ทำไมตอนนี้ Hard Drive ถึงมีพื้นที่ขายกันจำกัดแค่ 2TB

เป็นปัญหาที่หลายๆ คนคงนั่งงงว่า แค่เรื่อง RAM ใส่ลงไป 4GB ก็ดันใช้ได้แค่ 3-3.5GB ซึ่งประเด็นมันอยู่ที่ 32-bit OS มาคราวนี้ก็เอาอีก ไอ้เจ้า 32-bit OS เจ้าปัญหาที่ยังครองโลกอยู่นั้นดันมีปัญหากับขนาดพื้นที่ของสื่อเก็บข้อมูลอย่าง Hard Drive (ต่อไปเรียก HDD) เสียด้วย เพราะความต้องการของมนุษย์มันไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อก่อน 1TB เป็นสิ่งที่ทุกคนบอกว่าใช้ยังไงก็ไม่หมด แต่ในวันนี้สื่อต่างๆ วิ่งนำข้อมูลระดับ HD ที่ระดับ HD ปรกติและ Full HD และในอนาคตคงเจอ Super HD ทำให้สื่อที่ใช้ในการเก็บข้อมูลมันก็ใช้เยอะขึ้นเยอะขึ้นไปเรื่อยๆ มาวันนี้ 1TB ก็ชักจะไม่พอ 2TB ก็ดูจะเริ่มล้น แล้วมากกว่านั้นหล่ะ!!!

ตอนนี้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราๆ ใช้งานกันนั้นส่วนมากก็จะใช้ 32-bit OS อย่างเช่น Microsoft Windows XP, Microsoft Windows Vista และ Microsoft Windows 7 ซึ่งส่วนใหญ่ก็ขายกัน 32-bit กันเป็นส่วนใหญ่ ปัญหาตอนนี้ที่เราเจอก็ข้อจำกัดของการใช้พื้นที่บน RAM ก็ยังรู้กันไม่ทั่ว ตอนนี้ก็เกิดข้อจำกัดในเรื่องของขนาดของพื้นที่ HDD เข้าไปอีก ตอนนี้ HDD ที่ขายก็เลยตันกันที่ 2TB เพราะตลาดส่วนใหญ่ซื้อไปใช้ก็ใช้กับ 32-bit OS กันเสียส่วนใหญ่ ทั้งๆ ที่ตอนนี้คนส่วนใหญ่ก็อยากจะใช้งานมากกว่า  2TB ต่อ HDD 1 ตัว บน 32-bit OS แต่กลับทำไม่ได้!!!

เหตุผลเพราะ Logical Block Addressing ใน MBR partition table ของ HDD ใน 1 ตัว ถ้ามีจำนวน sectors สำหรับใช้อ้างอิงข้อมูลมากกว่า 4,294,967,296 sectors จะทำให้ 32-bit OS มองเห็นไม่ครบหรือเกิดการทำงานที่ผิดพลาด เป็นปัญหาเดียวกับ RAM เลยครับ ปัญหาของ RAM คือ 32-bit OS มองเห็น Memory Addrees ได้แค่ 4,294,967,296 bytes (2 ยกกำลัง 32) เช่นกัน จาก entry เก่าที่ แถลงไข CPU 64-bit แต่โชคยังดีหน่อยที่ 1 sectors ของ HDD โดยค่ามาตรฐานเท่ากับ 512 bytes ทำให้ต่อ 1 HDD ก็จะมองเห็นข้อมูลบน HDD ได้จำนวนข้อมูลคือ 4,294,967,296 sectors x 512 bytes = 2TB นั้นเอง

จริงๆ ปัญหามันยังไม่หมด เพราะใน HDD ความจุสูงเหล่านั้นยังอาจมีปัญหาการบูตกับ BIOS เก่าๆ ที่ทำให้ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วย!!!

สรุปง่ายๆ คือ
ข้อจำกัดของ 32-bit OS ใน RAM และ HDD
RAM = 4,294,967,296 bytes = ~4GB
HDD = 4,294,967,296 sectors x 512 bytes = ~2TB

แต่ 1 sectors อยากจะปรับเป็น 4Kbytes ก็ได้นะครับ เค้าเรียกว่าทำ Long LBA นั้นเอง เพื่อให้รองรับ 16TB แต่ไม่ใช่ทุกๆ OS จะรองรับ แน่นอนว่า Windows XP ใช้ไม่ได้!!! และทำงานช้ากว่าเดิม -_-‘ และมีความเสี่ยงสูงที่ทำให้ข้อมูลเสียหายมากขึ้นไปอีกจากกรณี bad sector ถ้าอยากใช้ HDD ต่อ 1 ตัวมีขนาดมากกว่า 2TB ก็รอให้ 64-bit OS มันมีส่วนแบ่งทางการตลาดเยอะๆ ก็คงได้เห็นกันเองครับ ตอนนี้ก็มี 3TB ขายนะครับ แต่ราคาก็ยังแพงอยู่และมีคำเตือนไว้ว่าใช้ได้กับ 64-bit OS เท่านั้นครับ

 

ประสบการณ์ในการใช้ dtac aircard flip 158

ผมได้รับแอร์การ์ดได้สัก 2 อาทิตย์แล้วครับ และได้ทดสอบลองใช้งานจริง มาได้ประมาณอาทิตย์กว่าๆ ในลักษณะการใช้งานในชีวิตประจำวัน เมื่อเทียบกับ dtac aircard ตัวเก่า (รุ่นเก่าผมได้จากตอน dtac 3G ครับ) โดยการทดสอบนี้ผมทดสอบบนระบบ 3G ทั้งสองรุ่นเลย ส่วน EDGE นั้นผมทดสอบบน dtac aircard flip 158 เท่านั้น เพราะตัวแอร์การ์ด dtac 3G มันล็อคให้ใช้แต่ sim 3G เท่านั้น

โดยในรุ่นใหม่นี้ dtac ชูจุดเด่นที่ เสาอากาศของการ์ดแบบ RX Diversity ซึ่งมีลักษณะเป็นตัวช่วยเสาอากาศหลักของตัวการ์ด (Main Antenna) ลักษณะการทำงานคือ เมื่อ Main Antenna รับสัญญาณได้น้อยลง Rx Diversity Antenna จะทำงาน และรับสัญญาณใน radiation patterns ที่แตกต่างกัน เพื่อให้สามารถรับสัญญาณได้ชัดเจนมากขึ้น หรือเรียกว่ามีเสาอากาศสำหรับรับสัญญาณอยู่ 2 ตัวในการ์ดเดียวนั้นเอง

จากความรู้สึกในการใช้งานในพื้นที่เดียวกัน โดยเปรียบเทียบแล้วพบว่าในพื้นที่ที่มีสัญญาณอ่อนนั้นตัว flip 158 รับสัญญาณได้ดีขึ้นอยู่พอสมควร ซึ่งผมไม่ได้ใช้เครื่องมือวัดใดๆ ครับสังเกตจากกราฟรับสัญญาณเท่านั้นที่แตกต่างกันประมาณ 1-2 ระดับ) จาซอฟต์แวร์ dtac aircard ตัวเดียวกัน

ส่วนในเรื่องของความเร็ว Internet นั้นก็แตกต่างกันไม่มากนัก เพราะในเรื่องของ Wireless Connection นั้นความเร็วมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ signal ที่ส่งมาที่ตัว aircard เป็นหลักซึ่งถ้าสัญญาณ์มาเต็มก็จะได้ความเร็ว Internet เร็วไปด้วย ซึ่งความเร็วของ Internet ของ dtac นั้นมีความเสถียรในการใช้งานดีอยู่แล้วเป็นส่วนใหญ่ครับ อาจจะมีบางพื้นที่ที่มีการใช้งานหนาแน่น ตรงนี้คงต้องทำใจสักหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับโหลดข้อมูลไม่ได้เลย แต่ก็จะเหมือนแชร์ๆ ช่องสัญญาณใช้กันไปมากกว่า

การ flip ของตัวแอร์การ์ดนั้นทำได้ในมุมที่โดยทั่วไปแล้ว USB ของ Notebook จัดวางไว้คือแนวนอน สำหรับ Notebook เครื่องใดให้เป็นแนวตั้งมาอาจจะต้องทำใจสักหน่อยถ้า Notebook ของท่านบางกว่าตัวแอร์การ์ดครับ อาจจำเป็นต้องหาสายตัวเพิ่ม ออกมาแบบเดียวกับรุ่นเก่า ซึ่งผมคิดว่าการทำ flip ก็เพื่อลบข้อด้อยตรงการยื่นและการหามุมรับสัญญาณได้หลากลายมากขึ้น แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขเรื่อง USB แบบแนวตั้งที่ยังใช้งานได้ไม่สะดวกนัก ซึ่งถ้าตรง USB port ที่ต่อเข้ากับเครื่อง Notebook นั้นสามารถหมุนได้ด้วยจะไม่ทำให้เป็นอุปสรรคในเรื่องนี้เลย

ส่วนที่เหมือนกับตัวเก่าคือมี slot สำหรับใส่ micro SD ครับ ตรงนี้ผมคิดว่ามีประโยชน์มากสำหรับคนใช้ smartphone ที่ใช้ micro SD เป็นสื่อในการเก็บข้อมูล ทำให้ไม่ต้องพกตัว Card Reader (ที่อาจจะต้องหา SD to Micro SD Adapter) ไปไหนมาในไหนตัวนั้นเอง

DSC_1099 DSC_1093

DSC_1103 

รูปแบบกล่องนั้นยังไม่แตกต่างจากตัวรุ่นเก่าที่วางขายตาม Shop ครับ (แต่แตกต่างจากของ dtac 3G แน่นอน)

DSC_1091

รองรับ 3G ที่ระดับความเร็วไม่เกิน 3.6 Mbps ครับ ซึ่งก็เพียงพอสำหรับใช้งานอยู่แล้ว (แต่ dtac ยังไม่เปิด dtac 3G ให้คนทั่วไปใช้ก็คงมีไว้เผื่อๆ เท่านั้น)

แถมท้ายด้วยโดยการ์ดตัวนี้แท้จริงคือ HUAWEI E158 (อ้างอิง http://www.blognone.com/news/17199) ซึ่งสามารถทำงานได้ดีบน Ubuntu Linux ด้วย

DSC_1107

DSC_1108 DSC_1109

ลักษณะการใส่ตัว Sim card ที่ไม่เหมือนรุ่นเดิมครับ

DSC_3185

เปรียบเทียบขนาดของ dtac aircard flip 158 กับ dtac aircard 3G จะเห็นว่าโครงสร้างคล้ายๆ กัน

DSC_1126

เมื่อเสียบเข้ากับเครื่องก็จะสาพับเสาขึ้นมาแบบนี้เพื่อเอียงรับสัญญาณได้หลากหลายมากขึ้น

สำหรับหลายๆ คนคงกังวลว่า อ้าว! แล้วไม่มี CD มาให้เหรอ ก็บอกเลยว่าตัว dtac aircard ทั้งรุ่นเก่าและใหม่ นั้นมีความจุที่เป็น Flash Drive แบบ internal มาให้ 32MB ครับ โดยด้านในใส่ Software/Driver มาให้พร้อมแล้ว โดยเป็นความจุนอกเหนือจากของที่ได้ใน slot ของ micro SD

เรามาดูกันว่าตัวซอฟต์แวร์รุ่นเก่าและใหม่หน้าตาแตกต่างกันอย่างไร

image

dtac aircard software รุ่นเก่า

image_3

dtac aircard software รุ่นใหม่

ตัวโปรแกรม dtac 3G aircard เทียบกับ dtac aircard จะเห็นว่ามีปุ่ม Services เพิ่มขึ้นมาสำหรับ dtac และ Happy ครับ ซึ่งอันนี้ในรุ่น dtac aircard รุ่นเก่าน่าจะมี (ผมอ้างอิงจากตัวซอฟต์แวร์ของ 3G เป็นหลัก) จะเป็นว่ามีส่วนของ Services เพื่อใช้สำหรับเติมเงิน รับ/ส่ง SMS และตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ได้เลยโดยไม่ต้องพึ่งพาโทรศัพท์แต่อย่างใดครับ

สำหรับท่านใดที่สนใจทาง dtac แจ้งมาว่า

  • รับประกันสินค้านานถึง 1 ปี 
  • สามารถเปลี่ยนคืนสินค้าใหม่ได้ภายใน  30 วัน 
  • โดยตัวสินค้ามาพร้อมซิมดีแทค
    – ดีแทคแบบรายเดือนราคา 2,990 บาท มาพร้อมชั่วโมงอินเทอร์เน็ตถึง 300 ชม. (ใช้ได้ 100 ชม./เดือน นาน 3 เดือน)
    – แฮปปี้แบบเติมเงินราคา 2,700 บาท มาพร้อมชั่วโมงอินเทอร์เน็ตถึง 60 ชม. (ใช้ได้ 20 ชม./เดือน นาน 3 เดือน)
  • dtac aircard รุ่นใหม่นี้ มีจำหน่ายที่สำนักงานบริการลูกค้า ดีแทคเซ็นเตอร์ และร้านค้า IT ชั้นนำทั่วประเทศ
  • สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1678 dtac call center

 

Barcamp Krungthep – Note

เห็นเล่นๆ บน Twitter เมื่อตอนเย็นวันที่ 30 มิถุนายน 53 จาก blog ของพี่เก่ง http://keng.ws/2010/06/barcamp-chiang-mai-3/ เลยปรึกษาและเสวนาบน Twitter กันระหว่าง @sugree @lewcpe และ @rtsp เลยได้ชื่องานเป็น Barcamp Krungthep สถานที่ก็ ม.เกษตรฯ บางเขน ส่วนวันและเวลา เดี่ยวว่ากันอีกที แต่น่าจะเดือนสิงหาคมนี้ จำนวนห้องค่อยว่ากัน แต่ concept ผมคิดไว้ประมาณนี้

  • Reset Matrix !!!
  • ลดขนาดจำนวนคนเข้าร่วมงาน เราต้องการการมีส่วนร่วม จำนวนคน 100 –200 (หรือน้อยกว่านี้)
  • ย้อนกลับสู่อารมณ์เดิม เล็กๆ แต่ทำเยอะๆ เพราะเราอยากให้ทุกคนที่มางานต้องนำเสนอ
  • ไม่มีสปอนเซอร์ (ยินดีรับ แต่ว่าจะไม่ให้มีอิทธิผลต่องาน) ทำให้ทุกอย่างต้องดูแลตัวเอง ข้าว อาหารทุกอย่าง หากินกันเอง
  • ในงานไม่มีของแจก ซึ่งแน่นอนไม่มีเสื้อบาร์แคมป์ (แต่ใครจะทำมาขายก็ได้)
  • ไม่มีกำหนดการณ์แน่ชัดตามแนวทางบาร์แคมป์
  • ขายของในการนำเสนอได้ตราบใดที่คุณได้โหวตหัวข้อเข้าร่วม

 

มาตรฐานเปิดทำไมถึงเพิ่งเริ่มได้ไม่นานนี้

เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจนะ แต่พอได้อ่านเยอะๆ ได้คุย ได้พบกับคนที่เข้าไปร่วมร่างมาตรฐานพวกนี้อยู่บ้างแล้วก็เริ่มจะเข้าใจ และรู้สึกถึงความจำเป็น และผลประโยชน์มหาศาลในการทำมาตรฐานเปิดเหล่านี้ในอนาคต มันเป็นเรื่องธุรกิจเสียเป็นส่วนใหญ่ ทำให้มาตรฐานเปิดแต่ละอย่างกว่าจะออกมาได้ใช้เวลานานมากๆ ทีเดียว แต่ผลสุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์ก็คือทุกกลุ่มของสังคมนั้นแหละ

ปัจจัยที่ทำไมไม่ทำเสียตั้งแต่ตอนนั้น คงเพราะการเริ่มต้นพัฒนาในอดีต มันไม่ได้มีการติดต่อประสานงานกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ บริษัท หรือประเทศที่เกี่ยวข้องกันมากนัก แถมด้วยความที่อยู่ห่างไกลกันมาก บางประเทศคนละมุมโลก และกว่าที่มนุษย์จะพัฒนาการ ในการเดินทาง กว่าจะทำให้ข้อมูลส่งไปและกลับได้รวดเร็ว กว่าจะคุยกันรู้เรื่องอีก กว่าจะส่งของเอาไปทดสอบ จนเอาไปค้าขายแลกเปลี่ยนกัน มันไม่ได้ทำได้สะดวกสบายและรวดเร็วอย่างปัจจุบัน

ดังนั้นนวัตกรรมต่างๆ วิธีคิด มาตรฐาน แนวทางการใช้งานและส่วนใช้งานที่เกี่ยวข้องกับคนที่ใช้งาน ซึ่งมันก็รวมถึงประเพณี วัฒนธรรม ความคุ้นชิน ผลประโยชน์ ฯลฯ ก็ได้พัฒนาจากอดีต จนขึ้นสู่ขีดสูงสุดจนยาก หรือไม่สามารถกำหนดเป็นสากลได้อย่างง่ายดายนัก

แต่โชคดีที่หลายๆ อย่างก็เป็นสิ่งประดิษฐ์ในยุคใหม่ที่เริ่มมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตเรามากขึ้น การติดต่อสื่อสารง่ายขึ้น ทำให้สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆ เริ่มมุ่งมาตรฐานเปิดกันตั้งแต่เริ่มต้น จนเป็นการรวมกันเป็นสากล อย่างการมีสมาคม ชมรม สหพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อความร่วมมือกัน

เพราะฉะนั้น มันก็ไม่แปลกที่ต่อไปนี้การทำมาตรฐานอะไรสักอย่างนึงเพื่อใช้ในวงกว้างเราคงได้เห็นสิ่งที่เป็นการถกเถียงคะคานกันจนกลายเป็นมาตรฐานที่ทุกๆ กลุ่มผลประโยชน์สามารถนำไปใช้กันในการแข่งขันกันอย่างเสรีได้มากขึ้น

 

Intel Insider Day (วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน, วาวี คอฟฟี่ ซอยอารีย์)

ผมได้รับเชิญจากทางบริษัทอินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) ให้ไปเข้าร่วม Intel Insiders Day (ไม่แน่ใจว่ารอบที่เท่าไหร่แล้วแต่น่าจะมากกว่า 2 เพราะรอบนี้ผมไปครั้งแรกครับ) โดยอินเทลจะเชิญบล็อคเกอร์ พูดคุยอย่างเป็นกันเองกับคุณเอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ ซึ่งเป็นท่านเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทอินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดชั้นสองของร้านวาวีคอฟฟี่ โดยงานนี้ผมขอสรุปใจความสำคัญเท่าที่จำได้มานะครับ

คุณเอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ ซึ่งเป็นท่านเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทอินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย)

คุณเอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ
กรรมการผู้จัดการ บริษัทอินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย)

เมื่อเริ่มงานก็บรรยายเล็กน้อยประกอบกับการตามตอบเป็นระยะๆ ไม่ใช่แนวบรรยายในห้องเรียนสักเท่าไหร่ เพราะทางอินเทล เชื่อแน่ว่าทุกคนที่มางานก็ติดตามข่าวสารของอินเทลอยู่แล้วไม่น่าพลาดในรายละเอียดทั่วไปเท่าใดนัก

DSC_8982

ประเด็นที่คุณเอกรัศมิ์หยิบยกมาเป็นอย่างแรกคือ การผสมการทำงานในทุกๆ ระดับที่สามารถทำได้ และอินเทลคิดการณ์ใหญ่ในการนำชิปประมวลผลของตัวเองลงไปในทุกๆ อุปกรณ์ที่ใช้หน่วยประมวลผลกลางในทุกระดับตั้งแต่ระดับ Enterprise (Super Computer) จนถึงระดับ Consumer ทั่วไปที่บุกไปถึงห้องนั่งเล่นและอุปกรณ์พกพาทุกรูปแบบ โดยใช้ Atom เป็นหัวหอกในด้านนี้ โดยรหัสพัฒนาที่ชื่อ Medfield  ที่จะออกมาในอนาคตอินเทลได้บอกเป็นนัยๆ ว่าจะมีผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายใหญ่นำไปใช้งาน โดยที่ราคาของ Atom นั้นจะลดต่ำลงจนสามารถสู้กับ ARM ในด้านราคาได้มากกว่านี้ และสิ่งที่อินเมลมั่นใจว่า Atom จะไปได้ดีคือ ARM นั้นจะทำให้นักพัฒนาที่อยู่บน x86 เข้าถึงได้ยากเพราะต้องเรียนรู้และศึกษาใหม่เยอะ และอาจจะไม่คุ้ม การที่ Atom ลงมาแข่งทำให้ x86 บุกเข้าสู่ตลาดใหม่ที่ทำให้นักพัฒนามีทางเลือกนอกจาก ARM

ซึ่งทางคุณเอกรัศมิ์ ระบุต่อไปอีกว่า Atom จะถูกนำมาใช้ในงาน SoC (System On Chip) มากขึ้น และกินไฟน้อยลงเรื่อยๆ จนไม่ใช่ปัญหาและข้อแตกต่างจาก ARM ในสถาปัตยกรรมที่ผลิตเล็กลงเรื่อยๆ นำไปสู่การเอาไปใส่ในอุปกรณ์ทั่วๆ ไปมากขึ้น

DSC_8979

ซึ่งสิ้นปีและต้นปีหน้า เราจะเห็น Atom ที่เป็น Series ใหม่ๆ ออกมา โดยตัวที่มุ่งเน้นก็คงเป็น Z-Series สำหรับโทรศัพท์มือถือ และ CE-Series สำหรับ TV ที่ไม่แน่ว่าเราอาจจะเห็นมากขึ้นในปลายปีนี้

DSC_8992

โดยทางคุณเอกรัศมิ์บอกต่อไปอีกว่าอินเทลมองเห็นทิศทางของ Netbook จะไปได้ไกลในปีนี้และต้นปีหน้า เพราะราคาของ Windows ที่ถ้าผู้ผลิตได้ราคาลิขสิทธิ์จากทาง Microsoft ต่อเครื่องลดต่ำลงเพื่อลงมาสู้กับ Android OS และ Ubuntu Linux เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดโดยตัดราคาให้ได้ส่วนแบ่งมากที่สุดก่อนเน้นมูลค่าทางการตลาด

DSC_8984

สำหรับ CPU Desktop ที่สามารถนำไป Overclock ได้โดย "ไม่หมดประกัน" และทำได้ง่ายๆ ผ่าน Software คือ K-Series ซึ่งเป็น Core รุ่นที่ Overclock ได้  ซึ่งการรับประกันตัว CPU จะยังคงอยู่ แต่ถ้า Overclock แล้วไปทำไหม้ก็ไม่รับประกันนะครับงานนี้ (คือข้างกล่องจะมีบอกว่า limit ของ CPU จะได้สูงสุดเท่าไหร่ถึงจะมีผลทำให้ไหม้ได้) ซึ่งรุ่นนี้จะไม่มีพัดลมมาชุดติดตั้ง เหตุผลเพราะคนที่เอามา Overclock มักใช้อุปกรณ์ระบายความร้อนที่ซื้อแยกต่างหากอยู่แล้ว

สำหรับเหตุผลว่าทำไมถึงทำ K-Series ออกมาให้ Overclock ได้ทั้งๆ ที่น่าจะทำ CPU ออกมาในขนาดความเร็วเท่านั้นไปเลย เหตุผลทางคุณเอกรัศมิ์ บอกว่าเป็นเหตุผลทางการตลาดและความสามารถในการผลิตตัว CPU ต่างๆ ในแผ่น Wafer เดี่ยวอาจจะเอามาทำรุ่น K-Series ได้ในจำนวนหนึ่งเท่านั้น รวมไปถึงบางครั้งความต้องการของ CPU บางรุ่นอาจจะต้องเอา Core CPU ที่ผลิตไดไป underclock เพื่อเอาไปขายให้ทันส่งลูกค้า นั้นคือเหตุผลว่าทำไม CPU บาง lot ที่ขายๆ กันในอดีต-ปัจจุบันจึงสามารถ Overclock ได้ในระดับสูง ในบาง lot บางช่วงเวลานั้นเอง ซึ่งอินเทลก็ใช้จุดนี้มาทำการตลาดแบบนี้เช่นกันใน K-Series นั้นเอง

สำหรับสุดท้ายตลาด Enterprise นั้นทางอินเมลระบุว่ากำลังไปได้ดีในตลาดนี้ ดูได้จากส่วนแบ่งในการนำไปใช้ในตลาด Super Computer ขนาดใหญ่ที่มีรายงานออกมาจากทาง TOP500 เมื่อไม่นานมานี้ ที่การใช้งานเป็น Xeon อยู่ 80% และคาดว่าจะกินส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นในอนาคตเป็น 90% ได้ในไม่นานนี้

สำหรับข้อมูลอื่นๆ เก็บตกบางส่วน อ่านได้จาก Intel Insider Day: Medfield จะทำให้เราประหลาดใจ, TSMC ไม่เคยได้ผลิตชิป Atom ครับ