 วันกับจอภาพขาวดำก็ถือว่าไม่แย่ แต่หากเอาให้จำนวนวันมากระดับเป็นเดือนนี่คงยาก และถ้าใช้จอสีมีความละเอียดเยอะ ๆ ก็อยู่ได้วันต่อวันแค่นั้น ซึ่งมันก็กลายเป็นลำบากคนใช้งานแทน ขนาดผมใช้ Pebble Classic ชาร์จทุกๆ 4-5 วัน ยังลืมชาร์จอยู่บ่อยๆ ชวนหงุดหงิด แล้วคิดถึงบางรุ่นที่ต้องชาร์จทุกวัน เราก็รู้สึกหงุดหงิดแทนแน่ๆ

แล้วมามองอีกมุมว่า ที่มันทรงๆ เงียบๆ คงเพราะตลาดมันก็ไม่กว้างมากพอ ผู้เล่นในตลาดเยอะ แถมต้องไปตบตีกับตลาดนาฬิกาเดิมอีก เพราะบางคนมีนาฬิกาตัวโปรดแพง ๆ อยู่แล้ว แล้วคนเรามีแค่มือซ้าย-ขวา แถมใส่นาฬิากาก็ควรใส่แค่เรือนเดียว ไม่เหมือนมือถือที่พก 2-3 เครื่องก็ยังดูไม่แปลกเท่าไหร่ เผลอๆ พื้นที่ sport band ยังมีให้เล่นมากกว่าเลย เพราะใส่นาฬิกาซ้าย ใส่ sport band ขวายังพอรับได้มากกว่าใส่นาฬิกาซ้าย-ขวา

สุดท้ายในด้านราคา ตัว smartwatch มันก็ไม่ถูกด้วย Pebble เข้าไทยก็โดดไป 8-9 พันบาทโน้น ต้องรอสอยตอนลดราคา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงยี่ห้ออื่นๆ เกือบหมื่นหรือหลักหมื่นขึ้นทั้งนั้น สรุปเก็บตังซื้อมือถือดีกว่า

ลงทะเบียนล่วงหน้าบริการพร้อมเพย์ (PromptPay) แบบง่ายๆ กับกรุงศรี พร้อมเพย์ (Krungsri PromptPay)

บริการพร้อมเพย์ (PromptPay) หรือชื่อเดิมคือ Any ID เป็นบริการเพื่อเพิ่มช่องทางในการรับ-โอนเงินระหว่างกัน โดยเข้ามาแทนที่หมายเลขบัญชีธนาคารที่เราจดจำได้ยาก โดยรัฐบาลมีแนวคิดการจ่ายเงินสวัสดิการและการคืนภาษีต่าง ๆ ให้แก่ประชาชนผ่านเลขประจําตัวประชาชน และถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาระบบ โครงสร้างพื้นฐานระบบชำระเงินของประเทศไทย (National e-Payment)

โดยในระยะเริ่มต้นระหว่างวันที่ 1 – 14 กรกฎาคม 2559 จะเป็นการเปิดให้ผู้ใช้บริการลงทะเบียนล่วงหน้า โดยใช้เพียง เลขประจำตัวประชาชน หรือหมายเลขโทรศัพท์มือถือ ในการลงทะเบียนเพื่อผูกเข้ากับหมายเลขบัญชีธนาคาร และรายงานผลผ่านทาง SMS, อีเมลหรือไปรษณีย์หลังจากวันที่ 15 กรกฎาคม 2559

และตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นไป สามารถลงทะเบียนผูกบัญชีกับธนาคาร และทางธนาคารจะแจ้งผลการลงทะเบียนได้ในทันที

วันนี้เลยมาแนะนำวิธีลงทะเบียนล่วงหน้าบริการกรุงศรี พร้อมเพย์ จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา ผ่านหน้าเว็บให้ดูกัน

1. เข้าไปที่ ลงทะเบียนง่าย ๆ โดยเข้าไปที่ krungsri.com/promptpay

2. ทำการกรอก หมายเลขบัญชีธนาคารกรุงศรี, หมายเลขโทรศัพท์มือถือ และ รหัสประจำตัวประชาชน 6 หลักสุดท้าย

2016-07-01_121830

3. ระบบจะแจ้งว่า ชื่อบัญชี และหมายเลขบัญชี ที่แสดงอยู่ จะให้ผูกกับเบอร์โทรศัพท์ หรือหมายเลขบัตรประชาชน ตัวไหน แล้วเลือกยอมรับเงื่อนไขและข้อกำหนด

2016-07-01_122809c

4. หากเลือกลงทะเบียนด้วย หมายเลขบัตรประชาชน จะแจ้งผลการลงทะเบียน และทางธนาคารจะส่งผลการลงทะเบียนให้ทาง SMS อีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นไป

2016-07-01_122857c

5. หากเลือกลงทะเบียนด้วยหมายเลขโทรศัพท์ จะมีการยืนยันหมายเลขโทรศัพท์ผ่าน OTP ก่อน อีก 1 ขั้นตอน แล้วจึงแจ้งผลการลงทะเบียน โดยทางธนาคารจะส่งผลการลงทะเบียนให้ทาง SMS อีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นไป

2016-07-01_174828c

เพียงขั้นตอนง่ายๆ เท่านี้ เราก็สามารถลงทะเบียนล่วงหน้า เพื่อผูกหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน หรือหมายเลขโทรศัพท์เข้ากับบริการพร้อมเพย์ ผ่านธนาคารกรุงศรีได้แล้ว

สำหรับข้อมูลอื่นๆ สามารถอ่านต่อได้ที่ เกี่ยวกับกรุงศรี พร้อมเพย์ (Krungsri PromptPay)

3152

 

ลองทดสอบใช้ AIS WiFi Calling บน iPhone 6

เมื่อวานช่วงกลางคืน (คืนวันที่ 17 มิ.ย. 59) เจอข้อความใน timeline บน Twitter แจ้งว่า AIS เปิดให้ใช้ AIS WiFi Calling ได้แล้วเลยลองทดสอบดู

โดยวิธีการเปิดใช้งานบน iPhone

  1. ให้อัดเดท Carrier เป็น AIS ตัว 24.2 (ดูได้ที่ Settings ตามด้วย General และ About)
  2. กดขอใช้บริการ AIS WiFi Call ผ่านเบอร์ *399*1# แล้วรอสักครู่
  3. เปิดใช้งานบนเครื่อง ให้ไปที่ Settings ตามด้วย Phone และ Wi-Fi Calling
  4. เปิดตัวเลือก WiFi Calling on This iPhone ขึ้นมา
  5. ลองกด Airplane Mode แล้วเปิดรับสัญญาณ WiFi อย่างเดียว ก็จะขึ้น AIS WiFi Call ด้านซ้ายมือบน

จากการทดสอบในการโทรศัพท์ ให้เสียงโอเค การตอบรับทำได้เร็วมาก โดยได้รับสัญญาเรียกทันที

ส่วนที่หลายคนกังวลเรื่องการรับ-ส่ง SMS ได้ทดสอบแล้วใช้งานได้ปรกติ ทั้งจากการรับ-ส่งระหว่างเครื่องโทรศัพท์ หรือการรับจากบริการที่ส่งหมายเลข OTP ทั้งไทยและต่างประเทศ

ข้อดีของการใช้ WiFi Calling คือช่วยให้การรับบริการในบางพื้นที่ที่เป็นจุดอับสัญญาณ ยังสามารถใช้งานโทรศัพท์ได้อย่างทั่วถึง ตัวอย่างเช่นในคอนโด หรืออาคารที่ cell site ส่งสัญญาณเข้าไปได้ยาก พบว่าสัญญาณอ่อน หรือไม่มีสัญญาณ ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากความสามารถนี้อย่างมาก

ส่วนราคาในการคิดค่าใช้บริการบน WiFi Calling แทนสัญญาณโทรศัพท์ปรกตินั้น ยังไม่มีข้อกำหนดอะไรออกมาอย่างชัดเจน แต่จากการคาดเดา คิดว่าคงอ้างอิงตามราคาปรกติบนแพ็คเกจปรกติที่ผูกกับเบอร์ของเรา ส่วนว่าหากไปต่างประเทศแล้วค่าบริการจะอ้างอิงยังไงบ้าง อาจจะต้องรอข้อกำหนดอย่างเป็นทางการอีกครั้ง แต่อีกค่ายที่เปิดบริการไปก่อนหน้านี้อ้างอิงราคาตามปรกติหากโทรหาเบอร์ภายในประเทศไทย

ณ ตอนที่ทดสอบยังไม่มีความสามารถ Calls on Other Devices และ Update Emergency Address แต่อย่างใด

13475057_10154196757430275_328057689083887579_o