ลองจับ Surface Pro 3

โดยส่วนตัวแล้วนั้น ผมมี Surface RT ซึ่งทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Windows RT 8.1 อยู่ ซึ่งแน่นอนว่า Surface Pro 3 นี้ จะแตกต่างจากทั้ง Surface RT และ Surface 2 ที่กำลังทำตลาดไปก่อนหน้านี้ โดยมันจะทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Windows 8.1 ที่สามารถติดตั้งซอฟต์แวร์ที่เป็น Desktop Application ที่เคยทำงานใน Windows XP, Vista, 7 และแม้แต่ 8 ได้แบบเดียวกับในโน๊ตบุ๊ค ซึ่งหากใครจำได้ มันจะเป็นลักษณะเดียวกันกับ Surface Pro ตัวแรก ซึ่งทำตลาดไปเมื่อ 1 ปีก่อนหน้านี้ และเป็นไปตามคาดที่ Surface Pro 2 ไม่ทำตลาดในไทย

ในวันนี้ 28 สิงหาคม 2014 จะมีการเปิดตัว Surface Pro 3 ในประเทศไทย และขายอย่างเป็นทางการ ส่วนตัวได้มีโอกาสได้ลองเล่นเจ้าตัว Surface Pro 3 จาก Microsoft Thailand ก่อนวันเปิดตัวจริงถึง 2 วัน ฉะนั้น ในตอนนี้จะมาเล่าว่า Surface Pro 3 นั้นน่าสนใจยังไง

ตัวเครื่องที่ได้ลองใช้งานนั้นเป็น Intel Core i5, RAM 4GB, SSD 128GB ซึ่งราคาขายอยู่ที่ 35,500 บาท (ราคารวมปากกา ไม่รวมคีย์บอร์ด)

20140826_183747_Android

ถึงแม้จะเป็นแท็บเล็ต แต่ด้วยความที่ส่วนประกอบภายในแบบเดียวกับโน๊ตบุ๊คบางเบา ทำให้ต้องมีช่องระบายความร้อน พร้อมพัดลมเพื่อนำความร้อนออกสู่ภายนอก ซึ่งหากใครเคยได้ลองใช้ หรือมี Surface Pro จะทราบว่า ส่วนระบายความร้อนนี้จะทำให้เครื่องหนากว่ารุ่น Surface RT อยู่พอสมควร แต่ใน Surface Pro 3 นั้นกลับทำได้บางมาก และนั้นทำให้การพกพานั้นสะดวกมากขึ้น

พอร์ตต่างๆ ไม่ว่าจะหูฟัง USB 3.0 และ Display port นั้น นั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ซึ่งมีหลายเสียงอยากให้เพิ่มพอร์ต USB 3.0 ให้มากขึ้นมากกว่าเดิมสัก 2 พอร์ต น่าจะดี แต่ก็มีทางเลือกคือ Docking Station (ที่มีให้มา 5 พอร์ต) หรือ USB 3.0 Hub มาต่อแทน ซึ่งก็อาจไม่สะดวกนักสำหรับคนที่ทำนอกสถานที่

ส่วนที่เปลี่ยนแปลงคือพอร์ตสำหรับต่อสายชาร์จไฟ ที่มีการเปลี่ยนแปลงจาก Surface รุ่นก่อนหน้านี้ ไม่สามารถนำรุ่นเก่ามาใช้งานร่วมได้เลย โดยดดูๆ แล้ว น่าจะแก้ไขปัญหาตัวเก่าที่พอร์ตสายชาร์จนั้นใช้งานได้ค่อนข้างยากได้ดีมากขึ้น เพราะรุ่นเก่านั้น ด้วยความที่มันลาดเอียง ทำให้การต่อสายชาร์จแบบแม่เหล็กนั้นทำได้ค่อนข้างยาก

20140826_184059_Android 20140826_184121_Android

ตัวเครื่องนั้นบางลงกว่าเดิมพอสมควร แน่นอนว่าความบางที่ได้มานั้น มาจากพื้นที่ที่ขยายมากขึ้นด้วยขนาดจอภาพที่ใหญ่ขึ้นจาก 10 นิ้ว มาเป็น 12 นิ้ว

มีน้ำหนักที่เบาลง หนักกว่า Surface RT แรกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้เวลาจับถือ ผมรู้สึกว่าไม่ได้แตกต่างจากเดิมเท่าไหร่นัก

20140826_195413_Android 20140826_195448_Android

ในด้านของปากกานั้น ผมไม่ได้ลองใช้วาดภาพ แต่ลองฟิลลิ่งขีดๆ เขียนๆ ได้ความรู้สึกไม่แตกต่างจาก Surface Pro ตัวแรกที่ใช้ Wacom เท่าไหร่นัก แต่ด้วยความที่ผมไม่ได้เป็นคนชอบวาดการ์ตูน เลยไม่ขอชี้นำว่ามันจะดีกว่าเดิม อาจจะต้องให้คนวาดการ์ตูนจริงจังลอง N-trig Stylus ว่าแตกต่างจากตัวเดิมแค่ไหน แต่ใช้ลอง Spot Healing Brush บน Photoshop CC เพื่อลองรีทัชภาพขนาดใหญ่จากกล้อง Nikon D800 ขนาดไฟล์ใหญ่ระดับ RAW ไฟล์ ความละเอียด 36MP แล้วบันทึกทำงานผ่านไฟล์ TIFF อีกครั้ง ตัว Surface Pro 3 ก็ยังคงทำงานได้ราบรื่นดี ความแม่นยำในการวาด Brush ทำได้ดีมากๆ ด้วยความที่ส่วนตัวใช้ Wacom Bamboo บนโน๊ตบุ๊ตในการตกแต่งภาพมาก่อน พอมาใช้แล้วรู้สึกสะดวกกว่ามาก คล้ายๆ กับ Wacom Cintiq เลยทีเดียว โดยระหว่างที่ลองทดสอบนั้น ผมไม่ได้เปิดตัวโปรแกรมอื่นๆ ร่วมด้วย โดยใช้งาน RAM ไปเกือบๆ 3.5GB โดยประมาณ

ตัวปากกามีความสามารถในการทำงานร่วมกับ OneNote ได้ดีมากๆ เพราะตัวปุ่มที่ปากกาสามารถทำตัวเป็นปุ่มเมาส์คลิ๊กขวา ยางลบ หรือเรียกเปิดแอพ OneNote ได้ทันที แต่กับแอพตัวอืนๆ นั้นอาจจะมีความแตกต่างกันไปบ้าง อาจจะต้องส่วนสอบดูอีกครั้ง เพราะยังไม่เห็นการตั้งค่าเฉพาะของแต่ละแอพ ซึ่งแตกต่างจาก Wacom ที่ตั้งค่าได้ว่าแต่ละแอพปุ่มเหล่านี้จะทำหน้าที่อะไร สร้างความหลากหลาย และแตกต่างในการใช้งานได้เฉพาะตัวมากขึ้น

จุดสังเกตคือ เจ้า N-trig Stylus นั้นต้องใช้แบตเตอรี่ขนาด AAAA (ถ่านสี่เอ) ในการทำงานด้วย ซึ่งอาจจะหายากสักหน่อย ส่วนหัวของ N-trig Stylus นั้น สอบถามทาง Microsoft Thailand แล้ว ได้ความว่ากำลังประสานงานเรื่องนี้อยู่

20140826_185736_Android

สำหรับในด้านจอภาพนั้นให้ความละเอียดระดับ 2160 x 1440 pixel แบบ Multi-touch นั้นเป็นสัดส่วนแบบ 3:2 ซึ่งแตกต่างจากแท็ตเล็ต ตัวอื่นๆ ในตลาดที่มักจะมาพร้อมสัดส่วนจอภาพแบบ 16:9 หรือ 4:3 ซึ่งในส่วนนี้แล้วแต่คนชอบ แต่ผมคิดว่าคนที่ซื้อมาใช้งานภาพถ่ายน่าจะชอบกัน เพราะสัดส่วนจะพอดีกับการถ่ายภาพไม่ว่าจะ 3:2 หรือ 4:3 ในกล้องถ่ายรูป

ความสว่าง และความเปรียบต่างของการแสดงผลนั้นทำได้ยอดเยี่ยม เสียดายว่าผมไม่ได้เอา Spyder ไปลองวัด Gamut ว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่จากมุมมองในการแสดงผลนั้น ทำได้ดี สีสันสวยงาม สีดำที่ดำได้สนิทจริงๆ ทำให้การใช้งานด้านภาพถ่ายนั้นทำงานได้สะดวกมากขึ้นด้วย เพาะจอภาพที่ให้สีดำไม่สนิทมักจะมีปํญหากับการตกแต่งภาพที่ไล่เฉดเทา-ดำ

20140826_191557_Android

มาดูด้านคีย์บอร์ดที่ตัว Surface Pro 3 นั้นไม่มี Touch Cover สำหรับตัวมันเองครับ มีแต่ Type Cover เท่านั้น แน่นอนว่า Microsoft บอกว่า สามารถเอา Touch Cover รุ่นเก่ามาใช้ได้ แต่มันดูแปลกๆ ไปนะ เพราะมันปิดจอได้ไม่ครอบคลุมสักเท่าไหร่นัก สำหรับตัว Type Cover ที่ใช้งานร่วมกับ Surface pro 3 จะมีส่วนของสอดเก็บปากกามาให้ด้วย

ปุ่ม Windows สำหรับกลับเข้าหนัา Start screen บน Surface Pro 3 ได้ถูกย้ายจากด้านล่างของตัวเครื่องมาไว้ที่ด้านข้างแทน คงเพราะ Type Cover สำหรับ Surface Pro 3 มันมีช่วงที่พับเข้าหาตัวเครื่องอยู่ส่วนหนึ่งตอนกางออกมาใช้งาน ด้วยเหตุผลด้านการสร้างความลาดเอียง และสร้างความถนัดต่อการพิมพ์มากขึ้น

สำหรับ Kick stand ที่ใน Surface RT กางได้ระดับเดียว และใน Surface 2 กางได้สองระดับแบบคงที่ พอมา Surface Pro 3 นั้นกางได้ไม่มีระดับคงที่ โดยกางได้สูงสุดถึง 150 องศา โดยไม่ได้ล็อคแบบรุ่นก่อนๆ ทำให้เราใช้งานได้หลากหลายมากขึ้นมาก

20140826_195316_Android

20140826_195633_Android 20140826_195643_Android

20140826_193218_Android 1

สำหรับลองจับ Surface Pro 3 นั้น คงเป็นการพรีวิวแบบคราวๆ ที่ยังไม่ลงลึกถึงรายละเอียดมากนักเพราะได้ลองใช้เพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่าไหร่ คงขอเวลาลองตัวจริง แบบใช้งานในชีวิตประจำวันอีกครั้งหนึ่ง แบบนานๆ หน่อย อาจจะเห็นจุดที่เป็นข้อสังเกต และควรรับทราบก่อนการตัดสินใจซื้อ

โดย Surface Pro 3 มีในไทยนั้นวางจำหน่ายทั้งหมด 5 รุ่น ในราคาเริ่มต้นที่ 29,500 บาท โดยทุกรุ่นมาพร้อมปากกา Surface Pen

ราคาขาย ณ. วันเปิดตัวจะมีราคาดังต่อไปนี้
– Intel Core i3 / RAM 4GB / 64GB ราคา 29,500 บาท
– Intel Core i5 / RAM 4GB / 128GB ราคา 35,500 บาท
– Intel Core i5 / RAM 8GB / 256GB ราคา 44,500 บาท
– Intel Core i7 / RAM 8GB / 256GB ราคา 53,900 บาท
– Intel Core i7 / RAM 8GB / 512GB ราคา 69,900 บาท

ส่วนคีย์บอร์ด Surface Pro Type Cover ที่มาพร้อมกับห่วงคล้องปากกา จะวางจำหน่ายที่ราคา 4,490 บาท

ส่วน Surface Pro 3 Docking Station นั้นทาง Microsoft Thailand คาดว่าจะนำเข้ามาขายด้วย แต่ยังไม่ให้คำตอบว่าเมื่อใด

สำหรับการประกันสินค้ามีรายละเอียดที่สอบถามทางฝั่ง Microsoft Thailand ดังนี้

1. การจำหน่ายผ่านช่องทางกลุ่มลูกค้าปลีก (Consumer Channel) ผ่าน IT City หรือ Banana IT จะได้ประกันสินค้า 1 ปี ทุกรุ่น ทุกตัว โดยขอเคลมสินค้าผ่านระบบเว็บ หรือโทรศัพท์ โดยมีพนักงานรับเคลมสินค้าจะเข้ามารับ และส่งเครื่องใหม่ให้ถึงบ้านโดยไม่ต้องนำเข้าร้านที่ซื้อมา (เป็นการเคลมสินค้าผ่าน UPS)

2. การจำหน่ายผ่านช่องทางกลุ่มลูกค้าบริษัท-ธุรกิจ (Business Channel) จะทำผ่านบริษัทตัวแทนของ Microsoft ซึ่งลองสอบถามทาง Microsoft Thailand ดูอีกที โดยจะได้ประกันสินค้า 1 ปี หรือสามารถซื้อเพิ่มเป็นแบบรับประกันแบบ 3 ปี หรือรับประกันสินค้าพร้อมรับประกันอุบัติเหตุแบบ 3 ปี ซึ่งเหมาะกับบริษัทที่ต้องการซื้อเป็นจำนวนมากๆ

โดยทาง Microsoft Thailand ยังไม่ตอบว่ากลุ่มลูกค้าปลีกจะสามารถซื้อแบบรับประกันแบบ 3 ปีเพิ่มเติมได้แบบกลุ่มลูกค้ากลุ่มบริษัท-ธุรกิจ หรือไม่ในอนาคต กำลังอยู่ในขั้นตอนการดูความเหมาะสม แต่ส่วนตัวแล้วนั้น อยากให้มี เพราะตัว Surface Pro 3 นั้น เชื่อได้ว่ากลุ่มลูกค้ามักจะซื้อไปทดแทนโน๊ตบุ๊คส่วนตัวซึ่งมักมีอายุการใช้งานประมาณ 3 ปีเป็นอย่างน้อยอยู่แล้ว

20140826_202840_Android

ลองใช้ Surface 2 และเทียบกับ Surface RT

เป็นการลองใช้ตัวเป็นๆ ตามที่สัญญาไว้จากเดือนก่อนโน้นในตอน หลังจาก Microsoft Surface 2 แล้วไงต่อ? โดยแน่นอนว่าในตอนนี้จะมาเจาะลึกตัว Surface 2 กันในเชิงฮาร์ดแวร์ต่างๆ เป็นหลัก เพราะในส่วนของซอฟต์แวร์คงพูดท้ายๆ เนื่องจากการใช้งานจริงๆ ไม่ได้แตกต่างจาก Surface RT มากนัก เพราะเป็น Windows RT 8.1 update เหมือนกันทั้งหมด โดยผมได้อัพเกรดเป็น Windows RT 8.1 update ตัวล่าสุดแล้วทั้ง Surface RT และ Surface 2 และใช้ Microsoft Account พร้อมปรับแต่งซอฟต์แวร์ให้พอคล้ายๆ กันตามแต่จะทำได้

ซึ่งในตอนนี้จะมีการเล่าถึงประสบการณ์ในการใช้งานคีย์บอร์ดทั้ง Type Cover 2, Touch Cover และ Touch Cover 2 ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นตัวที่เหมาะสมต่อการใช้งานร่วมกับ Surface ได้ แต่เสียดายผมไม่มี Type Cover ตัวแรกมาเทียบกับ Type Cover 2

2

Read moreลองใช้ Surface 2 และเทียบกับ Surface RT

Microsoft Surface ถึงมาช้า แต่ก็ยังมา!

Microsoft Surface ในไทยเปิดตัวช้ากว่า US ประมาณ 6 เดือน ซึ่งอาจทำให้หลายคนผิดหวังเพราะซื้อมาแล้วบ้าง หรือไม่ก็ไปใช้ยี่ห้ออื่นแล้ว (หรือซื้อ sub notebook ไปแล้วแบบผม) โดยส่วนตัวมองว่า นี่เป็นก้าวสำคัญที่ Microsoft Thailand จะถูกจัดอยู่ในประเทศที่มีการเปิดตัว Hardware ระดับบนของ Microsoft ที่เปิดตัวใน US และปรกติมักจะขายแต่ใน Microsoft Store มาขายได้ ซึ่งการเปิดตัวในไทยครั้งนี้ เรายังเป็นประเทศ 1 ใน 29 ประเทศจาก 130 ประเทศที่ Microsoft ทำตลาด Software และได้สิทธิ์ในการขาย Surface โดยที่เรายังได้สิทธิ์ในการซื้อได้ทั้ง Surface RT และ Surface Pro โดยไม่ต้องรอคิวเปิดตัว Surface Pro แบบบางประเทศ

แน่นอนว่าเปิดตัวช้า แถมเปิดตัวตอน Intel เพิ่งออก 4th Gen Core รหัส Haswell ด้วยแล้วยิ่งตัดสินใจยาก (แบบผม) แต่ถ้ามองในแง่ดี ผมว่าเป็นการลองกระแสและซ้อมการขาย Hardware ระดับบนในรูปแบบที่ Microsoft ประเทศไทยไม่เคยทำเท่าไหร่นัก (นอกจากเมาส์ คีย์บอร์ด กล้องเว็บแคม มี Xbox 360 มาโผล่แป็บๆ) แต่ใน Surface 2 ที่ผมคิดว่าคงมีในปลายปีนี้ ผมเชื่อว่า Microsoft Thailand คงได้สิทธิ์ในการขายมาเร็วขึ้น ถ้ากระแสและผลการตอบรับในครั้งนี้ดี และนั้นหมายถึงความพร้อมที่มากขึ้นจากตอนนี้และช่องทางขายที่ถูกรองรับได้อย่างแน่นอน คือให้ผมเดาว่าในอนาคตเราอาจได้ใช้ Xbox One ตามหลังจาก US เปิดตัวในเวลาไม่นานนัก (แบบไม่ต้องเครื่องหิ้ว) เพราะมีช่องทางจัดจำหน่ายที่ชัดเจนมากขึ้น แต่นั้นคงหมายถึงกระแส Surface ต้องแรง และเนื้อหาที่ใช้งานร่วมกับ Xbox One พร้อมจริงๆ

เรื่องวิเคราะห์คาดเดาก็ผ่านไปแล้ว มาเข้าเรื่องของงานเปิดตัวและพาดูเครื่อง Surface RT และ Surface Pro กันสักหน่อย

ตัวเครื่อง Surface RT และ Surface Pro นั้นรูปลักษณ์ด้านนอกนั้นดูแทบจะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่น้ำหนักนั้นต่างกันพอสมควร แต่ความหนานั้นยังไม่ค่อยเห็นเด่นชัดเท่ากับน้ำหนัก อยากทราบข้อแตกต่างอ่านต่อที่ ข้อควรทราบก่อนซื้อ Surface RT และ Surface Pro นะครับ

ขอพาไปดูตัวเครื่องจริงๆ ที่ถ่ายรูปมาจากในงานเปิดตัวสักหน่อย

ในงานนั้นตัว Surface RT และ Surface Pro ถูกนำเสนอพร้อมกับ Touch Covers และ Type Covers

WP_20130605_040 

WP_20130605_031

WP_20130605_043

ตัวเครื่องมีขาตั้งหรือ Microsoft เรียกว่า Kick-stand ซึ่งถูกออกแบบมาให้อยู่กับตัวเครื่องและไม่สามารถถอดออกมาได้ ประโยชน์ของมันคือใช้เป็นขาตั้งและวางบนตักทำงานได้ ถ้ามี Touch Covers หรือ Type Covers ก็กลายเป็น Notebook กลายๆ เลยทีเดียว

(การออกแบบ Kick-stand นั้น ทาง Microsoft แจ้งว่าทำมุม 22 องศา ซึ่งเป็นมุมที่ทำวิจัยมาแล้วว่าเหมาะสมต่อการใช้งานมากที่สุด)

ตัวเครื่องมาพร้อมกับ Port USB 2.0 (RT) หรือ USB 3.0 (Pro) เชื่อมต่อได้สบายๆ อยากรู้ว่ามี port อะไรบ้าง อ่าน ข้อควรทราบก่อนซื้อ Surface RT และ Surface Pro 

WP_20130605_032

เหตุผลที่ Surface Pro หนาเพราะต้องทำส่วนของระบายความร้อนให้กับ CPU อย่าง Intel Core i5 ให้มันด้วย ซึ่งจากที่ใช้งานตอนรัน Benchmark แล้วนั้นถือว่าร้อนใช้ได้เลยเมื่อเอามือไว้วางที่ด้านหลังเครื่องส่วนที่คาดว่าจะเป็น CPU อยู่

WP_20130605_051

ผล Benchmark ของ Surface Pro

WP_20130605_044

ผล Benchmark ของ Surface RT

WP_20130605_053

สุดท้ายผมนำภาพบางส่วนจากงานเปิดตัว Microsoft Surface ในประเทศไทยมาฝากสักเล็กน้อยครับ

WP_20130605_005

WP_20130605_018

WP_20130605_019

WP_20130605_030

WP_20130605_036

ข้อควรทราบก่อนซื้อ Surface RT และ Surface Pro

ในวันที่ 5 มิถุนายน 56 นี้ประเทศไทยเราคงได้สัมผัสกับ Surface อย่างเป็นทางการเสียที ส่วนตัวเลยอยากเขียนสรุปอีกสักรอบ จะได้เลือกได้ตามความต้องการและทราบถึงข้อมูลที่จำเป็นก่อนไปเลือกหาซื้อ Surface ทั้ง RT และ Surface Pro มาใช้ตรงตามความต้องการกันได้

surface-url

โดยต้องเกรินสักหน่อยว่า Surface RT และ Surface Pro นั้นรูปร่างหน้าตาแม้จะคล้ายๆ กัน แต่คุณสมบัติภายในนั้นต่างกัน และบางอย่างก็ต่างกันคนละเรื่องเลยทีเดียวครับ

ผมขอทำรายการเป็นข้อๆ สรุปดังนี้

  • Surface RT ไม่ได้ใช้ Microsoft Windows แบบที่เราคุ้นเคยกันโดยทั่วไป แต่เป็น Windows RT ที่เป็นรุ่นย่อส่วนจาก Windows 8 มาอีกทีหนึ่ง โดยใช้งานได้เพียงส่วนของ Windows 8 App ใน Modern UI เท่านั้น ไม่สามารถติดตั้งซอฟต์แวร์ที่เราคุ้นเคยโดยทั่วไปได้
  • Surface RT ใช้ CPU (NVIDIA Tegra 3 quad core 1.4GHz) โครงสร้างการออกแบบเครื่องแบบเดียวกับ Android หรือ iPad ที่อยู่ในตลาด นั้นคือเหตุผลว่าทำไมมันถึงไม่สามารถติดตั้งซอฟต์แวร์ที่เป็น Desktop Application ที่เคยทำงานใน Windows XP, Vista, 7 และแม้แต่ 8 ได้ โดยการติดตั้ง App ต้องทำผ่าน Windows Store เท่านั้น
  • Surface Pro ใช้ CPU (Intel Core i5 dual core 1.7GHz) โครงสร้างการออกแบบภายในคล้ายกับ Intel Ultrabook ที่ย่อส่วนมาในรูปแบบของ Tablet ที่ไร้คีย์บอร์ดโดยพื้นฐาน ทำให้มันถูกติดตั้งมาพร้อมกับ Windows 8 ตัวเต็มที่สามารถติดตั้งซอฟต์แวร์ที่เป็น Desktop Application ที่เคยทำงานใน Windows XP, Vista, 7 และแม้แต่ 8 ได้สบายๆ แต่ในส่วนของ App ที่เป็น Windows 8 App (Modern UI) ยังต้องติดตั้งผ่าน Windows Store แบบเดียวกับ Surface RT เหมือนเดิม (Windows 8 เป็น OS ที่มีส่วนประกอบมากกว่า Windows RT ทำให้รองรับ Desktop Application แบบดั่งเดิมได้ด้วย)
  • Surface RT มี RAM น้อยกว่า Surface Pro (2GB VS 4GB)
  • ทั้ง Surface RT และ Surface Pro นั้น พื้นที่ที่แสดงข้างกล่องไม่ได้หมายถึงพื้นที่สามารถใช้งานได้เต็มพื้นที่ทั้งหมด แต่เป็นพื้นที่ที่รวมกับระบบ Windows ด้วย ทำให้เมื่อเปิดใช้งานจะได้พื้นที่น้อยกว่าความเป็นจริง “มาก”
    – Surface RT 32GB ให้พื้นที่ใช้งานได้จริงที่ 15GB
    – Surface RT 64GB ให้พื้นที่ใช้งานได้จริงที่ 45GB
    – Surface Pro 64GB ให้พื้นที่ใช้งานได้จริงที่ 28GB
    – Surface Pro 128GB ให้พื้นที่ใช้งานได้จริงที่ 85GB
  • Surface RT และ Surface Pro ให้ขนาดหน้าจอ 10.6” แต่ความละเอียดไม่เท่ากัน
    – Surface RT ให้ความละเอียด  1366×768 pixel (HD) 5-point multi-touch screen
    – Surface Pro ให้ความละเอียด 1920×1080 pixel (Full HD) 10-point multi-touch screen
  • Surface RT เบากว่า Surface Pro ในอัตราส่วน 2 ต่อ 3 เลยทีเดียว (680g VS 900g)
  • Surface RT บางกว่า Surface Pro (9.3mm VS 13.5mm)
  • Surface RT เชื่อมต่อด้วย USB 2.0 และ micro HDMI สำหรับ Surface Pro ใช้ USB 3.0 และ Mini DisplayPort
  • ทั้งสองรุ่นให้ Microsoft Office มาในตัวเครื่อง
    – Surface RT ให้ Microsoft Office Home & Student 2013 RT Preview
    – Surface Pro ให้ Microsoft Office 365 1-month trial
  • Surface ทั้งสองรุ่นมี microSDXC card slot มาให้
  • Surface ทั้งสองรุ่น ไม่มี 3G มาให้ ใช้ได้เพียง Wi-Fi เท่านั้น (2.4GHz/5GHz)
  • Surface ทั้งสองรุ่นให้กล้องทั้งหน้าและหลังมีความละเอียด 1MPx
  • Surface ทั้งสองรุ่นใช้วัสดุที่ชื่อว่า VaporMg ที่เป็นวัสดุที่ผลิตจาก Magnesium อีกทีหนึ่ง
  • Touch Covers เป็นคีย์บอร์ดแบบสัมผัสและเป็นฝาปิดหน้าจอได้ในตัว
  • Type Covers เป็นคีย์บอร์ดแบบปุ่มทั่วไปแต่บางพิเศษและเป็นฝาปิดหน้าจอได้ในตัว

สุดท้ายขอเอา Keynote งานเปิดตัว Surface ที่ US และ Infographic ของ Surface ภาษาไทยมาลงสักหน่อย หวังว่างานเปิดตัวพรุ่งนี้จะคูลแบบที่ US นะ

 

surface1

Surface2_edit2