Google


External Hard Drive ลาโลก !!!

ที่ลาโลกไปคือ Western Digital 320GB My Book Premium ES Edition 3.5" ที่ซื้อมาประมาณ 2 ปีกับอีก 3-4 เดือนมั้ง ซึ่งได้ลาโลกไปเมื่อวันที่ 23 มกราคม 53 ที่ผ่านมา ไม่ได้เขียนตอนนั้นเพราะยังเซง และทำใจเขียนไม่ได้สักทีซิน่า –_-‘

คือที่ผมใช้ External Hard Drive นี่ผมมี

  • Western Digital 320GB My Book Premium ES Edition 3.5"
  • Western Digital 500GB My Book Home Edition 3.5"
  • Western Digital 1TB My Book Home Edition 3.5"

ที่พังไปคือ Western Digital 320GB My Book Premium ES Edition 3.5" ตัวแรกนั้นครับ ซื้อตัวแรกก่อนชาวบ้านเค้า เลยพังก่อนชาวช้านเค้าเลย T_T

เหตุที่ทำไมผมถึงใช้ External Hard Drive เยอะ เพราะผมใช้ Hard Drive ตัวนี้ไปกับการ Backup ข้อมูลทุกๆ วันครับ โดยเฉพาะรูปและข้อมูลสำคัญพวกไฟล์งานผมจะมีการ Backup อย่างน้อย 1 copy เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหาย หรือเครื่อง Notebook โดนขโมยครับ อยางน้อยๆ ก็ยังเหลือข้อมูลที่จำเป็นไว้เสมอๆ ซึ่งไอ้วิธีแบบนี้เนี่ยแหละ งานหลายๆ อย่างของผมราบรื่นขึ้นเพราะมีวิธีนี้ ไฟล์หลายๆ อย่างผมเผลอลบ หรือแก้ไขไป ผมยังกลับมาห้องแล้วดึงข้อมูลเก่าของเมื่อวานกลับมาได้เสมอๆ ผมใช้แนวทางนี้มาหลายรอบ และช่วยผมหลายงานแล้ว

ส่วนอีกสองตัวนั้นผมจะเก็บรูปที่เป็นไฟล์ RAW ที่ถ่ายๆ มาทั้งหมดครับ แล้วมีพวกไฟล์งาน หนังต่างๆ ที่ผม Rip จากแผ่นที่ผมซื้อเก็บไว้อยู่ในนั้นเยอะพอสมควรเลยครับ เลยทำให้เก็บไฟล์เยอะใช้ได้เลย (มี SNSD MV อีกเกือบ 100GB ;P)

รูปเก่าลำลึกความหลังก่อน เดี่ยวจะเล่าให้ฟังว่าพังยังไง

P1040745[1] image

คือเมื่อวันที่ 23 มกราคม 53 ตอนเช้าๆ ผมก็ตื่นมาตามปรกตินั้นแหละ วันเสาร์สบายๆ ตื่นมางัวเงียเปิดจอ Notebook ก็ไม่ได้อะไร ดูที่ Task bar ผมว่าตัว Acronis True Image สำหรับ Backup มันขึ้น Error บอกว่ามัน copy ตัวไฟล์ไป Hard Drive ปลายทางไม่ได้ ผมก็เออ อาการเดิมมั้ง Hard Drive ดับ คือเจ้าตัวนี้มันเป็นบ่อยที่จู่ๆ มันก็ดับไปเองบางครั้ง แต่ว่าไม่ได้คิดอะไรคงประมาณว่า เออ มันส่งข้อมูลหรือมีอะไรผิดพลาดมั้งมันเลยดับไป แต่ทุก ๆ ครั้งมันก็เปิดติดกลับมาเช่นเดิม แต่คราวนี้ไม่ใช่แบบนั้น คราวนี้มันไม่ตื่น กดปุ่มเปิดมันก็ไม่ตื่น ทำยังไงก็ไม่ตื่น –_-‘ เฮ้ยย งานเข้าแล้วดิเรา เอาไงดีวะ ตอนนั้นอาการงัวเงียหายไป ทุกอย่างมาคุ บรรยากาศตรึงเครียดมาก แต่ไม่ค่อยเท่าไหร่ เพราะตัวที่มีปัญหาผมเอามาใช้ Backup ข้อมูลเสียมากกว่า ดังนั้นข้อมูลด้านในจึงเป็นข้อมูลที่พังและเสียหายไปก็ไม่เสียดายเพราะมันมีตัวไฟล์ต้นฉบับอยู่ แต่ด้วยความที่คิดว่ามันน่าจะเสียที่แผงวงจรมากกว่า ผมเลยรีบจัดการธุระส่วนตัวและบึ่งออกจากห้องไปซื้อ Hard Drive Enclosure มาต่อทันที แล้วก็ทำการแกะตัว Hard Drive ออกมาครับ ไม่สนใจประกันใด ๆ ทั้งนั้น ช่างมัน ออกแนว “กูจะเอาข้อมูลเว้ย” เลยรีบกระชากซีลยางและแกะออกมาทุกอย่างก็เป็นตามภาพด้านล่าง

DSC_9138

แผงวงจรทุกอย่างโอเคครับ ไม่มีอะไรไหม้ ทุกอย่างดูดีมากๆ

DSC_9126

DSC_9135

แต่เจ้าตัวที่มีปัญหาคือ …. !!! …. T_T ….

Hard Drive Western Digital WD3200AAJS ครับ มันได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบ (แต่ผมไม่สงบกับมันด้วย) เพราะต่อกับ Exclosure ก็ไม่ตื่น ทุกอย่างเงียบสนิท ไม่ยอมหมุนใดๆ ทั้งสิ้น T_T

DSC_9137

ตอนนี้สภาพของมันก็ยังกองอยู่ที่โต๊ะอย่างในภาพตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้ แผงวงจรยังใช้งานได้ เพราะต่อกับ Hard Drive 2.5” ก็ยังทำงานได้ปรกติมากๆ แต่ตัว Hard Drive พังไปแล้ว ส่วนตัว Enclosure ตอนนี้ก็ยังกองอยู่ ไม่ได้ใช้อะไรอีก (เสียดายเงิน) รอเวลาและเงินไปซื้อ Hard Drive ตัวใหม่มาใส่แทน ตอนนี้เลยเหลือแต่  Western Digital 500GB My Book Home Edition 3.5" และWestern Digital 1TB My Book Home Edition 3.5" เท่านั้นเอง

งานนี้ทำให้ได้ข้อคิดว่าควรสำรองข้อมูลอยู่เสมอๆ ครับ และสังเกตอยู่ต่อเนื่องว่า External Hard Drive ของเราทำงานเป็นปรกติดีอยู่หรือไม่ด้วยครับ สุดท้ายมันน่าจะพังเพราะอะไรนี่ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ เรื่องไฟกระชากของไม่ใช่แน่นอน เพราะผมต่อ External Hard Drive ผ่าน UPS ทุกตัวครับ ไม่มีอาการไฟกระชากแล้วทำให้มันพังแน่นอนครับ ;)

ไว้อาลัยกับมันอีกสักพัก T_T ….

การแอบอ้างหรือนำรูปไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาติ

เกรินนำก่อนเลยว่าตาม พ.ร.บ ลิขสิทธ์ ให้บอกไว้ว่า ”ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้สร้างสรรค์ ก็คือ ผู้แต่ง ผู้วาด ผู้เขียน ผู้ถ่าย ใครสร้างสรรค์ขึ้นมา ลิขสิทธิ์ก็จะเป็นของผู้นั้นโดยทันที โดยไม่ต้องจดลิขสิทธ์ แต่ประการใด” แตกต่างจากสิทธิบัตรอย่างชัดเจน (แต่ปรกติแล้วจดสิทธิบัตรมักจะจดมีลิขสิทธิ์พ่วงมาด้วยบ้างในบางงาน) เนื้อหาในข้อกฎหมายอ่านเพิ่มเติมที่ http://www.moc.go.th/opscenter/cr/lic1.htm

งานสร้างสรรค์ต่างๆ ซึ่งในที่นี้ผมจะมุ่งไปที่การสร้างสรรค์ในการถ่ายภาพนิ่งเป็นหลักเพื่อให้เหมาะกับสิ่งที่ผมจะพูด การถ่ายภาพนั้นถ้าเป็นการถ่ายรูปธรรมชาติ ทั่วๆ ไปหรือภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่มีคนมาเกี่ยวข้องอันนี้ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่นัก

แต่เมื่อใดก็ตามที่ถ่ายรูปมาติดหน้าคนเมื่อไหร่ อันนี้งานเข้าครับ เพราะมันมีเรื่องของกฎหมายสิทธิ์ส่วนบุคคลมาเกี่ยวข้อง ซึ่งในบางประเทศติดคนในภาพได้ถ้าไม่ชัดเจน หรือเห็นหน้าไม่ชัด แต่บ้างที่ก็ไม่ได้เลย ต้องให้เซ็น Model Release (ใบยินยอมให้เป็นแบบ) ที่ต้องเซ็นเพราะเป็นการบ่งบอกว่าการถ่ายรูปในครั้งนี้อาจนำมาซึ่งความไม่เป็นส่วนตัวได้ นั้นเอง

ที่นี้เมื่อใดก็ตามที่เป็นลักษณะของภาพบุคคลก็มักจะมีข้อกฎหมายที่เดี่ยวข้องแบ่งเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ

  1. ลิขสิทธิ์ในตัวภาพถ่าย
  2. สิทธิส่วนบุคคลของผู้เป็นแบบ

ซึ่งต้องแยกกันให้ออก ปรกติแล้วในบ้านเราเวลาถ่ายรูป ออกทริปต่างๆ ไม่ว่าจะทริปใหญ่ ทริปเล็ก ไม่ค่อยมีใครเซ็น Model Release กันสักเท่าไหร่ เพราะทุกคนก็คิดว่ามันดูจริงจังเกินไป ถ่ายเป็นงานอดิเรกจะอะไรกันนักหนา อันนี้พอเข้าใจได้ เว้นนะครับ เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี อันนี้แนะนำให้เซ็นทุกกรณี (พร้อมรายเซ็นผู้ปกครองด้วย) ยิ่งโพสลงเว็บแล้วถ้าไม่ใช่พ่อ-แม่นี่อาจโดนลบทิ้งหรือยกเลิก account ของเว็บโพสรูปต่างๆ ได้ครับ เพราะในเมืองนอกนี่รูปเด็กๆ นี่เค้าถือเรื่องนี้กันมากครับ เพื่อนผมโดนยกเลิก account ของ SkyDrive ของ Microsoft มาแล้วเพราะมีรูปของน้องตัวเองอายุไม่ถึง 18 อยู่ กว่าจะเคลียร์กันได้ ไม่รู้ไปวัดอายุด้วยอะไรเหมือนกัน –_-‘

แต่เมื่อใดก็ตามที่เป็นการเป็นงาน ถ่ายในสตู เอาภาพไปใช้งานจริงๆ จังๆ ลงในเว็บ ลงหนังสือ สิ่งพิมพ์เป็นเรื่องเป็นราว บริษัทเอาไปใช้งานต่างๆ แล้วนั้นผมแนะนำให้เซ็นซะ จะได้ไม่มีปัญหาภายหลัง โหลดได้ที่ http://www.arcurs.com/what-is-a-model-release อันนี้จัดเต็มหาให้เลย (ภาษาอังกฤษไปเลย จะได้ใช้ได้หลายงานดี) ประเด็นมันอยู่ตรงนี้แหละ เมื่อเราถ่ายรูปบุคคลมา เอามาโพสลงเว็บรูปก็ของเรา คนในรูปก็คนที่เราก็รู้จัก (หรือเรารู้จัก แต่เค้าไม่รู้จักเรา แต่เค้าโพสให้เราถ่ายรูปก็ตาม) ยังไงก็ควรเคารพสิทธิส่วนบุคคลผู้อยู่ภาพเสมอ ว่าภาพที่ลงนั้นจะไปสร้างความเสื่อมเสียต่อบุคคลนั้นหรือเปล่า ตรงนี้นางแบบหลายๆ คนจะได้ค่าจ้างเพิ่มจากการเซ็นตรงนี้ด้วยซ้ำ เพราะรูปภาพพวกนี้อาจจะถูกนำไปขายต่อได้ในอนาคต เพราะใน Model Release (ส่วนใหญ่) จะระบุเรื่องการโอนย้ายลิขสิทธิ์ของภาพนั้นๆ ด้วยตรงนี้ต้องอ่านดีๆ ครับ เพราะมันเกี่ยวกับความไม่เป็นส่วนตัวของคุณมากๆ

ต่อมาก็คืองานที่เป็นลักษณะจ้างวานอีกต่อหนึ่งในงานต่างๆ นั้น อาจจะมีการเซ็นหรือตกลงกันว่าภาพนี้จะเป็นลิขสิทธิ์ของผู้จ้างวานทั้งหมดหรือลิขสิทธิ์ร่วมก็แล้วแต่จะตกลงกันในเนื้องานไป ไม่เช่นนั้นจะเข้าข่ายตาม พ.ร.บ ลิขสิทธ์ ที่ผลงานเป็นของผู้สร้างสรรค์คนแรกทันที

ทำไมผมถึงมาพูดเรื่องพวกนี้ ต้องบอกว่าเมื่อเดือนก่อนผมได้รับ FWD Mail แล้วมีคนเอารูปที่ผมถ่ายเนี่ยแหละ ไปลง FWD Mail -_-’ ได้รับเมลแล้วก็นะ คนแรกที่ส่งเท่าที่สาวได้ก็คนในองค์ใหญ่ใช้ได้เลย จริงๆ ผมก็ไม่ได้อะไรหรอก อยากเอาไป FWD Mail ก็น่าจะแจ้งกันสักหน่อย เพราะบางครั้งผมได้รับ FWD Mail หลายๆ ฉบับมักมีข้อความล่อแหลมพ่วงตามมาในเมลฉบับที่ FWD ต่อตอนท้ายๆ อันนี้เห็นแล้วได้แต่เซงๆ ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่บ่นในใจ อยากจะด่ากลับเหมือนกัน แต่ด่าไปก็ได้แต่ท้ายๆ พวกได้รับแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว แล้วไอ้คนแรกที่ส่งตามที่เราเห็น ก็ไม่แน่ใจว่าจะใช่คนแรกจริงๆ หรือเปล่าอีก เฮ้อ ….

แล้วต่อมาเร็วๆ นี้ก็มีเว็บหลายๆ เว็บ พวกโมเดลลิ่ง เว็บจัดทริปบางเว็บ เอารูปของพี่ๆ ที่รู้จักกันในมัลติพลายไปลง โดยไม่ได้แจ้งให้ทราบ แถม hot link อีกต่างหาก logo มัลติพลายและลายน้ำชัดเจนมาก ซึ่งผมคิดว่าถ้าทำเว็บเป็นการเป็นงาน ทำธุรกิจเป็นเรื่องเป็นราวน่าจะติดต่อนางแบบมาเคส หรือติดต่อขอซื้อภาพไปเลยน่าจะดีกว่าไหม จะได้ดูน่าเชื่อถือ และดูเป็นมืออาชีพมากกว่านี้มากๆ ซึ่งคงไม่ต้องต่อว่าอะไรอีก เพราะผลงานเด่นชัดขนาดนั้นสังคมลงโทษกันเอาเองหล่ะครับ

ซึ่งแน่นอนว่าอีกประเด็นที่ร้อนไม่แพ้กันคือการนำรูปไปแอบอ้างเพื่อหวังประโยชน์ทางใดทางหนึ่ง เช่น ประกาศทริป/เคสงานแล้วนางแบบยังไม่รู้เรื่องเลย อยู่ๆ ก็ประกาศ แถมนำรูปไปใช้ก่อนด้วยนะ คนรู้จักนางแบบคนนั้นก็ไปถาม นางแบบก็งงๆ ว่าอ้าว ไปจัดอะไรกันตอนไหน คนจะเป็นนางแบบยังงงๆ อยู่เลย ออกแนวมัดมือชกหรือเปล่า ประกาศไปแล้ว นางแบบไม่มา กลายเป็นนางแบบเบี้ยวงาน ไปแทน เสียชื่อเสียงอีกต่างหาก อันนี้น่าคิดครับ ซึ่งในความคิดของผมเนี่ย ผมมองว่าถ้าจะทำธุรกิจอะไร ผมก็แนะนำให้ตรงไปตรงมาครับ ไม่ใช่ทำเป็นพวก มัดมือชก บอกความจริงไม่หมด บอกครึ่งเดียว หรือแอบอ้าง อันนี้ผมว่าไม่เหมาะสมเท่าใดนัก

สุดท้ายต้องมีคนมาแสดงคามคิดเห็นเรื่องการใช้ซอฟท์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ในการตกแต่งภาพแล้วนำมาใช้แล้วถูกละเมิดเช่นกัน แล้วที่นี้เราจะไปฟ้องคนที่ละเมิดแล้ว ซึ่งภาพนั้นเราเองก็ละเมิดลิขสิทธิ์ซอพแวร์คนอื่นมาเหมือนกัน ซึ่งถ้าโดนฟ้องกลับตรงนี้ เป็นความผิดในเรื่องของ "ต่างกรรม ต่างวาระ" และไม่ใช่คนที่เค้าละเมิดลูกภาพเราจะมาฟ้องกลับได้ เพราะผู้ที่จะฟ้องเราได้ ต้องเป็นเจ้าของซอฟท์แวร์หรือผู้ได้รับอำนาจอย่างถูกต้องเท่านั้น แต่ฟ้องได้แต่ในเรื่องของการใช้ซอฟท์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ในการตกแต่งภาพเท่านั้น แต่ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ของภาพที่เราใช้โปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์นั้นก็ไม่ได้หมดไปเช่นกัน ยังไงลิขสิทธิ์ของภาพก็ยังเป็นของเราอยู่ครับ

ซึ่งผมมองว่าการเรียกร้องการถูกละเมิดในขณะที่ตัวเราเองก็ละเมิดนั้น ผมว่ามันก็แล้วแต่บุคคล แต่ที่แน่ๆ "มันก็ไม่ใช่ข้ออ้างในการทำให้บุคคลอีกฝ่ายจะมาละเมิดลิขสิทธิ์ได้เช่นกัน"

ผมหวังว่าเรื่องพวกนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านไม่มากก็น้อย และอยากให้คนที่ถ่ายรูปทุกท่านระลึกไว้เสมอๆ ครับในเรื่องพวกนี้

สัญญาลิขสิทธิ์ของ Windows 7 แบบ FPP License ดีกว่า OEM อย่างไร ?

ในฐานะที่ทำเว็บ Community อย่าง ThaiThinkPad และได้รับเป็นผู้ทดสอบ Windows 7 ภาษาไทยกลุ่มแรกๆ จึงมีอีเมลต่าง ๆ สอบถามมาในเรื่องของ Windows 7 ในรูปแบบ licensing ต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง จริงๆ แล้วก็ไม่ได้แตกต่างจากใน Microsoft Offcie 2007 เท่าใดนัก แต่เพื่อเจาะจงลงไปจะได้อ่านเข้าใจได้ง่ายๆ ผมเลยนำมาสรุปอีกครั้งจะได้ไม่งงกับข้อมูลครับ

สำหรับ Windows 7 ในนั้นมีระบบ licensing อยู่ 3 แบบหลักๆ แต่ผมจะพูดส่วนของ FPP และ OEM ก็พอ ส่วน Volume License นี่ผมคงไม่พูดถึงครับ

  1. FPP License หรือ Full Package Product License จะมาในรูปแบบของกล่องซึ่งเหมาะ สำหรับผู้ใช้ซอฟต์แวร์ส่วนบุคคล ใช้ตามบ้านทั่วๆ ไป หรือนิสิตนักศึกษาเป็นหลัก โดยอาจจะต้องมีความรู้ในการติดตั้งเองสักหน่อย เช่นต้องหาแผ่น driver ต่างๆ ของเครื่องเราเอง แต่ก็มีความคล่องตัวในการย้ายเครื่องได้มากกว่า
  2. สิทธิ์ที่ได้
    - 1 กล่องจะสามารถใช้งานได้เพียง 1 เครื่องเท่านั้น
    - สามารถโอนย้ายข้ามเครื่อง ได้ โดยการย้ายข้ามเครื่องต้องลบซอฟต์แวร์ออกจากเครื่องเก่าก่อนแล้วทำการติดตั้งในเครื่องใหม่ แล้วทำการโทรเข้า ศ.บริการของ Microsoft เพื่อทำเรื่องของ Activation Software อีกทีหนึ่ง
    - ไม่ได้รับสิทธิในการใช้งานเวอร์ชั่นเก่าได้ (Downgrade Right)
    - ไม่สามารถใช้งานข้ามภาษาได้
    - อาจจะได้รับ Software Assurance ในกรณีที่กำลังจะมีการออกรุ่นใหม่ออกมาทำให้เราได้รับการอัพเกรดฟรี

    สิ่งที่อยู่ในกล่อง
    - คู่มือการใช้งาน
    - ใบรับรองสินค้าของแท้ (Certificate of Authenticity: COA) ติดอยู่ข้างกล่อง
    - ใบอนุญาตการใช้งานสำหรับผู้ใช้ ปลายทาง (End User License Agreement)
    - แผ่นดิสก์ หรือ CD ROM 

  3. OEM License หรือ Origianl Equipment Manufacturer จะเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อเครื่องใหม่ องค์กร หรือห้างร้านที่ไม่ต้องการยุ่งยากกับการใช้ซอฟต์แวรที่ไม่ต้องการยุ่งยากในการติดตั้งและหา driver ต่างๆ โดยจะติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานทันที

    สิทธิ์ที่ได้รับ
    - 1 กล่องจะสามารถใช้งานได้เพียง 1 เครื่องเท่านั้น
    - ซื้อพร้อมกับเครื่องใหม่เท่านั้นและจะติดไปกับเครื่องนั้นเท่านั้น โดยที่ไม่สามารถย้ายเครื่องได้ในกรณีที่เครื่องเสีย โดยในกรณีที่เป็นเครื่องที่เป็น partner กับ Microsoft อย่างถูกต้องจะมีชื่อผู้ผลิตเครื่องระบุในตัว COA ด้วยซึ่งถ้ามีปัญหาใดๆ ก็จะอ้างอิงจาก S/N เครื่องเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นการติดตั้งแบบ OEM ที่ซื้อต่างหากที่ให้กับร้านค้าประกอบเครื่องเองเช่นในห้างไอทีต่างๆ ในไทยนั้นจะผูกติดกับ M/B เป็นหลัก ถ้า M/B ของเครื่องนั้นๆ เสีย OEM License ตัวนั้นก็จะสิ้นสุดสิทธิ์ในการใช้งานไปด้วย
    - ได้รับสิทธิในการใช้งานเวอร์ชั่นเก่าได้ (Downgrade Right) แต่ก็ตามที่ระบุไว้นะครับว่าต่ำสุดได้เท่าไหร่
    - ไม่สามารถใช้งานข้ามภาษาได้
    - อาจจะได้รับ Software Assurance ในกรณีที่กำลังจะมีการออกรุ่นใหม่ออกมาทำให้เราได้รับการอัพเกรดฟรี

    สิ่งที่อยู่ในกล่อง OEM
    - OEM จะมีสติ๊กเกอร์ใบรับรองสินค้าของแท้ (Certificate of Authenticity: COA) ให้มาแปะกับเครื่องและจะไม่สามารถนำออกไปได้ถ้าติดไปแล้วโดยจะมี CD-Key ระบุไว้อย่างชัดเจนบน สติ๊กเกอร์นั้นๆ
    - ใบหรือการ์ดระบุคุณลักษณะในการใช้งานทั่วไป
    - ใบอนุญาตการใช้งานสำหรับผู้ใช้ ปลายทาง (End User License Agreement)
    - แผ่นดิสก์ หรือ CD ROM (มีเฉพาะกับของ Windows เท่านั้นซอฟต์แวร์ตัวอื่นๆ จะไม่มี)

  4. Volume License อันนี้เหมาะกับองค์กรเป็นหลักครับ เพราะมีราคาถูกที่สุด และใช้ในปริมาณมากๆ ได้ดีแต่ก็ต้องทำติดขอซื้อและทำสัญญา Software Assurance ต่างๆ ด้วยซึ่งตรงนี้อาจจะกล่าวต่อไปถ้ามีเวลาครับผม ซึ่งถ้าเปิดบริษัทผมแนะนำตัวนี้ครับ เพราะถ้าเราซื้อสิทธิ์พร้อม Software Assurance จะได้รับการอัพเกรดเป็นรุ่นใหม่เสมอๆ ตลอดระยะเวลาทำสัญญา Software Assurance ครับ

จากข้อมูลด้านบนนั้นผมมักแนะนำเสมอๆ ว่าถ้ามีโอกาสผมก็จะแนะนำให้ซื้อ FPP ไปเลย เพราะย้ายเครื่องได้ อัพเกรด หรือทำอะไรกับเครื่องก็สบายใจ เพราะถ้าเราอัพเกรดมากๆ บางครั้ง OEM จะโดนให้ Activate ใหม่ แล้วมักจะไม่ผ่านในขั้นตอนนี้ครับ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวมากครับ ซึ่งราคา FPP ในประเทศไทยนั้นราคาไม่แพงไปกว่า OEM ในตลาดเมืองนอกครับ ถ้ายังจำได้ตอน Windows 7 เปิดตัวในไทยใหม่ๆ จะมีราคาโปรโมตชั่นแรงๆ ในราคาถูกมากๆ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีและน่าจะเหมาะกับวิถีชีวิตการใช้งานคนไอทีในไทยที่มักจะซื้อเครื่องประกอบเอง และเปลี่ยนแปลงเครื่องตัวเองบ่อยๆ มากกว่า OEM ครับ (ราคา OEM และ FPP สำหรับ Windows 7 ก็ไม่ได้แตกต่างไปมากแบบเมื่อในรุ่นเก่าๆ แล้วครับ)

อ้างอิงจาก http://www.microsoft.com/thailand/licensing/

G-Shock G-7900-1DR เหมาะกับคนใช้ ThinkPad แบบผม

เมื่อวันก่อนนาฬิกาที่อยู่คู่ข้อมือผมมายาวนานกว่า 7 ปีก็สายเรซิ่นขาดเป็นครั้งที่สาม ขาดแต่ละครั้งเสียเงิน 800 บาทค่าสายรอบนี้เลยได้เวลาเปลี่ยนใหม่เสียที เพราะถ้าเปลี่ยนสายอีกรอบนั้นคือราคานาฬิหาเรือนใหม่ได้เลย (เปลี่ยน 3 รอบเท่าราคาซื้อใหม่แล้ว) ผมเลยคิดว่าไหนๆ ก็ไหนๆ ซื้อใหม่ดีกว่า ผมก็เลยตามหาร้านขายนาฬิกาในกรุงเทพฯ เพราะส่วนตัวตลอดชีวิตมานี่ซื้อนาฬิกาที่นครสวรรค์ทุกเรือนเลย ผมมีร้านประจำอยู่ แต่ในกรุงเทพฯ ผมมืดแปดด้าน เลยตามหาข้อมูลด้วย google แล้วก็ได้คำแนะนำต่างๆ มากมาย @tongkatsu บอกลองดูในเน็ตก่อนเพื่อเทียบราคาถ้าโอเค แล้วไปเดินดูราคาร่วมด้วย เทียบๆ ราคากับความเสี่ยงแล้วค่อยสั่ง สุดท้ายผมก็ไปเดินดูที่เซ็นทรัลลาดพร้าว แล้วเจอเจ้าตัวนี้พอดีเลย ในราคาที่ถือว่าโอเคไม่ถือว่าแพงไปกว่าในเน็ตเท่าไหร่ แพงกว่า 200-300 สำหรับผมไปถึงที่แล้ว ถ้าผมสั่งในเน็ตผมเสียค่าส่งอีกสรุปไม่ต่างกันเกินไป แถมได้เลือกด้วย เลยตัดสินใจในตอนนั้นไปเลย

อยากรู้ว่าทำไมผมถึง บอกว่ามันเหมาะกับคน ThinkPad ดูเอาเองครับ ;P

รูปใหญ่ๆ อยู่ที่

http://www.flickr.com/photos/fordantitrust/sets/72157623141583663/

ปรับค่าเริ่มต้นแสดง Tab ใหม่ของ Firefox 3.6 ให้ไปอยู่ที่ลำดับสุดท้าย

หลายๆ คนคงทราบว่าการขึ้น Tab ใหม่ใน Firefox ที่เป็นค่าเริ่มต้นก่อน Firefox 3.6 จะถูกย้ายไปอยู่ลำดับสุดท้ายด้านขวามือ แต่ใน Firefox 3.6 นั้นจะเป็นการแทรกเข้าไปด้านหลัง Tab ปัจจุบันที่เราใช้งานอยู่แทน ซึ่งผมก็ตามไล่ล่าว่ามันจะมี option ที่ปรับเจ้าจัวนี้ไหม ใน about:config แล้วผมก็ได้พบกับ optionที่ทำให้เราสามารถกลับมาใช้การแสดง Tab ใหม่แบบเดิมได้แล้วนั้นคือ option ชื่อ “browser.tabs.insertRelatedAfterCurrent” แล้วปรับเป็น false ซะ ทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิมครับ

2010-01-22_131705

Canon ทำกล้องวงจรปิด!!!

ไปอ่านใน Canon Network Camera, Ice Monster ของ @ifew เมื่อเช้าแล้วน่าสนใจแฮะ … คือเมื่อตอนเรียนปีสามเนี่ยผมเคยไปติดตั้งกล้องวงจรปิดให้พ่อผมที่ร้านอาหารของพ่อที่พิษณุโลก (แถวๆ ม.นเรศวรนั้นแหละ) แล้วพบความยุ่งยากว่าต้องมานั่งดูว่ากล้องแต่ละตัวมันเข้ากับชุดการ์ด DVI ของเราได้หรือเปล่า แล้วเจ้าการ์ด DVI เนี่ยมันรองรับกล้องได้กี่ตัว แถมต้องลากสายสัญญาอะไรอีกให้วุ่นวายมากมายเลย –_-‘ แถมไอ้เรื่องที่น่าปวดหัวที่สุดคือการ์ด DVI เนี่ยมันเลือก M/B และ VGA Card ด้วยครับ ใช้รุ่นใหม่ๆ หน่อยก็ไม่ได้ ต้องรุ่นเก่าๆ หน่อยไม่งั้นภาพไม่ขึ้นใช้งานไม่ได้อีก แถมเจ้าระบบไฟล์ที่ได้จากการ์ด DVI มันเป็นไฟล์เฉพาะ อยากเอาออกมาใช้งานทีนึงก็ต้อง Export เป็น Mpeg4 ซึ่งกินเวลานานมาก ขนาดต้องการแค่ 2-3 ชั่วโมงยังใช้เวลา Export 5-6 ชั่วโมงทีเดียว แถมมีขนาดไฟล์ที่ใหญ่มากๆ ด้วย แถมในรุ่นเล็กๆ ยังทำให้ดูผ่านระบบ Network ไม่ได้เสียด้วย ซึ่งลงทุกไปหลายหมื่นอยู่แต่ได้งานในระดับที่พอใช้ได้

ซึ่งมารอบนี้ Canon เข้ามาทำตลาดกล้องวงจรปิดแบบ IP Network Camera แล้วน่าสนใจมากคือต้องบอกก่อนว่าเจ้า IP Network Camera นี่มีมาพอสมควรแล้วหล่ะ เพียงแต่ว่าทำตลาดในวงแคบและไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่าไหร่นัก แต่มารอบนี้ Canon ทำตลาดให้ผู้ใช้งานตามห้างร้านที่ต้องการกล้องวงจรปิดโดยใช้ความรู้ในด้านการติดตั้งน้อยกว่าตอนผมติดตั้งเมื่อ 4-5 ปีก่อนมากเลยทีเดียว พร้อมระบบควมคุมที่น่าสนใจทีเดียวครับ จากที่ได้อ่านการติดตั้งและคุณสมบัติของมันแล้ว เจ้าตัวซอฟต์แวร์ Network Video Recording นี่ต่อได้ 64 ตัวพร้อมๆ กันได้เลย เลยน่าสนใจมากสำหรับคนที่ต้องการติดตั้งให้ครอบคลุมพื้นที่มากจุด แถมแปลงไฟล์วิดีโอเป็น QuickTime ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า QuickTime เนี่ยมันเป็น Mpeg4 หรือเปล่า ถ้าใช่ก็ไม่แน่ใจอีกว่าเป็น codec H.264 ที่ใช้พื้นที่จัดเก็บไม่มากแบบรุ่นที่ขายกันทั่วไปไหม

52570458[1]

ยืมภาพจาก @ifew มา เดี่ยวไม่เห็นของจริง ;P

ต่อมาเรื่องของ Motion Detection และ Night Mode ที่ถ้าเป็นกล้องแบบเดิมๆ จะอยู่ในรุ่นสูงๆ หรือกล้องเฉพาะงานที่มีราคาแพงเท่านั้น ซึ่งในตัวนี้มีมาให้พร้อมเลยทีเดียวครับ ซึ่งเจ้า Motion Detection นี่น่าจะละเอียดกว่าพวก DVI โดยทั่วไปอยู่พอสมควร เดี่ยวถ้าได้มีโอกาสอัพเกรดตัวกล้องที่ร้านคงได้ลองใช้ดู … (อาจจะไปยุให้บ้านน้าติดตั้งดูก็ดีแฮะ เพราะเห็นว่ากำลังจะติดตั้งอยู่เหมือนกัน)

… แล้วพอลล่าไม่เป็นพรีเซ็นเตอร์เหรอครับ ;P

อ้างอิงข้อมูลอื่นๆ จาก

“พิสูจน์แล้ว แคนนอน Network Camera เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อโลกธุรกิจ…ที่ให้ได้มากกว่าความปลอดภัย”

http://th.syndacast.com/press-releases/277-canon-network-camera.html

http://www.pixpros.net/forums/showthread.php?p=896214#post896214

http://technology.impaqmsn.com/article.aspx?path=spec&rid=0&id=9772

กทช. เสนอออกใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบการ ต้องติดตั้งอุปกรณ์ดักจับข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต!!!

FACEBOOK Fan Page : http://www.facebook.com/pages/Thailand-No-Sniffer/262241759249

ไอซีทีจับมือ5 หน่วยงานวางแนวกำกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาผ่านอินเทอร์เน็ต http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view=article&id=19658:5-&catid=176:2009-06-25-09-26-02&Itemid=524

"คณะ ทำงานกำกับดูแลฯ ยังได้มีมติเสนอให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เพิ่มหลักเกณฑ์ในการออกใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบการ ต้องติดตั้งอุปกรณ์ดักจับข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือ Sniffer ไว้ที่เกตเวย์ด้วย. Sniffer คือ โปรแกรมที่คอยดักฟังข้อมูลที่วิ่งไป-มาบนเครือข่าย หรือ Traffic"




Close
E-mail It