อย่ามองคนใช้ Computer Notebook แบบนี้เลย

มันน่าแปลกนะ เดี่ยวนี้ใครๆ ก็มองหา Computer Notebook มาใช้งานกันอย่างถ้วนหน้า แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังคงดูถูก หรือมองคนใช้ Computer Notebook ว่าเป็นพวก Hi-So หรือพวกอวดความรวย และซื้อมาเพื่อความเท่

ผมในฐานะคนใช้คนหนึ่งซึ่งใช้มาแล้ว 2 เครื่อง 2 ยี่ห้อ ในเวลาเกือบ 3 ปี บอกได้เลยว่ามันไม่ใช่อย่างที่หลายๆ คนคิดอย่างผมซื้อเพราะว่าเอามาทำงานซะมาก งานในที่นี้คือการทำงานจริงๆ ได้เม็ดเงิน ได้ผลตอบแทนจริงๆ อีกทั้งสะดวกมากๆ ทั้งเรื่องงาน เรื่องเรียนมากมาย แต่ก็อีกหล่ะ มีหลายๆ คนที่ซื้อมาเพราะโก้ ถือไปมันเท่….. อืมมม น่าคิดนะ

แต่วันนี้ขอบ่นเฉพาะพวกชอบมองว่าคนใช้ Computer Notebook ดีกว่าซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าจะดูถูก หรือมองคนใช้ Computer Notebook อะไรขนาดนั้น คือจริงๆ การใช้นั้นในมุมมองผม มันอยู่ที่งานที่เค้าทำ หรือว่าเค้าใช้งานมากกว่า รวมถึงข้อจำกัดแต่ละคนด้วย

แต่ก่อนจะพูดนั้น ต้องบอกก่อนว่า ไอ้พวกใช้ Computer Notebook แล้วจะเอามาเล่นเกมส์ แนะนำว่าให้ไปซื้อ Computer Desktop ดีกว่า มันได้อะไรมากกว่าในราคาที่เท่ากันมากเลย ซึ่งต้องขอยกตัวอย่างว่า ผมทำงานที่ตึกเรียนเนี่ย แล้วมาทำงานต่อที่หอ หรือผมกลับบ้านที่นครสวรรค์ (ผมเรียน ม.นเรศวร ที่พิษณุโลก) ผมไม่ต้องแบก Computer Desktop กลับไปกลับมาทำไม ผมไปไหนผมก็ทำงานได้ เขียนโปรแกรม อ่าน eBook หรือ เช็คเมลได้ (ตอนนี้มือถือ GPRS เสียเลยไม่ได้ใช้แต่รอซื้อมือถือใหม่ก่อน) ผมมองว่าชี้วิตที่มันได้ทำงานไปด้วย Relax ไปด้วยมันสุดยอดมาก การทำงานไม่ใช่อยู่ที่ห้องทำงาน แต่อยู่ที่ว่าคุณจะทำงานให้ออกมาอย่างไร และใส่ไอเดียในงานได้อย่างไร ให้มันมีประสิทธิภาพได้มากที่สุด ผมชอบสไตร์นี้มากกว่า

ซึ่งคนอื่นๆ อาจจะไม่คิดแบบผม ซึ่งในความคิดผม การมี Computer Notebook มันไม่ได้เท่อะไรเลย แถม…… แบกไปๆ มาๆ หนักอีกต่างหาก อีกอย่างกระเป๋าใบใหม่ของผม Targus Sport Deluxe Computer Backpack ที่สุดแสนจะใหญ่โตเท่าบ้าน(ของหมาตัวเล็กๆ) แต่เต็มไปด้วยความปลอดภัยต่อ Computer Notebook แล้วเนี่ยมันก็คงน่าคุ้มดีอยู่นะ แล้วอีกอย่างคือมันต้องแบกสายไฟ อีกจำนวนหนึ่งไปด้วยเช่น IBM Power Outlet, MS IntelliMouse Optical, Line phone, Line LAN, ฯลฯ อีกเล็กน้อย นี่ยังไม่รวมพวกเอกสารอีกจำนวนหนึ่ง และหนังสือเรียน หรือเอากลับบ้านไปทำงานที่บ้านอีก รวมๆ น้ำหนักกันแล้วก็เกือบๆ 6 – 7 กิโลกรัมที่มันอยู่ที่หลังของเรา

ในกระเป๋า Backpack สุดเท่ (ไปหมด ตรูหนักโว้ยยยยยย) ….. ซึ่งผมว่าผมเดินทางตัวเปล่าๆ เท่กว่าอีกนะผมว่า อีกอย่างคือที่ที่ผมอยู่ หอ นั้หล่ะ ก็ไม่ใหญ่มา โต๊ะหนังสือห้องอะไรมันก็เล็ก มันไม่มีห้องทำงานแบบที่บ้านผม ที่ใส่ Computer Desktop + Printer + Scanner + โต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ซึ่งทั้งหมดมันกินพื้นที่กว่าครึ่งห้องของห้องทำงานไปแล้ว (ผมใช้ห้องทำงานเปลื้องมาก) ……
ซึ่งเครื่อง Computer Desktop ที่อยู่ที่บ้านในตอนนี้กลายเป็นเครื่อง Backup Files ต่างๆ ของ Computer Notebook ของผมไปซะแล้ว และเอาไว้ลองของพวกโปรแกรมใหม่ๆ หรือว่าพวกโปรแกรม demo ต่างๆ เพราะว่าไม่ได้ใช้งานมากไปกว่าเอามาเปิดเพลง หรือไว้ทำระบบ Server ต่างๆกลายเป็นที่ลองวิชาไปซะแล้ว ซึ่งเครื่องตัวนี้คือ P3 667Mhz Ram 512 H/D40GB ก็ไม่ถึงกับเร็วมากในปัจจุบัน แต่ว่ามัน run Windows XP ได้อย่างสบาย ทำงานได้ทุกอย่างที่ควรจะทำได้

ซึ่งผมคิดว่ามันคงรับใช้ผมไปได้อีกนาน สักอีก 2 – 3 ปี เอาไว้ลองเอาไว้เล่น หรือเอาไว้ให้ แม่ ผมหรือน้องผมทำงาน + เล่นเกมส์ ซึ่งในตอนนี้ทำให้ผมทำงานบน Notebook ผมมากกว่าเครื่องทุกเครื่องที่ผมมีมาซะอีก ซึ่ง IBM ThinkPad นั้นไม่เคยงอแง เลย รวมทั้ง การ Support On-Site ของ IBM ที่สุดยอดมาก …… ผมยอมรับเลย และจะขอใช้ยี่ห้อนี้ต่อไปถ้ายังไม่เปลี่ยนการ Support ไปเป็นแบบ Carry-In ซะก่อน อีกทั้งการ Support ด้าน Warranty และการตอบคำถามด้าน Technic ทีดีเยี่ยมขอชมเลย เพราะใช้บริการหลายครั้งทั้ง เรื่องการติดขัดทางด้าน Wireless และ อุปกรณ์ modem เสีย ด้วย

มาเข้าเรื่องต่อดีกว่า คือในความเป็นจริงแล้ว คนที่จะซื้อมาใช้ในปัจจุบันน่าจะแบ่งได้ 3 กลุ่มคือ 1. กลุ่มgเน้นทำงานจริงๆ เป็นหลัก เน้นโดยเฉพาะ อันนี้กลุ่มนนี้มีมานานแล้ว …. และก็ยังคงมีต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่จะมีเงินพอในการเข้าถึงเทคโนโลยีด้านนี้มากกว่า และเข้าใจว่าควรซื้อ หรือไม่ซื้อะไรบ้างในตอนนั้น (วัยทำงานน่ะ ยังไงก็เข้าใจการใช้เงินได้ดีกว่าวัยรุ่นอยางผมหล่ะ) 2. กลุ่มเน้นความบันเทิง อันนี้เป็นกลุ่มใหม่ที่เพิ่งเกิดมาได้สักพักพวกนี้จะเน้นทุกอย่างที่สร้างความบันเทิงได้ คือกลุ่มนี้ไม่ขอวิจารน์มากนะ (เดี่ยวโดนด่าว่าไปยุ่งกับกระเป๋าตังเค้า) เพราะว่ามันเงินเค้า แต่ว่ากลุ่มนี้ส่วนมากจะเป็นพวกเข้าใจผิดว่า notebook คือ desktop แบบพกพาได้ซึ่งในความจริงแล้วมันต่างกัน และมักเข้าใจว่ามัน upgrade กันได้ง่ายๆ ใช้งานไม่ถนอมก็เยอะซึ่งทำให้กลุ่มนี้ใช้งานกันไม่เต็มที่ซะส่วนใหญ่ 3. กลุ่มก่ำกึ่ง คือได้ทำงานและความบันเทิงไปด้วยแต่จะเน้นความบันเทิง (คือพวกค้นหาตัวเองไม่เจอ) กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มาแรง และได้ยอดขายมากที่สุด เพราะอะไรกลุ่มที่ 3 มันถึงได้มาแรง เพราะว่าเป็นเหมือนกันกลุ่มคนที่เข้ามือใหม่อยากได้ Notebook ครับ แต่ไม่ได้ศึกษาว่าจะเอามาทำงาน หรือว่าเพื่อความบันเทิง แต่ส่วนมากแล้วทุกคนก็ทำทั้งสองอย่างอยู่แล้วใน Desktop แต่ว่าทำไมผมแบ่งมันออกมา มันคือเป็นกลุ่มที่เป็นตลาดใหม่เลยก็ว่าได้ เพราะว่าในอดีต คนที่จะซื้อ Notebook มาใช้นั้นต้องเอามาทำงานกันซะมาก เพราะว่าราคาค่าตัวมันแพงกว่าชาวบ้านเค้ามาก คือหลักแสนน่ะครับ และมีเลือกรุ่นได้น้อยด้วย แต่ว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไปมันก็เลยถูกลงจนคนที่ไม่ได้เอาไว้ทำงานจับต้องได้(บ้าง) ทำให้ผู้ผลิตต่าๆง หันมาเอาใจคนกลุ่มนี้มากขึ้น ใส่ spec ให้ดูดี(มีชาติตระกูล) ลงไป แต่ก็มีหลายๆ ยี่ห้อไม่ตามกระแส เพราะว่าต้นทุน Notebook ที่สูง และทำกำไรได้มากด้วย ทำให้จะลงมาสู้ทำไม เพราะว่ามันคืออู่ข้าวอู่น้ำของพวก Brand ต่างๆ มานานมากเพราะว่า Desktop โดนกลุ่มพวกเครื่องประกอบ และพวก LocalBrand ตีหมดแล้ว จริงไหม พวก Brand ดังๆ เลยต้องกลับลำให้ราคาคงตัวจะมีไม่กี่ยี่ห้อที่ลงมาสู้แต่ก็พับเสื่อหนีหรือต้องกลับมาที่เดิมเพราะต้นทุนที่สูงมากเช่นนี้คงได้เจ็งแน่นอน

ซึ่งจากที่ได้กล่าวมาย่อหน้าที่แล้วนะ จะเห็นว่าทำไมถึงสาเหตุที่ว่า วัยรุ่นส่วนใหญ่สมัยนี้ หรือนักศึกษาทั่วไป ซึ่งส่วนมากที่ไม่มีความจำเป็นในการซื้อใช้มากนัก และก็อีกส่วนที่ควรจะซื้อมาใช้แต่ดันไม่ซื้อ (เอากับมันดิ) ถึงได้ซื้อหามาใช้กันเพื่อนอวด หรือโชว์สาว (เรื่องจริงเจอมากับตัว 555 ) ตัดสินใจซื้อ Notebook มาเพื่อนสนองความต้องการ ต่างๆ ที่ได้กล่าวมาหลายๆ ข้อก่อนหน้านี้กันมากขึ้น ทั้งๆ ที่ไม่ได้ศึกษาก่อนว่ามันมี ข้อดี ข้อเสียอย่างไร ทำให้เกิดปรากฎการณ์ด้านการขายออกเป็นของมือสองออกมามากมายในระยะหนึ่งที่ผ่านมา คือกลายเป็นว่าคนซื้อด่าคนขายว่า “หลอกขายของ” คนขายก็ปวดหัวคิดในใจประมาณว่า “ไม่ศึกษาก่อนซื้อฟร่ะ” กลายเป็นผลเสียต่อทั้งสองฝ่าย คนขายก็เสียชื้อ คนซื้อก็เสียเงิน (+ อารมณ์) แถมเสียดุลการค้าด้วย (เอาเข้าไปตรู) …..

ซึ่งหลายๆ คนก็รอให้เทคโนโลยีด้าน Notebook ใหม่ๆ มาก่อน ซึ่งมันก็มีของใหม่มาเรื่อยๆ ไม่ว่าคุณจะซื้อ Desktop หรือ Notebook พวกนี้มันคือสินค้าเทคโนโลยีครับ สักวันคุณก็ต้องเปลี่ยนใหม่ ไม่ต้องรอมันหรอก พวก เทคโนโลยีใหม่ๆ น่ะ ถ้าจำเป็นก็ซื้อเหอะ มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะรอหรอกครับ แต่ว่าซื้อไม่ต้อง Over มาก เอาที่คิดว่าคุ้มค่ากับการใช้งาน พอสมควรก็พอ ไม่ต้องบ้าตามมันมาก เพราะว่ามันเปลี่ยนรุ่นเปลี่ยนเทคโนโลยีกันทุก ครึ่งปีอยู่แล้ว คือตอนนี้ซื้อมาไม่ต้องหวัง Upgrade กันหล่ะ เพราะว่าไม่คุ้มกันอยู่แล้วในตอนนี้ (ก็คุณท่านเล่นเปลี่ยนรูปแบบระบบซะทุกปี ใครจะไปนั่งตามหล่ะครับ)

สุดท้าย บ่นมาก็มาก อยากให้มองว่าคนซื้อ Notebook บางส่วนซื้อมาสนองความต้องการด้านการใช้งาน เรื่องการทำงานซะมากกว่าด้านความบันเทิงครับ ซึ่งที่ซื้อมากกว่า 70% นั้นเอามาทำงาน หรือเรียน (เอามาเรียนจริงๆนะ) แน่นอน และก็มีส่วนหนึ่งที่เอามาทำเท่ (เดี่ยวจะรู้ว่านรกมีจริงถ้ามันหมดประกัน หรือทำพัง 555) แต่มีส่วนน้อยที่เอามาทำเท่อวดสาว ….. อย่ามองคนใช้ Notebook แบบนั้นเลย ……

 

อยากจะเขียนโปรแกรม ควรจะศึกษาโปรแกรมอะไรก่อน ?

คำถาม … อยากจะเขียนโปรแกรม ควรจะศึกษาโปรแกรมอะไรก่อนครับ
ไม่รู้จะไปปรึกษาใครแล้วนะครับ พอดีอยากจะเรียนเขียนโปรแกรม แต่เห็นมีโปรแกรมเยอะมากๆเลย ไม่รู้ว่าโปรแกรมอะไรทำหน้าที่อะไรบ้าง

พี่ๆที่พอจะช่วยผมได้ ช่วยผมทีนะครับ อยากจะศึกษา แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี

ขอบพระคุณมากครับ

ขอบคุณจากใจจริงครับ

จากคุณ : NismoO -[ 22 พ.ย. 47 – 01:25:56 ]

กระทู้จาก Pantip.com ครับ http://www.pantip.com/tech/coffee/topic/JX1662452/JX1662452.html

พอดีว่า พี่เดฟ (ithilien_rp) มาตอบให้ …. เลือกภาษาซักตัว อะไรก็ได้ แล้วก็หา compiler ของภาษานั้นๆ แล้วก็มาหัดเขียนโปรแกรมง่ายๆ พวกรับ input แสดง output คิดเลขง่ายๆ แล้วก็หัดใช้พวก loop

compiler หลายตัวก็ฟรี หลายตัวก็เป็น commercial … แต่ว่าตอนแรกอยากให้หัดกับพวก free compiler ก่อน อันนี้ก็แล้วแต่ภาษาน่ะแหละ ว่าจะหาได้ยากง่ายแค่ไหน เช่น Java กับ .NET สามารถที่จะหา compiler ฟรีได้เลยจาก Sun กับ Microsoft โดยตรง ส่วนภาษาที่มีมาตรฐานกลาง เช่นพวก C/C++ ก็ต้องหา compiler เอา จริงๆ ใช้ MinGW ก็ไม่เลวหรอก หรือว่าจะใช้ Borland C++ command line edition ก็ได้

ไม่อยากให้ไปบ้าตามกระแสบางอย่าง ที่ต้องเล่น professional tools พวก visual studio.net enterprise ตั้งแต่ยังทำอะไรไม่เป็น ….

ค่อนข้าง ok มากสำหรับคนทีี่เพิ่งจะเริ่มทำหรือศึกษาด้านการเขียนโปรแกรมครับ

อีกคำถามนึงจาก ThaiDev.com ครับ http://www.thaidev.com/board-c/view.php?1068

คำถาม … ความสามารถของ C “ตอนนี้ผมสามารถเขียน C ได้แต่ก็แค่ใช้แก้บัญหาคณิตศาสตร์เท่านั้นอยากทราบความสามารถอืนและแหล่งรวบรวมความรู้ดังกล่าว”

ตอบ …
1) ตอบแบบวิชาการหน่อยๆ ก็ programming language ไม่ว่าจะภาษาไหน .. ก็ถือว่าเป็น universal turing machine (UTM) ทั้งหมด และด้วยความเป็น UTM ทำให้มันมีความสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ที่ UTM ตัวอื่นทำได้ และสามารถ emulate การทำงานของ UTM ตัวอื่นได้หมด และเนื่องจากคอมพิวเตอร์แบบที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้มันก็เป็น UTM ดังนั้นการทำงานทุกอย่างของ computer ตลอดจนโปรแกรมทุกลักษณะ ก็สามารถใช้ภาษา C เขียนได้หมด

2) ตอบแบบสั้นๆ ง่ายๆ ก็ จะเขียนอะไรก็ได้หมดน่ะแหละ ที่คุณเคยเห็นบนคอมพิวเตอร์น่ะ (ไม่ว่าจะเป็นกราฟฟิค เสียง ฯลฯ หรือว่าระบบอะไรก็ช่าง .. เขียน OS ยังได้เลย)

ดังนั้น…… ก็แล้วแต่ว่าคุณจะออกแบบโปรแกรมถูกหรือเปล่า จะใช้ data structures กับ algorithm เหมาะสมมั้ย และจะใช้ library อะไร (หรือว่าจะเขียน library ใหม่เอง) เช่นถ้าจะเขียนโปรแกรมเกี่ยวกับทางกราฟฟิคก็อาจจะใช้ OpenGL อะไรประมาณนั้น เป็นต้น

จากคุณ rp@jp เมื่อ 11:22am (20/11/2004)

ทุกๆ คำถามมีคำตอบครับ วันนี้ผมรวบรวม คำถาม และคำตอบมาให้้อ่านกันเดี่ยวจะหายไปครับ หวังว่าคงมีประโยชน์กันนะครับ

 

ขอบ่น 1 – “เฮ้ย ทำไมไม่หากันเองก่อนฟร่ะ และหายนะที่จะตามมา”

เดี่ยวนี้เริ่มมีเพื่อนๆ น้องๆ เริ่มขอโน้นขอนี่ทาง IM มากขึ้นไอ้เราก็ไม่มีเวลา แต่เออ ช่วยๆ กันก็ได้เลยหาให้ แต่จนแล้วจนรอดเวลาเราไม่ว่างก็ดันมาถาม โทรหามั้งหล่ะ ทำอย่างกับเราเป็น Technician Support อย่างงั้นหล่ะ ไอ้ช่วยอ่ะช่วยได้ แต่นี่เล่นแม่งเช้าสายบ่ายเย็นก็ไม่ไหวนา …..

หากันเองก่อนได้ไหม Google, Yahoo หรือแม้ต่ MSN Search ใช้หากันก่อนถ้ามันไม่ได้แล้ว ค่อยว่ากันอีกที

ทุกวันนี้มันทำไมเป็นกันแบบนี้ผมก็ไม่เข้าใจว่าที่เค้าเล่นอินเตอร์เน็ตกันเนี่ย เค้าไม่ได้ศึกษาหลักการใช้งาน Search Engine กันเลยหรือไง ถึงได้ใช้กันไม่เป็น

ภาษาก็เหมือนกัน ใช้กันหน่อย ศึกษากันมาตั้งแต่ ป.1 เนี่ยจะม.6 หรือ ม.3 บางคนจะจบ ป.ตรี ยังขี้คร้านจะอ่านมันอีก

ผมเป็นเทวดาหรือไง ถึงให้แปลให้เนี่ย แค่พออ่านออก จับใจความได้ ไม่ได้ถึงขนาดแปลได้เล่าได้เหมือนเจ้าของภาษานะ

เฮ้อ ….. เซง จริงๆ มันเกิดจากอะไรผมไม่แน่ใจนะนิสัย ป้อนเอาๆๆ

แต่สังเกตไหมหล่ะว่า นักเรียนไทย หรือแม้แต่ประชาชน ไทยของเราเข้าร้านหนังสือเป็นอัตราส่วนที่ยังคงน้อยอยู่ ที่อ่านกันจริงจะเป็นหนังสือแนวแฟชั่น มากกว่าส่วนพวกสาระความรู้แบบเต็มๆ ทั้งเล่มแทบจะหาได้ลำบากมาก ส่วนใหญ่จะเอาไปลงแทรกๆ ซะมากแต่ว่าหาคนอ่านได้น้อย เพราะว่ามันไม่น่าสนใจกว่าดาราคนที่เราชื่อชอบเท่าไหร่น่ะซิ

สังคมเรานี่แปลกนะ รายการ Reality Show ตอนนี้ก็ปา ไปหลายรายการแล้วแถมพวกประกวดทางความสวยความงาน ใครได้ก็ดังกันใหญ่ แต่ทีพวกความรู้ โอลิมปิก หรือแข่งขันงานด้านวิชาการต่างๆ เงียบเป็นป่าช้า

“เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษา งานวิชาการ และความรู้มากเท่ากับสิ่งที่เป็นมายา สังคมเราอ่อนแอลงเพราะภาพมายาที่คนเหล่านั้นสร้างขึ้น มันกำลังบ่อนทำลายสังคมนี้อย่างช้าๆ และกำลังเห็นผลในเร็ววัน”

มันเลยทำให้เราถูกยัดเยียดความสบายจากสิ่งที่ได้มาง่ายๆ ทั้งการประกวดที่ไปยืดๆ แสดงความสามารถปัญญาอ่อน (บางคน) หรือไปเดินส่ายๆ ร้างเพลงปาวๆๆ แล้วก็ได้รางวัลมา นี่หรือสิ่งที่เรียกว่าสังคมที่จะเป็นสังคมอุดมปัญญา(อ่อนนะซิ)

แต่ผมรู้สึกดีนะในบางแง่ บางช่องรายการทีวีของเรา ยังมีรายการดีๆ ให้ดูบาง ถึงแม้มันจะน้อยก็เถอะ มันก็ยังทำให้เราเพิ่มรอยหยักสมองได้มากกว่าที่ควรเป็น

ถึงแม้ผมจะได้ดูพวก UBC Excite หรือแม้แต่ Discovery ซึ่งมันได้ความรู้อย่างมาก แต่ผมกลับสงสารคนที่ไม่ได้ดู เค้ามีทางเลือกอะไรไหมในการได้ความรู้ต่างๆ มามันน่าแปลกที่เรายัดเยียดภาพมายา แต่ไม่เห็นมีใครยัดเยียดความรู้ให้มั่งเลย

ภาพมายาเหล่านั้น ทำให้เราอยากสบายอย่างนั้นบ้าง วันๆ ไม่ต้องทำอะไร เอาแต่หาคนรัก เอาแต่แก้แค้น หรือแม้แต่ทำงานสบายๆ ซึ่งชีวิตจริงๆ มันมีหรือเปล่าหล่ะ

คนไทยเราเลยได้ภาพว่า เฮ้ย จบไปทำงานแล้วสบาย ไม่ต้องคิดเอง มีหนังหรือละครสักเรื่องไหมหล่ะครับ ที่เป็นแนวสาระ หรือบ่งบอกความเป็นคนให้ความรู้แนวต่างๆ ผมว่ามีอยู่ไม่ถึง 10% และส่วนมากจะอยู่ได้ไม่นาน เพราะไปเหยียบหางพวกใหญ่ๆ โตๆ ก็มี

เวรกรรมจริงๆ ส่งที่อยู่ในย่อหน้าที่แล้ว ทำให้เราไม่หาอะไรเอง เพราะ “หวัง” ว่าจะมีคนเอาสิ่งเหล่านั้นมาให้ ทั้งๆ ที่ชีวิตจริงมันไม่มีหรอก จะบ้าเหรอ ถ้ามันมีและเจอกันทุกคน คงไม่มีคนจนหรอกครับ เราไม่ยอมรับความจริงในเรื่องนี้กันหรือย่างไร ทำไมถึงได้เป็นกันแบบนี้

“เราเป็นแต่ผู้รับแต่ไมได้เป็นผุ้ให้ หรือให้มากไป จนคนรับคิดว่าไม่ต้องหาเองก็ได้ มีคนให้อยู่แล้ว “

มันเลยทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ว่า เราไม่ต้องทำอะไรนอกจากนอนรอ ความรู้ที่มันวิ่งชนเรา มีคุณครูสอน มีอาจารย์สอน สิ่งที่เค้าไม่สอน คือสิ่งที่ไม่ออก หรือสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ทั้งๆ ที่บางครั้งมันมีประโยชน์มากในอนาคต

ตอนนี้ผมเริ่มทำใจกับเรื่องนี้แล้ว บางครั้งเพื่อนผมส่งเมลมา มักจะส่ง links กลับไปหาเองซะมาก อ่านเอง เพราะว่ามันจะมีประโยชน์อะไรถ้าไม่มีใครคิดอะไรเอง แล้วต่อไปประเทศไทยจะแย่ เพราะว่าไม่มีคนคิดเป็น มีแต่คนใช้งาน เราจะล่มสลายแน่ในตอนนั้น เพราะว่านวัตกรรมใหม่ไม่เกิด เงินตราต่างประเทศ จะไหลออกไปเรื่อยๆ จนหมด

แล้ววิกฤตเศรษฐกิจ จะกลับมาเยือนเราอีกครั้งแน่นอนในตอนนั้น เพราะเราใช้แต่ของนอก และเงินตราสำรองที่เป็นเงินดอลล่าหมดประเทศ ….

ผมหวังว่ามันจะไม่เป็นแบบนั้นในช่วงชีวิตผมอีก ……

 

Firefox จิ้งจอกไฟ ผยองเดช ท้าชน IE หมัดดาวเหนือ …..

มันจะอะไรกันหนักหน่า โลกนี้มันจะหาความสงบไม่มีกันเลยเหรอ ……… อย่างวันนี้ข่าวเรื่องเด็กตกรถเมล์ อีกแล้ว ทำไมช่างเป็นสิ่งที่หดหู่เช่นนี้

เราฝากอะไรไว้กับสังคม หรือผู้ให้บริการทัั้งภาครัฐบาล และเอกชนบ้าง ซึ่งทั้งๆ ที่มันน่าจะเป็นบริการที่ดีเยี่ยม แต่กลับได้ผลกลับมาตรงกันข้ามแบบสุดขั่ว ……

แต่เอาเหอะ เข้าเรื่องของเราดีกว่า ตอนนี้ผมเริ่มปลงๆ กับสิ่งเหล่านี้แล้ว หล่ะ



เมื่อวันที่ 9 ที่ผ่านมาเราได้ต้อนรับ Web Browser “Firefox” ที่ได้ออก Version 1.0 สักทีหลังจากใช้ รุ่นที่ไม่เต็มบาทด้านตัวเลข แต่ประสิทธิภาพ เซงหน้าไอ้พวกเกินบาทอย่าง IE ไปหลายขุม ……. ทั้งด้าน Stable หรือ Security
โอ้วววววววว มันเป็นสวรรค์สำหรับคนใช้งานจริงๆ …….

ส่วนแบ่งของ Web Browser “Firefox” บนโลกจะอยู่ที่ 6% ก็ตาม แต่ทุกอย่างกำลังไปได้สวย ……

จน Microsoft ต้องออกมากล่าวตอบโต้ที่ Security Roundtable Discussion ที่ Sydney เมื่อพฤหัสที่ผ่านมาก Ben English ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่าย Security and Management Product ของ Microsoft กล่าวว่าใน “rigorous code reviews” และบอกว่า Browser ทุกๆ ตัวก็มีความปลอดภัยพอๆ กัน หรือไม่ได้น้้อยหน้าใครเลย

“Because IE is ubiquitous, you hear a lot more about it, but I don’t think that Internet Explorer is any less secure than any other browser out there,” นาย English กล่าว

โอ้ววววว พระเจ้าจอร์จ ……..

ท่านช่างกล่าวได้ เบี้ยงเบนเกินไปหรือไม่ และยังตามด้วยนาย Steve Vamos ตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ Microsoft สาขา Australia ว่า “เข้าไม่เชื่อว่าส่วนแบ่งทางการตลาดของ IE จะถูก Firefox แย่งไปจาก IE ดั่งที่ Mozilla Foundation ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ Firefox browser”

“Steve Vamos, Microsoft Australia’s managing director, agreed, saying he does not believe IE’s market share is under attack following the recent high-profile debut of the Mozilla Foundation’s Firefox browser”

ซึ่งก็อย่างที่บอกหล่ะครับ ตอนนี้ IE โดนโจมตีมากมาย จากเหล่า Hacker, Spyware , Virus และอีกหลากหลายรูปแบบ

ช่างน่าเศร้าหนักที่คนใช้อินเตอร์เน็ตบ้านเราก็ยังใช้ IE อยู่เพราะว่ามันสะดวกกว่า ทำงานได้ง่ายกว่า (อันนี้ไม่แน่) และมันติดมากับ Windows มันเลยได้ส่วนแบ่งไปจาก Browser อื่นๆ ได้ง่ายดาย

ผมว่า เราน่าจะเอาอะไรจากการแข่งขันพวกนี้มาใช้ให้มาก เราทุนคนใช้สิ่งง่ายๆ กันเคยตัว คิดเองกันไม่เป็น ลำบากหน่อย ผมว่าชีวิตมันน่าจะดีขึ้นมากนะ …….

อยากให้ลอง Firefox แล้วจะรู้ถึงสิ่งที่เรียกว่า “ความปลอดภัย” มันเป็นแบบไหน ……

เดี่ยวมาบ่นต่อแล้วกันไม่ไหวแล้วนอนก่อนดีกว่า ………

ref : Microsoft says Firefox not a threat to IE

 

อนาคตเราใครกำหนด (2)

“มันน่าจะเป็นสภาวะก้ำกึ่งนะ เช่น เราอาจจะดับดวงอาทิตย์ได้ อาจจะมีชีวิตอยู่ไปจน
จักรวาลสิ้นสุดได้ แต่เราก็จะมีมวลไม่พอจะล้มล้าง sigularity หรือ เราคงหยุดการ
สิ้นสุดของจักรวาลไม่ได้ เพราะชีวิตก็มีกรอบของมัน หรืออย่างน้อยมันก็ไม่ใช่คำตอบ
สำหรับชีวิตทุกชีวิต ดังนั้นส่วนตัวคิดว่า การกำหนดบทบาทตัวเอง เป็นสภาวะขับเคี่ยว
(dual state nature) ของ self (อัตตา) กับ universe (ปรมัตตา,อนัตตา)
จริงๆคิดว่า อะไรที่ทำแล้วมีความสุขความสงบก็น่าจะเป็นทางออกของชีวิต แต่ปัญหาคือ
ไอ้พวกที่มันไม่คิดอย่างนี้มันมักจะมายุ่มย่ามกับชีวิตเราและทำให้ชีวิตเราไม่มีความสุข :)

จาก ที่ได้อ่านไปแล้วในตอนแรกนะครับ ก็อย่างที่ว่าไปแล้ว เราคนไทยมอง และกำหนดคนอื่นมากเกินไปหรือเปล่า เค้าเป็นเรา หรือเราเป็นเค้า หรืออย่างไร จริงๆ

ผมว่าไม่ควรกำหนดว่าใครต้องทำอะไรเพื่อใคร ถ้าเค้าไม่เต็มใจทำ แต่ที่แย่กว่าคือ เมื่อเค้าทำตามอย่างที่เราต้องการแล้ว ! ดันไปบอกว่ามันยังไม่ดี หรือยังดีไม่พอ มันดูเป็นการตั้งความหวังในตัวเค้ามากเข้าไปอีก เออ มันกลายเป็นการบันทอน ศักยภาพในการดำเนินชีวิต และการทำงานรวมถึงกำลังใจ เข้าไปอีก

แต่เหตุและปัจจัยที่ผมได้กล่าวไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้มากนัก แต่อยู่ที่ค่านิยมครับ

สังคมเราเปลี่ยนไปหรือเปล่า ?

เปล่าเลย มันเป็นมาแต่เริ่มมีระบบการเรียนการสอนในประเทศไทยแล้ว หล่ะ

เราคาดหวังกับการเรียนว่าออกมาต้อง “เข้าไปรับราชการ” กันมากเกินไป เราไม่ได้มองถึงส่วนที่ ประเทศที่พัฒนาแล้วมองว่า “จบออกมาต้องเป็นหัวหน้า หรือผู้สร้าง ในอีกนัยความหมายนึงคือเจ้าของกิจการ รวมถึง สร้างสรรค์งานต่างๆ ออกมา”

รวมถูกสอนให้ “ตาม หรือลอก” มากกว่า “คิด และสร้าง”

ช่างน่าภูมิใจที่เราเป็นนักลอกเลียนที่เก่ง แต่เรากลับสร้างได้น้อยมาก …..

ปัญหาคือ !!!

เราไม่มี R&D รองรับมากเท่ากับคนจบ หรือคนเก่งๆ

คำตอบคือ !!!

มันทำให้เกิดปัญหาคนเรียนเปลี่ยนสายการเรียน เพราะ “เรียนไปแล้ว ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรได้มากเท่าที่เห็น” หรือ “มองที่ด้านหลังของคำถามมากกว่า ด้านหน้าของคำตอบที่ออกมา”

ก็อย่างที่บอกในตอนที่แล้วว่า “มองผล ก่อนเหตุ” มอง “ตัวงานที่จะทำ มองค่าตอบแทน ค่านิยม หรือความเท่ห์ ก่อนความพอใจ หรือความสนใจ ของเรา”

แล้วจะไปรอดหรือ ……. ?

คนมันไม่มีใจเรียน มองแต่การตอบแทนในอนาคต คือบางคนมองด้านเดียว บางคนยังไม่รู้ว่าตัวเองจะเรียนไปทำไม หรือเอาไปทำอะไร

ตีโจทย์ในการค้นหาตัวเองไม่ออก ก็เหมือนกับ คนเดินป่าไม่รู้ทิศทาง

ชีวิตมันไม่ง่ายเหมือนกับ จีบสาว หรือชงเหล้า ….

ถ้ามันง่ายขนาดนั้น ป่านนี้คงไม่มีคนจนหรอก ….. ซึ่งเรามองแต่ด้านนอก เรามองที่มายา เราโดนการตลาดของ สื่อยัด เขาขยะเข้าหัว ขยะโฆษณาที่พร้อมจะทำให้เราตกเป็นทาสของมันได้ไม่ยาก

ใครเป็นคนกำหนดว่า เราต้องใช้ หรือไม่ใช่สินค้านั้นๆ นอกจากตัวเราเอง แล้วทำไมเราต้องไปตาม มันด้วย

อีกอย่างที่ตอนนี้เราตกเป็นทาส “เทคโนโลยี” มากมายเกินไป …. แถม ไม่ยอมรับในสิ่งที่คนไทยด้วยกันเองผลิต แต่กลับไปชื่นชม สินค้าต่างประเทศ มากกว่า

เพราะเราไม่เคยมองว่ามันดี ทั้งๆ ที่ของที่เราผลิต ต่างประเทศยอมรับมากมาย ขึ้นชื่อว่าสินค้า เกรด A ด้วยซ้ำไป

เรากำลังดูถูกตัวเอง ดูถูกคนในชาติกันเอง มันเลยย้อนกลับมาคนคนรุ่นใหม่ และทัศนคติใหม่ๆ ว่า …

“คุณต้องออกมาทำงาน ไม่ต้องคิดเองหรอก เอาความรู้ที่ได้มา เอามาทำยังไงให้มันขายได้เป็นพอ ส่วนเรื่องอื่น นายจ้างจัดการเอง”

เวรกรรม กลายเป็นว่าเราเป็นเครื่องจักรไปซะแล้ว

เอ้า !!! กลับมาที่เรื่องเราต่อ เท้าความมากเกินไปเดี่ยวออกทะเลอีก ……..

เราจะเห็นได้ว่าสังคมเรานั้นชอบกำหนดตัวบุคคล ทุกๆ คนว่าต้องไปตามนี้มากกว่า จะถามเค้าว่าอยากไปทางไหน เรากำหนดโดยยึดตัวเราว่า เราทำได้ เค้าต้องทำได้ ….

อีกปัญหาหนึ่งที่เห็นชัด …… และชัดมากคือ มาตรฐานการเรียนการสอน การออกข้อสอบ …

เราสอนให้ทำ ให้ท่อง แต่ไม่ได้สอนให้ “เข้าใจ” ทำให้เราเรียนขั้นสูงแล้วหัวไม่ดี หางก็เสีย สรุป ตายน้ำตื่น ……

ตัวอย่างง่ายๆ คือ พีรามิด …… หรือรากของต้นไม้ …. มันต้องเริ่มจากฐานที่แน่นหรือใหญ่ หรือรากต้นไม้ที่ฝั่งลึกลงไปไปในดิน

แต่เรากลับไปเอาแต่กิ่งได้ ก้าน หรือลำต้น กันก่อน ……

อย่างใกล้ตัวที่สุด เรื่องการเรียนคอมฯ ถ้าไม่เข้าใจหลักการทำงานของคอมฯ คือ Computer Architecture หรือ Computation Theory แล้ว เราจะมองอะไรได้น้อย และเข้าใจมันลำบาก หรืออาจจะแค่ท่องๆ มันเท่านั้น ให้ผ่านๆ ไป แล้วก็สอบ

แล้วอย่างนี้ พอไปเจอตัวต่อไป ก็หน้าหงายครับ เพราะว่ามันใช้พื้นเดิมมาช่วยกัน ปัญหานี้เจอมากับตัวเลยต้องไปนั่งอ่านใหม่อีกรอบ มันถึงจะไม่งง ถึงได้เข้าใจเลยว่าพื้นไม่ดี ก็จบกัน …..

นั้นก็เหมือนกับที่ผมเขียนมายืดยาวครับว่า

“ถ้าไม่รู้จักตัวเอง, ไม่มีจุดยืดที่แน่นอน และสร้างสรรค์ ก็หาทางไปไม่เจอ เราก็จะโดนคนอื่น(สังคม) กระทำอย่างที่เค้าต้องการ รวมถึงค่านิยม และสื่อโฆษณาที่ประดังเข้ามา โดยเฉพาะสังคมที่พร้อมจะเหยียบคุณเมื่อคุณแพ้ได้เสมอ ซึ่งถ้าคุณไม่มีความสุขกับสิ่งที่ทำ แล้วก็ยากที่จะลุกขึ้นมาแก้ไข หรือสร้างใหม่ได้ คนรุ่นใหม่ มักจะกลบความอ่อนแอด้วยการแสดงออกไหนหลายรูป ทั้งดี และไม่ดี ความอ่อนแอเหล่านี้ถ้าเราสร้างมันเป็นจุดด้อย มันจะกัดกินเรา แต่ถ้าเราสร้างมันให้กลายเป็นปมเขื่องใจ บอกให้สู้กับมัน น่าจะดีกว่ามันนั่งกลบมันไว้”

(ปมเขื่อง ตรงข้ามกับปมด้อย)

อยากให้คนที่ได้ blog เข้าใจว่า เราควรทำยังไงกับชีวิต มากกว่าที่จะไหลไปตามกระแสสังคม มันอาจจะเหนื่อยหน่อย แต่ว่ามันดีกว่าเราไหลไปแล้ว หาจุดยืนไม่เจอ ……

“คนเราล้มแล้วลุกยืนที่มั่นคงเดินไปในสิ่งที่ต้องการ ดีกว่ายืนแล้วเหมือนคนเมาใครจูงไปไหนก็ไป”