XnView ตัวแทน ACDSee System

กะว่าจะเขียน Preview แต่ช่วงนี้ไม่ว่างเลย ได้แต่เขียน Blog คือถ้าเขียน บทความ อะไรไปเนี่ย มันต้องน่าจะได้มากกว่าความคิดของเรา เนื้อหามันน่าจะเป็นแนวที่ทุกคนอ่านได้ โดยไม่ใส่ความคิดของเราไปมากเกินไป แต่ที่เขียน Blog เนี่ยจะเป็นความคิดของเราซะมากกว่า หรือเป็นเรื่องที่เราสนใจ และเป็นสิ่งที่เราเห็นด้วยซะมาก ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะรับได้ ทำให้เขียนใน Blog มากกว่าใน บทความของเว็บ เดี่ยวคนเข้าเว็บขาประจำเค้าจะบ่อนเอาว่าแบ่งเนื้อหาไม่เป็นเลยแบ่งมาลงใน Blog แทนดีกว่าเขียนง่ายและแทบจะไม่ต้องคิดมากในเรื่องอ้างอิงมากเกินไปด้วย

มาต่อกันที่โปรแกรมที่แนะนำก่อน เดี่ยวจะเอาไป Preview ดีกว่าคือ XnView นั้นเอง เป็นโปรแกรมลักษณะ Images Viewer ซึ่งเหมือนกับ ACDSee และมีความสามารถบางอย่างที่หลากหลายคล้ายๆ กัน อีกทั้งมัน Freeware ดีด้วย ซึ่งก็คงเกือบๆ เหมือนกับโปรแกรม Picasa ใน Blog ที่ผ่านๆ มา แต่ Picasa มันออกไปทาง Images Cataloguer หรือ Photo Album มากกว่าเหมาะสำหรับคนที่มีรูปภาพเยอะ หรือเป็นคนชอบถ่ายรูปจะเหมาะกับ Picasa ส่วน XnView จะเหมาะสำหรับการทำงานด้านดูรูปและจัดการรูปมากกว่า

ตอนนี้ก็เอา ACDSee ออกไปแล้ว คือพยายามลดโปรแกรมที่ละเมิดลงไปเรื่อยๆ อันไหนต้องใช้หรือไม่มีปัญญาซื้อ ก็หาตัวที่มาแทนเรื่อยๆ อันไหนจะมีปัญญาซื้อแต่ไม่มีเวลาไปซื้อก็ใช้มันไปก่อน (ฮา……) พยายามปรับๆ มาเรื่อยๆ

คือเอา ACDSee ออกไปปั้บ ใช้ XnView แทนรู้สึกว่ามันใช้ทรัพยากรน้อยกว่า และโหลดเีร็วกว่าเยอะเลย คือคลิ้กปุ๊บ มาปั้บ แหมมม รวดเร็วจริงๆ …… คิดไปคิดมา หลงใช้อยู่ตั้งนานไอ้ ACDSee เนี่ย แล้วเจ้า XnView ก็ทำงานได้ดี และรู้สึกว่ามันจะรองรับงานที่ผมทำได้ทุกอย่างที่เคยทำใน ACDSee ได้อีกด้วย โอ้ววววววว สุดยอด …….

แต่ก็ขอบใจนะ ACDSee ที่รับใช้เรา (แม้จะไม่ได้เงินไปเราสักบาทเดียว เฮ้ย สักดอลล่า เดี่ยว :P

 

ท่าทางจะต้องซื้อ Windows ซะแล้ว ……

วันนี้ไปอ่านข่าวจากเว็บผู้จัดการมาก เรื่อง …..

ไมโครซอฟท์เผยดีเดย์กลางปี จำกัดทางอัปเดทวินโดวส์เถื่อน
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 มกราคม 2548 09:57 น.

ไมโครซอฟท์กำหนดใช้ Windows Genuine Advantage กลางปีนี้ หลังทดสอบระบบมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2004 เพื่อจำกัดทางดาวน์โหลดข้อมูลจากเว็บไซต์ของไมโครซอฟท์ของผู้ที่ใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน ซึ่งมีผลโดยตรงกับ Windows Updates แบบแมนนวล ส่วนฟังก์ชั่น Windows Automatic Updates จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ผู้ผลิตซอฟต์แวร์อันดับ 1 ของโลก เปิดเผยเมื่อวันพุธที่ 26 มกราคม 2005 ว่า ไมโครซอฟท์มีกำหนดเริ่มใช้ Windows Genuine Advantage เทคโนโลยีเพื่อการตรวจสอบลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ในกลางปีนี้ หลังจากที่ได้ทดสอบระบบมาได้ระยะหนึ่ง

ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ถ้า Windows ที่ใช้เป็นซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ คุณก็สามารถดาวน์โหลดซีเคียวริตี้แพ็ตช์และซอฟต์แวร์อัพเดทจากเว็บไซต์ 2 แห่ง ได้แก่ Download Center และ Windows Update ของไมโครซอฟท์ได้แบบไม่มีปัญหา แต่ถ้าระบบปฏิบัติการที่คุณใช้เป็นซอฟต์แวร์เถื่อน ระบบจะแจ้งให้คุณทราบว่าซอฟต์แวร์ที่คุณกำลังใช้อยู่นั้นผิดกฎหมาย ก่อนจะเปิดโอกาสให้คุณดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ได้บ้าง เฉพาะบางตัว ตามการเปิดเผยของไมโครซอฟท์

อย่างไรก็ตาม สำหรับฟังก์ชั่น Windows Automatic Updates จะยังไม่ได้รับผลกระทบ และยังสามารถดาวน์โหลดได้ตามปกติ เดวิด ลาซาร์ (David Lazar) ผู้อำนวยการฝ่ายวินโดว์สไคลเอนต์ บริษัทไมโครซอฟท์ กล่าว

วัตถุประสงค์เพื่อลดหรือจำกัดปัญหาซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ของ Windows Genuine Advantag มีแนวทางปฏิบัติก็คือ ผู้ที่ใช้ซอฟต์แวร์ถูกกฎหมายจะได้รับบริการที่ดีกว่า ลาซาร์กล่าวว่าสิ่งที่ไมโครซอฟท์ต้องการคือการเพิ่มค่าให้กับวินโดวส์ถูกลิขสิทธิ์ สร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้น โดยจะเพิ่มในส่วนของซีเคียวริตี้ที่จะสามารถเชื่อถือได้มากกว่า

“เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายป้องกันและกำจัดการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เป้าหมายคือให้ลูกค้ารับทราบข้อมูลที่แท้จริงและชอบซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์มากกว่า” เขากล่าวและว่า “สำหรับผู้ใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ พวกเขาจะเข้าถึงทรัพยากรต่างๆของไมโครซอฟท์ได้มากกว่าและคุ้มค่ากว่า ส่วนผู้ใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนจะถูกจำกัดสิทธิ์ในการเข้าถึงทรัพยากรบางอย่าง”

Windows Genuine Advantage ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไมโครซอฟท์พยายามตรวจสอบ Windows ว่าแท้หรือไม่ ระบบแบบนี้มีอยู่แล้วใน Windows Update ที่จะมีการตรวจสอบโวลุ่มไลเซนส์ก่อนเพื่อให้รู้ว่าเป็นซอฟต์แวร์เถื่อนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม “Windows Genuine Advantage จะมีการตรวจสอบในรายละเอียดที่มากกว่า … แม้ไลเซนส์คีย์ที่คุณใช้จะเป็นของแท้ แต่หากไลเซนส์ดังกล่าวถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมายแล้ว ระบบจะถือว่านั่นเป็นซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์” ลาซาร์กล่าว

สำหรับผู้ที่ใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนอยู่แล้วต้องการเปลี่ยนมาใช้ของแท้ ทางไมโครซอฟท์มีโครงการสนับสนุนให้สามารถซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ได้ในราคาลดพิเศษ แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าถูกหลอก ไม่ใช่เต็มใจใช้ของเถื่อน เช่น แจ้งแหล่งที่ได้มา หรือมีหลักฐานการได้มา เป็นต้น

ซอฟต์แวร์เถื่อนเป็นปัญหาใหญ่ของไมโครซอฟท์ เฉพาะในสหรัฐอเมริกา 23% เป็น Windows เถื่อน แต่ปัญหาที่มากกว่าก็คือ ผู้ใช้หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนอยู่

“23% ของผู้ใช้ในสหรัฐฯใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฎหมาย และส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าซอฟต์แวร์ที่ตัวเองใช้ผิดกฎหมาย สิ่งที่เราต้องการคือบอกคนเหล่านี้ให้รู้ว่าเขากำลังใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนอยู่ อธิบายว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และเสนอแนะแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้ได้ลิขสิทธิ์ที่ถูกต้อง”

ไมโครซอฟท์ยอมรับว่า Windows XP Starter Edition หรือ Windows เวอร์ชั่นราคาประหยัด ที่มีวางจำหน่ายในบางประเทศแถบเอเชียนั้น เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายป้องกันและกำจัดซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ นอกจากนี้แล้ว ไมโครซอฟท์ยังได้ร่วมมือกับฝ่ายบังคับใช้กฎหมายในแต่ละประเทศ เพื่อเร่งรัดกำจัดขบวนการผลิตและจำหน่ายซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย

นักวิเคราะห์ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของไมโครซอฟท์จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเรื่อง ปัญหาความปลอดภัยบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในภาพรวม เพราะเป็นธรรมดาที่เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งมีปัญหาความปลอดภัยจะติดเชื้อ แล้วจะกลายเป็นตัวแพร่เชื้อไปยังเครื่องอื่นๆ

ขณะที่ไมโครซอฟท์ออกมาปฏิเสธ “ในส่วนที่มองว่าแนวคิดนี้อาจจะเพิ่มความเสี่ยงด้านซีเคียวริตี้ ซึ่งสวนทางกับสิ่งที่ไมโครซอฟท์ต้องการนั้น เป็นเพราะวินโดวส์ผิดกฎหมายนั้นเป็นความเสี่ยงเรื่องซีเคียวริตี้อยู่แล้ว” ลาซาร์กล่าว

“ที่สุดแล้วไมโครซอฟท์จะยุติความช่วยเหลือด้านการอัปเดทซีเคียวริตี้ในวินโดวส์เถื่อนทั้งหลาย ไมโครซอฟท์อาจจะรู้สึกว่าตัวเองไม่เหลือทางเลือกมากมายนักในการยุติปัญหา การละเมิดลิขสิทธิ์อย่างเห็นผลเท่ากับวิธีนี้” รัสส์ คูเปอร์ (Russ Cooper) นักวิทยาศาสตร์อาวุโสของบริษัทไซเบอร์ทรัสต์ (Cybertrust Inc.) กล่าว

อ่านแล้วก็ อืม ……. ท่าทางคงต้องซื้อมาใช้ใน Desktop ที่บ้านซะแล้ว ส่วน Notebook คงไม่มีปัญหา เพราะว่ามีอยู่แล้ว หุๆๆ แต่ว่าราคานี่ดิ คงต้องหาเงินมาจ่ายอีกหลาย T_T แย่จัง ….. แต่ก็สมควรหล่ะ เพราะว่าคงซื้อของขายไม่ได้ไปขโมยใครมาขาย ซื้อก็ซื้อฟร่ะ สำนึกในการใช้โปรแกรมลิขสิทธิ์ 555555

 

Picasa & Copernic Desktop Search อยากให้เหมือนแต่ก็ได้แค่นั้น T_T

วันนี้เพิ่งนั่งดู MacWorld 2005 จบไป ก็รู้สึกว่า iPhoto กับ SportLight ช่างสุดยอดอะไรเช่นนี้

เลยทำการออกสรรหาสิ่งที่คล้ายๆ กัน ถึงจะไม่มากก็ตามที และแล้วผมก็ได้มันมาคือ Picasa 2 ซึ่งเป็นโปรแกรมของ Google นั้นเอง ส่วนอีกตัวคือ Copernic 1.2 Desktop Search ถึงจะไม่เหมือนกันมากก็ตามทีแต่ก็คล้ายๆ

Picasa 2 ได้รับการยอมรับว่าใกล้เคียง (ใกล้เคียงเท่านั้นนะครับไม่ใช่เหมือน) กับ iPhoto ของ Mac มากพอสมควรทีเดียวทั้ง Effect และการใช้งานต่างๆ อ่านจาก Slashdot มาก็กำลังเถียงๆ กันอยู่เหมือนกันครับ แต่ถ้าใครอยากลองก็เข้าไปที่ http://www.picasa.com เพื่อทำการดาวน์โหลดมาเล่นๆ กันได้ครับ แต่เท่่าที่ทดสอบก็ ยอมรับว่าใช้ทรัพยากรมากครับ อีกทั้งต้องทำการค้นหารูปต่างๆ ก่อนเพื่อทำการ index ฐานข้อมูลต่างๆ ในโปรแกรม และแถมยังสามารถกำหนดการทำงานต่างๆ ทั้งการทำ Mornitor Folder หรือการปรับเปลี่ยนต่างๆ ในค่าของโปรแกรมได้เยอะมาก อีกทั้งมี function การปรับแต่งรูปที่น่าสนใจมากมายครับ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการทำ Photo Album มากเลย หรือแม้แต่ต้องการจัดหมวดหมู่ของรูปภาพต่างๆ แถมด้วยความสามารถในการเชื่อมต่อกับกล้องถ่ายรูปดิจิตอลได้อีกด้วยครับ ซึ่งก็สามารถ Import ได้กับ Scanner ได้อีกด้วย แต่การทำ index ฐานข้อมูลนั้นค่อนข้างนานครับ และเยอะด้วยเกือบ 200MB ได้ครับ แต่เมื่อทำสำเร็จแล้วเราจะค้นหาหรือปรับแต่งจะทำได้ง่ายมาก อ่อ อีกอย่างที่เข้ามาเป็นจุดเ่ด่นคือการทำ Searching ที่ดีเยี่ยมตามแบบฉบับของ Google ครับ เป็นลักษณะการทำงานแบบ Realtime Search ครับโดยไม่ต้องทำการกดปุ่ม Search แต่อย่างใดครับ สะดวกและรวดเร็วมากครับ แต่มันยังไม่รองรับภาษาไทยในการค้นหาครับ และใครที่เก็บรูปภาพไว้เยอะๆ น่าจะเหมาะสมเป็นอย่างดีครับ แต่มัน ….. ไม่รองรับภาษาไทยในการแสดงผล ……. เซงอีกแล้วครับท่าน เฮ้อ …… T_T แต่เก็บไว้ก่อนเอาไว้เล่นอย่างอื่นได้ …. อิๆๆๆ

ต่อมาเรามาคุยกันต่อที่ Copernic Desktop Search ครับ

จากที่ได้ทดสอบลองใช้มา ก็รู้สึกว่าหน่วงๆ เครื่องพอสมควรครับและ index ฐานข้อมูลแบบเดียวกับ Picasa ทำการใหญ่มากๆ ถึง 500 – 600MB ทีเดียว ทำให้เปลื่องพื้นที่ในการเก็บข้อมูลไปมากพอสมควรเดียว แต่ที่ประทับใจคือการค้นหาที่ทำด้วยรวดเร็วหลังจากทำ index และการค้นหาจะแยกเป็นหมวดๆ ไปแทนที่จะรวมกันไว้แบบ SoprtLight ของ Mac แต่ก็ถือว่าทำได้ดีในการค้นหาครับ แต่ตอนนี้เอาออกไปแล้วเนื่องจากทนต่อการโหลดที่หนักไม่ไหวครับ เครื่องผมแรม 512MB คงรับไม่ไหว เพียงแค่เอาไว้ใช้ทำงานก็จะไม่พอแล้ว ถ้ามาเจอะทำ realtime index ของ copernic คงทำงานได้ช้าลงไปอีกครับ เลยต้องถอดใจ ทำการ uninstall ออกจากเครื่องไป …….. T_T

 

Computer Science != Programming and Programmer

Found this on Lambda the Ultimate weblog entry, about what George E. Forsythe (founder of Stanford’s Computer Science Department) thought about Computer Science. This is originally written in Stanford technical report, number 26. Quote here:

“I consider computer science to be the art and science of exploiting automatic digital computers, and of creating the technology necessary to understand their use. It deals with such related problems as the design of better machines using known components, the design and implementation of adequate software systems for communication between man and machine, and the design and analysis of methods of representing information by abstract symbols and of processes for manipulating these symbols. Computer science must also concern itself with such theoretical subjects supporting this technology as information theory, the logic of the finitely constructable, numerical mathematical analysis, and the psychology of problem solving. Naturally, these theoretical subjects are shared by computer science with such disciplines as philosophy, mathematics, and psychology.”

พบข้อความนี้จาก Lambda the Ultimate weblog ซึ่ง George E. Forsythe คือผู้ก่อตั้ง ภาควิชา Computer Science ที่มหาวิทยาลัย Stanford ได้กล่าวเกี่ยวกับ Computer Science ไว้ได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งนี่คือข้อความที่เขียนไว้ใน Stanford technical report หมายเบข 26 มีข้อความว่า

“ฉันคิดว่า Computer Science เป็น ศิลป์ และ ศาสตร์ ของการทำงานของเครื่องดิจิตัลคอมพิวเตอร์อัตโนมัติ และเป็นการสร้างสรรค์เทคโนโลยี เพื่อทำความเข้าใจในสิ่งที่เราจะใช้มัน มันเป็นการนำปัญหาต่างๆ มาออกแบบเพื่อให้เครื่องทำงานได้ดีกว่าเดิมเพื่อรู้จักส่วนประกอบต่างๆ การออกแบบผลของสำหรับระบบซอฟต์แวร์ที่เพียงพอต่อการสื่อสารระหว่างมนุษย์ กับเครื่องจักร และเป็นการออกแบบ และวิเคราะห์ขั้นตอนของข้อมูลที่เป็นตัวแทนของสิ่งที่อุปมาณขึ้นมา ด้วยสัญลักษณ์ที่ก่อกำหนดขึ้นจากผลของก ารประมวลผลของข้อมูลที่จับต้องได้ทางสัฐลักษณ์ Computer Science น่าจะเหมือนกับการนำหัวของทฤษฎีที่สนับสนุนเทคโนโลยีต่างๆ เหมือนกับทฤษฎีสารสนเทศ, ตรรกะของขอบเขตข้อมูล ,ระบบจำนวนตัวเลขในการวิเคาะห์ทางคณิตศาสตร์ และปรัญญาด้านการแก้ปัญหาต่างๆ โดยตัวของมันเองแล้ว Computer Science คือหัวข้อของทฤษฎีที่ว่าด้วยเรื่องของการเชื่อมโยงกันโดยหลักของปรัญญา, คณิตศาสตร์ และจิตศาสตร์”

จะเห็นได้ว่า concept ของ Computer Science มิได้สร้างมาเพื่อเป็น Programmer แต่ประการใด แต่เป็นการ “ศึกษาขั้นตอนการแก้ปัญหา วิเคราะห์ และออกแบบการแก้ปัญหาโดยใช้หลักของปรัญญา, คณิตศาสตร์ และจิตศาสตร์ ในการแก้ปัญหาต่างๆ”

ผู้แปลเป็นภาษาไทย Ford AntiTrust
ผู้นำเสนอถึงผู้แปล Rawitat Pulam @ Tsukuba University in Japan

REF :http://rawitatpulam.blogspot.com

ปล. ไม่รู้ว่าแปลตรงความหมายมากแค่ไหนนะครับ พอดีว่าฝึกแปล ……. :P

 

ความรู้สึกครั้งแรกที่ได้ใช้ Mouse ไร้สาย

พอดีว่าไม่รู้นึกยังไงอยากได้ Microsoft Wireless IntelliMouse Explorer เลยสั่งซื้อจาก PantipPrice.com มาในราคา 1,990 บาท คือราคามันถูกกว่าไปซื้อเองด้วยดิ บวกค่าส่งไป 100 บาทก็ถูกกว่าอยู่ดี เพราะตามร้านราคา 2,350 บาท ถามที่ กทม. ก็ราคาครือๆๆ กัน ก็เลยสั่งทางเน็ตดีกว่าสะดวกดี แถมประกัน 5 ปี โอ้วววว ชอบๆๆ

จริงๆ ผมใช้ Microsoft IntelliMouse Optical กับ Microsoft WheelMouse Optical มาก่อนแล้ว ตัวแรกคือ Microsoft IntelliMouse Optical นั้นใช้มา 4 ปีกว่าๆ แล้วซื้อมาตั้งแต่ราคา 2,200 บาท ตอนนี้ราคา 1,000 กว่าๆ เอง แต่ทนมากสุดคุ้มอย่างแรง ใช้กับ Notebook ไปๆ มาๆ กับผมมานานด้วยซิครับ แถมตกมาก็หลายทีแต่ก็ไม่พัง ทนโคตรๆ ส่วนตัวที่สองก็ Microsoft WheelMouse Optical ก็ทนไม่แพ้กัน แต่อันนี้ใช้กับ Desktop ที่บ้านครับ ใช้มาก็ 1 ปีกว่าๆ แต่ประักัน 1 ปีแต่ก็ใช้ได้ไม่มีปัญหาครับ สบายๆ

จะสังเกตุว่าผมเนี่ยบ้า Mouse Microsoft มาก ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพราะว่าซื้อเจ้าตัวแรกมา มันทนมาก แบบเชื่อมั่นในความทน เลยมีตัวที่สอง ที่สามตามมา อยากเปลี่ยนยี่ห้ออื่นเมหือนกัน แต่ก็ไปไม่รอดทั้ง Genuis ทั้ง Logitech ก็ไปกับเค้าไม่ถึงฝั่ง อันนี้ไม่รู้ว่าผมไปทำพังยังไง แต่ก็นะ เหมือนกับมันถูกฉโลกกับยี่ห้อนี้น่ะครับ

จริงๆ ใ้ช้ Microsoft IntelliMouse Optical มาก็มีความสุขดีมากครับ น้ำหนักเบา สายทนทานครับ คืองี้ครับ สายเนี่ยถ้าไม่อยากขาดใน แนะนำให้หาพวกสายที่แข็งๆ นิดนึงครับ เพราะว่าพวกอ่อนๆ มันจะบิดงอ ได้ง่ายเส้นลวดภายในมันจะหักกว่าแบบแข็งๆ ครับผม

แต่ด้วยความอยากและประกอบกับว่าเริ่มมีการ Present งานมากขึ้นมันไม่สะดวกเดินไปๆ กลับๆ มาคลิ้ก Mouse เลยจัดการซื้อซะเลยดีกว่า ก่อนซื้อก็สรรหาความรู้เสียก่อน ไม่งั้นอาจจะใช้งานได้ไม่เต็มที่นัก

อย่างแรกคือระยะการใช้งาน หรือสัญญาของคลื่นจากตัว RF นั้นก็ใน Spec เขียนไว้ 6 ฟุต จากตัว RF แต่ที่รองๆ ก็ได้เกือบๆ 8 ฟุตได้

อย่างที่สองคือขนาดตัว Mouse รุ่นนี้ ค่อนข้างใหญ่ แต่สำหรับผมมันพอดีมือเลยหล่ะ มือผมคงใหญ่มั้งครับ -_-‘’

อย่างที่สามคือมันใส่แบตเตอร์รี่ ชนิด AA จำนวน 2 ก้อนด้วยกันซื้อทำให้ Mouse หนักกว่า ตัวเก่าถึง 50% เลยทีเดียว ทำให้มันไม่ถนัดในตอนแรกที่ใช้งาน แต่ใช้ไปได้สัก วันสองวัน ก็เข้าร่องเข้ารอยใช้งานสบายๆ แล้ว แต่พอกลับมาใช้ตัวเก่าเบาเกินอีก ชีวิตเลยขาดๆ เกินๆ ไปสักพักนึง ( ฮา… ) ซึ่งผมซื้อมาเค้าแถมแบตฯ มาให้คือ Alkaline Energizer มาให้ 2 ก้อน ก็ ok แต่ไม่ได้ใส่ เพราะเก็บไว้ใช้อย่างอื่น เพราะผมมี Sony Ni-MH 1700mAh 4 ก้อน เลยเอามาใส่ Mouse 2 ก้อน ใส่ Walkman ผมอีก 2 ก้อนพอดีเลย …. :P ทำให้ประหยัดเรื่องแบตฯ ไปได้มากเลยหล่ะ แต่เท่าที่ดูก็คงใช้ได้ไป 6 เดือน ไม่คงได้ชาร์จ 1 ครั้ง มั้งถ้ามันเป็นไปตามสเปคที่เค้าบอกมานะ แต่ว่าคงจะน้อยกว่านั้น น่าจะเดือนละ 1 ครั้งมากกว่า แต่จริงๆ ใส่ก้อนเดียวก็ได้ ทำงานได้เหมือนกัน แต่ว่ามันใส่ไปแล้วก็ใส่ๆ ไปเหอะ จะได้ออกกำลังกายข้อมือมั้ง อิๆๆ

ต่อมาเรื่อง Tilt Wheel ก็สะดวกดี แต่ตัว Wheel เองมันนิ่มๆ เวลาหมุนแล้วไม่รู้ว่ามันหมุนไปเท่าไหร่ ไม่เหมือนตัวเก่ามันแข็งกว่าตัวใหญ่เยอะเลย แต่คิดในใจว่าใช้ๆ ไปคงชินเองนั้นหล่ะ

ส่วนพวกปุ่ม Back / Forward ก็รู้สึกว่ามันใช้ฝื่นๆ ไปหน่้อยคงติดตัวเก่ามั้ง แต่มันชอบกดพลาดเพราะว่ามันชิดกันเกินไปนั้นหล่ะครับ

ส่วนอื่นๆ ก็ ok ทั้งหมดครับ

แต่จริงๆ อยากได้แบบ Bluetooth แต่ว่ามันหาไม่ได้ มีแต่ของหิ้ว เลยไม่เอาดีกว่า ขอบายครับ

แต่ก็อย่างที่บอกครับ ว่าเ Mouse ไร้สายก็มีข้อเสียหลายๆ อย่างแต่ข้อดีก็มีเยอะเหมือนกัน จริงๆ ตัว RF ใช้ไฟจาก USB แค่ 25mA เองครับ น้อยกว่า Microsoft IntelliMouse Optical เยอะเลยครับ ซึ่งเจ้า Microsoft IntelliMouse Optical กินไฟ 100mA ครับ

แต่ถ้าพูดถึงความแม่นยำแล้ว ก็พูดได้ว่าดีๆมากๆ ไม่รู้สึกว่ามันต่างจากแบบมีสายเลย แถมรุ่นใหม่ที่ซื้อมาก็จับถนัดมือมากกว่าด้วยครับ

วันนี้ก็เอาไว้แค่นี้ก่อนดีกว่าไปนอนก่อนนะครับ ………….. :)