วิธีตั้งค่าสลับภาษาด้วย Grave Accent (`) บน Windows 10 April 2018 Update (version 1803)

โน๊ตไว้หน่อย เพราะบน Windows 10 April 2018 Update (version 1803)  โดนเปลี่ยนที่ตั้งค่า แล้วมีคนถามมาวันสองวันแล้ว เลยเอามาเขียนไว้สักหน่อย จะได้ไม่ต้องบอกหลายรอบ 5555555

1. ไปที่ Windows Settings แล้วไปที่ Time & Language

2. เลือกที่ Region & language

หมายเหตุ: ถ้าใครไม่มี ไทย เพราะเพิ่งเริ่มติดตั้งใหม่ ให้ไปที่ Preferred languages ก่อน แล้วทำการ Add a language ตัวภาษา ไทย ลงไปก่อน

3. เลื่อนส่วนตั้งค่าด้านขวาลงมาที่ Related settings เลือกที่ Advanced keyboard settings

4. ไปที่ Language bar options

5. เลือกที่ Advanced keyboard settings แล้วไปที่ Hot keys for input languages แล้วเลือก Between input languages

6. ที่ Switch Input Language เลือก Grave Accent (`) แล้วกด OK

สรุป Timeline ย้ายค่าย LINE Mobile และความคิดเห็นหลังจากย้ายมาใช้ 20 วัน

จาก blog ก่อนหน้านี้ที่ ลองสมัครย้ายค่าย LINE Mobile

ก็สรุปลำดับการย้ายค่ายคือ

  • Oct 30, 2017 – แจ้งย้ายค่าย Truemove H ไป LINE Mobile ผ่าน *151*
  • Oct 30, 2017 – Truemove H โทรมาตรวจสอบและยืนยันการย้ายค่าย
  • Nov 1, 2017 – ได้รับ SIM จาก LINE Mobile ผ่าน Kerry Express
  • Nov 2, 2017 – ได้รับใบเสร็จรับเงินค่าบริการเดือนแรกของ LINE Mobile ผ่านทางจดหมาย
  • Nov 7, 2017 – ใช้งานได้
  • Nov 7-28, 2017 – ใช้งานมาแล้วประมาณ 20 วัน

ความคิดเห็นหลังจากย้ายมาใช้ LINE Mobile โดยวัดจากมือถือที่ใช้งานเป็นระบบ dual SIM โดยเครือข่ายที่เอามาเปรียบเทียบคือ AIS ใช้ data plan ที่ 20GB พื้นที่ทดสอบก็บริเวณ สยาม ถ.พระราม 3 และแถวๆ ถนนเจริญกรุง และลองไปใช้ในงานที่มีคนเยอะๆ มารวมตัวอยู่ด้วยกันมาก อย่าง CAT Expo 4 วันที่ 25 และงานรับปริญญาธรรมศาสตร์วันที่ 26 ที่ผ่านมา

พบว่าเครือข่าย DTN ที่ LINE Mobile ใช้นั้น มีปัญหามาก คุณภาพไม่คงที่ แม้ว่าในหลายพื้นที่ AIS จะช้ากว่า DTN แต่ความเสถียรในการรับ-ส่งข้อมูลกลับนิ่ง-ราบรื่นกว่า ผิดกับ DTN ที่แม้จะได้ความเร็วที่ดีกว่า แต่ความเสถียรกลับน้อยกว่า “มาก” สัญญาณแกว่งมาก ดูวิดีโอ หรือโหลดข้อมูลที่ต้องการความต่อเนื่องจะเห็นชัดเจนมาก (speed test ค่าย AIS ได้ 8-12Mpbs ส่วน DTN วิ่งไป 5-20Mbps)

จากปัญหาสัญญาณแกว่งของ DTN ทำให้ data ของ AIS ที่มีจำนวนเท่ากันที่ 20GB หมดก่อน ส่วนของ DTN ยังเหลือออยู่ 13GB ทั้งๆ ที่ปรับเอา DTN มาใช้เป็นเครือข่ายหลักแล้ว แต่หลายๆ จุดหลายๆ ที่ไม่สามารถตอบสนองการใช้งานได้ ต้องย้ายมาใช้ AIS อยู่เยอะมาก จนน่ารำคาญ

สรุปสั้นๆ ถ้าไม่ลดราคา 50% ลงมาที่ 300 บาท ได้ data 20GB แนะนำให้ย้ายออก หากยังไม่ปรับปรุงคุณภาพให้ดีกว่านี้ (ผมคิดว่าจะใช้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดโปร 50%)

เหตุผลที่เปลี่ยนจาก Truevisions (ดูผ่านดาวเทียม) มา Bein sport connect

  1. Bein ถ่ายบอล UCL หรือลีคอื่นๆ ที่เกินกว่า Bein 1-4 ส่วนมาก Truevisions จะไม่ค่อยขยายช่องเพิ่มให้ หรือหากขยายช่องเพิ่ม ช่องที่ขยายก็เป็น SD อีก ส่วน Bein Connect มีช่อง Extra ให้ดูเพิ่มได้สบายๆ อย่างเมื่อคืนดู atletico madrid ผ่าน Bein Extra บน Bein Connect แทน เพราะ Truevisions ไม่ถ่าย ดันไปถ่าย EPL หมดทุกช่อง Bein 1-4 เลย
  2. Bit rate ของภาพที่ได้ของ Truevisions ดาวเทียม มันแย่กว่าปีก่อน คือเทียบกับ Bein Connect 1280×720 3Mbps คิดว่าภาพไม่หนีกันเท่าไหร่ ดีเลย์พอควร (นาทีนึงได้) แต่ทดแทนด้วยข้อต่อไป
  3. เวลาฝนตกตัว Bein ดูได้สบายๆ ส่วน Truevisions ก็ดับตามระเบียบ คู่ที่ทำให้ผมคิดจะย้ายและเป็นฟางเส้นสุดท้ายคือ คู่แดงเดือด ฝนตกหนัก ดับนานมาก (ข้อจำกัดดาวเทียมเราเข้าใจ) แต่ Anywhere ก็ล่ม TrueID ก็ล่ม จนต้องกด 49 บาทดูผ่าน Bein Connect แทน อันนี้ไม่ใช่แล้ว

สรุป 3 องค์ประกอบ ก็เลยเลิกแล้วกัน ส่วนบอลไทยกับลีคญี่ปุ่น ก็คงตามเท่าที่ตามได้แทน ทำใจ

ปล. ประจวบเหมาะกับย้ายค่าย Truemove H พอดีเลยแฮะ พอดีคอนโดติด fiber เข้าห้องไม่ได้ เลยทำใจตอนฝนตกซึ่งแบบ ….

ลองสมัครย้ายค่าย LINE Mobile

LINE Mobile นี่ทำเรื่องย้ายค่ายง่ายมากจริงๆ ทำผ่าน online ได้ทั้งหมดเลย

คือเริ่มแรกเกิดจาก Truemove H ที่ใช้รับ SMS 2FA จาก Twitter ไม่ได้ โทรเข้า CC ไป 2 รอบ และ Chat อีก 1 รอบ ก็แก้ไขปัญหาไม่ได้ คือ จนท บอกว่าไม่ได้ block อะไรเลย ก็บอกว่าสัญญาเรามีปัญหาหรือเปล่า เราก็บอกตลอดว่าไม่นะ นี่ยังรับ-ส่ง SMS ได้ แถมรอบล่าสุด เพิ่งได้ SMS แจ้งยอดค่าบริการล่าสุดได้อยู่ แสดงว่าไม่น่าเกี่ยวหรอก สุดท้ายก็เลิกล้มความตั้งใจ ย้ายค่ายแทนแล้วกัน

การย้ายค่ายก็ไม่ยากเท่าไหร่ ก็เข้าเว็บ LINE Mobile กด *151* อะไรพวกนี้ (รหัสตามหน้าเว็บ) แล้วได้โค้ดมาจำนวนหนึ่งมาเพื่อนำไปย้ายค่าย (ทำคล้ายๆ กับย้าย Registrar ของ Domain name เลยแฮะ) แล้วก็ไปกรอกในหน้าเว็บ LINE Mobile กรอกข้อมูลส่วนตัว ถ่ายรูปบัตรประจำตัวประชาชน นิดหน่อย กรอกที่อยู่จัดส่งเอกสาร แล้วสุดท้ายชำระเงินด้วย LINE Pay ผ่านบัตรเครดิต ทุกอย่างจบใน 10 นาที นั่งรอซิมใบใหม่ที่บ้าน โปรที่ใช้ก็ตัว 300 บาท data 20GB (โปรแบบลด 50%)

คล้อยหลังไปสัก 2 ชั่วโมง Truemove H ก็โทรมาง้อ แต่คงไม่ได้ผลหรอก เพราะให้โอกาสหลายรอบแหละ ก็เลยยืนยันย้าย ได้โปรลับคล้ายๆ กับ LINE Mobile เลย แต่คือเราต้องการใช้งานมากกว่าโปรที่ล่อใจตรงนั้น SMS 2FA รับไม่ได้ ให้ data มาก็ไม่ได้ช่วยอ่ะ คนละประเด็น

ตอนนี้ก็หวังว่าเอามาใช้แล้วมันจะดีนะ คือไม่ดีก็ย้ายออก ไม่ได้ยากอะไร brand loyalty สำหรับกลุ่มสินค้าหลายๆ กลุ่มผมไม่ค่อยมีหรอก ตอบสนองความต้องการได้ ก็ใช้ต่อ ถ้าไม่ได่ดั่งใจก็ย้ายออก แค่นั้นเอง

ลอง OneDrive Files On-Demand บน Windows 10 Fall Creators Update แล้วพบว่า จ่ายเงินกับ Dropbox Professional ดีกว่า

หลังจาก Dropbox ออก Smart Sync ที่เป็น Files On-Demand แต่เสียเงินเพิ่ม $100 สำหรับ feature ดังกล่าว

(upgrade plan จาก Dropbox Plus ราคา $99.99/Year ไปใช้ Dropbox Professional ราคาเต็ม $199.99/Year)

เมื่อคืนที่ผ่านมา ผมก็ย้ายข้อมูลไปไว้บน OneDrive แทน เพราะจะใช้งาน Files On-Demand ของ OneDrive ที่เป็นความสามารถใหม่ที่มาพร้อมกับ Windows 10 Fall Creators Update แทนจ่ายเงินให้กับ Dropbox Professional เพิ่มอีก $100

การทดสอบนี้ใช้ทั้ง OneDrive (Consumer) และ OneDrive for Business เพราะผมมีทั้ง 2 แบบเลย โดย OneDrive (Consumer) มีพื้นที่ 38GB และ OneDrive for Business มีพื้นที่ 1TB ซึ่งใช้ client ของ OneDrive ตัวล่าสุดบน Windows 10 Fall Creators Update

แล้วพบว่า …..

ผมกดจ่ายเงินอัพ Plan ไปใช้ Dropbox Professional ต่อไปดีกว่า …..

อ้าวววววว!!!

สิ่งที่เจอบน OneDrive (Consumer) และ OneDrive for Business ทั้ง 2 ตัว แล้วพบว่ามันทำงานได้แย่ และยังสู้กับ Dropbox ไม่ได้ก็คือ

  1. หากจำนวนไฟล์เยอะมากๆ พบว่ามันทำงานได้ช้ามาก (เยอะแน่นอน ให้พื้นที่มา 1TB ไฟล์มันต้องเยอะอยู่แล้ว) ช้าในระดับที่เปิดเพลง Spotify ฟังยังกระตุก และพัดลม CPU ทำงานเต็มรอบมันตลอดเวลา
  2. จากข้อข้างบน การอัพเดทไฟล์ใดๆ จะทำให้ OneDrive มันต้อง Looking for changes แล้วเวลาเกิดการทำงานนี้ มันจะกิน CPU สูงมากตลอด (เป็นเหตุผลของการกระตุกของการทำงานร่วมกับแอปอื่นๆ)
  3. OneDrive for Business ไม่รองรับอักขระพิเศษหลายตัวที่ File System ปรกติมันรองรับ ต้องมา rename ไฟล์โน้นนี่เยอะไปหมด

    สำหรับในส่วนของชื่อไฟล์ภาษาญี่ปุ่นนั้น ทดสอบซ้ำอีกรอบ น่าจะเป็นเพราะ folder มีอักขระพิเศษ (มี # อยู่ที่ชื่อ folder) และชื่อไฟล์มีอักขระพิเศษเลยโดน OneDrive for Business มัน Block ซึ่งปัญหานี้ไม่พบบน OneDrive (Consumer)
  4. การโหลดข้อมูลเข้า Cloud ของ Microsoft ทำงานช้ามาก การอัพโหลดไฟล์เยอะๆ ตัวโปรแกรมมันก็ทำงานช้าแล้วนะ แต่ตัว Cloud ก็ยังทำงานาช้าอีก แถมบางครั้ง Web และ App บนมือถือก็เหมือนจะอัพเดทไฟล์ไม่ทันที ต้องรอสัก 10 นาทีถึงจะเห็นไฟล์ที่อัพโหลดไปเสร็จแล้วเมื่อ 10 นาทีก่อน อาจจะเป็นผลจากข้อแรกคือ ไฟล์เยอะ การ refresh ข้อมูลใหม่เลยทำงานช้าตามไปด้วย

สรุป OneDrive Files On-Demand อาจจะเหมาะกับไฟล์น้อยๆ มั้ง ไฟล์เยอะๆ แบบเรานี่คงจะไม่ไหว (แต่ OneDrive for Business พี่ให้พื้นที่มา 1TB เลยนะ)

หมายเหตุ สิ่งที่เพิ่มมาใน Dropbox Professional คือ

  • Smart Sync (Files On-Demand)
  • Full text search (เอาไว้ค้นหาข้อมูลในไฟล์)
  • File version history 120-day history (Plus ให้ 30-day)
  • Shared link controls (Plan เก่ามันเคยมี มันถอดออกมาให้ Pro ใช้แทน)

ซึ่งเป็นความสามารถที่ดีมากๆ ทุกตัว แต่ก็ช่างใจนิดนึงกับราคาที่แพงขึ้นมากจนน่าตกใจ