เรื่องเล่าจากงานถ่ายรูปงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 67

ผมได้รับมอบหมายให้ไปถ่ายรูปน้องลีดในงานนี้ โดยตามประกบน้องลีดของฝั่งจุฬาฯ คนนึงเป็นหลัก

งานนี้ช่างภาพที่ตามถ่ายรูปนั้นเราแบ่งกันเป็นรุ่น 66 อัตรา 2:1 ส่วนรุ่น 67 คือ 1:1 ไปไหนไปนั้น ต้องช่วยพี่เลี้ยงดูหน้าและสภาพน้อง ถ้าไม่ไหวหรือมีปํญหาจะเป็นลมต้องแจ้งพี่เลี้ยงทันทีซึ่งทุกคนจะช่วยๆ กันดู เพราะถือว่าเราทุกคนก็ตามติดน้องๆ กันอยู่แล้ว

ทุกคนมาด้วยเลนส์ขาวอวบ ขาวยาว ดุ้นดำ จัดเต็มกันหมด Ultra Wide 10-20mm กล้องนึง 70/80-200mm อีกกล้องนึง เป้อีก สายคาดเอว กระบอกเลนส์รอบเอว เมมที่ทุกคนเตรียมมาโดยเฉลี่ยประมาณ 24 – 32GB ถ่ายได้ 2,000 ภาพขึ้นไปโดยประมาณ!!!! และแต่ละคนแบกกันมาแบบจัดเต็ม!!!

DSC_8147

ทั้งทีมนัดกันที่โรงแรมข้างๆ MBK เพื่อประชุมเตรียมพร้อมและรับบัตร Follower ของ Cheerleader แล้วก่อน แล้วเดินไปลานพระบรมรูป 2 รัชกาล เพื่อรอเหล่าทีมงานและลีดมาสักการะก่อนงานจะเริ่มต้น การถ่ายรูปก็ได้เริ่มต้นที่ตรงนั้น เมื่อจบก็เดินไปสนามศุภฯ ต่อไปเพื่อรอเวลาและสำรวจพื้นที่

พอถึงสนามศุภฯ ก็รับ Tag ข้อมือ เพื่อเข้าลู่วิ่งสนาม เพราะถึงจะมีบัตร Follower แต่ถ้าไม่มี Tag เราจะเข้าส่วนของแสตนของฝั่งจุฬาฯ ไม่ได้ และเราไปก่อนเวลา 2 ชั่วโมง!!!! แต่แน่นอนไปก่อนเวลา เราก็ต้องไปทานข้าวก่อน เพราะหลังจากนี้เราจะไม่มีเวลาทานข้าวแล้ว ตอนนั้นเกือบๆ เที่ยงแดดร้อนสุดๆ แต่ก็ยังดีที่เรามีห้องแอร์เย็นๆ ให้อยู่ก่อนเริ่มงาน ตอนนั้นทีมช่างภาพของรุ่น 66 คนเหนื่อยกว่ารุ่น 67 ของทีมเราในช่วงนั้น เพราะตามถ่ายในขบวนที่จะเข้าสู่สนามศุภเป็นการประเดิมช่วงแรก

DSC_8152

พอตกบ่ายแดดร้อนสุดๆ แต่ก็ได้เวลาลุย!!!

กล้องพร้อม คนพร้อม น้ำในกระเป๋าพร้อม ลีดอยู่ที่ไหน ช่วงภาพทั้งทีมอยู่ที่นั้น รุ่น 67 เริ่มเวลาเปิดตัว !!!

DSC_8206

ช่างภาพทุกคนช่วยกัน หามุมของตัวเอง ใครบังมุมตะโกนบอก ขอมุมกันและกัน เพราะทีมเดียวกัน ช่วยๆ กัน ช่วงที่โหดคือหลังบ่าย 3 ตอนบอลใกล้เริ่มเตะเพราะตอนนั้นลีดจะเริ่มเชียร์มากขึ้น แต่ที่น่าจะเป็นช่วงเวลาสาหัสคือช่วงเวลาตอนทำประตูได้!!! แน่นอนทีมที่ทำประตูได้ก่อนคือ ตอน ม.ธ. ทำประตูที่ 1 ได้ ลีดของทั้งสองฝั่งจะกลับเข้าแสตนตัวเอง แน่นอนครับ ลีดวิ่งกลับ!!! ช่างภาพก็วิ่งตาม!!! เพราะต้องเก็บภาพ ด้วยกำลังของลีดย่อมดีกว่าของช่วงภาพ เพราะวิ่งกันจนชิน แล้วเพราะตอนซ้อมนี่วิ่งกันวันละเป็น 10 รอบสนามฟุตบอล เพราะงั้น พวกเราย่อมขาลากก่อนแน่นอน T_T

แต่แน่นอน ลูกแรกทุกคนรู้แล้วว่าเป็นยังไง และแน่นอนว่านิสิตจุฬาฯ ทุกคนหวังจะให้นักฟุตบอลตีเสมอแน่นอน!!! และได้วิ่งกันอีกรอบแน่ๆ ช่างภาพมองหน้ากันแล้วก็ปล่อยฮา …. แต่แน่นอนตอนนั้นฮากันออกเพราะไม่มีอะไรยังชิลกันอยู่ ….

และแล้วก็ตีเสมอ!!!

คราวนี้วิ่งครับ แน่นอน วิ่งข้ามฝั่งสนาม เป็นอย่างนี้ทั้งหมด 3 ลูกเลย T_T แต่ละคนสภาพแบบเดินกันไม่ไหว แต่ใจสู้เลยจัดเต็ม บางคนรองเท้าขาด วิ่งกัน filter กล้องหล่น ช่องมองภาพตก เลนส์เกือบหล่น (คว้าไว้ทัน) ก็มีกันเยอะ ช่วงพักครึ่งก็มีวิ่งข้ามสนามเพื่อถ่ายรูปเช่นกัน แต่ทุกคนสนุก เป็นวันที่เหนื่อย แต่สนุก ได้อะไรเยอะมากๆ ในวันนั้น

แต่สิ่งที่ทุกคนในทีมช่วยกันคือ ระหว่างที่ลีดรวมตัวกันถ่ายภาพ ทีมช่างภาพจะมาบล็อคและช่วงกันถอยให้ระยะพอจะสามารถถ่ายภาพหมู่ได้ เพราะถ้าไม่กันคนแล้วให้ถอย เราไม่มีทางได้ภาพหมู่แน่นอน และน้องๆ ทีมงานในสนามที่กันช่างภาพที่เข้าพื้นที่มากเกินไปก็ทำงานหนักอยู่แล้ว ซึ่งมีจำนวนน้อยก็กันไม่ไหว พวกเราก็เลยต้องช่วยๆ กันเพราะคนรุมกันถ่าย ยิ่งช่วงตอน จุฬาฯ และ ม.ธ. มารวมถ่ายรูปใช้ได้แต่ 8mm ถ่าย ระยะเลนส์ 10-20 ยังเก็บไม่หมดเลย พอจบงาน น้องๆ ที่เป็นหน่วยกันคนหและช่างภาพไม่ให้ล้ำเข้าพื้นที่ก็มาขอโทษพวกเรา ซึ่งพวกเราเข้าใจ และจริงๆ น้องเค้าทำตามหน้าที่ พวกเราก็ไม่ได้โกรธอะไร

งานนี้เล่นซะหมดสภาพกันทั้งทีมเลย รวมตัวตอน 7 โมงเช้า จบงานกัน 3 ทุ่มได้ แต่ทุกคนเห็นน้องๆ สู้ คนในทีมก็ไม่ท้อ ถ่ายกันไปเรื่อยๆ
พอจบงาน หมดสภาพกันหมด ออกอาการเดินไม่ได้กันทั้งทีม ฮาๆๆๆ ปวดต้นขา (ลุกนั่งเยอะมาก) หัวไหล่ (สะพายกล้องกัน 2 ตัวเกือบทุกคน) ต้นคอ (ก้มเยอะ) หัวเข่า (คุกเข่าถ่ายรูป) และข้อมือ (ถือกล้องหนัก 2-3 กิโลฯ ทั้งวัน) เอาเป็นว่าจับขวดน้ำขนาด 200ml ยังสั่นเลยว่างั้นเหอะ 55555

กลับถึงห้องนี่วางกระเป๋า อาบน้ำทันที ไม่ไหวแล้ว พออาบเสร็จก็โหลดไฟล์เข้าเครื่อง และทำการ mirror ไฟล์ทั้งหมดเข้า external HDD อีกชุดกันพลาด ทำเสร็จก็นั่งเช็ครูปนิดๆ หน่อยๆ ทำรูปนิดๆ แล้วก็นอนยาวเกือบ 10 ชั่วโมง … ตื่นมานี่ระบมไปทั้งตัวเลยT_T

งานนี้ก็ได้ประสบการณ์ไปอีกแบบนึง ที่หาไม่ได้ง่ายๆ ครับ หวังว่าปีหน้าจะได้รับมอบหมายให้ถ่ายอีก ^^ (ยังไม่แก่ ฮาๆๆๆ)

DSC_8655

เรื่องราวของกระเป๋ากล้อง

จากประสบการณ์การถ่ายรูปอันน้อยนิด (ประมาณ 2 ปี) เรื่องที่มันจบได้ยาก ไม่ใช่แค่เรื่องราวของกล้องและเลนส์ เป็นก็รวมไปถึงกระเป๋าด้วย แน่นอนคนถ่ายรูปนั้น ถ้าเป็นพวกจริงจังกับชีวิต ผมเชื่อว่ามันไม่จบในใบเดียวหรอกครับมันต้องมีหลายๆ แบบในหลายสถานการณ์แน่นอน ยิ่งถ่ายงานพิธีต่างๆ อาจจะรวมถึงสายคาดเอวและเพ๊า/กระบอกที่ใส่เลนส์

กระเป๋าใบแรกผมเป็นแบบสะพายข้าง/ไหล่ หรือ Shoulder bag

imageimage

– แบบนี้มันก็คล่องตัวดีนะ หยิบจับของง่าย เปลี่ยนเลนส์ได้เร็วดี มีกระเป๋าแนวๆ เท่ห์ๆ มีให้เลือกเยอะ ข้อเสียคือปวดไหล่สุดๆ ในทริปหรืองานที่ต้องยืนระยะนานๆ ยิ่งของหนักๆ เดินทั้งวันเมื่อยไปถึงเอว นานๆ หลังอาจจะเสียได้ ด้วย จริงๆ ผมหมายรวมถึงแบบกระเป๋าลูกครึ่งสะพายหลังแนวเฉียง หรือ Sling Bag ด้วยนะ เพราะสะพายแบบไหล่ข้างเดียว แน่นอนดีต้องที่มันไปอยู่ด้านหลัง เวลาใช้งานก็เหวี่ยงมาด้านหน้า เปลี่ยนเลนส์เสร็จแล้วก็วกกลับไปด้านหลัง เนื่องผมมี Lowepro SlingShot 200 AW นี่เข้าใจเลย ใส่ของเยอะๆ ชักเริ่มไม่ไหว ยิ่งแนวสะพายแบบเฉียงนี่แล้วใหญ่เลย มันสลับข้างไม่ได้ ใช้ในทริปที่เดินทั้งวัน กลับมานี่ไหล่ทรุดไปข้างเลย หลังจากนั้นเข็ดเลยกับการต้องให้ไหล่แบกรับน้ำหนักนานๆ

กระเป๋าสะพายหลัง(เป้) หรือ Backpack

image image
– แน่นอนว่ามาลบข้อเสียของแบบสะพายข้าง/ไหล่ ได้ดีเพราะไหล่ทั้งสองข้างช่วยกันรับน้ำหนัก ไปไหนมาไหนสะดวก ไม่เมื่อยไหล่ คล่องตัวมาก ในการเดินทาง ข้อเสียคือหยิบไม่สะดวกเลย ยิ่งเปลี่ยนเลนส์บ่อยๆ ลำบากใช้ได้ แม้จะมี Fastpack ที่เป็นลูกผสมของ Sling Bag กับ Backpack คือใส่ของด้านข้าง แบบ Sling และขึ้นไหล่แบบ Backpack แต่ความจุก็ไม่เยอะ อาจจะเพราะข้อจำกัดในการออกแบบด้วย มันเลยได้แค่นั้น เหตุที่ทราบเพราะผมมี  Lowepro Fastpack 250 ที่ใส่ Notebook ได้ด้วย ตอนนี้ก็ยังใช้อยู้เป็นประจำ ในกรณีที่ต้องเอา Notebook ไปด้วย ถือว่าตอบโจทย์ได้ดี แน่มันใส่ได้น้อยไปหน่อย เลนส์ 2-3 ตัวกล้อง 1 ตัวแฟลชและ Notebook สุดท้ายผมก็เลยจัดอีกใบ คือใช้ Back Pack AW (BP-1) อีกใบนึง สำหรับใส่กล้อง 2 ตัวเลนส์ได้อีก 5 ตัวและแฟลชอีก 1-2 ตัว แต่แน่นอนว่าทั้งหมดนี่ มันไม่ได้ตอบสิ่งที่ผมใช้ได้ไม่ทั้งหมดหรอก เพราะมันหยิบเลนส์และกล้องยากอยู่ดีแหละ มันเลยต้องมีกระเป๋าเสริมครับ ;P

กระเป๋ากล้องแบบคาดเอว (Beltpack) และสายคาดเอว (ที่มีเพ๊า/กระบอกที่ใส่เลนส์)

image imageimage

– แบบนี้แน่นอนว่าได้ความสะดวก สุดๆ เหมาะกับงานที่เราต้องการความคล่องตัวสูงมากๆ และไม่ให้ไหล่มีภาระมากตลอดทั้งวัน (2 แบบแรกมันก็ยังไม่ตอบโจทย์ดีเสียคนละดอก) เพราะเราไม่ได้แบกขึ้นไหล่ แต่ข้อเสียคือยังไงก็เก็บอุปกรณืได้ไม่เต็มที่ เหมาะเป็นอุปกรณ์หรือกระเป๋าเสริมการทำงานของกระเป๋าแบบสะพายข้าง/ไหล่ หรือสะพายหลังครับ และแน่นอนว่า เมื่ออุปกรณ์น้ำหนักมากๆ ความมั่นคงเวลาคาดเอวก็จะน้อยลงพอสมควร จึงอาจจะต้องหาสายคาดไหล่ (Shoulder harness) มาคาดเป็นเอี๊ยม ไว้สักนิดให้มันรั้งๆ ไว้นิดๆ ก็จะทำให้ไม่ต้องกลัวมันจะหลุดจากเอวได้ แต่ผมไม่มี เพราะผมผูกกับกางเกง ถ้ามันหลุดคงไปทั้งกางเกง ฮาๆๆๆ ที่ผมใช้ก็ใช้ Belt และ Pouch ของ Fotofile ยกชุดเลย ของดีราคาไม่แพง ทนใช้ได้เลย

หลังจากที่ผมถ่ายรูปมา มันก็เลยลงตัวที่ Backpack + Belt/Pouch เนี่ยแหละ ตอนเดินทางก็ใส่ Backpack แล้วถือ Belt/Pouch ไป เวลาถ่ายก็เอาของทุกอย่างยัดใส่ Belt/Pouch ส่วน Backpack ก็เหลือแต่กระเป๋าโล่งๆ ถ้ามีที่ฝาก ผมก็ฝากแต่เฉพาะ Backpack ทั้งงานผมก็เดินคาด Belt/Pouch เอาสบายตัวไปเลย ไหล่ก็ไม่รับภาระหนัก ทำงานคล่องตัวด้วย

การตกแต่งภาพ

ผู้หญิงทุกคนสวยโดยธรรมชาติ การตกแต่งคือทำให้ผู้หญิงนั้นดูเป็นคนมีสุขภาพดี อะไรที่ไม่มีมาตอนกำเนิดก็ลบออก อะไรที่ควรมีตามวัยควรให้มี…แต่ความที่ไม่เข้าใจของคนแต่งภาพคือ เอารูปคนแก่ 80 ปี ลบรอยเหี่ยวย่นออก มันก็เลยดูว่าไป รพ. ยันฮี มา หรือแต่งให้ผิวเนียนจนเหมือนกับว่าไม่เปียกน้ำ ก็ดูแล้วไม่ธรรมชาติเหมือนกัน

อ้างอิงจากพี่ขจร ที่นำคำพูดของอาจารย์โชติ

DSLR & EVIL ความเหมือนที่แตกต่าง!

DSLR = Digital Single Lens Reflex (สะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว) คือ แสงผ่านเลนส์ 1 ชุด สะท้อนกับกระจกสะท้อนภาพ ขึ้นไปสะท้อนปริซึม 5 เหลี่ยมตรงหัวกะโหลก ผ่านช่องมองภาพเข้าสู่ตา เมื่อจะถ่ายรูปมันก็ยกกระจกสะท้อนขึ้นแล้วเปิดม่าน Shutter ให้แสงวิ่งเข้าเซ็นเซอร์แทนตาเรา

Nikon D3

กล้องแบบ EVIL = Electronic Viewfinder Interchangeable Lens คือกล้องที่ใช้การมองผ่านช่องมองภาพเสมือน และเปลี่ยนเลนส์ได้หรือเรียกอีกอย่างว่า Mirror Less โดยเมื่อถ่ายรูปแสงผ่านเลนส์ 1 ชุด โดยระหว่างนั้นจะทำการเปิดม่านชัตเตอร์ให้แสงตรงเข้าเซ็นเซอร์เลย โดยแสงไม่มีการกระทบกระจกสะท้อนภาพและปริซึม 5 เหลี่ยมแบบกล้อง DSLR

Sony NEX-5

Panasonic GF-1

กล้องแบบ EVIL แตกต่างจากกล้องแบบ Compact และ DSLR Like คือเซนเซอร์รับภาพขนาดใหญ่ ใกล้เคียง หรือเท่ากับ DSLR ตัวใหญ่ รวมถึงการปรับตั้งค่าต่างๆ ได้ใกล้เคียงกันทำให้ DOF ของภาพนั้นทำได้ไม่แพ้ DSLR เลยทีเดียว ตัวอย่าง NEX ของ Sony นั้น x1.5 (เท่า DSLR ตัว DX ของ Nikon เลย!!!) Olympus EP/EPL และ Panasonic GF/G ก็ x2.0 ซึ่งการที่ไม่มีส่วนของกระจกสะท้อนภาพมากั้นเซนเซอร์กับ เลนส์ไว้ เพื่อให้เกิดการมองเห็นใน Viewfinder แบบใน DSLR จึงออกแบบได้บาง และเลนส์มีขนาดเล็กกว่าได้ เพราะระยะทางการเดินทางของแสงจากเลนส์ไปสู่ตัวเซ็นเซอร์มีระยะทางสั้นลงทำ ให้เสียแสงน้อยลง

เทียบกันสักหน่อย

อืมมม ไปซื้อ Sony NEX-5 มาถ่ายรูปดีกว่า เบากว่าเยอะ ฮาๆๆๆ (ราคาก็ใช้ได้เลยทีเดียว)