MySQL 5.0 (build 15) Full Release !!!

อาจจะเก่าไปนิดแต่ว่าไม่น่าจะนานมาก เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2548 ที่ผ่านมา MySQL AB ได้เปิดตัว MySQL 5.0 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบหลายๆ ปีของ MySQL AB เลยทีเดียว เพราะว่าตัว MySQL 5.0 นั้นมีคุณสมบัติในระดับองค์กร (Enterprise) ซึ่งต้องการความน่าเชื่อถือสูงมาก ตามมาตรฐาน SQL 2003 เลยทีเดียว โดยคุณสมบัติที่เพิ่มเติม มาก็ได้แก่ Stored Procedures, SQL Functions, Triggers, Views, Cursors, XA Distributed Transactions, ตัวเลือกระบบบีบอัดข้อมูล (federated and archive storage options), SQL Mode, ฯลฯ อ่านเพิ่มเติมที่นี่ครับ http://dev.mysql.com/doc/refman/5.0/en/mysql-5-0-nutshell.html

ซึ่งทำงานได้บน Linux, Windows, Solaris, Mac OS X, FreeBSD, HP-UX, IBM AIX 5L, ฯลฯ

MySQL 5.0 นี่อยู่บนข้อตกลง Open Source (GPL) หรือ Commercial MySQL Licenses ซึ่งทำงานตาม concept ของเค้าว่า high-performance, reliability และ ease-of-use ครับ

เพราะว่าตอนนี้ MySQL ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วครับ ในด้านการจัดการระบบต่างๆ นั้นแทบจะไม่ต้อง set ผ่าน text files แบบเดิมๆ ครับ ทำงานผ่าน wizard ได้เลย ส่วนถ้าต้องการละเอียดมากขึ้นก็ไปโหลด MySQL Administrator จากเว็บ MySQL มาเพื่มเพื่อทำงาน และปรับแต่งต่างๆ ได้ทั้งหมดครับ รวมไปถึงเครื่องมือในการทดสอบ Query ข้อมูล MySQL Query Browser เพื่อทดสอบ SQL ที่เราจะทำงานได้จากซอต์แวร์นี้ครับ ทำงานได้ง่ายมากๆ เลยครับ และส่วนใครจะทำการย้ายฐานข้อมูล MySQL ก็ใช้เครื่องมือ MySQL Migration Toolkit ได้อีกเช่นกันครับ อันนี้ยังไม่ได้ลองทดสอบแต่อย่างใด ถ้าใครใช้แล้วเป็นยังไง ก็ Comment ไว้ครับ

จากที่ได้ลองใช้ดูนั้น การทำงานถือว่าเสถียรดีมาก แต่ว่าผมยังไม่ได้ลองให้มันทำงาน load สุดๆ เลยยังไม่รู้ว่าจะเสถียรกว่าตัวเก่าหรือเปล่า แต่ด้วยระบบที่ใหม่กว่า ไม่น่าจะมีอะไรผิดพลาดแต่อย่างใด

ในการใช้งานตอนนี้ของผมนั้นทำงานบน Storage Engine แบบ InnoDB เพราะว่าผมต้องใช้งาน Transaction ของ DBMS ด้วย ซึ่งจากตัว MySQL 4.1.13 ที่ได้ใช้มาก่อนหน้านี้ก็ทำงานได้ไม่มีที่ติ


อันนี้แนะนำเพิ่มเติมครับ เป็นเครื่องมือในการออกแบบ Database ที่มีประสิทธิภาพมากๆ ตัวหนึ่งเลยทีเดียวครับ มันชื่อว่า fabFORCE DBDesigner 4 (http://www.fabforce.net/) ครับ เจ้า DBDesigner 4 มันเป็นระบบออกแบบฐานข้อมูลแบบเสมื่อนจริง (Visual Database Design System) ที่ดีมากๆ เลย ซึ่งเหมาะสำหรับการออกแบบและการสร้างฐานข้อมูลในรูปแบบ ER-Diagram ซึ่งสามารถทำการจัดการได้โดยตรงจาก Model ได้เลย แถมเชื่อโยงความสัมพันธ์ได้ง่ายมากๆ เลยครับ รวมไปถึง Export ให้ทำงานร่วมกับฐานข้อมูล MySQL, Oracle, MSSQL, SQLite และ ODBC

ซึ่งซอฟค์แวร์ตัวนี้อยู่บนข้อตกลงของ Open Source Project (GPL) สนับสนุนการทำงานบน Microsoft Windows 2k/XP และ Linux KDE/Gnome

โดยที่ความต้องการของระบบในการทำงานนั้นน้อยมาก ไม่ต้องใช้ระบบที่สูงมากนัก แถมทำงานได้เร็วอีกต่างหาก ไม่แฮงง่ายด้วยครับ


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถึงแม้จะมี Toosl มาช่วยให้เราบริหารระบบ DBMS มากมายแค่ไหน ถ้าเราไม่เข้าใจว่าเราจะเอามันมาใช้งานยังไงให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว ผมว่าก็น่าเสียดายความสามารถเหล่านั้น แถมความสามารถเหล่านี้ก็ไม่ต้องซื้อหาจากที่ไหน เพราะว่าทั้งหลายทั้งบวงที่ได้กล่าวมานั้นอยู่บนข้อกำหนด GPL แทบทั้งสิ้นครับ

 

PHP Programming’s Style Guidelines

         พอดีว่าทำเอกสารสำหรับ Team Developer เมื่อนานมาแล้ว เพื่อให้ Style ในการเขียน Software ต่าง ๆ นั้นไปในทิศทางเดียวกัน เลยต้องมีการกำหนด Style ขึ้นมา เวลาทำงาน และอ่าน code จะได้ไม่ไปคนละทิศทาง มากนัก การกำหนด Style ในการเขียน นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวภาษาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ Team ของเราด้วยว่าจะกำหนดไปในทิศทางใด และง่ายต่อ Team ของเราว่าจะถนัดแนวไหนมากกว่ากัน เรามาเริ่มกันเลยแล้วกัน อาจจะขาด หรือเกินไปบ้างนั้นสุดแล้วแต่หัวหน้าของเราเองว่าจะกำหนดอะไรบ้าง และสิ่งที่ผมได้รวบรวมมานี้ เป็นการเขียนที่ได้ผ่านการขัดเกามามากพอสมควร และผ่านการใช้งานโดยส่วนตัวมามาก ว่าทำงานได้เร็วและเข้าใจได้ง่ายต่อตนเอง และคาดว่าน่าจะทำให้คนอื่นๆ ที่เข้ามาอ่าน Code ของเราเข้าใจได้ง่ายด้วยเช่นกัน


PHP Programming’s Style Guidelines

เป็นการกำหนดรูปแบบการเขียน ของโปรแกรมเพื่อให้โปรแกรมอ่านง่าย และพัฒนาต่อได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมาปรับแต่งหรืออ่านทำความเข้าใจใหม่ ประกอบด้วย

  1. Version, Changelog, Readme และ License
  1. การตั้ง version ไม่มีกฎตายตัวในการตั้ง แต่ที่จะแนะนำในเอกสารฉบับนี้ก็คือ version ของโปรแกรมจะใช้ทศนิยมจำนวน 2 จุดเพื่อบ่งบอกการพัฒนาของโปรแกรม ให้ไล่จาก ทศนิยมจุดที่ 2 เช่น 0.0.1 โดยทศนิยมจุดที่ 2 คือการแก้ไขข้อผิดพลาด อันเกิดจากการ coding หรือการ flow โปรแกรมที่ผิดพลาดไป และเป็นการประกาศเริ่มต้นการพัฒนาไปในตัวด้วย หรืออาจจะใช้ a – z ต่อท้ายตัวเลขก่อนเพื่อบ่งบอกการใส่ฟังค์ชั่น หรือการแก้ไขในการเริ่มต้นพัฒนาก็ได้ ส่วนทศนิยมจุดที่ 1 นั้นเป็นการเพิ่มฟังค์ชั่น, เพิ่มคลาสต่าง ๆ เข้าไปใหม่ เพื่อเพิ่มความสามารถของโปรแกรม ส่วนตำแหน่งหน่วยนั้นเป็นการประกาศ version release เพื่อบ่งบอกว่าโปรแกรมพร้อมใช้งานในทุก ๆ ด้านโดยไม่ขาดตกบกพร่องในขั้นตอนการใช้งานจริงจากกลุ่มทดสอบแล้ว แต่อาจมีข้อผิดพลาดตามมาได้เช่นกันหลังจากประกาศ version release ไปแล้ว เพราะไม่มีโปรแกรมใดสมบูรณ์แบบที่สุด แต่ถือความสำเร็จจากผลของการใช้งานในช่วงของการทดสอบของกลุ่มทดสอบเป็นสำคัญ แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว version แรกที่ส่งออกสู่ผู้ใช้มักจะเป็น version ที่ลงท้ายตัว alpha และต่อมาก็ตามด้วย beta ขึ้นอยู่กับผู้พัฒนาจะเลือกตัวไหนมาใช้ หรือใช้ตามลำดับทั้งสองตัวก็ได้ แต่หมายเลข version ในครั้งแรกจะเริ่มที่ 0.0.1 alpha เป็นส่วนใหญ่
  2. การทำChangelog เพื่อเป็นการสร้างเอกสารเพื่อแสดงถึงความคืบหน้า และรวมถึงการแก้ไขข้อผิดพลาดต่าง ๆ โดยทุก ๆ ครั้งที่ มีรูปแบบดังนี้

    Software version August 10, 2004

    =========================================================

    August 2004:

    ——————————————————————————–

    ! fixs bug in function xxx in fileName.php

    + add new function to program.

    =========================================================

  3. การทำไฟล์ Readme จะทำก็ต่อเมื่อโปรแกรมนั้นพร้อมใช้งานได้แล้วในระดับหนึ่ง โดยในไฟล์นี้จะระบุรูปแบบคือ การติดตั้ง, ทีมงาน หรือผู้จัดทำ, ประวัติงานต่าง ๆ
    การทำไฟล์ License
  4. เป็นการบ่งบอกว่าโปรแกรมนี้ยึดหลักการลิขสิทธิ์แบบใดในการคุ้มครองตัวโปรแกรมนี้ เช่น GNU/GPL ของ Free Software Foundation เป็นต้น
  • Comment
    1. ทุก ๆ ไฟล์ของโปรแกรมให้เขียน Copyright statement comment ทุกครั้งบนหัวของโปรแกรมทุก ๆ ไฟล์ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ใดก็ตาม โดยในนั้นจะมีระบุชื่อไฟล์นั้น ๆ ก่อน ตามด้วยชื่อของโปรแกรมต่าง ๆ ตามตัวอย่างนี้

      Copyright statement comment

      /*******************************************************************************

      * fileName.php *

      ********************************************************************************

      * Software name with short name : Software name with long name *

      * Project Inspired by Your Name ([email protected]) *

      * ======================================================= *

      * Software Version: Software 0.0.1 *

      * Software by: Software *

      * Copyright 2005-2006 by: Software *

      * Support, News, Updates at: http://www.website.org *

      ********************************************************************************

      * This program is free software; you may redistribute it and/or modify it *

      * under the terms of the provided license as published by Open-Source. *

      * *

      ******************************************************************************/

    2. การแก้ไขไฟล์โดยต้องใส่ comment คือการแก้ไขไฟล์เพื่อแก้ไขบัก หรือข้อผิดพลาดของโปรแกรมนั้น ๆ เพื่อง่ายต่อการไล่การพัฒนาการของโปรแกรมนั้น ๆ เช่น

      # This function is casting Date and Time from MySQL DateTime.

      หรือถ้าต้องการหลายบรรทัดก็ให้ใช้

      # I imagine this file will eventually become a backwards

      # compatibility wrapper around a load balancer object, and

      # the load balancer will finally call Database, which will

      # represent a single connection


    3. เพื่อง่ายต่อการอ่านก็ได้ และในทุกคลาส, ฟังค์ชั่น และตัวแปรที่ประกาศครั้งแรก ให้ทำการเขียน comment ตลอดทุกครั้งเพื่อง่ายต่อการนำไปใช้งาน และการแก้ไขตัวโปรแกรมในอนาคต
  • Indentation Style (Code Layout, Tabs และ Spaces)
    1. Tab character สำหรับแทรกระหว่างกั้นหน้าซ้ายกับอักษรแรกของแต่ละบรรทัด ได้จากปุ่ม Tab
    1. ควรตั้งความกว้าง tab ไว้ที่ 4 ตัวอักษร น้อยกว่านี้จะอ่านยาก มากกว่านี้จะกินที่ อีกเหตุผลคือนี่เป็นตัวเลขที่โปรแกรมเมอร์ส่วนใหญ่เขาใช้กัน ฝึกสายตาให้คุ้นกับค่ามาตรฐานย่อมได้เปรียบ
    2. สำหรับบรรทัดแรกให้เริ่มพิมพ์อักษรแรกที่คอลัมน์ 0 ชิดกับกั้นหน้าซ้ายเสมอ
    3. เมื่อขึ้นบรรทัดใหม่ หากไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษให้จัดย่อหน้าให้ตรงกับบรรทัดก่อนหน้า เพื่อสื่อว่าสองบรรทัดนี้ความสำคัญอยู่ในระดับเดียวกัน
    4. เมื่อเปิดบล็อกใหม่ด้วยปีกกาเปิด (‘{‘) ต้องเพิ่ม tab ให้บรรทัดถัดไปหนึ่งขั้น เพื่อสื่อว่าบรรทัดหลังเป็น subordinate ของบรรทัดก่อนหน้า
    5. เมื่อจะปิดบล็อกด้วยปีกกาปิด (‘}’) ให้ขึ้นบรรทัดใหม่ ลด tab ลงหนึ่งขั้นแล้วจึงพิมพ์ปีกกาปิด เพื่อสื่อว่าบรรทัดถัดไปจะไม่เป็น subordinate อย่างบรรทัดก่อนหน้าอีกแล้ว หากบรรทัดที่พิมพ์ปีกกาปิดนั้นไม่มีปีกกาเปิดต่อท้าย ให้เริ่มบรรทัดใหม่ที่ tab ตรงกับปีกกาปิดได้ทันที
  • Space characterสำหรับแทรกระหว่างอะไรก็ตามที่ควรแทรกในระหว่างบรรทัด ได้จาก Space Bar
    1. เคาะ space เพียงครั้งเดียวสำหรับตำแหน่งที่ต้องการ space เพื่อประหยัดเนื้อที่และคีย์สโตรก
    2. เคาะ space กั้นชื่อคลาส, เมธอด, ตัวแปร, ค่าป้อน, คีย์เวิร์ดโอเปอเรเตอร์, ปีกกาปิด/เปิด ฯลฯ
    3. เคาะ space ตามหลังจุลภาค (‘,’) ที่กั้นระหว่างไอเทมในลิสต์
    4. อย่าแทรก space ระหว่าง dot operator (‘.’) กับ identifiers (ชื่อคลาส ชื่ออินสแตนซ์ ชื่อเมธอดและชื่อฟิลด์) เพราะ dot operator มีไว้เพื่อเชื่อมสองสิ่งให้กลายเป็นสิ่งใหม่ที่มีความหมายต่างจากเดิม
  • Newline character ได้จากปุ่ม Enter
    1. ขึ้นบรรทัดใหม่เมื่อจบสเตทเมนท์ปกติ
    2. แต่ละตำแหน่งที่ต้องการบรรทัดว่างให้แทรกบรรทัดว่างเพียงบรรทัดเดียวเท่านั้น เพื่อประหยัดเนื้อที่และคีย์สโตรก
    3. จัดกลุ่มของสเตทเมนท์ที่เกี่ยวข้องกันเป็นหนึ่งหน่วยความคิด อย่าแทรกบรรทัดว่างลงไปแยกหนึ่งหน่วยความคิดนี้ออกจากกันเด็ดขาด
    4. แทรกบรรทัดว่างลงไปตรงกลางแยกสองหน่วยความคิดออกจากกัน
    5. แทรกบรรทัดว่างระหว่างบล็อกหลักของคลาส เช่น บล็อกของการประกาศชื่อฟิลด์ บล็อกของคอนสตรักเตอร์ บล็อกของเมธอด ฯลฯ
    6. ข้อแนะนำ tab และ space
    1. อย่าใช้ space ในตำแหน่งที่ควรจะใช้ tab ด้วยเหตุผลหลักสองข้อ
    1. ประหยัดคีย์สโตรก คุณต้องเคาะ space สี่ครั้งจึงจะได้ช่องว่างเท่ากับ tab หนึ่งครั้ง
    2. โปรแกรมเมอร์ a อาจจะตั้งความกว้าง tab ไว้ที่ 4 ตัวอักษร ขณะที่โปรแกรมเมอร์ b ตั้งไว้ที่ 6 ตัวอักษร เมื่อมีการส่งไฟล์ให้กันจะไม่เกิดปัญหา"ความกว้าง tab ที่ไม่คุ้นตา"
  • แต่คุณอาจจะใช้ tab แทน space ก็ได้ เมื่อต้องจัดคอลัมน์ของเทกซ์ให้ตรงกัน เช่น เมื่อคุณต้องป้อนค่าเริ่มต้นให้ตัวแปรในลักษณะตาราง หากคอลัมน์ตรงกัน การอ่านหรือแก้ไขข้อมูลในตารางก็ง่ายขึ้น
  • ข้อแนะนำ tab และ newline
    1. หากหนึ่งสเตทเมนท์ยาวเกินกว่าหนึ่งบรรทัด ให้ปัดส่วนเกินของสเตทเมนท์มาไว้ในบรรทัดถัดไป และเพิ่ม tab จากต้นสเตทเมนท์ขึ้นหนึ่งหรือสองขั้น เพื่อเป็นจุดสังเกตว่าสเตทเมนท์นี้มีความยาวมากกว่าปกติ
  • ข้อแนะนำ space และ newline
    1. อาจวางสเตทเมนท์สั้นๆที่มีความเกี่ยวข้องกันหลายอันไว้บนบรรทัดเดียวกัน โดยใช้ space กั้นระหว่างสเตทเมนท์
  • ตัวอย่างต่าง ๆ
    <?php
        …………
    ?>


    <?php echo($XXX);?>
    ห้ามใช้ <?=$XXX?>


    if(condition) {
        …………
    } elseif(condition) {
        …………
    } else {
        …………
    }


    for($i=0; $i< $x ; $i++) {
        …………
    }
    do  {
        …………
    } while (condition)


    while(condition) {
        …………
    }


    function functionName () {
        …………
    }


    class className {
        …………
    }

  • Variable Names, Function Names และ Function Arguments
    1. การตั้งชื่อตัวแปรควรตั้งให้สื่อความหมายต่อการใช้งาน และตั้งชื่อตัวแปร, ชื่อฟังค์ชั่น และชื่อตัวแปรนำเข้าค่าของฟังค์ชั่น ด้วยตัวอักษรตัวเล็กเท่านั้น และช่องว่างระหว่างคำให้ใช้ Underscore ในการเว้นช่องว่าง ระหว่างคำ เช่น $current_user, print_login_status(), do_stuff($value_name) ห้ามใช้ $currentuser และ $currentUser
    2. ในภาษา PHP นั้นไม่มีการกำหนด Type ที่แน่นอน จึงไม่ต้องระบุ Type ด้านหน้าตัวแปร เช่น intMember แบบในภาษาอื่น ๆ แต่มีข้อยกเว้นในส่วนของ array และ object ควรใส่เพื่อบ่งบอกว่าเป็น array หรือ object ด้วย เช่น array แทนด้วย arr_var_name และ object แทนด้วย obj_var_name เปนต้น
    3. ตัวแปรนับรอบ Loop, Loop counter หรือ Loop Indices ให้ใช้ตัวแปรที่มีขนาดตัวอักษรที่สื่อความหมายเท่านั้น โดยใช้คำว่า index_counter ขึ้นต้นเสมอ เช่น $index_counter_member เป็นต้น

    ทั้งหมดทั้งปวงนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของ Style ที่ทำการรวบรวมมาไว้ อาจจะยังไม่ครบทั้งหมดในกระบวนการ แต่ว่าก็เพียงพอต่อการทำงานเป็น Team ได้บ้างแล้ว

    ปรับแต่งเนื้อหาให้ใช้งานได้ดีขึ้นจาก indentation style in Java programming ( http://www.intellectworld.com/thai/indentation.html )

    จริงๆ ยังเหลือ Tags Manual อีก แต่ว่าขอเวลารวบรวมรายละเอียดอีกสักพัก เพราะว่าละเอียดพอสมควรทีเดียว

     

    MSN Mail คิดช้าไปหรือเปล่าเนี่ย

    จริงๆ มันก็น่าจะมาตั้งนานแล้ว ต้องรอให้ Gmail ใช้มาร่วมปีกว่า คิดช้าไป หรือว่า CPU ของคนทำงาน MSN มันประมวลผลช้าหว่า …… -_-”

    แต่เรื่องที่ Gmail ทำงานได้เร็วเพราะ AJAX หรือ Asynchronous JavaScript and XML นั้นเอง ซึ่งมันทำงานโดยใช้

    # HTML/XHTML/CSS เพื่อแสดงผล
    # Document Object Model ทำการส่งค่า html และทำงานโดยผ่าน JavaScript เพื่อทำการแสดงผลแบบ dynamic ให้กับ HTML/XHTML/CSS มากขึ้น
    # XMLHttpRequest เพื่อทำการส่งข้อมูลเข้า และออก web server เพื่อประมวลผล

    Web browser ที่สนับสนุนคือ

    – Apple Safari 1.2 ขึ้นไป
    – Konqueror ทุกรุ่น
    – Microsoft Internet Explorer (and derived browsers) 4.0 ขึ้นไป
    – Mozilla Firefox (and derived browsers) 1.0 ขึ้นไป
    – Netscape 7.1 ขึ้นไป
    – Opera 7.6 ขึ้นไป
    – ฯลฯ ในอนาคต

    ซึ่งจริงๆ แล้วเป็น Technology ที่ใช้ใน Outlook Web Access อยู่แล้ว ซึ่งทำงานผ่าน Microsoft Exchange Server โดยทำงานบน Microsoft Internet Explorer 4.0 ต่อมาในปี 2005 นั้น Google ก็เอามาใช้ใน Google Groups, Google Maps, Google Suggest และ Gmail

    ดูเพิ่มเติมที่ http://en.wikipedia.org/wiki/AJAX

    ซึ่งการมาครั้งนี้น่าสนใจดี แต่คงไม่ต่างกับ Gmail เท่าไหร่นัก แต่น่าสนใจคือ .Net รุ่นใหม่ และงานด้าน Web Application น่าจะมีการปรับโฉมการทำงานใหม่ไปในทางนี้มากขึ้นแน่นอนทีเดียวเลย

    ไม่ใช่อะไรหรอก เพราะว่ามันทำงานได้เร็วมากเลยหล่ะ ถ้าใครได้ลองใช้งาน Gmail จะรู้ว่าเร็วแค่ไหนในการทำงาน

     

    บ่นนิดๆ สะกิดหน่อยๆ (Core Programming)

    เมื่อ blog อันเมื่อกี้ไม่ได้ทักทายมาอันนี้ทักทายนิดดีกว่า

    คือที่หายไปเพราะว่ามี project SAD แล้วเดี่ยวต้องทำ project Database ต่ออีก โอ้ววววววว ยังไม่พอนะท่านๆ ตอนนี้ทำ Project ขนาดใหญ่พอสมควร ทำคนเดียว อีก เวรกรรม เพราะว่าเพื่อนๆ ใน section และชั้นปีมันคงไม่มีใครเขียน PHP และทำงานบน MySQL ได้ (แค่ SQL ทำงานแบบ SELECT กว่า 80% ยังคงใช้งานไม่เก่งเพียงพอ ขื่นมาช่วยทำเกรงว่าเวลา train กับเวลาทำเอง จะพอๆ กันกลายเป็นงาน x2 ไป -_-”) แถมเขียน PHP แบบ OOP อีก ยิ่งไปใหญ่ เพราะอย่างที่บอกไป Concept OOP ถ้าคนไม่เข้าใจจะโคตร งง ผมก็ไม่ได้เก่งเท่าไหร่ แต่เอามาใช้งานได้ก็ถือว่า OK แหละ

    คือเขียน PHP แบบ OOP นี่มันค้อนข้างจะผิดหลักพอสมควร (Version 4 ครับ) มันไม่ Encapsule เลย เซง แต่ก็พยายาม lock ตัวเอง และอื่นๆ ไม่ให้มันออกมานอก Class ได้แบบไม่ตั้งใจ ทุกๆ อย่างทำงานผ่าน Method หมด กันไว้ก่อน เพราะว่ามันปรับแต่งผ่าน Method ให้มันจัดการกับตัวแปรต่างๆ ได้ง่ายกว่าด้วย ขื่นให้ดึงไปใช้ได้ดื้อๆ มันจะมีปัญหาแน่นอน …. ตอนปรับแต่ง code บางคนที่มามอง class อาจดูโง่ๆ แต่ถือว่าเผื่ออนาคตดีกว่า มันไม่แน่ไม่นอน เพราะว่ายิ่งใกล้ทำ prototype ให้เค้ายิ่งมี request ที่ไม่ตรงกับ interfact และ operation ของเรามากขึ้น ยิ่งต้องเตรียมการไว้ก่อน จะได้สบายหน่อย

    แต่ PHP แบบ OOP ถือว่าเขียนง่ายนะ สำหรับ Version 4 แต่ถ้า Version 5 ผมว่า OK กว่า แต่ว่าหา Server มา Run มันยากเลยต้องยึด เจ้า Version 4 ไปก่อนดีกว่า เพราะว่า Version 5 มันไปไกล และเขียนได้ดูเป็น OOP มาก และจัดการตัวแปร ง่ายกว่าเยอะ ทำให้ผมโปรแกรมภายในได้ง่ายกว่าเยอะเลย แต่ก็เล็กกับข้อกำหนดจุกจิกสักหน่อย แต่ไม่หวั่น เพราะว่าC++ มันมีเยอะกว่า เลยเฉยๆ ฮา …….

    แต่เมื่อวานนี้คุยกับรุ่นน้องคนนึงมาคุยเรื่องเขียนโปรแกรมแบบ OOP ไม่รู้เรียนอีท่าไหน เอาตัวแปรมาใส่ Public เพียบเลย แถมถามกลับไปว่ารู้จักใช้ get/set ป่าว ตอบกลับมาแบบ งง ว่า “คือไร” ไอ้เราก็เซงเลยดิ อืมมมมม นะ

    คือไม่ใช่อะไรหรอก การจัดการตัวแปร ต้องผ่าน method ที่ขึ้นต้นด้วย get (เข้าถึง) และ set (ตั้งค่า) ด้วยเหตุผลว่า การเข้าถึงแบบ method นั้น เราสามารถโปรแกรมได้ว่าจะ get/set แล้วมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง โดยที่ข้อมูลที่ “ตั้งค่า” และ “เข้าถึง” นั้นจะถูกนำไปใช้งาน หรือได้รับออกมาได้ถูกต้องตรงตามที่มันควรจะเป็นไป เช่น(ตัวอย่าง PHP นะ)
    $x->set_month(15); // มันจะไม่ได้ เพราะว่าใน method นี้จะมีการตรวจเช็คว่า value >0 and <13 อยู่ และ return หรือ echo ออกมาว่า เกินกว่าจำนวนเดือนที่เป็นจริง แต่ถ้าเป็น
    $y->date_month = 15; // มันจะใส่ได้ และไม่ขึ้น error หรือ echo อะไร เพราะว่ามันเป็นการใส่ค่าไปตรงๆ โดยไม่มีการตรวจสอบแบบด้านบน

    ส่วน get ก็ประมาณเดียวกัน แต่ว่าการ get อาจจะเอามาใช้ในการแปลงตัวแปรต่างๆ ได้เช่นกัน ประมาณว่า
    echo($x->get_month_name(12)); // มันก็จะเอา 12 ไปเทียบกับ string แล้ว return ค่าเป็นชื่อเดือนแทน อะไรประมาณนี้

    เห็นแมะ ถ้าจัดการผ่าน method มันจะทำให้เราเขียนจัดการตัวแปรเข้า และออกจาก object ได้ง่าย และถูกต้องตรงตามความจริงได้ง่ายๆ เลย

    ใครคิดว่า OOP มันเป็นอะไรที่ยาก ลองศึกษาและคิดใหม่น่าจะดีนะ ;)

     

    เซต Editplus เพื่อ Compile และเปิดไฟล์ Java ให้ทำงาน

    1. ทำการลงโปรแกรม EditPlus และ SDK ของ JAVA ชื่อ J2SE Development Kit ลงในเครื่องก่อน เพื่อให้ในเครื่องมีตัว Compile และ Editor เพื่อใช้ในการทำงานเสียก่อน
    2. เปิดโปรแกรม EditPlus และไปที่ Tools และตามด้วยเมนู Configure User Tools
    3. ตัวโปรแกรมจะเปิดหน้าต่างใหม่ ที่ชื่อว่า Preferences และตัว Cursor อยู่ที่ User tools ให้คลิ้กที่ปุ่ม Groups Name เพื่อทำการเปลี่ยนชื่อ Groups เป็น JAVA ซึ่งระบบจะขึ้นหน้าต่าง Rename User Tool Group ให้กรอง และเมื่อกรองเสร็จแล้วกด OK ออกมา และเราจะเห็นชื่อ Group 1 จากของเดิม เปลี่ยนเป็น JAVA แล้ว
    4. ต่อมาเราจะมาทำการสร้างตัว Command ในการ Compile ในตัวโปรแกรม EditPlus โดยไปที่ปุ่ม Add Tools และไปที่ Program ซึ่งโปรแกรมที่เราจะ Add เข้านี้มีชื่อว่า JAVA Compiler หรือชื่อ javac.exe นั้นเอง โดยให้ Browse ไปที่อยู่ของ javac.exe ซึ่งส่วนมากจะอยู่ใน directory  bin ของ JAVA รุ่นนั้นๆ เช่น "C:\Java\jdk1.5.0_01\bin\javac.exe" ซึ่งแล้วแต่เราว่าเราจะเอาไว้ที่ไหนนั้นเอง เมื่อ Browse หาเจอแล้ว ตัว Path ของไฟล์ javac.exe จะถูกนำมาใส่ไว้ในช่อง Command ให้เราเลยทันที และใน Menu Text ให้ใส่ Compile เข้าไป
    5. จากนั้นในส่วนของช่อง Argument  จะใช้ในการใส่ค่าของชื่อไฟล์ของเรา ในที่นี้ให้ไปที่ปุ่ม   และเลือกที่ File Name ซึ่งตามหลักการ Compile ใน Command Prompt ใน Dos นั้นจะมีรูปแบบคือ "C:\javac HelloWorld.java" ตัวโปรแกรมจะทำการใส่ไปให้เราเองดังที่ได้กล่าวไปในตอนแรกแล้ว
    6. ในช่องของ Initial directory นั้นปกติใช้เพื่อทำการบอกตัวโปรแกรมว่าให้ทำการ compile ที่ไหน โดยไปทีปุ่มเครื่องหมายลูกศรชี้ลง แล้วเลือก File Directory เมื่อทำทั้งหมดเสร็จแล้วให้กด Apply
    7.  ต่อมาเราจะมากล่าวถึงในส่วนของการให้โปรแกรมที่เขียนด้วยภาษา JAVA นั้นสามารถทำงานได้หลังจากทำการ Compile แล้ว ให้ที่ไป Add Tools และไปที่ Program ซึ่งโปรแกรมที่เราจะ Add เข้านี้มีชื่อว่า JAVA Interpeter หรือชื่อ java.exe ซึ่งส่วนมากจะอยู่ใน directory  bin ของ JAVA รุ่นนั้นๆ เช่น "C:\Java\jdk1.5.0_01\bin\java.exe" นั้นเอง เมื่อ Browse หาเจอแล้ว ตัว Path ของไฟล์ java.exe จะถูกนำมาใส่ไว้ในช่อง Command ให้เราเลยทันที และใน Menu Text ให้ใส่ Run เข้าไป
    8. จากนั้นในส่วนของช่อง Argument  จะใช้ในการใส่ค่าของชื่อไฟล์ของเรา ในที่นี้ให้ไปที่ปุ่ม   และเลือกที่ File Name Without Extension ซึ่งตามหลักการ Interpeter Running ใน Command Prompt ใน Dos นั้นจะมีรูปแบบคือ "C:\java HelloWorld" ตัวโปรแกรมจะทำการใส่ไปให้เราเองดังที่ได้กล่าวไปในตอนแรกแล้ว
    9. เมื่อทำการติดตั้งเสร็จแล้ว เราก็จะได้คำสั่งในการ Compile และ Run ออกมา
    10. ทดสอบโดยการเขียนโปรแกรมทดสอบ HelloWorld
      class HelloWorld {
            public static void main(String[] args) {
                 System.out.println("Hello World!");
            }
      }
    11. และทำการ Save เป็น HelloWorld.java (หรือให้ชื่อไฟล์เหมือนกับชื่อของ Class ที่ทดสอบ)
    12. เมื่อ Compile จะได้ผล
      ———- Compile ———-
      Output completed (1 sec consumed) – Normal Termination
    13. และเมื่อ Run จะได้ผล
      ———- Run ———-
      Hello World!
      Output completed (0 sec consumed) – Normal Termination
    14. เมื่อได้แบบนี้แล้วแสดงว่าติดตั้งแต่สมบูรณ์เรียบร้อย ……