ทำไมต้อง update patch ซอฟต์แวร์ด้วยนะ ?

       จริง ๆ ผมก็คิดจะเขียนมาตั้งนานแล้วหล่ะ แต่ติดที่เวลาในการรวบรวมความคิดมันสั้นเกินกว่าที่ผมจะเอามาเขียนได้อย่างมีเนื้อหาที่ไม่ซับซ้อน เพราะเขียนมาแล้วเต็มไปด้วยคำพูดที่ยากแก่การเข้าใจ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่อาจหลีกหนีมันได้ อีกอย่างคือเนื้อหาส่วนนี้มากจากประสบการณ์ตรง และสรุปออกมาเองให้เข้าใจง่าย มันเลยไม่ตรงตามหลักวิชาการ เลยเอาไปอ้างอิงไม่ได้ แต่ก็เอาหล่ะเขียนไปทั้ง ๆ แบบนี้ดีกว่า

        การ update patch หรือ upgrade ซอฟต์แวร์ (ต่อไปผมจะขอพูดสั้น ๆ ว่า update นะครับ) ให้มีความสามารถสูงขึ้น หรือลบข้อผิดพลาดต่าง ๆ ที่เกิดจากกระบวนการผลิต และจัดทำซอฟต์แวร์ขึ้นมา โดยหลุดรอดจากขั้นตอนการทดสอบของฝ่าย Tester (ฝ่ายทดสอบ หรือตรวจสอบซอฟต์แวร์) ของบริษัทจัดจำหน่าย นั้น ๆ จริงอยู่หลายคนคงไม่ชอบที่จะมานั่ง update ตัวซอฟต์แวร์ บ่อย ๆ แต่เราต้องเข้าใจความเป็นจริงที่ว่า "ไม่มีใดที่สมบูรณ์แบบในการผลิต" โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่มีความละเอียดอ่อนอย่างซอฟต์แวร์ ที่ทุก ๆ การจัดทำนั้น ต้องมีการวางแผนและจัดโครงสร้างของซอฟต์แวร์ ตามระบบให้ดีที่สุด และการที่มีการ update ซอฟต์แวร์โดยตัว update/patch ที่ถูกส่งมาเพื่อ update ซอฟต์แวร์นั้นถือเป็นความรับผิดชอบต่อความผิดพลาด (ในความเป็นจริงเราจะเรียกมันว่า ‘bug’) ของตนเองในการผลิตซอฟต์แวร์ออกมาแล้วมีข้อผิดพลาด ต่าง ๆ จริงอยู่ผู้ใช้ก็ไม่ชอบ และบางครั้งยุ่งยากและกินเวลานานในการทำตามขั้นตอน update แต่นั้นหมายความถึงซอฟต์แวร์ ที่เราใช้มีความผิดพลาดน้อยลงในการใช้งานด้วย และเป็นความจริงอีกเช่นกันที่เราใช้ซอฟต์แวร์ แล้วมักจะมองว่าซอฟต์แวร์ที่จัดจำหน่ายนั้นต้องไร้ที่ติ และไม่มีข้อผิดพลาด ซึ่งความผิดพลาดนี้อาจจะมีทั้งการใช้งานตามปกติแล้วเกิดปัญหา และความปลอดภัยในการใช้งานต่อซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการเอง ซึ่งในที่นี้ผมขอแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ

1. ปัญหาจากความผิดพลาดของซอฟต์แวร์ จากการใช้งานปกติ
2. ปัญหาจากความปลอดถัยของระบบซอฟต์แวร์ทั้งหมด (รวมถึง "ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ" )

        ปัญหาจากความผิดพลาดของซอฟต์แวร์ จากการใช้งานปกติ นั้นถือเป็นความรับผิดชอบในส่วนของข้อผิดพลาดจากความไม่สมบูรณ์ต่าง ๆ เช่น ใช้งานในบางฟังค์ชันแล้วค้าง, ใช้งานแล้วตัวซอฟต์แวร์ให้ผลออกมาไม่ตรงถามผู้ใช้ต้องการรวมถึงบางส่วนทำงานผิดพลาดจากที่ควรจะเป็น, ใช้งานไปสักพักแล้วแคช หรือเปิดตัวซอฟต์แวร์ไม่ได้หลังจากการติดตั้งซอฟต์แวรตามแบบแผนของ Requestment ของคู่มือที่ให้มา เป็นต้น ซึ่งด้วยเหตุผลปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข ซึ่งมักจะได้รับการ update ของตัวซอฟต์แวร์ได้ภายหลักจากการผลิตหรือออกสู่ตลาดไปสัก 2 – 3 เดือนขึ้นอยู่กับข้อผิดพลาดนั้น ๆ ว่ามีปัญหาต่อการใช้งานโดยรวมมากน้อยเพียงใดด้วย ซึ่งในส่วนนี้ถ้าท่านไม่ได้ใช้ฟังค์ชัน หรือไม่มีเหตุการณ์ที่เกิดอาการแคชใด ๆ เลย ก็แทบจะไม่รู้สึกว่าท่านจะต้องไปทำอะไรกับมัน เพราะในเมื่อท่านสามารถใช้งานได้ดี ก็แทบจะสบายใจว่าได้ มันตอบสนองต่อการใช้งานได้ดี ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นไปตามนี้อยู่แล้วด้วย ซึ่งในส่วนนี้แนะนำว่าถ้าไม่มีเหตุการณ์ที่ทำให้งานของผู้ใช้งานต้องชะงัก ก็ไม่มีเหตุจำเป็นต้องไป update แต่ประการใดเลย

        ปัญหาจากความผิดพลาดด้านความปลอดถัยของระบบซอฟต์แวร์ (รวมถึง "ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ" ) ทั้งหมด ในส่วนนี้ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในการ update ซึ่งในปัจจุบันความปลอดภัยถือเป็นความรับผิดชอบสูงสุดของผู้ผลิตซอฟต์แวร์เลยทีเดียว ดังจะเห็นได้จากการ update นั้นทำด้วยความรวดเร็วมากทีเดียว เพราะไม่ว่าซอฟต์แวร์จะทำงานได้ดีเพียงใด และไม่มีข้อผิดพลาดใด ๆ เลย ในการทำงาน และไม่ก่อให้เกิดการชะงักต่อการทำงาน  แต่ความปลอดภัยของการใช้งานหมายถึงข้อมูลของผู้ใช้ที่ได้นำมาใช้งานต่าง ๆ อยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกโจรกรรม ,ดัดแปลง ,แก้ไข และเสียหาย จากการที่ถูกเจาะระบบผ่านทางข้อผิดพลาดต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ว่าจะด้วยกลยุทธในการเจาะ และโจรกรรมแบบใดก็ตาม ย่อมก่อให้เกิดความสูญเสียในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นความลับทางการค้า หรือข้อมูลอันมีค่าต่าง ๆ ที่เก็บไว้ด้วย ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามที ปัญหานี้ถ้าผู้ใช้ไม่แก้ไข ก็ทำให้การทำงานต่าง ๆ ชะงัก หรือต้องแก้ไขกับอย่างขนานใหญ่เลยทีเดียว และมักจะรุนแรงกว่าความผิดพลาดของการใช้งานปกติหลายเท่าตัวทีเดียว ดังจะเห็นได้จากการถูกโจมตีจากความผิดพลาดของโปรแกรมอย่าง Worm ที่ชื่อว่า Blaster และ Sasser ที่ใช้ช่องโหวด้านความปลอดภัยของ Service ในตัวระบบปฎิบัติการ Windows เอง ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมากต่อผู้ใช้ทั้ง ผู้ใช้ตามบ้าน และบริษัทต่าง ๆ มากมาย

        ซึ่งส่วนมากแล้วคนส่วนใหญ่จะไม่ใส่ใจต่อการ update ซอฟต์แวร์ ไม่ว่าความผิดพลาดต่าง ๆ จะอยู่ในตัวปัญหาในข้อใดข้อหนึ่งหรือไม่ก็ตาม เพราะผู้ใช้จะให้เหตุผลว่า "มันใช้งานได้ดีอยู่" ซึ่งคำกล่าวนี้จะออกจากปากผู้ใช้ซอฟต์แวร์ที่มีปัญหาจากความผิดพลาดด้านความปลอดภัยในการใช้งานมากกว่า เพราะว่าไม่เห็นผลกระทบต่อสิ่งเหล่านี้ได้ชัดเจนเท่ากับซอฟต์แวร์ทำงานผิดพลาดปกติ

        บิลเกต ได้เคยกล่าวไว้ว่า "การเปิดตัวสินค้าออกสู่ตลาดก่อนผู้อื่นด้วยสินค้าที่ดี และใช้งานได้ มักจะดีกว่าการเปิดตัวทีหลัง ด้วยสินค้าที่สมบูรณ์" ถ้ามองในเชิงธุรกิจถือว่าเป็นการกล่าวที่ปัดความรับผิดชอบลงไปยังผู้ใช้ แต่ในอีกนัยสำคัญคือ สินค้าที่ดี และใช้งานได้ นั้นหมายถึงการเปิดตัวสินค้าที่ตรงความต้องการและสนองงานที่ผู้ใช้ต้องการก่อน ความสมบูรณ์ของตัวซอฟต์แวร์เอง ดังจะเห็นได้จากเมื่อสินค้าของไมโครซอฟต์ออกมามักจะมีตัว update/patch ออกตามมาในเวลาไม่นานนักอย่างช่วย Windows XP ออกมาใหม่ ๆ นั้นยังไม่พร้อมต่อการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ชนิด USB 2.0 เพราะยังไม่ลงตัวเรื่องมาตรฐานต่างๆ ทางไมโครซอฟต์เลยตัดสินใจเปิดตัว Windows XP ก่อนความพร้อมของ USB 2.0 แต่ต่อมาก็ได้รับการ update ในการใช้งานใน Service Pack 1 นั้นเอง นั้นคงจะบอกได้ถึงความกล่าวข้างต้นของบิลเกตได้เป็นอย่างดี

        อยากจะทิ้งท้ายไว้นิดว่า "ไม่มีซอฟต์แวรไหนในโลกนี้จะสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะมาจากฝั่ง OpenSource หรือ CloseSource ก็ตามที ถ้าสิ่งไหนจำเป็นต้อง update เพื่อให้งานที่เราทำ และระบบซอฟต์แวร์ทั้งหมดทำงานได้อย่างไม่มีความผิดพลาด และปลอดภัย เราก็ควรจะ update มันซะ ….."

 

ท่าทางจะต้องซื้อ Windows ซะแล้ว ……

วันนี้ไปอ่านข่าวจากเว็บผู้จัดการมาก เรื่อง …..

ไมโครซอฟท์เผยดีเดย์กลางปี จำกัดทางอัปเดทวินโดวส์เถื่อน
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 มกราคม 2548 09:57 น.

ไมโครซอฟท์กำหนดใช้ Windows Genuine Advantage กลางปีนี้ หลังทดสอบระบบมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2004 เพื่อจำกัดทางดาวน์โหลดข้อมูลจากเว็บไซต์ของไมโครซอฟท์ของผู้ที่ใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน ซึ่งมีผลโดยตรงกับ Windows Updates แบบแมนนวล ส่วนฟังก์ชั่น Windows Automatic Updates จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ผู้ผลิตซอฟต์แวร์อันดับ 1 ของโลก เปิดเผยเมื่อวันพุธที่ 26 มกราคม 2005 ว่า ไมโครซอฟท์มีกำหนดเริ่มใช้ Windows Genuine Advantage เทคโนโลยีเพื่อการตรวจสอบลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ในกลางปีนี้ หลังจากที่ได้ทดสอบระบบมาได้ระยะหนึ่ง

ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ถ้า Windows ที่ใช้เป็นซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ คุณก็สามารถดาวน์โหลดซีเคียวริตี้แพ็ตช์และซอฟต์แวร์อัพเดทจากเว็บไซต์ 2 แห่ง ได้แก่ Download Center และ Windows Update ของไมโครซอฟท์ได้แบบไม่มีปัญหา แต่ถ้าระบบปฏิบัติการที่คุณใช้เป็นซอฟต์แวร์เถื่อน ระบบจะแจ้งให้คุณทราบว่าซอฟต์แวร์ที่คุณกำลังใช้อยู่นั้นผิดกฎหมาย ก่อนจะเปิดโอกาสให้คุณดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ได้บ้าง เฉพาะบางตัว ตามการเปิดเผยของไมโครซอฟท์

อย่างไรก็ตาม สำหรับฟังก์ชั่น Windows Automatic Updates จะยังไม่ได้รับผลกระทบ และยังสามารถดาวน์โหลดได้ตามปกติ เดวิด ลาซาร์ (David Lazar) ผู้อำนวยการฝ่ายวินโดว์สไคลเอนต์ บริษัทไมโครซอฟท์ กล่าว

วัตถุประสงค์เพื่อลดหรือจำกัดปัญหาซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ของ Windows Genuine Advantag มีแนวทางปฏิบัติก็คือ ผู้ที่ใช้ซอฟต์แวร์ถูกกฎหมายจะได้รับบริการที่ดีกว่า ลาซาร์กล่าวว่าสิ่งที่ไมโครซอฟท์ต้องการคือการเพิ่มค่าให้กับวินโดวส์ถูกลิขสิทธิ์ สร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้น โดยจะเพิ่มในส่วนของซีเคียวริตี้ที่จะสามารถเชื่อถือได้มากกว่า

“เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายป้องกันและกำจัดการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เป้าหมายคือให้ลูกค้ารับทราบข้อมูลที่แท้จริงและชอบซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์มากกว่า” เขากล่าวและว่า “สำหรับผู้ใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ พวกเขาจะเข้าถึงทรัพยากรต่างๆของไมโครซอฟท์ได้มากกว่าและคุ้มค่ากว่า ส่วนผู้ใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนจะถูกจำกัดสิทธิ์ในการเข้าถึงทรัพยากรบางอย่าง”

Windows Genuine Advantage ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไมโครซอฟท์พยายามตรวจสอบ Windows ว่าแท้หรือไม่ ระบบแบบนี้มีอยู่แล้วใน Windows Update ที่จะมีการตรวจสอบโวลุ่มไลเซนส์ก่อนเพื่อให้รู้ว่าเป็นซอฟต์แวร์เถื่อนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม “Windows Genuine Advantage จะมีการตรวจสอบในรายละเอียดที่มากกว่า … แม้ไลเซนส์คีย์ที่คุณใช้จะเป็นของแท้ แต่หากไลเซนส์ดังกล่าวถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมายแล้ว ระบบจะถือว่านั่นเป็นซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์” ลาซาร์กล่าว

สำหรับผู้ที่ใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนอยู่แล้วต้องการเปลี่ยนมาใช้ของแท้ ทางไมโครซอฟท์มีโครงการสนับสนุนให้สามารถซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ได้ในราคาลดพิเศษ แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าถูกหลอก ไม่ใช่เต็มใจใช้ของเถื่อน เช่น แจ้งแหล่งที่ได้มา หรือมีหลักฐานการได้มา เป็นต้น

ซอฟต์แวร์เถื่อนเป็นปัญหาใหญ่ของไมโครซอฟท์ เฉพาะในสหรัฐอเมริกา 23% เป็น Windows เถื่อน แต่ปัญหาที่มากกว่าก็คือ ผู้ใช้หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนอยู่

“23% ของผู้ใช้ในสหรัฐฯใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฎหมาย และส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าซอฟต์แวร์ที่ตัวเองใช้ผิดกฎหมาย สิ่งที่เราต้องการคือบอกคนเหล่านี้ให้รู้ว่าเขากำลังใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนอยู่ อธิบายว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และเสนอแนะแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้ได้ลิขสิทธิ์ที่ถูกต้อง”

ไมโครซอฟท์ยอมรับว่า Windows XP Starter Edition หรือ Windows เวอร์ชั่นราคาประหยัด ที่มีวางจำหน่ายในบางประเทศแถบเอเชียนั้น เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายป้องกันและกำจัดซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ นอกจากนี้แล้ว ไมโครซอฟท์ยังได้ร่วมมือกับฝ่ายบังคับใช้กฎหมายในแต่ละประเทศ เพื่อเร่งรัดกำจัดขบวนการผลิตและจำหน่ายซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย

นักวิเคราะห์ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของไมโครซอฟท์จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเรื่อง ปัญหาความปลอดภัยบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในภาพรวม เพราะเป็นธรรมดาที่เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งมีปัญหาความปลอดภัยจะติดเชื้อ แล้วจะกลายเป็นตัวแพร่เชื้อไปยังเครื่องอื่นๆ

ขณะที่ไมโครซอฟท์ออกมาปฏิเสธ “ในส่วนที่มองว่าแนวคิดนี้อาจจะเพิ่มความเสี่ยงด้านซีเคียวริตี้ ซึ่งสวนทางกับสิ่งที่ไมโครซอฟท์ต้องการนั้น เป็นเพราะวินโดวส์ผิดกฎหมายนั้นเป็นความเสี่ยงเรื่องซีเคียวริตี้อยู่แล้ว” ลาซาร์กล่าว

“ที่สุดแล้วไมโครซอฟท์จะยุติความช่วยเหลือด้านการอัปเดทซีเคียวริตี้ในวินโดวส์เถื่อนทั้งหลาย ไมโครซอฟท์อาจจะรู้สึกว่าตัวเองไม่เหลือทางเลือกมากมายนักในการยุติปัญหา การละเมิดลิขสิทธิ์อย่างเห็นผลเท่ากับวิธีนี้” รัสส์ คูเปอร์ (Russ Cooper) นักวิทยาศาสตร์อาวุโสของบริษัทไซเบอร์ทรัสต์ (Cybertrust Inc.) กล่าว

อ่านแล้วก็ อืม ……. ท่าทางคงต้องซื้อมาใช้ใน Desktop ที่บ้านซะแล้ว ส่วน Notebook คงไม่มีปัญหา เพราะว่ามีอยู่แล้ว หุๆๆ แต่ว่าราคานี่ดิ คงต้องหาเงินมาจ่ายอีกหลาย T_T แย่จัง ….. แต่ก็สมควรหล่ะ เพราะว่าคงซื้อของขายไม่ได้ไปขโมยใครมาขาย ซื้อก็ซื้อฟร่ะ สำนึกในการใช้โปรแกรมลิขสิทธิ์ 555555