แนะนำการทำเว็บ (ตอนที่ 2)

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ไอ้จริงๆ ผมมีโครงการจัดทำบทความไว้มากมายก็จะเอามาลงในเว็บแห่งนี้ครับ แต่ว่าด้วยเรื่องเหตุต่างๆ มากมายในการเรียนใน มหาวิทยาลัย ปีที่ 1 ครับทำให้ผมต้องเลื่อน บทความต่างๆ ที่ค้างคาอยู่มากมาย (ก็แบบว่าร่างๆ ไว้เต็มไปหมดแต่ก็ หมกไว้ไม่เสร็จเป็นชิ้นไปอันสักที) เลยเอามาลงไม่ได้เป็นเวลาเดือนกว่า สองเดือนได้ ไอ้จริงๆ บทความแนะนำด้านแนวทางทำเว็บนั้นที่ได้ผ่านสายตาไปก็ เป็นบทความเก่านะครับแต่ว่าเอามาปัดฝุ่นใหม่เท่านั้นเอง ทำให้ตอนนี้ก็มึนๆ กับบทความทั้งหลายว่าจะต่อมันยังไงดี (เขียนโครงสร้างไว้นะครับแต่ว่าด้วยเหตุที่ว่า วันเวลาผ่านไปข้อมูลบางอย่างมันเก่าเลยต้องปรับปรุงให้ทันสมัย) เลยตอนนี้ต้องมานั่งแก้บทความกันเล็กน้อยครับ


เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ จากที่ผมได้ค้างไว้ครั้งที่แล้วเรื่อง “แนวทางในการประชาสัมพันธ์เว็ปให้ได้ดี

ประชาสัมพันธ์ อย่างไรดีกับเรื่องนี้

ต้องบอกกันก่อนว่าเว็บไม่ใช่หนัง ที่จะประโคมงบลงทุนในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และจุดเด่นต่างๆ แต่เป็นการสร้างจุดเด่นและความเหมือนที่แตกต่างกันในเรื่องเนื้อหาและรวมไปถึงสาระต่างๆ จริงๆ อันนี้ได้พูดถึงกับไปแล้วในตอนที่ 1 ครับ (แต่ว่าหลายคนที่เมล์มาหาผมนั้นว่ายังไม่กระจ่างอธิบายเพิ่มได้ไหม ต้องบอกว่าได้ครับ แต่ว่าขอเอามาคิดก่อนว่าจะต่อยอดมันยังไง เพราะว่าบ้างส่วนนั้นลึกเหมือนกันครับ กลัวจะมึนกับมัน เลยต้องขอไว้ก่อนนะครับ) คือจริงๆ แล้ว เราต้องสร้างโครงข่ายของเพื่อนๆ หรือเรียกอีกอย่างว่าพันธ์มิตร โดยมากเค้าจะใช้การแลกลิ้งส์กัน ซึ่งผมจะพูดต่อไปว่าทำยังไง และได้ผลมากน้อยเพียงใด ซึ่งไม่ต้องเสียค่าโฆษณาแต่อย่างใด และทำให้เว็บของเราได้ติดอันดับต้นๆ ในการค้นหาของเว็บค้นหาข้อมูลต่างๆได้อย่างไม่ยาก (แต่ใช้เวลานานหน่อย) นั้นเอง


ทำไมต้องทำอย่างนี้ …….. ?

ผมจะไม่พูดถึงการประชาสัมพันธ์แบบเสียค่าใช้จ่ายเพราะคงไม่มีใครต้องการ (แต่ได้ผลเร็วมากๆ ) เพราะว่าในการเขียนบทความนี้นั้นเรายึดอันดับแรกคือ เราไม่มีงบ และหลายๆ คนที่ทำเว็บคงไม่มีงบกันเป็นทุนเดิม อยู่แล้ว (ในยุคของผม หรือใครหลายๆ คนคงเข้าใจดี) เพราะว่าการทำเว็บเพราะอยากทำ (มากกว่าการทำเพื่อได้เงิน) ทำให้เราไม่มีอะไรมาต่อกรกับเว็บที่มีทุนหนาและเงินทับตัวเองตาย (ไม่ต้องทำเว็บก็รวยแล้ว) แต่เนื่องจากว่าในตอนนี้ข้อมูลต่างๆ นั้นหลั่งไหลมาสู่โลกแห่งระบบสารสนเทศมากขึ้นทำให้คนเริ่มต้องเอาระบบต่างๆ และข้อมูลลงสู่เว็บมากขึ้น และรวมไปถึงความรู้ใหม่ๆ ที่ใครหลายๆ คนรู้กันมาแต่ว่าหาที่ถ่ายทอดได้ยากและสื่ออื่นๆ มีราคาที่แพงและยากแก่การเผยแพร่ให้ทั่วถึง ทำให้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางของคนทุกชนชั้นได้อย่างไม่ยาก ซึ่งก็เป็นอย่างที่บอกไว้แล้วว่าทำให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่อยู่ในโลกนี้ที่มีนับไม่ถ้วนอยู่ในโลกแห่งนี้มากมายจนล้น ทำให้ต้องมีระบบค้นหาออกมาเพื่อให้สามารถค้นหาได้ง่าย และรวดเร็วต่อการใช้งานอีกด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการค้นหาโดยใช้ระบบค้นหา Search Engines และ Web Directory นั้นเอง


ทั้งสองต่างกันอย่างไร …… ?

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าระบบทั้งสองอย่าง ต่างกัน และเหมือนกัน รวมถึงเกี่ยวข้องกันอย่างแยกกันไม่ออกแล้วในปัจจุบัน ก่อนที่จะไปพูดถึงตรงนั้นเรามาทำความรู้จักกับ Search Engines ก่อน

Search Engine ( จาก http://www.krumontree.com/search/ : 07/27/2003 06:16:53 ) แต่ละแห่งมีวิธีการและการจัดเก็บฐานข้อมูลที่แตกต่างกันไปตามประเภทของ Search Engine ที่แต่ละเว็บไซต์นำมาใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ดังนั้นการที่คุณจะเข้าไปหาข้อมูลหรือเว็บไซต์ โดยวิธีการ Search นั้น อย่างน้อยคุณจะต้องทราบว่า เว็บไซต์ที่คุณเข้าไปใช้บริการ ใช้วิธีการหรือ ประเภทของ Search Engine อะไร เนื่องจากแต่ละประเภทมีความละเอียดในการจัดเก็บข้อมูลต่างกันไป ที่นี้เราลองมาดูซิว่า Search Engine ประเภทใดที่เหมาะกับการค้นหาข้อมูลของคุณ

  • Keyword Index เป็นการค้นหาข้อมูล โดยการค้นจากข้อความในเว็บเพจที่ได้ผ่านการสำรวจมาแล้ว จะอ่านข้อความ ข้อมูล อย่างน้อยๆ ก็ประมาณ 200-300 ตัวอักษรแรกของเว็บเพจนั้นๆ โดยการอ่านนี้จะหมายรวมไปถึงอ่านข้อความที่อยู่ในโครงสร้างภาษา HTML ซึ่งอยู่ในรูปแบบของข้อความที่อยู่ในคำสั่ง alt ซึ่งเป็นคำสั่งภายใน TAG คำสังของรูปภาพ แต่จะไม่นำคำสั่งของ TAG อื่นๆ ในภาษา HTML และคำสั่งในภาษา JAVA มาใช้ในการค้นหา วิธีการค้นหาของ Search Engine ประเภทนี้จะให้ความสำคัญกับการเรียงลำดับข้อมูลก่อน-หลัง และความถี่ในการนำเสนอข้อมูลนั้น การค้นหาข้อมูล โดยวิธีการเช่นนี้จะมีความรวดเร็วมาก แต่มีความละเอียดในการจัดแยกหมวดหมู่ของข้อมูลค่อนข้างน้อย เนื่องจากไม่ได้คำนึงถึงรายละเอียดของเนื้อหาเท่าที่ควร แต่หากว่าคุณต้องการแนวทางด้านกว้างของข้อมูล และความรวดเร็วในการค้นหา วิธีการนี้ก็ใช้ได้ผลดี
  • Subject Directories การจำแนกหมวดหมู่ข้อมูล Search Engine ประเภทนี้ จะจัดแบ่งโดยการวิเคราะห์เนื้อหา รายละเอียด ของแต่ละเว็บเพจ ว่ามีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร โดยการจัดแบ่งแบบนี้จะใช้แรงงานคนในการพิจารณาเว็บเพจ ซึ่งทำให้การจัดหมวดหมู่ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของคนจัดหมวดหมู่แต่ละคนว่าจะจัดเก็บข้อมูลนั้นๆ อยู่ในเครือข่ายข้อมูลอะไร ดังนั้นฐานข้อมูลของ Search Engine ประเภทนี้จะถูกจัดแบ่งตามเนื้อหาก่อน แล้วจึงนำมาเป็นฐานข้อมูลในการค้นหาต่อไป การค้นหาค่อนข้างจะตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และมีความถูกต้องในการค้นหาสูง เป็นต้นว่า หากเราต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ หรือเว็บเพจที่นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ Search Engine ก็จะประมวลผลรายชื่อเว็บไซต์ หรือเว็บเพจที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ล้วนๆ มาให้คุณ
  • Metasearch Engines จุดเด่นของการค้นหาด้วยวิธีการนี้ คือ สามารถเชื่อมโยงไปยัง Search Engine ประเภทอื่นๆ และยังมีความหลากหลายของข้อมูล แต่การค้นหาด้วยวิธีนี้มีจุดด้อย คือ วิธีการนี้จะไม่ให้ความสำคัญกับขนาดเล็กใหญ่ของตัวอักษร และมักจะผ่านเลยคำประเภท Natural Language (ภาษาพูด) ดังนั้น หากคุณจะใช้ Search Engine แบบนี้ละก็ ขอให้ตระหนักถึงข้อบกพร่องเหล่านี้ด้วย

• การทำงานของ Search Engine •

การทำงานของ Search Engine จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักๆ คือ

  • Spider หรือ Web Robot จะเป็นตัวที่ทำหน้าที่เข้าสำรวจเว็บไซต์ต่างๆ แล้วดึงข้อมูลเหล่านั้นมาอัพเดทใส่ในรายการฐานข้อมูล ส่วนมาก Spider มักจะเข้าไปอัพเดทข้อมูลเป็นรายเดือน
  • ฐานข้อมูล (Database) เป็นส่วนที่เก็บรายการเว็บไซต์ ฐานข้อมูลที่ดีควรจะมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะรองรับกับการเติบโตของเว็บไซต์ในปัจจุบัน การออกแบบฐานข้อมูลที่ดีก็เป็นส่วนสำคัญเพราะถ้าฐานข้อมูลออกแบบมาทำงานช้าก็ทำให้การรอผลนานและจะไม่ได้รับความนิยมไปในที่สุด โปรแกรม Search Engine มีหน้าที่รับคำหรือข้อความที่ผู้ใช้งานป้อนเข้ามา แล้วเข้าค้นหาตามเว็บไซต์ต่างๆ ที่จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูล จากนั้นก็จะรายงานผลเว็บไซต์ที่ค้นพบให้กับผู้ใช้ การสืบค้นด้วยวิธีนี้นอกจากจะต้องมีระบบการสืบค้นข้อมูลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพแล้ว การกลั่นกรองผลที่ได้ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญของการสืบค้นข้อมูล ดังนั้น การเลือกใช้เครื่องมือในการค้นหาจะต้องเข้าใจว่า ข้อมูลที่ต้องการค้นหานั้นมีลักษณะอย่างไร มีขอบข่ายกว้างขวางหรือแคบขนาดไหน แล้วจึงเลือกใช้เว็บไซต์ค้นหาที่ให้บริการตรงกับความต้องการของเรา

Web Directory นั้นหลายๆ ความรู้หลายๆ แห่ง หรือหนังสือต่างๆ อาจจะรวมเอาเข้าไปกับ Search Engines ก็ได้แต่ว่าถ้าจริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้นซะทีเดียว เพราะว่าระบบค้นหาที่โด่งดังมากอย่าง yahoo ก็เป็น Web directory มาก่อนแล้วค่อยมาปรับเปลี่ยนเป็น Search Engine ที่หลังครับ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น คือจริงๆ ในอดีตนั้นระบบการจัดการเว็บลงในฐานข้อมูลนั้นยังใช้คนในการใส่ข้อมูลของเว็บซึ่งได้จาก Meta Tag หรือ Description Tag ซึ่งเค้าจะเอาข้อมูลในส่วนนั้นที่เราได้ใส่ไว้มาทำการปรับปรุงและเอามาลงในฐานข้อมูล ซึ่งอย่าง yahoo ในตอนแรกๆ นั้นมีคนทำระบบและจัดการกับการเอาข้อมูลเข้าสู่ระบบเพียง 20 คนเท่านั้นทำให้การปรับปรุงของฐานข้อมูลทำงานช้าแต่ที่ทำให้มีความนิยมเพราะชื่อที่จำง่ายและมีการจัดการของหมวดหมู่ของเว็บต่างๆ ใน Directory ที่เข้าใจง่ายประกอบกับระบบ Web Robot หรือ Spider ในยุดเริ่มต้นยังไม่ฉลาดพอและทำงานได้ไม่ดีเท่าคนทำจึงทำให้ yahoo ได้รับความนิยมมากกว่าเพราะ ให้เนื้อหาที่ตรงกลุ่มกว่าและไม่ผิดพลาดเพราะผู้ที่จัดระบบคือมนุษย์นั้นเอง ซึ่งก็ไม่แปลกทำไมในอดีตคนทำเว็บจึง ไผ่ฝันมากที่จะมีชื่อของตัวเองอยู่ใน yahoo เพราะระบบอย่างนี้เองซึ่งในตอนนั้นถ้าเว็บใครได้อยู่ใน yahoo บอกได้เลยว่าเว็บนั้นสุดยอดละดีจริงๆ และ sanook ก็เป็นเช่นนั้นด้วยครับ เพราะว่าในยุคแรกๆ ของเว็บ sanook นั้นยังไม่มีใครทำเว็บและโปรแกรมการจัดการระบบต่างๆ ยังไม่ได้รับความนิยมประกอบกับการสร้างเว็บยังไม่เป็นที่นิยมอย่างในปัจจุบัน ทำให้ใครๆ ในตอนนั้นที่ทำเว็บใช้ช่วงแรกๆ นั้นหากันยากมากสำหรับเว็บไทยๆ แต่ก็อย่างที่บอก sanook มาได้จังหวะ เอาหลักการเป็นเดียวกับ yahoo มาทำแต่ตอนนั้นคนทำทำแค่คนเดียวครับ ทำให้ระบบก็ช้าๆ ซึ่งต่อมาก็ปรับเปลี่ยนมาจนมาเป็นในปัจจุบันนี้ครับ แต่ในปัจจุบันระบบ Search ในตอนนี้ที่มาตีระบบเก่าๆ กระจุยคงไม่พ้น google นั้นเอง ด้วยระบบ Robot และ Spider ที่ฉลาดโคตรๆ จนแทบจะเรียกได้ว่าไม่ต่างไปจากคนทำให้มันได้รับความนิยมากมายจนถีบ yahoo ร่วงไปจากบรรลังแห่งเจ้าพ่อการค้นหาข้อมูลบนอินเตอ์เน็ต และอีกอย่างตอนนั้นก็มีอีกเว็บที่เป็น Web Directory แท้ๆ และเป็นแบบดั่งเดิม นั้นคือ Open Directory Project นั้นเอง ( http://dmoz.org/ ) เป็นแบบ yahoo ในช่วงต้นแต่ด้วยความร่วมมือกันของ google และ dmoz ทำให้เกิดสารระบบ Both Search ขึ้นครับ ทำให้ตอนนี้เป็นระบบ Search ที่สมบูรณ์มากๆ และมันทำให้เป็นผลดีอย่างไรน่ะหรือ เพราะว่าระบบ google จะทำการค้นหาด้วย spider จากนั้นก็ทำผนวกเอา dmoz มาแสดงผลเพื่อให้ได้ผลออกมาทั้งส่องทางในแบบเดียวกับ yahoo ในปัจจุบันครับ


อ้าว!!! แล้วเล่ามาทั้งหมดมันเกี่ยวกันยังไง

ก่อนอื่นต้องบอกว่าเอาพื้นๆมาให้อ่านแล้ว จะเริ่มเข้าใจหลักการทำงาน เมื่อเข้าใจก็เหมือนหนังกำลังภายใน “ที่ว่ารู้เค้ารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”คือเมื่อเราเข้าใจแล้ว ด้วยเหตุที่ว่าในปัจจุบัน กว่า 50% ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลก นั้นใช้ google ซึ่งมันใช้โปรแกรม spider หรือ robot ให้การหาเว็บและเก็บข้อมูลต่างๆ มาทำให้เราก็ไม่ต้องไปลงฐานข้อมูลให้มัน เดี่ยวมันก็หาเจอเอง แต่ว่านานหน่อยซึ่งเรามีวิธีที่ง่ายๆ และได้ผล คือเราต้องพยายามหาเว็บที่เจ้า google นี้หาเจออยู่แล้ว แล้วทำการแลกลิ้งส์กับเค้าหรือติดต่อเค้าให้ลงลิงส์หรือ ทำยังไงก็ได้ให้ชื่อเว็บเราและที่อยู่เว็บเราอยู่ในเว็บนั้น แล้วเมื่อระบบ spider (ขอรวมไปถึง robot ด้วยจะได้ไม่เขียนบ่อยเมื่อย ครับ ^_^ ) กลับมาเพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลให้ใหม่ ส่วนมากจะ 3 – 5 วันแล้วแต่การเขียนโปรแกรมและความสำคัญของเว็บนั้นๆ ก็จะดึงลิงส์ใหม่ๆ เข้าไปแล้วก็จะวิ่งไปตามลิงส์ใหม่ๆ เพื่อดูว่าเว็บที่เป็นลิงส์เหล่านั้นมีอะไรมั้ง และก็จะเทียบกับฐานข้อมูลตัวเองว่ามีเว็บนี้อยู่หรือไม่แล้วทำการบรรจุลงในฐานข้อมูลของระบบตนเอง นี่เป็นหลักการง่ายๆ แต่ว่าฉลาดมาก ทำให้ระบบ google นั้นทำงานบนระบบ Server อย่างน้อยๆ ก็ 6,000 (หกพัน) ตัวเป็นอย่างน้อย (ข้อมูลจาก pcworld ครับ )เพื่อเก็บฐานข้อมูลเว็บอันมหาศาลเหล่านั้นไว้ ซึ่งโดยส่วนมากในปัจจุบันนั้นระบบนี้ใช้กันแทบจะทุกๆ เว็บค้นหาข้อมูลชั้นนำอยู่แล้ว นั้นเอง ชึ่งเอาไปประยุกต์ใช้ได้ตลอดครับ


แต่ก็มีปัญหาอีกนั้นหล่ะว่าเว็บในไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ระบบนี้ ทำยังไงดีหล่ะ ?

นี่คือปัญหาใหญ่เลยทีเดียว อันนี้คงต้องตอบแบบกำปั้นทุบดินแล้วกันว่า เราต้องไปลงทะเบียนเองในเว็บนั้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วปริมาณคนใช้งานนั้นเทียบกับตัวอื่นๆ ที่ได้กล่าวมานั้นยังคงน้อยอยู่ครับ …… ซึ่งถ้าเราใส่ Meta Tag และ Description Tag ไว้แล้วส่วนมากจะไม่มีปัญหาอยู่แล้วครับ ถ้าเว็บเรา ok เค้าจะใส่ให้เราเองโดยสมัครใจครับ …….

เป็นยังไงครับกับเรื่องนี้ หวังว่าคงได้ความรู้บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ แต่สำหรับคนที่รู้แล้วก็คง ไม่ว่ากัน หรือถ้ามีผิดอะไรไปก็ อภัยไว้ให้ด้วยเพราะว่า บางส่วนอ้างอิงมาบางส่วนเอามาจากความรู้ที่ได้อ่านๆ มาตามนิตยสารคอมฯ และหนังสือต่างๆ ที่ได้เสนอมาแต่ในอดีตครับ

ขอค้างไว้นะครับ อีกเรื่องคือ “รูปแบบเว็บแบบใดเหมาะแก่การทำระบบเว็บธุรกิจ” ครับ แล้วตอนหน้าจะมาต่อครับ ส่วนตอนต่อจากเรื่อง “รูปแบบเว็บแบบใดเหมาะแก่การทำระบบเว็บธุรกิจ” คือ “การปรับแนวทางเว็บให้เข้าสมัยและ การจัดระบบข้อมูลให้ดูเรียบง่าย แต่ไม่เละ” ครับ

 

แนะนำการทำเว็บ (ตอนที่ 1)

ในสมัยก่อนนั้นการที่เราจะทำเว็บให้ออกมาสวยได้นั้นยากกว่าการพิมพ์งานบน MS. Word เสียอีกต้องมีการทำความเข้าใจในภาษา html ให้ดีเสียก่อน ซึ่งในตอนนั้นเหมือนกันหัดเขียนโปรแกรมโปรแกรมหนึ่งเลยทีเดียว แล้วถ้า ต้องการทำงานในลักษณะตอบโต้ได้ (CGI) มันทำได้ยากยิ่งเพราะว่ายังหาหนังสือที่เป็นภาษาไทยได้ยากมากและส่วนใหญ่ที่ทำกันตอนนั้นจะเป็นคนที่มุ่งมั่นอ่าน หนังสือภาษาอังกฤษ ซึ่งต้องขอบคุณอินเตอร์เน็ตที่ทำให้การอ่านหนังสือ พวก cgi และ html แบบภาษาอังกฤษทำได้ง่ายและฟรีโดยที่ไม่ต้องสั่งซื้อตามศูนย์หนังสือต่างๆ ในตอนนั้นมีคนกระโดดลงมาทำกันยังน้อย และส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ทำงานด้านนี้อื่นๆ ในแขนงคอมฯพิวเตอร์มาก่อนมากกว่า ซึ่งเว็ปในสมัยนั้น ที่ดังและทำให้เราๆ ได้รู้จักและทำให้เกิดเหล่านักทำเว็ปรุ่นใหม่ๆ คือ Sanook.com แต่ก่อนที่เราจะพูดถึงนั้นเรามาพูดถึงเว็ปรุ่นพี่ที่ทำมานานและยังไม่เปลี่ยนแปลงคือเว็ป Pantip.com ที่เป็นเหมือนศูนย์รวมเว็ปบอร์ดที่ใหญ่ที่สุดใน ประเทศไทยและยังเป็นที่ที่มีอัตราการเข้าใช้บริการมากสุดอีกด้วย เว็ป Pantip.com ยังรักษาลักษณะขอเว็ปตั้งแต่ อดีตจนปัจจุบันได้ดี

ทำไมเราต้องทำเว็ป

นี่คือคำถามที่เราต้องตอบให้ได้ก่อนการทำเว็ปทั้งหมด เพราะว่าไม่อย่างงั้นก็เหมือนการออกเดินเรือที่ไร้จุดหมายครับ

เราต้องรู้ก่อนครับว่าเราจะทำเว็ปมาเพื่ออะไร ทำเว็ปแนวอะไรบ้างและจะมีอะไรในเว็ปและทำให้ใครครับ เพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายครับ และต่อมานั้นการที่เราจะทำเว็ปออกมานั้นเราจำเป็นต้องทำการสร้างโครงร่างก่อน หรือในภาษาของนักเขียนโปรแกรมที่เรียกว่า การออกแบบอัลกอริทึม หรือการร่าง FlowChart นั้นเอง มีคำถามตามมาหลังจากที่บอกไปนั้นคือทำออกมาทำไม ทำไมไม่ทำก่อน หรือทำไม ลองๆ ทำไปก่อนหล่ะ นั้นใช่ครับ หลายๆ คนอาจจำคิดว่าการทำอย่างนี้อาจจะไม่จำเป็นมากมายนัก ไม่ต้องเรื่องมาก แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว ถ้าเว็ปของเรานั้นใหญ่โตมากขึ้น กว่าว่างแผนที่ดีในตอนแรกจะเห็นผลอย่างแน่นอน อย่างเว็ปของผมในครั้งแรกๆ นั้น ทำในแบบ html ทั้งหมด เวลาจะแก้ไขแต่ละทีนั้นก็ต้องมาเปิด html editor เพื่อแก้ไข ซึ่งมีข้อดีที่ว่าเรากำหนดรูปแบบเว็ปได้หลากหลายแต่ว่าพอเว็ปเริ่มมีจำนวนหน้ามากขึ้นปัญหาในการปรับปรุงดูแลรักษาก็ตามมา คือการแก้ไข ลิ้งส์เมนูต่างๆ จะเปลี่ยนทีก็ต้องทำทุกหน้าหรือจะมีการแก้ไขระบบอื่นๆก็ต้องมาตามแก้กันใหม่อีก นี่หล่ะครับปัญหาที่เราจำเป็นต้องทำก่อนการทำเว็ป การดีไซด์เป็นสิ่งดีแต่ว่าการวางแผนการทำงานย่อมสำคัญกว่า ผมจะยกตัวอย่าง ว่าการวางแผนแบบใดที่ดีก่อนดีกว่าครับ

หลักการแรกคือกำหนดลักษณะการใช้งานก่อนว่าเราจะกำหนดว่าผู้ใช้เป็นกลุ่มผู้ใช้แบบใด จำใช้ เทคโนโลยี อะไรในการเขียน การจัดการเว็ป กำหนดรูปแบบการติดต่อกับผู้ใช้ กำหนดลักษณะการแก้ไข การเข้าถึงข้อมูลของผู้ดูแลเว็ปเอง ด้วย เพื่อการแก้ไขที่รวดเร็วและมีการผิดพลาดน้อยใช้เวลาในการดูแลน้อย เอาเวลาไปสร้างเนื้อหาแทน ครับ ยกตัวอย่างเว็ป แห่งหนึ่ง ทำเว็ปแนว Portal ITลักษณะคือการปรับปรุงเนื้อหาที่ทันที มีการตอบสนองได้ตลอดเวลา มีการปรับปรุง เนื้อหาได้จากหน้าเว็ปโดยไม่จำเป็นต้องมีอะไรมากเวลาปรับปรุงเนื้อนอกจาก Browser และใช้ระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพราะว่าเนื้อหาแนวนี้นั้นมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา และเร็วลักษณะเว็ปนั้นต้องมีการทำเมนูแบบตอบโต้ได้อย่าง ต่อเนื่องและมีระบบสมาชิกไว้ในการทำสถิติและบริการอื่นๆ ในอนาคตได้

เมื่อเราได้รูปแบบโดยรวมแล้ว เราก็มาดูว่าเราจะทำโดยใช้อะไร ถ้าใช้ html ธรรมดา ท่าทางจำไม่ได้แน่เพราะว่าการทำระบบข้อมูลลงเว็ปโดยผ่าน browser นั้นทำไม่ได้แน่ เราจึงต้องใช้ CGI (Common Gateway Interface) มาช่วยในที่นี้ ก็ต้องมาดูอีกหล่ะครับว่าเราจะใช้อะไรในภาษาเหล่านีเพราะว่ามีมากเหลือเกินไม่ว่าจะเป็น Perl , PHP , ASP , JSP , ฯลฯ แต่ในที่นี้เราใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ จะมาใช้ Perl + DBText คงไม่ได้ เพราะว่าเปลื้องการโปรแซสระบบมากเกินไป อาจทำให้ระบบล่มได้ง่าย หรือจะ Perl + MySQL ก็คงยากเพราะว่าต้องมีฝีมือในการทำและไม่เป็นที่นิยม ซึ่งถ้าระบบในการทำเว็ปคุณอิงในด้านของ Windows NT Family ก็คงจะเป็น ASP + ODBC (พวก MsSQL ในแนวๆ ของ Microsoft หรือ Oracle ครับ ) หรือถ้าเป็น UNIX (Linux , FreeBSD , Solaris) ก็คงจำเป็น PHP + MySQL ที่เป็นเหมือนของที่ทำมาคู่กันเลยทีเดียว เมื่อเราได้ลักษณะการทำงานของภาษาที่เขียนเว็ปแล้วก็มาถึงการออกแบบหล่ะครับ (ในที่นี้ผมจะไม่พูด ถึงการเขียนโปรแกรมเหล่านี้นะครับ เพราะว่าคงเข้าใจกันได้ถ้าศึกษาด้านนี้โดยตรงจากเว็ปหรือหนังสือครับ )

ต่อมาเราจะพูดถึงการออกแบบหน้าเว็ปกันสักนิด

การออกแบบหน้าเว็ปนั้นเราต้องคำนึงถึงการใช้งานที่สะดวกในการค้นหาข้อมุลภายในเว็ปต่างๆ ซึ่งเราควรไล่การทำระบบค้นหาจากส่วนที่มีความสำคัญมากกว่าลงมาแต่ว่า ในการทำเว็ปนั้นไม่ ควรที่จะมีการกระพริบเน้นมากจนเกินไปครับ ไม่งั้นมันจะดูลายตาและสับสนในการให้ความสำคัญของเนื้อหาครับ การออกแบบเมนูการใช้งานนั้นควรคำนึงถึงการไล้สัดส่วนการใช้งานครับไม่งั้นจะดูเละและที่ดีคือการจัดอันดับความสำคัญครับ และ การออกแบบควรใช้สีที่ดูสบายตาง่ายๆ แต่สื่อความหมายได้ดีในเนื้อหาของเว็ปนั้นๆครับ การออกแบบโลโก้นั้นควรทำออกมาให้มีเอกลักษณ์เฉพาะของเว็ปครับ ไม่งั้นมันจะไปเหมือนๆหรือคล้ายๆ ของชาวบ้านเค้าครับ แต่ว่าการออกแบบควรคำนึง ถึงความเป็นไปได้ในการใช้งานและการออกแบบระบบ CGI ด้วยเพราะบางครั้งข้อจำกัดในความเร็วในการโหลดข้อมูลของผู้ใช้ที่ต้องคำนึงถึงพอสมควรไม่งั้นจะกลายเป็นว่าโชว์ความสวยงานอลังการมากกว่าเนื้อหาความรุ้ของเว็ป ที่เราต้องการนำเสนอนะครับ

แนวทางการทำงานของเว็ปการทำระบบทีมงานก็มีความสำคัญไม่น้อย การแบ่งหน้าที่ในการดูแลส่วนต่างๆ ทำให้เว็ปดูมีการตอบสนองมากขึ้น มีการดูแลระบบต่างๆ ได้อย่างดีไม่มีข้อผิดพลาดต่างๆ ให้เห้นมากนัก การดูแลนั้นรวมไปถึงการดูแลหน้าตาเว็ป ระบบโปรแกรมต่างๆ ในเว็ป การปรับปรุงการใช้งานจากการที่ผู้ใช้เสนอแนะมาเพื่อปรับปรุงพัฒนาเพื่อทำให้ผู้ใช่พอใจและไม่ดูเป็นการคัดตาของผุ้ใช้ต่างๆ การรับทราบการตอบรับขอเสนอแนะของผู้ใช้มีดีที่เราไม่ต้องมาคอยตรวจสอบเองแต่ให้ผู้ใช้ติติงมาก อาจจะใช้เวลามากหน่อยแต่ว่าตรงจุดเป้าหมายมากกว่าที่เราคิดมากนัก ซึ่งในลักษณะนี้จะใช้ได้ดีคือเว็ปแนวการค้าและแนวบริการครับ

ครั้งต่อไปเราจะมาดูแนวทางในการประชาสัมพันธ์เว็ปให้ได้ดี และรวมถึงเว็ปแนวไหนที่ควรทำและรูปแบบเว็ปแบบใดเหมาะแก่การทำระบบเว็ปธุรกิจ

 

สุขภาพที่ดีกับการนั่งและจัดว่างอุปกรณ์ต่างๆ ในการทำงานให้ถูกวิธี

        หลังจากบทความเรื่อง “คำแนะนำการใช้สำหรับจอคอมพิวเตอร์เพื่อถนอมสายตา ฯลฯ” นั้นได้รับความนิยมอย่างมากจากท่านผู้อ่านมีเมล์มาสอบถามผมมากมายในเรื่องอื่นๆ ที่นอกเหนือจากเรื่องนี้ครับ ทำให้ผมต้องออกภาคต่อ ซึ่งคราวนี้เนื้อหานั้นต่อจากตอนที่แล้วซึ่งผมจะไม่กล่าวถึงตอนที่แล้วด้วย ไปอ่านกันเองนะครับ หุๆๆ แต่ผมต้องออกตัวไว้ก่อนนะครับว่าผมไม่ได้เป็นหมอ หรือนายแพทย์ ที่ชำนาญด้านนี้แต่อย่างใดครับ แต่ด้วยที่ค้นคว้าจากแหล่งต่างๆ และจากประสบการณ์ต่างๆ ที่ประสบพบกับตัวเองด้วย ซึ่งเอามาแบ่งปันกันครับ งั้นเรามาเข้าเรื่องกันเลยนะครับ


        ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่องผลกระทบของการใช้คอมพิวเตอร์กับมนุษย์เราๆท่านๆแล้ว ในยุคที่เทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทกับชีวิตมนุษย์มากขึ้น และการพัฒนาของคอมพิวเตอร์นั้น มีความรวดเร็วมาก และมีประสิทธิภาพเทียบเท่า หรือดีกว่าการทำงานของมนุษย์ ซึ่งเห็นได้ว่าในต่างประเทศใช้หุ่นยนต์มาทำงานแทนมนุษย์ ในอนาคตคาดว่ามนุษย์อาจตกงาน เพราะหุ่นยนต์ทำงานได้ดีกว่า ไม่มีเหนื่อย และไม่เสี่ยงอันตรายเหมือนกับการใช้มนุษย์ ถ้าแบ่งผลกระทบการใช้คอมพิวเตอร์กับมนุษย์ แต่จนแล้วจนรอดสิ่งต่างๆ เหล่านั้นก็ยังคงไม่สามารถทดแทนกับคนบางกลุ่มได้นั้นคือคนที่ทำงานสั่งการมันนั้นเอง หรือเหล่าคนที่ต้องควบคุมดูแล และจัดการระบบ รวมถึงนักโปรแกรมเมอร์อย่างผม และเพื่อนๆ พี่ๆ หลายๆ คน ซึ่งผมกระทบทางด้านสุขภาพนั้นอาจจะไม่ได้มาในทันทีทันใด แต่จะสะสมรอวันที่มันจะแสดงตัวมันในอนาคต

ภาพที่ 1

ภาพที่ 2

ภาพที่ 3

        การปรับที่นั่งและโต๊ะที่ถูกสุขลักษณะในการทำงาน ควรเป็นโต๊ะเขียนหนังสือธรรมดา แล้ววางคีย์บอร์ด หรือโต๊ะที่มีลิ้นชักคีย์บอร์ดก็ได้ครับ แต่ ควรเลือกที่เหมาะสมกับร่างกายของเราครับ ที่สำเร็จรูปนั้น ไม่ดีเท่าที่ควรเพราะเค้าออกแบบมาไม่ดีเท่าที่ควรครับ และยิ่งด้วยที่วางเมาส์ไว้คนละระดับกับคีย์บอร์ดแล้ว ถือว่าเป็นโต๊ะที่แย่มากและทำให้ข้อมือของท่านปวดและเสียหายได้อย่างร้ายกาจ และอาจเกิดอาการเส้นเอ็นอักเสบจนถึงขั้น ต้องผ่าตัด ได้ครับ อย่างภาพที่ 1 ผมให้ดูนั้นระดับของเก้าอี้และที่พิงควรจะรับกับหลังของเรา และสามารถปรับระดับได้ตามความต้องการของเราในยามต่างๆ ได้ดีครับ เพื่อที่ช่วยให้เราทำงานได้ดีและทำให้หลังไม่คดหรืองอ และขาควรนั่งตั้งฉากกับพื้น ดังภาพที่ 2 และระยะตักควรอยู่ด้านล่างของคีย์บอร์ดด้วยครับ ส่วนภาพที่ 3 นั้นคือการจัดวางคีย์บอร์ด และเมาส์ ครับ ควรจัดวางคีย์บอร์ด ซึ่งส่วนที่พิมพ์นั้นควรไว้ตรงกลางของจดภาพเลยครับ และถัดมาด้วยแป้นตัวเลข และเมาส์ครับเพราะว่าทำให้เราไม่ต้องเอียงข้อมือหรือปิดข้อมือมากครับ ซึ่งการวางเมาส์นั้น อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นครับว่าการจัดวางเมาส์ควรวางในระดับเดียวกัน ซึ่งโต๊ะคอมฯ หลายๆที่นั้นทำออกมาได้แย่มากๆ ในเรื่องนี้และสำนักงานก็ชอบเอามาใช้ครับ เพราะว่าเล็กและประหยักเนื้อที่แต่เป็นการซื้อที่ผิด และทำให้เกิดผลเสียต่อพนักงานอย่างร้ายแรงครับ คุณจะไม่เห็นสิ่งเหล่านี้กับสำนักงานทางด้านไอทีระดับโลกเลย อย่างเช่น Microsoft หรือ Apple ครับ หรือแม้กระทั้งในประเทศไทยหลายๆ บริษัทก็ลงทุนทำทางด้านนี้นับล้านบาทเพื่อพนักงงานครับ เพราะทำให้พนักงานทำงานได้มาก และทำให้งานออกมามีประสิทธิภาพมากกว่าอีกด้วยครับ อย่างที่หลายคนบอกว่า “ร่างกายและสุขภาพดี สมองและความคิดมันก็แล่น” ผมว่าเป็นคำพูดที่ไม่ดูเกินเลยไปเลยจริงๆ ครับ ส่วนอุปกรณ์อื่นๆก็บางให้ให้สามารถหยิบจับได้ง่ายครับ

ภาพที่ 4

        ซึ่งอวัยวะของมนุษย์ สิ่งที่สำคัญในการใช้คอมพิวเตอร์ คือ ตา ครับ ซึ่งในเมื่อเราใช้คอมพิวเตอร์ไปนานๆ หรือเพ่งจอมากๆ นั้นจะทำให้รู้สึกว่าปวดตา อาจทำให้สายตามีปัญหาได้ถ้าเราไม่รู้จักที่จะดูแลและเข้าใจในการถนอมมัน เช่น สายตาสั้น ส่วนใหญ่ผู้ที่ทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นประจำ หรือคนที่เล่นเกม ซึ่งเด็กนักเรียนนักศึกษาเล่นกันมาก บางครั้งการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ถ้าเล่นจนเกินขอบเขต เกินความพอดี อาจจะทำให้การมองเห็นของเค้านั้นด้อยลงครับ และอีกอย่างคือจากการที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่ามีนักศึกษาเล่นเกมจนช็อตตายคาร้านอินเตอร์เน็ต การใช้คอมพิวเตอร์นานๆ นั้นซึ่งเกิดจากการที่เราไม่ได้ทำการพักผ่อนที่เพียงพอครับ ซึ่งเกิดจากการอ่อนล้าจากที่ต้องประสาทสัมผัสต่างๆ ซึ่งต้องตื่นตัวตลอดเวลาทำให้เกิดความเครียดในระดับภายในหรือสมองนั้นเอง ซึ่งเราจะรู้ได้ด้วยตัวเองว่าเมื่อไหร่ที่พักสายตา ตรงนี้อาจจะสังเกตจากตาของเราว่าเมื่อใช้ไปนานๆ จะเริ่มปวดตา หรือเริ่มที่จะมึนๆ หรือง่วงนอนแล้ว ซึ่งควรจะหยุด โดยละสายตามองทางอื่น หรือลุกขึ้นไปเพื่อผ่อนคลายก่อน และมองออกไปในที่ไกลๆ เพื่อให้สายตาได้ทำการปรับระยะการมองเห็นบางเพื่อไม่ให้เสื่อม แล้วจึงลงมานั่งทำงานต่อ อย่าฝืนมากเกินไปอาจจะเป็นผลเสียกับตัวเอง อาจจะมองเห็นเป็นภาพเบลอๆ แต่เป็นอาการชั้วคราว สาเหตุก็เกิดจากรังสีออกมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ อาการที่เกิดขึ้นจากการมองจอภาพเป็นเวลานานๆ นี้เรียกว่า Computer Vision Syndrome (CVS) และอีกเรื่องที่ไม่มีใครนั้นสนใจคือการวางจอแสดงผลครับ ควรวางในระดับสายตาครับ ทำให้เราสามารถมองได้ไม่สบายตา ไม่ควรเงือยหน้ามองจอครับหรือก้มหน้ามองมากจนเกินไปครับ เพราะอาจจะทำให้กระดูกสันหลังส่วนบนบริเวณคอผิดรูปและทำให้ไปกดเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้ครับ เราควนใส่ใจในด้านนี้ให้มากครับ และควรใช้ Document Holder (ที่หนีบกระดาษด้วยข้างจอ) ช่วยในการพิมพ์งานต่างๆ ครับ เพื่อสะดวกในการพิมพ์งานและมองเอกสารครับ ดังภาพที่ 4

ภาพที่ 5

        ซึ่งจากการเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของสุขภาพ (Health Risks) รศ.นพ.กำจรตติยกวี ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศทางการแพทย์เพื่อประชาชนจุฬาลงกรมหาวิทยาลัย กล่าวว่า “อาการที่เกิดจากการนั่งทำงานอยู่หน้าเครื่องนานๆ ” ทางการแพทย์เรียกว่า Repetitive Strain Injury หรือ RSI อาการนี้จะเกิดขึ้นจากการที่คนเรานั่งทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์แบบไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น เอามือวางไว้บนคีย์บอร์ด ที่ไม่ถูกต้องปิดข้อมือมากเกินไป และ วางมือไม่ขนานกับในระดับเส้นตรงขนานกับพื้นปกติ แต่เรากลับวางมือแบบคดงอ และไม่มีที่พิงซึ่งตามที่ถูกต้องแล้วที่เก้าอี้นั่งควรมีที่ช่วยพยุงมือ เพื่อให้ขนานกับพื้นและตั้งฉากกับร่างกายครับ เพื่อให้เกิดความสบายใจการทำงานให้มากขึ้นด้วย รวมถึงระยะเวลาที่ควรจะพิมพ์งานและทำงานบนคีย์บอร์ดควรอยู่ที่ 20 – 30 นาที แล้วทำการพักข้อมือเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวด้วย ดังภาพที่ 5

การวางมือที่ถูกต้อง

การวางมือที่ผิด

        สรุปได้ว่า RSI นั้น สามารถเกิดได้ทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่แขน ข้อมือ ข้อนิ้ว แผ่นหลัง ต้นคอ หัวไหล่และสายตา หากปล่อยไว้นานๆ อาจต้องผ่าตัดเอ็น แม้ปัจจุบันมีบริษัทชั้นนำด้วย IT ต่างๆ นั้นจะได้พยายามผลิตเครื่องป้องกันอันตรายจากคอมพิวเตอร์ ที่มีผลต่อร่างกายมนุษย์มาแต่ก็มีราคาที่แพงกว่าสินค้าที่ไม่คำนึงถึง ทางด้านนี้มากพอสมควรเลยทีเดียว และทางแก้ในเรื่องนี้นั้นก็ใช้ค่าใช้จ่ายมากอีกด้วย เช่น ใช้เมาส์มีขนานเหมาะสมกับมือของตัวเอง ไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป และก่อนที่จะซื้อโต๊ะคอมพิวเตอร์นั้นควรออกแบบ หรือวัดโต๊ะหรือออกแบบโต๊ะที่เหมาะสมกับตัวเองเพื่อวางคอมพิวเตอร์และเก้าอี้นั่งพิมพ์ให้เหมาะสมกับร่างกาย เราก่อนด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลกับเราในอนาคต ถึงแม้ราคาจะแพงแต่สุขภาพของเราและสภาพร่างกายแล้วคุ้มมากเลย ซึ่งในเมืองไทยยังไม่มีใครเป็น RSI ถึงขั้นร้ายแรงมาก จนเกิดอาการเส้นเอ็นอักเสบจนถึงขั้น ต้องผ่าตัด แต่การผ่าตัดเส้นเอ็นที่พบบ่อยครั้งมากกว่านั้นส่วนใหญ่จะเกิดจากเรื่องของการเล่นกีฬามากกว่า สำหรับ RSI ที่เกิดในประเทศไทยยังไม่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ไม่แน่ เพราะว่าอาการเหล่านี้เป็นอาการสะสม เหมือนโรคมะเร็ง หรือโรคทางเดิมหายใจต่างๆ ครับ

        ในอเมริกาอาการของโรค RSI เป็นอันดับหนึ่งในส่วนของโรคที่เกิดจากการทำงาน มีผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ประมาณ 300,000 คน (ข้อมูลปี พ.ศ. 2546) อัตราการเจริญเติบโตเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี ประมาณ 20% พนักงานต้องขาดงานโดยเฉลี่ย 30 วันทำงานต่อปี เพื่อรักษาโรคเหล่านี้ ครับ

        แม้ขณะนี้ RSI จะยังไม่ใช่ปัญหาของสังคมไทยในอนาคตคาดว่า คนไทยจะมีเปอร์เซ็นต์จากอาการเจ็บป่วยมากขึ้นอย่างแน่นอนในไม่ช้านี้ครับ ซึ่งสามารถจากปัญหาข้างต้นครับ

ขอบคุณรูปภาพจาก

 

การคัดลอกแผ่นที่มีการป้องกันไว้มาแผ่น CD – R อย่างปลอดภัย และไม่ให้เสีย

มาแล้วครับ การคัดลอกแผ่นที่มีการป้องกันไว้มาแผ่น CD – R อย่างปลอดภัยและไม่ให้เสีย ซึ่งเทคนิคนี้ผมได้ทำการขออนุญาติจากเจ้าของ เทคนิคนี้เรียบร้อย คือ พี่ ++ HotDog ++ แห่ง Pantip.com ครับ ต้องขอขอบคุณไว้ ณ. โอกาส นี้ครับ …….. เรามาดูกันดีกว่า เขาทำกันยังไง ครับ

Download ClonyXXL 2.0.1.5

1. ใส่ CD แล้วเปิดโปรแกรม ClonyXXL

2. กด Scan จากนั้นรอสักครู่ … บริเวณหมายเลข 1 คือ ชนิดของ Protect ที่ใช้กับ CD … ของผมเป็นแผ่น SimCity 3000 ใช้ SafeDisc Old …

บริเวณหมายเลข 2 แสดงลักษณะพิเศษของ Protect ชนิดนั้น …
(อาจแตกต่างตามชนิด Protect จากรูปเป็น SafeDisc Old ซึ่งลักษณะพิเศษคือ มี Bad Sector เป็นจำนวนมาก เป็นต้น) ..

บริเวณหมายเลข 3 แสดงความยากง่ายของการ Copy CD แผ่นนี้ … ยิ่งมีหัวกะโหลกมาก ยิ่ง Copy ยาก … ของผมมีแค่ 2 หัว … CD แบบผม SafeDisc Old จึง Copy ได้ง่ายมากครับ …

บริเวณหมายเลข 4 (เป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะนำไปใช้กับ CloneCD) แสดงการ Setting ที่จะต้องนำไปใช้กับ CloneCD เพื่อให้ Copy ได้สำเร็จ …

บริเวณหมายเลข 5 … หากคุณ Scan CD แล้วปรากฎว่ามันแสดง Protect เป็น Unknown คุณอาจใช้วิธีการ Scan แบบ Manual ได้ที่ปุ่มนี้ …. เมื่อกด มันจะถามคำถามคุณ คุณก็ตอบตามจริง แล้วมันวิเคราะห์ให้ว่า CD คุณน่าจะมี Protect เป็นอะรัยยย ..

3. เปิดโปรแกรม CloneCD เพื่อเริ่มขั้นตอนการ Copy (ขั้นตอนการตรวจสอบ CD มี 2 ข้อข้างบนแค่นั้นแหล่ะจ๊ะ) ..
จากรูปผมจะเลือกการ Copy CD นะครับ (อ่าน CD แล้วเขียนตอนนั้นเลย) .. คุณอาจจะ Read to File .. แล้วไว้เขียนจริงคราวหลังก็ได้ ..

4. เลือก Drive ที่จะทำหน้าที่อ่าน CD …. (Tip. เลือกไดรฟ์ที่คิดว่ามีปัญหาในการอ่านน้อยสุด … เป็น DVD Drive ได้ยิ่งดี … หรือจะเป็น CD-RW Drive ที่จะใช้เขียนก็ได้ มันจะให้เอาแผ่นเข้า ๆ ออก ๆ เองในช่วงการ Copy ช่วงหลัง ..)

5. Setting การ Copy CD …. เลือก Speed ของเครื่องอ่าน (ปกติตั้งที่ Max) .. บริเวณหมายเลข 1 ให้เอาค่า Setting ที่ได้จาก ClonyXXL (รูปความเห็นที่ 2) .. มาติ๊ก …

บริเวณหมายเลข 2 หากติ๊ก Fast Skip Error ไว้ให้มา Set ที่ตรงนี้ด้วย ..

6. Setting ในส่วน Fast Error Skip … หากเครื่องอ่านคุณมีตัวเลือก Hardware แบบในรูป .. ให้เลือก Hardware ดีกว่า … เพราะมันจะเช็ค Error ด้วย Hardware เอง แต่หากมีปัญหา … ก็ให้ใช้ค่า Defualt ก็ได้ .. (แต่อาจจะอ่านได้ช้ากว่า) ..

7. Setting เกี่ยวกะ Image File สามารถเปลี่ยนชื่อหรือโฟเดอร์ได้โดยการกด Browse
หมายเลข 1 Create “Cue Sheet” ติ๊กเพื่อให้สร้างไฟล์ cue ไฟล์นี้จะเก็บข้อมูลของ CD ไว้เพื่อเอาไปอ่านกับโปรแกรมอื่น ๆ ได้ …
หมายเลข 2 Delete after a successful Write ติ๊กเพื่อให้ลบ Image File หลังจากที่เขียน CD เสร็จสมบูรณ์
หมายเลข 3 Copy “On-the-Fly” ติ๊ก จะเป็นการ Copy โดยตรงจากเครื่องอ่านไปสู่เครื่องเขียน โดยไม่สร้าง Image File เลย …. หากเป็นการ Copy CD ที่มี Protect ต่าง ๆ ไม่แนะนำให้ติ๊ก … เพราะการอ่านอาจมีปัญหา อ่านไม่ทัน …

8. เลือกเครื่องที่ใช้เขียน ….
กด Next มันก็จะเริ่มอ่าน เริ่มเขียน ทันที …. ทีนี้ก็รอ …
จบจ้า …

 

คำแนะนำการใช้จอคอมพิวเตอร์เพื่อถนอมสายตา ฯลฯ

ตอนนี้บทความต่างๆ ผมก็เริ่มๆ เอาออกมาบ้างแล้ว แต่ช่วงนี้ขอเก็บไว้ก่อนนะครับ อีกอย่างขอปรับปรุงเนื้อหาบ้างส่วนที่ล้าสมัยจะได้ทันต่อเห็นการณ์ด้วยครับ ส่วนวันนี้ก็เอาเรื่องการถนอมสายตา สำหรับคนใช้คอมฯมาฝากครับ จริงๆ ผมอ่านเจอมาเลยเอามาลงนะครับไม่ได้เป็นของผมแต่ประการใด แต่ว่าเป็นประโยชน์มากทีเดียวครับ ลองอ่านดูนะครับ

ทำอย่างไรเพื่อถนอมสายตาและป้องกันโรคจากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน

  1. การเล่นคอมพิวเตอร์ ควรนั่งให้ห่างประมาณ 1 ฟุต นั่งเอนหลังให้สบาย ควรใช้เก้าอี้นั่งที่มีพนักพิงรองรับเข้ากับรูปทรงของแผ่นหลัง เพราะจะช่วยลดอาการปวดหลังที่อาจเกิดขึ้นได้ ควรเล่นติดต่อกันแต่ละครั้งไม่มากกว่า 45-60 นาที ควรจะกระพริบตา, หลับตา หรือหยุดพักสายตาโดยมองต้นไม้ หรือ มองอะไรที่ไกลตาออกไป (มากกว่า 6 ฟุต – ก็คงต้องเป็นนอกหน้าต่าง) สัก 5-10 นาที แล้วค่อยกลับมานั่งหน้าจอกันใหม่ เนื่องจากการมองระยะใกล้นานๆ การโฟกัสตาต้องใช้กล้ามเนื้อตามากกว่าการมองไกล ถ้ามองนานๆ ในบางคนอาจมีการเกร็งค้างของกล้ามเนื้อตา ทำให้การมองเห็นระยะไกลมัวได้
  2. วางจอภาพ(ระดับ ของกึ่งกลางจอภาพนะครับ)ให้ต่ำกว่าระดับสายตา ถ้า case ของคุณเป็น Tower ตั้งจอกับพื้นโต๊ะ หน้าจอตรงๆ หรือก้มนิดหน่อย คุณจะได้ไม่ต้องเงยหน้า อันนี้จะมีผลระยะยาว ถ้าคุณเงยคอนานๆ นอกจากจะเมื่อยคอแล้ว กระดูกต้นคอคุณจะเสียรูปด้วย และไม่ต่ำไปกว่าระดับราวนม ในขณะที่คีย์บอร์ด ควรอยู่ระดับราวนม ถึงระดับเอว
  3. การเลือกสีพื้นหลัง ไม่ค่อยมีผลกับสายตามากครับ แต่ถ้าจะให้แนะนำก็เป็นสีเขียวเข้ม กะสีฟ้า-น้ำเงิน ที่ไม่สดนักครับ ส่วนสีตัวหนังสือควรเป็นสีดำ เพราะมีผลการวิจัยพบว่า การอ่านหนังสือบนกระดาษสีขาว ตัวหนังสือสีดำ อาจจะมีผลทำให้สายตาสั้นได้ ถ้าเป็นไปได้ควรใช้กระดาษสีขาวปนฟ้า หรือ สีฟ้า ตัวหนังสือสีดำ *** ไม่ยืนยันผลการวิจัยนะครับ ***
  4. ปรับจอภาพให้พอดีที่สุด ถ้าคุณใช้งานคนเดียว ปรับให้เนี๊ยบเลย แล้วไม่ต้องปรับอีกตลอดชาติ เช่น แสง (ความสว่าง) สำคัญที่สุด อย่าให้จ้าเกินไป ออกทึบนิดนึงก็ได้ เพราะคุณต้องอยู่กับมันครั้งละนานๆ สี ไม่ต้องให้จัดจ้านเกินไป เอาพอสวย ตัวหนังสือ ไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป เอาให้เราดูแล้วสบายตา (ของเราเอง) ตัวหนังสือใหญ่ ไม่ใช่จะดีเสมอไป บางครั้งดูเหมือนมันตะโกนใส่หน้าเรา หรือเราต้องแหกตาดูมัน จริงมั้ย
  5. Resolution setting ให้เหมาะ ขนาด 800×600 น่าจะกำลังพอดี Refresh Rate ประมาณ 75 Hzขึ้นไป คุณสามารถปรับ Refresh Rate ได้ตามคู่มือของจอครับ ไม่มีผลเสียหายอะไร ถ้าเขาบอกว่าทำได้ก็ทำไปเลยครับ เหตุที่มี Refresh Rate สูงๆ ก็เพื่อลดความพลิ้วของจอ ให้มองจอได้ชัด ๆ น่ะครับ
  6. การเซ็ตความคมชัดและแสงสว่าง ปกติขึ้นกับความพอใจนะครับ แต่หากจะให้สบายตาควรลด Brightness ลงสักหน่อย ส่วน Contrast สามารถเพิ่มได้เต็มครับ ภาพจะคมชัดขึ้น และถนอมจอถนอมสายตาด้วยครับ ควรป้องการไม่ให้เกิดแสงสะท้อนบนหน้าจอ โดยจัดหน้าจอไม่ให้หันเข้าหน้าต่าง
  7. ถ้ารู้สึกง่วง, ล้า หรือปวดตา เมื่อทำงานนานๆ ให้พักเสียบ้างดีที่สุด อย่าหักโหมหรือดันทุรัง สุขภาพก็เสีย งานก็ไม่ได้ ตาก็จะพังด้วย
  8. เมื่อเรานั่งอ่าน หรือนั่งหน้าคอมนานๆ ตาเราจะกระพริบด้วยความถี่น้อยกว่าปกติ (การกระพริบตาปกติ จะประมาณ 1 ครั้งทุก 5 วินาที ซึ่งเป็นการเอาน้ำตามาเคลือบด้านหน้าของกระจกตาดำ ให้คงความชื้นเสมอ และเป็นการล้างเอาสิ่งสกปรกออก) ดังนั้น ในผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น มีต้อเนื้อ ต้อลม หรือเป็นโรคตาแห้ง น้ำตาขาดคุณภาพ ควรจะรักษาให้หาย และใช้คอมพิวเตอร์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น ไม่แนะนำให้ใช้แผ่นกรองแสง เพราะ 1. เสียสตางค์ ซื้อแผ่นกรองแสง 2. เมื่อมีแผ่นกรองแสงมาบัง คุณต้องเร่งแสงและสี สู้กับแผ่นกรองแสง จอภาพจะต้องทำงานหนักขึ้น 3. คุณจะไม่ได้คุณภาพของสีที่แท้จริง …ขอย้ำว่า แผ่นกรองแสงไม่ได้ช่วยคุณได้ ความพอดีของคุณนั่นแหละจะช่วยคุณ
  9. วางแขนให้สบายๆ จัดวางต้นแขน ข้อมือ และมือให้อยู่ในท่าที่สบายๆ เป็นธรรมชาติที่สุด ไม่รู้สึกเกร็งหรือฝืนๆ การพิมพ์ก็ให้กดแป้นพิมพ์อย่างนิ่มนวลไม่ควรกดกระแทกแป้นพิมพ์แรงๆ เพราะเมื่อทำต่อเนื่องไปนานๆ อาจจะทำให้รู้สึกเมื่อยและเจ็บนิ้วเร็วกว่าปรกติก็ได้
  10. ขยับตัว บิดซ้ายบิดขวาบ้าง ให้มีการหยุดพักบ้างเป็นครั้งคราว ขยับแขนขาและลำตัวเพื่อลดความเมื่อยล้าและอาการเกร็งลง หรืออาจจะเปลี่ยนไปทำงานอย่างอื่นบ้างเป็นช่วงๆ
  11. ไม่ควรวางจอภาพและคอมพิวเตอร์ในที่ที่มีแดดส่องถึงโดยตรง หรือแหล่งกำเนิดความร้อนอื่นใด เช่น ฮีตเตอร์,เตาไมโครเวฟ, เตาผิง,เตาแก๊ส,เตารีด
  12. ไม่ควรวางจอภาพและคอมพิวเตอร์ในที่ที่เปียก มีความชื้นสูง หรือมีฝุ่นมาก หรือบนพื้นที่อ่อนนุ่ม ไม่แข็งแรง เช่นบนโซฟา,เตียง ยกเว้นคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คหรือปาล์ม
  13. ไม่ควรวางคอมพิวเตอร์ไว้ใต้แอร์(แอร์อาจมีน้ำหยดได้) หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่สามารถให้กำเนิดสนามแม่เหล็กแรงสูงเช่น พัดลมขนาดใหญ่, มอเตอร์ไฟฟ้า, ตู้เย็น,หม้อแปลงไฟฟ้า,ลำโพงที่ไม่ได้ชีลด์ป้องกันสนามแม่เหล็ก เป็นต้น เพราะอุปกรณ์เหล่านั้นส่งสนามแม่เหล็กไฟฟ้ารบกวนการทำงานของจอภาพ ทำให้จอสั่นได้
  14. ไม่ควรวางสิ่งของต่างๆบนจอภาพ หรือคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะต้นกระบองเพชร เพราะอาจจะเศษดินทรายหรือมีหยดน้ำเข้าไปในจอภาพ หรือคอมพิวเตอร์ได้
  15. การความความสะอาดจอภาพและคอมพิวเตอร์ ควรใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำยาทำความสะอาด หรือ ฟองน้ำชุบน้ำพอเปียกชื้นๆเช็ด ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์หรือน้ำยาที่มีสารแอมโมเนีย เช็ด