ลองเล่น Internet 3G ของ TrueMove H ผ่าน Aircard กันบ้างดีกว่า

ผมได้ Aircard 3G+ ของ TrueMove H มาลองใช้จากทาง TrueMove H มาได้สัก 2-3 อาทิตย์แล้ว ได้ลองใช้งานในเขตพื้นที่หนาแน่นของประชากรที่ใช้งานอยู่ 2 แห่ง ลองเล่นทั้งเวลาทำงาน เวลาหลังเลิกงานและช่วงคนใช้น้อย แล้วลองทดสอบความเร็วดูด้วย

ต้องบอกก่อนว่า TrueMove H เป็น 3G 850Mhz ที่เป็น Reseller ของ CAT (ช่วงคลื่นทั้งหมด 15Mhz) ตอนนี้กำลังขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

เรื่องความเร็วของ 3G ลองอ่าน ความเร็วที่แท้จริงของ 3G ที่หลายคนอาจยังไม่รู้เวลาใช้งานจริง เสริมดูก่อนก็ได้เผื่อจะไม่เข้าใจเรื่องความเร็วที่ได้มาว่าทำไมถึงทดสอบในช่วงเวลาและสถานที่ที่แตกต่างกัน

สำหรับตัว Package ตัว Aircard 3G+ นั้นมีตัว Aircard และ SIM แบบเติมเงินมาให้ในกล่องเลย

IMG20121028150534 IMG20121028150602

ลักษณะของ Aircard นั้นมีคล้ายๆ กับ USB FlashDrive แบบเมื่อก่อน มีส่วนที่สไลด์สำหรับใส่ SIM อยู่ด้านใน

IMG20121028150316 IMG20121028150446

ขนาดของ Aircard เมื่อเสียบกับช่อง USB ก็ถือว่ากลางๆ อาจจะใหญ่สำหรับบางคนนะ

IMG20121028150241

เสียบเข้าช่อง USB ก็มี software ให้ติดตั้ง แล้วก็ไล่ลง driver ให้ตามปรกติเลย โดย driver ก็รองรับและใช้งานได้บน Windows 8 เช่นกัน
(ผมทดสอบบน Windows 7 และ Windows 8 ในการทดสอบครั้งนี้)

2012-10-25_163516

ตัว Aircard ตัวนี้ build-in WiFi มาให้เลย เพราะฉะนั้นก็สบายใจได้ว่าเอาไปใช้งานได้สำหรับเครื่อง Desktop ที่อาจจะไม่มี WiFi (หรือต้องการควบคุมการใช้งานผ่าน Aircard อีกที) แต่ส่วนตัวคิดว่า Notebook สมัยนี้คงไม่ค่อยมีปัญหาว่าไม่มี WiFi แล้วหล่ะ

สำหรับ function อื่นๆ ในส่วนของ software นั้นมีตัวควบคุมและสั่งงานสำหรับเติมเงินต่างๆ บนตัว software ได้เลย ทำให้สะดวกเวลาต้องการเติมเงิน ไม่ต้องถอดซิมมาใส่มือถือเพื่อเติมเงินแต่อย่างใด รวมไปถึงเมื่อเงินในซิมหมด (กรณีเป็นซิมเติมเงิน) ตัว TrueMove H จะ redirect ตัว browser ให้ไปหน้าสำหรับจ่ายเงินเพื่อซื้อเครดิตหรือเติมเงินเข้าตัวซิมให้ทันทีโดยไม่ต้องไปที่ร้านค้าเพื่อซื้อบัตรเติมเงินมาเติมแต่อย่างใด

2012-10-25_163523

ผลการทดสอบด้านความเร็ว

จากที่ได้บอกไปแล้วว่าตัว Aircard คงไม่ได้มีประเด็นสำคัญอะไรมาก เพราะความเร็วสูงสุดของ H/W ที่ทำได้นั้นคงทำได้แน่ๆ อยู่แล้ว แต่ความเร็วที่สำคัญกว่าคือความเร็วของเครือข่าย TrueMove H ที่ผมได้นำมาใช้มากกว่า

โดยความเร็วนั้นถ้าเครือข่ายที่อยู่ในพื้นที่ที่มีคนใช้งานเยอะ ก็จะได้ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 200-1,500kbps โดยประมาณ การตอบสนองการเรียกข้อมูลประมาณ 60-100ms เห็นจะได้ โดยผมได้ทำการทดสอบอยู่ในช่วงเวลา 17:00 น. และ 21:00 น. เพราะทดสอบในใจกลางเมืองแถวสยาม-เพลินจิต

ต่อมาเป็นการทดสอบในแหล่งที่คนไม่หนาแน่นมากและช่วงเวลาต่างกันคือ 22:00 และ 03:30 น. ความเร็วในการใช้งานนั้นเพิ่มมากขึ้น โดยจะได้อยู่ที่ 500 –2,000kbps และพอมาในช่วง 03:30 น. ก็ได้ความเร็วที่ 3-4,000kbps ในช่วงเวลาที่ไม่ค่อยมีคนใช้งาน ในพื้นที่แถวๆ อุดมสุขนั่นเอง

แต่ส่วนที่ผมประทับใจมากก็คือความเร็วในการตอบสนองการเรียกข้อมูล (latency) ที่ 50-150ms ซึ่งเราสามารถนำความเร็วในการตอบสนองต่ำขนาดนี้ไปใช้ในการโทรศัพท์ผ่าน VOIP หรือ VDO Call ได้เลยถ้าในพื้นที่ของเรามีคนใช้งานไม่หนาแน่นอนมากนัก หรือใช้ประโยชน์ในการดู TV Online ก็สามารถทำได้ลื่นไหลดีเช่นกัน

2012-10-25_164529 2012-10-25_165226 2012-10-25_170105 

จากข้อมูลโดยส่วนตัวของผมแล้วนั้น ตัว Aircard ของ TrueMove H นั้นมี software ที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานซิม TrueMove H ที่ดีและมีประโยชน์มาก

โดยเมื่อมาพูดถึงเรื่องคุณสมบัติของตัวเครือข่ายนั้น ต้องบอกว่าอยู่บนพื้นฐานของความหนาแน่นของการใช้งานของลูกค้าในแต่ละบริเวณเป็นสำคัญครับ โดยพื้นที่ที่ผมทดสอบนั้นอยู่ในใจกลางเมืองย่านธุรกิจของกรุงเทพซึ่งก็ตอบสนองการใช้งานได้ในระดับที่น่าพอใจ และในช่วงเวลาที่คนใช้งานน้อยก็ทำงานได้ในความเร็วที่ดีมากขึ้นกว่าเดิมเยอะเช่นกัน

ความเร็วที่แท้จริงของ 3G ที่หลายคนอาจยังไม่รู้เวลาใช้งานจริง

ผมเขียนไว้ใน Facebook มาก่อนประมูลแล้วแหละ แต่ลืมเอามาลง blog ซะอย่างนั้น ><”

สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ 3G ความเร็ว 7.2Mbps, 21Mbps หรือ 42Mbps มันคือความเร็วที่บอกว่า ช่วงคลื่นความถึ่ขนาด 5Mhz (ความถี่ให้บริการ 1 slot หรือ channel) สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ 1 การเชื่อมต่อ หรือคิดง่ายๆ คือ 1 คน

เพราะฉะนั้น การประมูล 15Mhz ก็คือมีคนใช้งานได้เต็ม speed อยู่ 3 คน แต่ในความเป็นจริง ช่องสัญญาณ์ 5Mhz นี้เราไม่ได้ใช้คนเดียว แต่ทุกๆ คนในเครือข่ายที่เราใช้บริการอยู่ก็ใช้งานกันอยู่เช่นกัน

เพราะฉะนั้นช่วงคลื่นความถี่มันมีจำกัดแค่ 15Mhz นั้นหมายความว่าอยากได้ความเร็วเต็มๆ ตามที่บอกในตอนแรกก็คือมีคนใช้งานในบริเวณนั้น 3 คน!!! แต่มันไม่ใช่ คนใช้กันเป็นร้อยหรือหลายร้อย เพราะฉะนั้น การกำหนดให้ผู้ใช้งานต้องสามารถใช้ งานได้อย่างน้อยที่ความเร็ว 345kbps นั้น จึงเป็นเรื่องที่รับได้ (จริงๆ น้อยกว่านี้ก็ได้นะ 256kbps อะไรแบบนั้น) นั้นจะทำให้ 5Mhz มีคนใช้งานได้ประมาณ 60 คน (ที่ 42Mbps) หรือถ้าบริษัทที่ประมูลได้มากสุดที่ 15Mhz ก็คือรองรับได้ที่ความเร็วขั้นต่ำได้เกือบ 180 คนในบริเวณเดียวกัน

แน่นอนว่าทุกคนไม่ได้ใช้งานต่อเนื่องอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นโดยทั่วไป 15Mhz จึงเพียงพอในปัจจุบัน (ใช้งานแบบสลับไปสลับมาก็อาจทำให้รองรับคนได้ 500 คนในพื้นที่เดียวกัน)

นี่คือเหตุผลว่าทำไม 3G ตอนนี้ในแต่ละค่ายจึงมีความเร็วไม่เท่ากัน (ใครมีช่องสัญญาณเหลือของ 2G พอก็มาแบ่งใช้) แต่จากที่ทราบบริษัทที่มีช่องสัญญาณน้อยสุดคือ AIS ที่ 5Mhz และ TOT 3G นั้นมีมากสุดที่ 15Mhz นะ (ไม่รู้ว่าใช่ไหม ฟังผ่านๆ มา เอามายกตัวอย่าง)

เมื่อมันเป็นแบบนี้แล้วทรัยากรมันมีจำกัด ใช้งานร่วมกัน จึงเกิดการให้บริการแบบ Fair use policy คือใครใช้งานมากก็จ่ายมาก โหลดเยอะก็จ่ายเยอะอะไรแบบนั้น (เพราะความเร็วมันเร็วอยู่แล้ว โหลดแป็บๆ ก็หมดแล้ว) เพราะฉะนั้นจึงสมเหตุสมผลในเรื่องของการใช้งานร่วมกัน คิดง่ายๆ ว่าใช้งานอินเตอร์เน็ตตามหอพักที่เป็นแบบแชร์กันทั้งอาคารที่ความเร็วนึง ใครโหลดบ้าระหร่ำมาก ใช้เต็มที่ก็ให้จ่ายเยอะไปแทน เพื่อจะได้ไม่ควบคุมพฤติกรรมการใช้ของตัวเองอะไรแบบนั้น

จากที่อธิบายมาทั้งหมด จะเห็นว่า เราจะใช้ 3G แทนที่ ADSL หรือบริการแบบสายไม่ได้ 100% แน่นอน แต่ช่วยให้การใช้งานนั้นเร็วมากขึ้น มี delay time (latency) ที่น้อย ทำให้สื่อสารด้วยภาพ เสียง และภาพเคลื่อนไหวได้สะดวกมากขึ้นนั้นเอง

เล่าสู่กันฟังกับการ upgrade จาก Windows 7 มา Windows 8

เป็นเวลาเกือบๆ ปีที่เฝ้ารอ Windows 8 แม้ว่าจะได้ลองใช้ Consumer Preview และ Release Preview มาสักพักใหญ่ แน่นอนว่าได้ไปเข้าร่วมงาน Windows 8 Developer Camps ที่ ม.เกษตรฯ เมื่อต้นปีที่ผ่านมาด้วย ได้พัฒนา Apps บน Windows 8 Style UI (Metro UI/Modern UI) แล้วก็ได้เล่นๆ แบบจับๆ วางๆ เพราะหน้าที่การงานมันยุ่งวุ่นวายตลอด แต่โดยรวม ถือว่าได้สัมผัสและรับทราบการเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นระยะๆ

มาเมื่อคืนวันที่ 25 ต.ค. 2555 ที่ผ่านมา ผมก็ได้ดู Live เปิดตัว Windows 8 ผ่าน Internet ประมาณเวลา 22:15 น. ตามเวลาประเทศไทย พอดูจบ ผมก็เข้าเว็บเพื่อสั่งซื้อ ดูว่าได้ไหม สรุปว่าพอเที่ยงคืนก้าวเข้าวันที่ 26 ต.ค. 255 ที่ผ่านมา ก็สามารถซื้อได้ โดยคลิ้ก Buy $39.99 แบบ upgrade จาก Windows 7 ที่ผมมีอยู่ โดยเว็บได้ส่งไฟล์ Windows8-UpgradeAssistant.exe มาให้ผม แล้วให้ติดตั้งบนเครื่องเพื่อตรวจสอบก่อนว่าเครื่องเราพร้อมที่จะ upgrade หรือไม่

2012-10-25_215226

IMG20121025223210

เวลาผ่านไปเกือบตีหนึ่ง ผมนั่งรออยู่ที่หน้า checking compatible แล้วพบว่ามี Software และ Driver ต่างๆ ที่ไม่รองรับเป็นรายการที่เยอะมาก เมื่อเห็นเช่นนั้น ผมก็ไล่ปรับตามคำแนะนำ ทั้ง remove และเคลียร์ setting ต่างๆ จนผ่านขั้นตอนนี้ไป

มาถึงขั้นตอนการสั่งซื้อ ก็กรอกข้อมูลส่วนตัว-ที่อยู่ ลงไปพร้อมข้อมูลในการชำระเงิน เพื่อซื้อตัว upgrade

2012-10-25_235923

ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี การซื้อต่างๆ ทำผ่าน Windows 8 Upgrade Assistant ได้อย่างราบรื่นในราคา $39.99 ผ่านระบบ ระบบจะส่งอีเมลพร้อม CD-Key มาให้ทางอีเมลที่กรอกไว้ตอนชำระเงิน ผมแนะนำว่าอีเมลนั้นควรจะเป็นอีเมลที่ปลอดภัยและใช้งานร่วมกับ Windows 8 ในอนาคตด้วย

image

ทุกอย่างผ่านในส่วนของ CD-Key แล้วก็ Download ตัว Windows 8 Pro ผ่าน Internet ใช้เวลา 2 ชั่วโมงโดยประมาณ

(สำหรับ Internet 4Mpbs)

2012-10-26_002835

สรุปว่า…… Windows 8 Install Failed!!! …….. T_T เศร้าครับ

เพราะขั้นตอนทั้งหมดไล่จนถึง Windows 8 Install Failed นั้นคือ ตี 3 แล้ว!!!

ผมยังไม่ละความพยายาม ลองอีกครั้ง คิดว่าเป็นที่ AntiVirus/Firewall ฯลฯ ไล่ปิดทั้งหมด แล้วลองใหม่ สรุปเหมือนเดิม T_T

ผมเปิด Administrator Tools แล้วใช้ EventViewer เพื่อเช็คว่าเกิดอะไรขึ้น ผมนั่งไล่ error log ของ Windows 8 Install ทั้งหมด พบว่าไฟล์ Installation ของโปรแกรมหลายๆ ตัวไม่มี ซึ่งคงเป็นเพราะผมไล่ลบมันออกเพราะประหยัดเนื้อที่ของ System Drive ที่ผมใช้เป็น SSD (มีพื้นที่จำกัด) มันเลย Migrate/Upgrade ไปไม่ได้ มี Fail อยู่หลายตัวด้วยกัน นั่งมึนๆ งงๆ ง่วงๆ อยู่พัก แต่โชคดีที่ Windows 8 Install มันเช็คก่อนว่ามีอะไรมีปัญหาไหม เพราะตอนนั้น Windows 7 ผมก็ยังทำงานได้อยู่เป็นปรกติ (แต่โปรแกรมไล่เอาออกไปเยอะเหมือนกัน)

เอาไงหล่ะ ><”

ผมตัดสินใจ เอาวะ!!! ไหนๆ ก็ไหนๆ ผมก็ Backup ตัว Profile User ของ Windows 7 ทั้งหมด เพื่อที่จะทำการ Format เพื่อ Clean Install แทนครับ

แล้วไงต่อ ไม่มีแผ่น!  (><”)\

แต่เดี่ยวนะ ผมมี!

ผมจำได้ว่าผมมี en_windows_8_pro_vl_x64_dvd_917699.iso อยู่ มันเป็น DVD Image ของ Windows 8 Pro Volume License แบบ x86x64 บน MSDN ผมลองลงดู มันไม่ถาม CD-Key!!! ><”

ไม่ๆๆๆ มันแปลกๆ ผมว่ามันโดน Activation Block ในอนาคตแน่ๆ ผมไม่อยากมีปัญหา ผมเลยมานั่งคิดๆ

เออ ใช่! มีอีกไฟล์นี่น่า! (^O^)/

ใช่ ผมมี Windows_8_Pro_EN-US_x64.ISO ซึ่งเป็นไฟล์ DVD Image ของ Windows 8 Pro RTM อยู่แล้ว และได้มาสักพักใหญ่ๆ ซึ่งเป็นไฟล์ที่ได้จาก MSDN แต่ตอนนั้นผมไม่มี CD-Key แต่ตอนนี้องค์ประกอบครบ ได้ใช้แล้ว!!!

ตอนแรก Write ลง DVD ไว้ด้วยแผ่นหนึ่ง แต่ลืม ><”

IMG20121026193230

ผมใช้ Windows 7 USB/DVD download tool เอาตัวไฟล์ DVD Image อัดใส่ USB Drive ว่างๆ ขนาด 8GB ที่มีอยู่ทันที แล้วทำการ Format  เครื่องแล้วติดตั้งใหม่แบบ Clean Install เสียบ USB Drive แล้วตั้งให้เครื่องบูตจาก USB Drive เพื่อติดตั้ง

คราวนี้ไม่พลาด พอเข้าหน้าเริ่มติดตั้งถาม CD-Key ทันที!

ผมกรอก CD-Key ที่ได้ลงไป และผ่านไปได้ด้วยดี การติดตั้งไม่มีอะไรมาก คลิ้ก Format ตัว SSD ที่ผมจะติดตั้ง และคลิ้ก Install อีก 1-2 ครั้ง นั่งรอ ดื่มน้ำเย็นๆ สักพัก ให้หายง่วง หน้าจอ Windows 8 ขึ้นมา พร้อมแนะนำการใช้งานตัว Start Screen ตัวใหม่

ทุกอย่างติดตั้งไปอย่างราบรื่น Windows 8 Pro แนะนำให้ต่อ Internet เพื่อทำการ Install Apps ของ Windows 8 Style UI ใหม่และ update patch ต่างๆ

ระหว่างนี้ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ผมไล่หา Driver ของ ThinkPad T420 เครื่องที่ผมใช้งานหลักอยู่ ทุกอย่างไม่มีปัญหาเพราะ Lenovo ไล่ Update ตัว Driver และ Utility เกือบทั้งหมดที่จำเป็นรอไว้แล้วในวันที่ 26 ต.ค. 2555

สำหรับ Driver นั้น ถ้ามีสำหรับ Windows 8 ก็ใช้งานได้เลย แต่ถ้าไม่มี ก็ใช้ Driver ของ Windows 7 ไปก่อนได้ เพราะเกือบจะทั้งหมดทำงานได้บน Windows 8 ครับ (ที่ใช้คำว่า “เกือบ” เพราะอาจจะมีบางส่วนเจอปัญหา แต่ผมยังไม่เจอปัญหา)

Tips: พอใช้ไปสักพัก ปุ่ม Start หายไป! (แน่นอน ผมรู้มานานแล้ว)

ผมเลยเข้า http://www.stardock.com/products/start8/ เพื่อกดไปซื้อ ปุ่ม Start ที่มันเคยมีกลับคืนมาในราคา $4.99 ><”

image

แล้วผมก็ได้มันกลับคืนมา!!!

win8

สำหรับการใช้งานโดยทั่วไป ซึ่งถ้าพูดเรื่องความเร็วแล้วถือว่าเร็วขึ้นทั้ง Boot Up, Sleep/Wake up และ Hibernate สำหรับในส่วนของการใช้งาน Start Screen อาจจะต้องใช้เวลาในการปรับตัวกันสักหน่อย และเรื่องการ Setting หลายๆ อย่างที่มันไปหลบซ่อนอยู่ (รวมถึง Menu ปิดเครื่อง)

Tips: การปิดเครื่องนั้นให้กดปุ่ม Windows เข้า Start Screen แล้วลาก Mouse ไปขอบจอด้านขวามือ (บนหรือล่างก็ได้) ให้ Charms Bar ขึ้นมาจากด้านขวา (หรือกด Windows + C ก็ได้ง่ายๆ)

image

แล้วเลือก Settings จะเจอ Menu “Power” อยู่ ก็เลือกได้ตามใจชอบครับ

image

 

Tips: สำหรับคนที่กังวลเรื่อง Color Profile ของจอภาพ Spyrder 3 Pro ยังคงทำงานได้ปรกติบน Windows 8 ครับ

IMG20121026193135

จาก Windows Experience Index รู้สึกคะแนน Graphics ตกลงไป ผมคิดว่าเป็นปัญหาของตัว Driver ที่อาจจะยังไม่เสร็จดี หรืออะไรสักอย่าง ><”

2012-10-26_192021

 

Tips: การลบไฟล์ใน Windows 8 ไม่มี dialog box "confirm" ขึ้นมาให้เป็นค่าเริ่มต้น คือลบแล้วมันไปอยู่ใน Recycle bin ทันที!! ถ้าอยากได้ dialog box "confirm" ขึ้นมาเหมือนเดิม (หลายคนไม่ชิน) ก็ตั้งตามภาพด้านล่างครับ

2012-10-27_211530

 

ตอนนี้ผมก็เล่าถึงประมาณนี้แล้วกันครับ ว่างๆ จะมาเล่าเรื่องอื่นๆ ต่อไป ^^

เรื่องเล่าของ Bluetooth Keyboard ที่ใช้งานร่วมกับ Android ได้อย่าง RAPOO E6500 และ Microsoft Wedge Mobile

อยู่ๆ ก็อยากได้ Keyboard มาใช้งานร่วมกับ Android Tablet ที่ผมมีอยู่อย่าง ASUS Nexus 7

วันนี้เลยไปเดินดู ตอนแรกผมได้ Rapoo E6500 Ultra-thin Blade Wireless Bluetooth 3.0 for Android มาก่อน เลยเอามานั่งเล่น โดยรวมมันเล็กดีครับ แต่พอพิมพ์และเล่นไป รู้สึกว่ามันเล็กไป (อ้าววว ไอ้บ้า ตอนซื้อไม่คิด) ก็เลยไปเดินเล่นใน IT City ไปสะดุดกับ Microsoft Wedge Mobile Keyboard เข้า พลิกกล่องไปๆ มาๆ มันไม่ได้บอกว่าใช้กับ Android ได้แฮะที่กล่อง ผมเลยเปิดมือถือค้นหาดูว่ามีใครเขียนรีวิวเรื่องนี้ไว้แล้วเค้าใช้ Android ได้ไหม สรุปว่าได้ แต่ด้วยความไม่มั่นใจ เลยขอทางร้าน IT City เค้าทดสอบอีกที เค้าก็เลยแกะกล่องใหม่มาให้ลอง Pair กับมือถือผมเลย แล้วผมก็ลองพิมพ์ดู สรุปว่าได้แฮะ แถมการ Pair ก็ไม่ได้ยุ่งยาก สรุปเหมือนมัดมือชก ถ้าได้ก็ต้องซื้อ (ร้านแผนสูงนะเนี่ย) สรุปเลยจัดมาเลยอีกตัว ><” (แกลบครับเดือนนี้)

DSC_1771

ด้านล่างเป็น Rapoo E6500 Ultra-thin Blade Wireless Bluetooth 3.0 Android ส่วนด้านบนเป็น Microsoft Wedge Mobile Keyboard จะเห็นว่ากล่องใหญ่แตกต่างกันอย่างมาก ><”

ด้านราคาแล้วนั้น RAPOO E6500 ค่าตัวอยู่ที่ 1,490 บาท ในความรู้สึกส่วนตัวแล้วไม่แพงมากสำหรับ Bluetooth Keyboard ที่ใช้งานร่วมกับ Smartphone และ Tablet ค่าย Android ครับ

ด้านราคาของฝั่ง Microsoft Wedge Mobile Keyboard นั้นอยู่ที่ 2,590 บาท ถือว่าราคาแรงพอสมควรสำหรับหลายๆ คน แต่ถ้าพูดถึงความสามารถในการเชื่อมต่อกับหลายๆ OS แล้ว ผมถือว่าชนะขาดหลายๆ ค่ายเลย ซึ่งตัว Wedge Mobile Keyboard นั้นสามารถเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth เข้ากับ Windows 7/RT/8 ได้สบายๆ และยังสามารถใช้กับ Mac OS X สำหรับ Desktop/Notebook โดยทั่วไป และยังสามารถเชื่อมต่อกับ iOS และ Android ได้โดยไม่แยกรุ่นแบบของ RAPOO ที่มีรุ่นสำหรับ iPad และ Android แยกขายคนละรุ่น ซึ่งถ้าซื้อมาใช้พกพาแล้ว Wedge Mobile Keyboard จบในตัวเองเลยด้านการเชื่อมต่อหลายๆ OS

DSC_1776 DSC_1778

ในด้านการใช้งานแล้วนั้น Rapoo E6500 Ultra-thin Blade Wireless Bluetooth 3.0 Android มี Layout ของการจัดวางปุ่มที่แปลกสักหน่อย ถ้าใครซื้อมาเป็นแบบ Screen ปุ่ม US แนะนำให้หาสติกเกอร์มาแปะสักหน่อย ไม่งั้นพิมพ์ไทยหลงปุ่มแน่ๆ ในด้านการพิมพ์ภาษาอังกฤษอันนี้สบายๆ ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าพิมพ์ภาษาไทยเนี่ยลำบากพอสมควรเลย เพราะบางปุ่มที่ภาษาอังกฤษใช้เป็นสัญลักษณ์ในภาษาอังฤษจะโดนลดบทบาทลงด้วยการย้ายปุ่มไปตำแหน่งอื่น แต่ในภาษาไทยไอ้ปุ่มที่โดนย้ายไปเนี่ยมันเป็นปุ่มที่โดนควบด้วยปุ่มภาษาไทยที่ใช้บ่อยๆ อยู่หลายตัว เพราะฉะนั้นอาจลำบากสำหรับคนที่ซื้อมาพิมพ์ภาษาไทย (แนะนำให้หาสติกเกอร์ภาษาไทยมาใช้ควบคู่ด้วย)

ส่วนเรื่องการพิมพ์และการตอบสนองนั้นไม่มีอาการยวบของตัวคีย์บอร์ดให้เห็น เพราะฐานเป็นตัวแสตนเลสอย่างหนาเลย กดไม่ยวบ ทำให้พิมพ์แล้วไม่รู้ว่าต้องเกร็งนิ้วมือเพราะกลัวว่ากดลงไปแรงๆ แล้วคีย์บอร์ดจะหักกลาง

ส่วนเรื่องของ Battery นั้นตัว Rapoo E6500 นั้นเป็น Battery แบบ Li-ion แบบใส่มาในตัวเลย การชาร์จก็ใช้ผ่าน microUSB ง่ายๆ สำหรับการ Pair ตัวคีย์บอร์ดตัวนี้ไม่ยากอะไร และ Pair ได้เร็ว แต่ใช้ได้กับ Android OS และ HID Profile บน Desktop/Notebook เท่านั้น ไม่สามารถใช้บน iOS ได้

DSC_1793 DSC_1794

ตัวต่อมาเป็นตัวที่ผมรู้สักประทับใจมากเมื่อได้สัมผัส ก็คือ Microsoft Wedge Mobile Keyboard จากที่บอกไปแล้วว่าตัวคีย์บอร์ดตัวนี้สนับสนุน OS หลากหลายกว่า Rapoo และแน่นอนว่าขนาดของตัวคีย์บอร์ดตัวนี้มีขนาดใหญ่กว่า Rapoo E6500 ที่วางเทียบๆ โดย Rapoo มีขนาด 21cm x 8cm ส่วน Wedge Mobile Keyboard มีขนาด 25.5cm x 10cm จะเห็นว่าระยะความกว้างของ Wedge Mobile Keyboard นั้นกว้างกว่าพอสมควร ทำให้การจัดเรียงตัวปุ่มนั้นทำได้ใกล้เคียงกับคีย์บอร์ด Notebook ขนาดเล็กเลย และสำหรับ Layout ภาษาอังกฤษนั้นไม่มีการโยกย้ายปุ่มแบบ Rapoo ทำให้เวลาเปลี่ยนมาพิมพ์ภาษาไทยนั้นทำได้ง่ายกว่ามาก รวมถึงระยะปุ่มก็ห่างก็พอกัน ทำให้ไม่พิมพ์ผิดได้ง่ายเท่า Rapoo ที่ตัวเล็กกว่า (แถมโยกย้ายปุ่มอย่างที่บอกไป)

สำหรับในด้านการตอบสนองการพิมพ์นั้น Wedge Mobile Keyboard นั้นปุ่มนิ่มกว่า เลยไม่ต้องใช้แรงกดเยอะ แต่การตอบสนองทำได้ดี และฐานตัวคีย์บอร์ดทำได้แข็งแรงกว่า Rapoo อีก ทำให้พิมพ์แล้วไม่ยวบลงไป ซึ่งกดพิมพ์แล้วมั่นใจมากๆ อันนี้ ถ้าเทียบกันทั้ง Rapoo และ Wedge Mobile Keyboard ทำได้ดีทั้งสองตัวเลย

DSC_1803 DSC_1801

แน่นอนว่า Wedge Mobile Keyboard เป็นแบบ Wireless การใช้พลังงานนั้นแตกต่างจาก Rapoo E6500 เพราะใช้ Battery Alkaline ขนาด AAA ทั้งหมด 2 ก้อนมาใส่ที่ฐานแล้วเปิดใช้งาน ตัวคีย์บอร์ดมีปุ่มสำหรับเชื่อมต่อ Bluetooth เท่านั้น ไม่มีปุ่มปิดเฉพาะแบบ Rapoo แต่อย่างใด แต่ใช้ Multi-purpose Cover มาเปิดตัวคีย์บอร์ดแทน ก็คือการปิดการใช้งาน แต่เจ้าตัว Multi-purpose Cover ที่ให้มานอกจากจะเป็น Cover ของตัวคีย์บอร์ดแล้ว ยังเป็น Stand ให้กับตัว Tablet ให้เราได้อีกด้วย ซึ่งซื้อคีย์บอร์ดตัวนี้คิดซะว่าได้แถม Stand มาอีกตัวในชุด (ผมว่าคุ้มนะ Stand ตัวนึงก็ราคาหลายร้อยอยู่)

ส่วนตัวแล้วจากที่ใช้ๆ ก็แนะนำสำหรับคนที่อยากพิมพ์สบายๆ และหลายๆ คนที่ไม่ถนัดพิมพ์บนจอสัมผัส ซึ่งผมก็รู้ว่ามันลำบากชีวิตในการพิมพ์อะไรยาวๆ อยู่เหมือนกันนะ ถ้าคิดว่าคุ้มก็จัดเลยครับ

Review: Lenovo ThinkPad X230

DSC_1863 DSC_1886

DSC_1874

ผมได้เครื่อง Lenovo ThinkPad X230 เครื่องนี้มาทดสอบผ่านทาง PR ของ Lenovo (Thailand) โดยเอามาใช้กันจุใจกว่าตอน ThinkPad X220 พอสมควร โดยได้ใช้งานอย่างเต็มที่เกือบๆ 3 อาทิตย์เลยทีเดียว ส่วนตัวแล้วแบกเอาไปใช้งานตามที่ต่างๆ อยู่บ้าง เอาไปออกทริปถ่ายรูปภาคสนามอยู่หลายครั้ง แน่นอนว่าก็แบกไปพร้อมๆ กับ ThinkPad T420 เครื่องที่ผมทำงานอยู่ด้วยเช่นกัน (รวมสองเครื่องก็เกือบๆ 4 กิโลกรัม) โดยใน ThinkPad X230 ตัวนี้นั้นมีบางส่วนที่แตกต่างจากเดิม และบางส่วนที่คงเดิม แต่สิ่งที่ยังสัมผัสได้อยู่คือ ความแน่นของงานประกอบของเครื่องในการจับถือที่ไม่มีอาการยวบจากแรงกดทั้งฝาหลังและที่วางมือบริเวณคีย์บอร์ดแต่อย่างใด และดูๆ จะบางลงเล็กน้อยด้วย โดยไม่มีตะขอเกี่ยวจอเหมือนเช่นเดียวกับ ThinkPad X220 ตัวเก่า ดูรวมๆ แทบจะเหมือนกับ ThinkPad X220 ก็ว่าได้

Read moreReview: Lenovo ThinkPad X230