@FordAntiTrust Blog

Human knowledge belongs to the world!

  • Blog
  • About Me
  • Jobs Positions
  • Infos
  • Social Network

Nokia Lumia 925 ต่างจาก Lumia 920 ตรงไหนบ้าง?

Published by @FordAntiTrust on May 14, 2013 | Leave a response

919602_10151385666612397_2046909235_o

ข้อมูลจาก Nokia Lumia 925: our latest innovations in imaging and design – Nokia Conversations : the official Nokia blog

  • จอภาพ 4.5” AMOLED (PureMotion HD+)
  • ความจุเหลือ 16GB (Lumia 920 ให้มา 32GB)
  • กล้องมี sensor ขนาด 8.7MP โดยเป็นเลนส์ที่มีรูรับแสงกว้างถึง f/2.0 พร้อมกับ OIS และประกอบด้วยเลนส์ 6 ชิ้น ทำให้ภาพคมชัดมากขึ้น
  • วัสดุเป็น polycarbonate และ aluminium มาออกแบบร่วมกัน ซึ่งทำออกมาได้สวยงามมาก
  • มีสีให้เลือก 3 สีคือดำ ขาว และสีเทา
  • น้ำหนักเหลือ 139g และบางลงเหลือ 8.5mm น้ำหนักน้อยลงคาดว่าเพราะเอา wireless charging ออกจากเครื่อง ใส่ cover แทน (คงเพราะต้องการลดความหนาและน้ำหนักลง)

นอกนั้นส่วนใหญ่เหมือนกันหมดในด้านอื่นๆ แต่แน่นอนว่าคุณภาพของกล้องที่เป็นตัวชูโรงนั้นกล้องดีขึ้นมากเลยทีเดียวจากภาพตัวอย่าง ต้องรอดูว่าจะดีแค่ไหนเมื่อใช้งานจริงๆ

ยังมีการเปิดตัว App ที่ชื่อ Nokia Smart Camera เพื่อใช้ในการถ่ายรูปที่มี effect หลากหลายมากขึ้นเช่น Best Shot, Action Shot และ Motion Focus โดยทาง Nokia จะเรียกการอัพเดทซอฟต์แวรเหล่านี้ว่า Nokia Lumia Amber โดยรุ่นก่อนหน้านี้คงได้รับการอัพเดทด้วยเช่นกัน โดยคาดว่าจะออกอัพเดทภายในเวลากันใกล้นี้ครับ

ราคาเปิดตัวคือ 469 Euros (18,xxx.xx บาท เข้าไทยคงไม่หนี 21,900 – 22,900 บาทแน่ๆ หรือราคาเท่ากับ Lumia 920 ตอนเปิดตัวในไทย)

สำหรับการวางขายคงไม่เกินเดือน 7 ของปี 2013 ครับ

ปิดท้ายด้วยวิดีโอโฆษณา Nokia Lumia 925

Posted in Blog Tagged Nokia, Nokia Lumia, Nokia Lumia 920, Nokia Lumia 925

ลองเล่น Oppo Find 5

Published by @FordAntiTrust on May 14, 2013 | 1 Response

ตัวนี้นำมาลองเล่นประมาณ 1-2 อาทิตย์โดยประมาณได้ เมื่อสักเดือนสองเดือนได้แล้วครับ ขำนำลงรีวิวสักหน่อย เพราะ draft มานานแหละ

ตัว Oppo Find 5 ถือเป็นมือถือที่มีจุดเด่นที่หน้าจอขนาด 1080p (Full HD) ตัวแรกของตลาดในประเทศไทย และพ่วงตำแหน่งให้หน่วยประมวลผลแบบคอร์ดคอร์ ( 4 Core) มีหน่วยความจำหลักที่ 2GB และกล้องถ่ายรูปความละเอียดขนาด 13 ล้านพิกเซลบนมือถือเป็นรุ่นแรกๆ ที่ขายในไทยอีกด้วย เรามาดูกันว่าตัวเครื่องต่างๆ เป็นยังไงกันบ้าง

ในด้านตัวเครื่องนั้นเป็น Polycarbonate แบบชิ้นเดียว (unibody) มาประกอบกับจอภาพ ทำให้เปลี่ยนแบตและหน่วยความจำเพิ่มเติมไม่ได้ แต่แบตที่ให้มานั้นมีขนาดความจุถึง 2,500 mAh ซึ่งเยอะเลยทีเดียว แต่แน่นอนว่าจอภาพระดับ Full HD ยังไงก็ใช้ทรัพยากรและความจุของแบตเยอะเช่นเดียวกัน

จากที่บอกไปแล้วว่าเป็นหน่วยประมวลผลแบบคอร์ดคอร์ ( 4 Core) โดยเลือกใช้ Qualcomm Snapdragon S4 Pro APQ8064 Quad Core ความเร็ว 1.5 GHz มีหน่วยความจำหลักที่ 2GB ซึ่งจากที่ได้ทดลองใช้นั้นตัว Android 4.1 (Jelly Bean) ก็ลื่นไหนดี พบอาการกระตุกบ้างเล็กน้อย โดยใช้งานหนักๆ ตัวเครื่องจะร้อนพอสมควรและแบตหมดเร็วมากขึ้นเยอะพอสมควร (คิดว่าเป็นปรกติสำหรับมือถือ CPU แรงๆ ไปแล้วมั้ง)

สำหรับหน่วยความจำ 16 GB ที่อยู่ภายในตัวเครื่องอาจจะดูน้อยไปสักหน่อย ถ้าเพิ่มเติมหน่วยความจำภายในไม่ได้ ก็น่าจะให้มาสัก 32GB ก็กำลังดีเลยทีเดียว

การเชื่อมต่อไร้สายมีให้มาครบอันนี้เรือธงคงตามมาตรฐานทั่วไปทั้ง 

  • WiFi (802.11b/g/n/a) ที่รองรับ Portable Wi-Fi Hotspot และใช้งานร่วมกับ DLNA ได้
  • Bluetooth 4.0
  • NFC (Near Field Communication)
  • GPS
  • Digital Compass

สำหรับช่องเชื่อมต่อนั้นมี

  • Micro Sim
  • Micro USB 2.0
  • ช่องเสียบหูฟัง 3.5mm

DSC_5734
DSC_5738 DSC_5748
DSC_5740 DSC_5743
DSC_5750
DSC_5753 DSC_5752

ตัวชูโรงอย่างที่บอกไปแล้วว่าอยู่ที่ตัวจอภาพเป็นหลักเลย ซึ่งจอภาพแบบ IPS Panel ขนาด 5” ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล (441 ppi) แบบ Capacitive Multitouch Screen นั้นให้สีสันและความคมชัดที่เด่นมากๆ เมื่อวางเทียบกับมือถือค่ายอื่นๆ เอาง่ายๆ ว่าวางข้างๆ Nokia Lumia 920 ที่ผมใช้งานอยู่ ภาพบนจอ Oppo Find 5 จะสว่างเด่นกว่าพอสมควร (เปิดความสว่างสุด 100%) แต่แน่นอนว่ากินแบตมากกว่าปรกติครับ ><” (คงต้องยอมรับตรงนี้)

DSC_5755 DSC_5758

ในด้านของตัวระบบปฏิบัติการนั้นเป็น Android version 4.1 หรือชื่อรหัส Jelly Bean ครับ

อย่างที่บอกว่าเป็น Android ที่ถูกปรับแต่งมาไม่เหมือนกับค่ายอื่นๆ เยอะพอสมควร แน่นอนว่าหลายๆ อย่างต้องปรับตัวสักหน่อยสำหรับ OS Android ใน Oppo Find 5 ตัวนี้

โดยโทนของไอคอนและสีของไอคอนนั้นจะออกหวานๆ ใครชอบแนวดุดันอาจจะต้องไปโหลดชุด Theme มาเปลี่ยนแปลงเอง แต่ส่วนใหญ่ก็ได้ไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่ครับ

จากที่บอกไปแล้วในด้านของการตอบสนองของตัว UI นั้นทำได้ดีครับ การควบคุมอาจจะแตกต่างจากเจ้าอื่นๆ นิดหน่อยพวกปุ่ม Back, Home และ Menu ต่างๆ เรียนรู้สัก 1-2 วันก็ชินแล้ว

สำหรับปัญหาที่เคยเจอใน Oppo Find 3 ก่อนหน้านี้ส่วนใหย่ถูกแก้ไขใน Oppo Find 5 ไปแล้วเยอะเหมือนกัน ทั้งเรื่องของ App ตัว Photos ที่โหลดภาพมาทั้งเครื่อง หรืออาการค้างหรือไม่ยอมจำตัว Launcher ที่ตั้ง default ไว้แล้วไม่จำเป็นต้น (แต่ไม่กลับมาแก้ให้ Find 3 บ้างเหรอ)

SCR_2013-03-01-17-33-53 SCR_2013-03-21-00-17-27

SCR_2013-03-21-00-17-50 SCR_2013-03-21-00-17-57 

SCR_2013-03-21-00-18-06 SCR_2013-03-21-00-18-17

ในด้านของกล้องถ่ายรูปนั้นส่วนตัวไม่ได้ทดสอบมากมายนัก เพราะ Oppo Find 3 ทำได้ดีมากอยู่แล้ว และใน Oppo Find 5 ก็ทำได้ดีไม่แพ้กันครับ ส่วนตัวแล้วไม่ได้เอาไปถ่ายเยอะมากตอนได้เครื่องมา พอมีโอกาสก็เลยถ่ายมาไม่เยอะมาก

แต่จากรูปด้านล่างที่ถ่ายมาให้ดู ผมถ่ายมาในช่วงเย็นเลือกถ่ายเก็บส่วนที่มืดและสว่างเพื่อให้เห็นว่าการเก็บข้อมูลในส่วนมืดและส่วนสว่างนั้นทำได้ดีแค่ไหน สำหรับการใช้ App อื่นๆ ที่ฉลาดมากขึ้นก็ทำให้ได้ภาพที่ดีมากขึ้นกว่า App Camera ที่มากับเครื่องด้วยเช่นกัน

IMG20130321174946094

IMG20130321175236113

IMG20130321175324710

IMG20130321182946242

IMG20130321182922016

IMG20130321210555108

Posted in Blog Tagged Oppo, Oppo Find 5, Review

ความคุ้มค่าของ Software แบบ Subscription

Published by @FordAntiTrust on May 14, 2013 | Leave a response

ผมซื้อและแนะนำคนซื้อ Software แบบ Retail มาก่อน เลยมีประสบการณ์ว่าราคาแบบ Subscription นั้นคุ้มค่ากว่า

ส่วนตัวแล้วนั้นพอเห็น Subscription ผมก็แนะนำตัวนี้แทนมากกว่า ลองนึกภาพตามนะว่า ถ้าคุณซื้อแบบ Retail จะคุ้มก็ต่อเมื่อคุณซื้อตอนมันเริ่มออกมาใหม่ๆ หรือไม่เกิน 6 เดือนแรกที่มันขาย และนำมาใช้งานอย่างจริงจัง แต่ถ้าจะเอาให้คุ้มจริงๆ ต้องฝึกใช้งานตั้งแต่มันออก Public Beta เลย แล้วพอมัน Release ขายจริงคุณค่อยไปซื้อมาใช้ตอนเปิดตัวเลย แต่นั้นหมายความว่า Software ที่คุณซื้อต้องสร้างผลกำไรต่องานคุณได้มากจนสามารถคืนทุนตัว Software เหล่านี้ได้ภายใน 3-6 เดือน และนั้นหมายถึงเนื้องานของคุณมีต้นทุนแบบเดียวกับอุปกรณ์รอบตัวคุณเช่นกัน

ประเด็นคือ Software แบบ Subscription นั้นไม่ใช่ให้มาแค่ลงติดตั้งและใช้งานเหมือน Retail เท่านั้น แต่ส่วนใหญ่ Subscription จะมาพร้อมกับความยืดหยุ่นในการใช้งานที่สูงกว่าเช่น การย้าย Platform, การย้ายเครื่อง, ภาษาที่สนับสนุน และบริการอื่นๆ ที่ช่วยในการย้ายไฟล์ระหว่างเครื่องผ่าน Cloud และบางบริการให้พื้นที่เก็บข้อมูลบน Cloud อีกด้วย ซึ่ง Retail โดยส่วนใหญ่จะไม่มี หรือต้องซื้อเพิ่มเป็นการเช่ารายเดือนต่างหากอีกรอบเช่นกัน

ถ้ามองในภาพรวมทั้งหมดแล้ว Subscription นั้นจะค่อยๆ จ่ายไปเรื่อยๆ โดยรวมแล้วถูกกว่าแบบ Retail พอสมควร และทำให้เราเอาเงินส่วนต่างที่ต้องจ่ายหนักๆ นำกลับไปสร้างมูลค่าเพิ่มในด้านอื่นๆ ได้

Posted in Blog Tagged License, Software, Subscription Edition

  • « Previous Page
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • …
  • 288
  • Next Page »

Archives


Bloggers' Rights at EFF

Creative Commons License 2013 @FordAntiTrust Blog.

Powered by Windows Azure, WordPress and Spine.
Mod Theme by @FordAntiTrust