“YouTube” app เจ้าปัญหาของ Microsoft บน Windows phone 8

ส่วนตัวแล้วนั้น Microsoft ทำ “ผิด” โดยละเมิด “terms of service” ในหลายเรื่อง และส่วนที่สำคัญคือ Trademark “YouTube” และการทำวิศวกรรมย้อนกลับที่นำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน (คำกล่าวอ้างคือ “เพื่อประสบการณ์ในการที่ดีกว่า”)

ซึ่งถ้าไม่ใช้ Trademark “YouTube” และใส่ลง Music+Videos ไปแทน โดยไปพัฒนาส่วนการดึงตัววิดีโอจากหลายๆ แหล่งแทน โดยใช้ YouTube เป็นค่าเริ่มต้น จะดูดีกว่ามากเลยทีเดียว (ไม่แน่อาจจะไม่เกิดปัญหาอีก เพราะไปดึง YouTube มาไม่ได้เพราะ Google ไม่ให้ในกรณีนี้อีก) ซึ่งคล้ายๆ กับ People Hub ที่สามารถเชื่อมต่อกับ Twitter, Facebook และ LinkedIn ได้แบบนั้น ซึ่งส่วนตัวในตอนนี้ผมยังแปลกใจว่าทำไม Microsoft ต้องมาทำ YouTube แล้วบอกว่าเป็น official ให้อยู่เนืองๆ แถมดันทุรังใช้ชื่อ Trademark “YouTube” ที่ Google เป็นเจ้าของอยู่อีก ซึ่งจริงๆ เกมนี้ให้ 3rd party ลงมาเล่นแทนตัวเองก็น่าจะจบ และดูดีกว่า โดยที่ 3rd party ส่วนใหญ่ก็ทำได้ดีพอสมควร แม้ไม่สุด แต่ก็ไม่ได้แย่

ถ้าดูดีๆ แล้วนั้น เกมนี้ Microsoft อาจได้มวลชลของฝั่งตัวเอง เพราะถือว่าทำ app เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าตัวเอง แต่นั้นแหละ มันเลยดูว่า Microsoft ก็ดื้อ ซึ่งประมาณถึงผิด ตูก็จะทำ ใช้ลูกค้าเป็นข้ออ้าง ซึ่งความเห็นและความรู้สึกก็แบ่งเป็นสองข้างชัด แน่นอนว่าเป็นการพยายามโยนระเบิดไปหา Google แต่ไม่ไกลพอ ก็โดนสะเก็ดด้วยพอสมควร

ส่วนฝั่งของ Google ก็ดูจะพยายามเหมือนจะกีดกัน คือมาแนวตัวเองก็ไม่ทำ official app ภายใต้การกำกับดูแล จน Microsoft ต้องลงมาทำให้เอง และสุดท้ายกลายเป็นบีบ Microsoft ต้องทำผิด terms of service ไปเสียเอง

ศึกนี้ถ้ามองจริงๆ “Microsoft ผิด และ Google ถูก” อย่างไม่ต้องสงสัย (ผมพยายามหาข้อแก้ตัวให้ แต่สุดท้ายมันก็ไม่ไหวจริงๆ)

ในข้อเสนอผมตอนนี้ Microsoft ควรทำคือ

  • ลบ “YouTube” app ออกไปจาก Windows phone store และเลิกใช้ชื่อนี้ไปเลย ให้เจ้าของ Trademark เป็นคนจัดการณ์เอง พร้อมทำ FAQ เสีย (ทำแบบรวมๆ)
  • ออกแถลงการณ์ขอโทษ Google ต่อกรณีใช้ Trademark “YouTube” และการทำวิศวกรรมย้อนกลับ
  • สนับสนุนบริการ Video Sharing ตัวอื่นๆ แทน เช่น Vimeo ที่มี Official ที่ก็ใช้งานได้เป็นอย่างดีแทน

ผมมองว่า Microsoft ควรใช้กระแสของข่าวนี้แม้ตัวเองจะผิด แต่เพื่อให้กระแสสังคมตีคำถามกลับไปยัง Google เองว่า เมื่อไหร่จะมี Official app บน Windows phone แน่นอนว่าจะเป็นมาตรฐานต่อไปในอนาคตว่า ถ้าจะทำ app หรือบริการที่เชื่อมต่อกับ Google จะมีกรณีอะไรเกิดขึ้นได้บ้างด้วย ซึ่งกรณีแนวๆ นี้ก่อนหน้านี้อย่าง ยกเลิก EAS ใน Google apps และ Gmail, โจมตี EAS และให้นักพัฒนามาใช้มาตรฐานเปิด และสุดท้ายก็ปิดการรองรับมาตรฐานเปิดเพราะ Microsoft ก็ปรับ OS ให้กลับมารองรับมาตรฐานเปิดดังกล่าว ซึ่งเป็นเหมือนเกมไล่จับกันไป-มา และสุดท้ายเราต้องกลับมาตั้งคำถามต่อกรณีแนวๆ นี้ระหว่างผู้ผลิตและผู้ให้บริการที่มีปัญหาพยายามกีดกันไป-มาว่า “ผู้ใช้งานเสียประโยชน์ เพราะผู้ใช้งานดังกล่าวก็อาจเป็นลูกค้าของทุกฝ่ายที่กำลังตีกันอยู่ แล้วพวกเราได้อะไรกับกรณีนี้บ้าง”

Windows phone 8 GDR2 มีอะไรใหม่, Nokia ได้ Nokia Amber เพิ่ม และคาดว่า GDR3 จะมีอะไรเพิ่ม

เกริ่นก่อนว่า Windows phone 8 GDR2 ออก OEM ในวันที่ 12 กรกฎาคม 56 และเราๆ ท่านๆ ก็ได้อัพเดทกันทั่วหน้าสำหรับ Nokia ประมาณวันที่ 16 สิงหาคม 56 หรือประมาณ 1 เดือนกว่าๆ หลังจากปล่อย OEM และจนถึง OTA

wp_ss_20130816_0003 wp_ss_20130816_0006c

สำหรับ Windows phone 8 GDR2 มีความสามารถเพิ่มเติมได้แก่

  • รองรับความสามารถใหม่ๆ ใน Xbox Music (แล้วแต่ประเทศที่เปิดบริการ)
  • เพิ่มความสามารถ FM ใน Music+Videos hub (มือถือบางรุ่นไม่มี H/W จะใช้ไม่ได้)
  • เพื่อความสามารถ Data sense เพื่อบีบอัดข้อมูลและรายงานการใช้งาน data แต่ละ App และตั้ง limit ในการใช้งานได้
  • ปรับปรุง Skype ให้รองรับทั้ง Lync และ Skype
  • ปรับปรุง Internet Explorer 10 ให้รองรับ HTML 5 ได้ดีมากขึ้น
  • เพิ่มให้สามารถตั้งเรียก Camera app ให้กับ camera button ได้ (บางรุ่นอาจจะใช้ไม่ได้)
  • แก้ไข other space ที่กินพื้นที่มากเกินไปให้ลดลง
  • แก้ไขและปรับแต่งเสถียรภาพอื่นๆ
  • การปรับแต่งอื่นๆ จาก vendor อย่าง Nokia จะมี Nokia Amber มาให้พร้อม
    (ผมใช้ Nokia ขออ้างอิง Nokia เท่านั้น)

wp_ss_20130817_0005 wp_ss_20130817_0006

wp_ss_20130817_0004 wp_ss_20130817_0007

Nokia Amber จะมีคุณสมบัติเพิ่มเติมดังนี้

  • สำหรับ Nokia Lumia 920 จะปรับแต่เรื่อง noise reduction ในกล้องถ่ายรูป และรองรับ ISO สูงมากขึ้น ตั้งแต่ 800 ถึง 3200
  • ติดตั้ง Lumia storage check มาให้พร้อมเพื่อล้างพื้นที่ other ได้สะดวกมากขึ้น
  • Nokia Glance Screen ที่เป็นความสามารถในการแสดงนาฬิกาและสถานะของแบตเตอรี่ตอนพักหน้าจอ เหมือนกับมือถือบางรุ่นในอดีต
  • Double-tap to unlock เพื่อความสามารถในการ double-tap (แตะหน้าจอ 2 ครั้งติดต่อกัน) ที่จอเพื่อปลดล็อคเครื่องแทนการใช้ปุ่มปลดล็อค ช่วยถน่อมปุ่มปลดล็อคไปในตัว และเพิ่มความสะดวกในการใช้นิ้วโป้งในการปลดล็อค
  • ความสามารถ Flip to silence เพื่อใช้ตัดเสียงหรือตัดการสั่นด้วยการพลิกตัวเครื่องคว่ำหน้าจอลงกับพื้นโต๊ะเพื่อตัดการเตือน
  • ปรับแต่งระบบ Here maps ให้ติดตั้งและอัพเดทได้ง่าย
  • call+SMS Filter เป็น app ที่อยู่ใน settings เพื่อใช้ในการกรองหรือปิดกั้นการรับสายหรือดักจับข้อความที่ไม่พึงประสงค์
  • เมื่ออัพเดทไป GDR2 จะติดตั้ง Nokia Pro Camera, Nokia Smart Camera, Nokia Video Trimmer และ Nokia Video Upload ได้ซึ่งเป็น app ที่มาพร้อมกับ Lumia 925 และ 1020 ก่อนหน้านี้

wp_ss_20130816_0005 wp_ss_20130817_0001

wp_ss_20130817_0002 wp_ss_20130817_0003

ทิ้งท้าย Windows phone 8 GDR3 ที่เป็นส่วนที่อัพเดทต่อไปนั้นคาดว่าออก OEM ในช่วงต้นเดือนกันยายน (อย่างเร็ว) แน่นอนว่าถ้าเป็นแบบนั้น พวกเราคนใช้ Windows phone 8 จะได้อัพเดทกันทั่วหน้าประมาณในช่วงตุลาคมหรือพฤศจิกายน สุดท้ายในส่วน Windows phone 8.1 น่าจะมาช่วงต้นปีหน้า 2557

โดยความสามารถเบื้องต้นที่หลุดมาของ Windows phone 8 GDR3 นั้นจะพร้อมดังต่อไปนี้

  • Orientation Lock
  • Driver Mode
  • รองรับจอภาพ 1080p แน่นอนว่าจอภาพขนาดใหญ่ระดับ 5” (หรือมากกว่า) จะรองรับเช่นกัน
  • จัดเรียง Tiles ได้ 3 column (มีขนาด medium size เพิ่มมา) แน่ไม่แน่ใจว่าใช้ได้แต่ในขนาดหน้าจอ 1080p อย่างเดียวหรือเปล่า
  • รองรับ SoC รุ่นใหม่ๆ
  • รองรับการปิด App ผ่าน multi-tasking switcher
  • Silent NFC
  • Network status icon
  • รองรับการ sync text message เข้า Micrsoft Account แล้วแสดงบน Outlook.com

Timeline การปล่อย GDR จะประมาณด้านล่างครับ

  1. GDR – Microsoft Image (ตัวที่ส่งให้ Vendor) ซึ่งเป็น Image ที่มี Driver ที่เป็น Generic ใส่มาให้หมดแล้ว (นอกจาก OEM ไปใส่อะไรประหลาดๆ แบบ HTC ตอน WP7)
  2. GDR – Vendor Image (Microsoft Image + Vendor App/Setting)
  3. GDR – OTA (Vendor Image ที่กระจายปล่อยแต่ละประเทศ)

เข้าใจว่าที่ส่งไปให้ Vendor เช็คนั้นเพื่อให้สามารถติดตั้งผ่าน OTA และใส่ความสามารถเพิ่มเติม หรือแก้ไขให้เข้ากับระบบเฉพาะตัวเองบางตัว (เช่น Nokia มี setting ส่วนของ Dobby อะไรพวกนี้) ได้ ซึ่งจริงๆ GDR2 นี่มี Vendor Image ที่สามารถติดตั้งแยกแบบผ่านโปรแกรม factory recovery ของ Vendor ได้ครับ แต่ App หรือความสามารถบางอย่างที่ Vendor จะใส่เพิ่มเติมมาให้ตอน OTA อาจจะไม่มี (ต้องไปหาโหลดเพิ่มเติมทีหลัง)

แน่นอนว่าเมื่อได้ Vendor Image แล้วจะปล่อย OTA เลยไม่ได้ แต่คงไม่นานนัก เพราะต้องเช็คเรื่องคุณสมบัติของ Vendor Image ที่ส่งออกไปทาง OTA ให้ตรงตามข้อกฎหมายบางอย่าง เพราะหลายๆ ประเทศมีความสามารถที่เปิดไม่เท่ากัน เช่นบางประเทศต้องปิด 4G, ปรับ FM ให้เข้ากับย่านความกี่ประเทศนั้นๆ หรือต้องเปิดเสียงชัดเตอร์ตลอด ซึ่งทำให้ปิดไม่ได้ เป็นต้น

เมื่อ Laravel Framework 4 กับ Zend Framework 2 อยู่ร่วมกัน

ตัว Laravel Framework 4 เป็น Framework ที่ดีตัวหนึ่งในตลาด PHP Framework แต่ Zend Framework 2 ก็มี components ที่น่าสนใจช่วยให้เราทำงานได้สะดวกมากขึ้น การเอาทั้งสองตัวมาทำงานร่วมกันจึงเป็นเรื่องที่ดี

ขั้นแรกก็สร้าง project ของ Laravel Framework ด้วยคำสั่งของ composer เสียก่อน (อ้างอิง version 4)

composer create-project laravel/laravel

แก้ไขไฟล์ composer.json ของ Laravel Framework เพื่อเพิ่ม Zend Framework 2 จาก Packagist ลงใน project ของเรา (zendframework/zendframework – Packagist)

โดยเพิ่ม

"zendframework/zendframework": "2.3.*@dev"

ลงในส่วน

require

หน้าตาจะประมาณ

javascript

  1. {
  2.     "name": "laravel/laravel",
  3.     "description": "The Laravel Framework.",
  4.     "keywords": ["framework", "laravel"],
  5.     "require": {
  6.         "laravel/framework": "4.0.*",
  7.         "zendframework/zendframework": "2.3.*@dev"
  8. },

เสร็จแล้วก็สั่ง composer update

รอจนจบแล้วเขียน autoload use ทดสอบ component ตัว Zend Version มาแสดงผลดูตามด้านล่าง ซึ่งจะได้ตัวเลข version ของ Zend Framework ประมาณ 2.2.2 (ณ วันที่เขียนบทความ)

มองคนละมิติกับกูเกิลสตรีทวิว

ขอแสดงความคิดเห็นว่า ผมไม่โทษใครนะ จะบอกว่าคนไทยไม่รู้ ผมว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดเลย คนหาเช้ากินค่ำ อยู่ในพื้นที่ห่างไกลเค้าไม่ได้เข้าถึงเรื่องพวกนี้ได้อย่างปรกติเหมือนพวกเรา (ควรเข้าใจพื้นที่เค้าด้วย) หลายๆ คนไม่ทราบหรือไม่เคยเจอก็ต้องระแวงไว้ก่อน อยู่ๆ มีรถหน้าตาประหลาดมาทำทีถ่ายรูปต่างๆ ในพื้นที่ตัวเองมันจะไม่มีใครสงสัยเลยเหรอ? เอาง่ายๆ ลองมองในมุมหนึ่ง อยู่ๆ วันหนึ่งมีคนเดินมาหน้าบ้านคุณๆ (ที่บอกว่าตัวเองฉลาดรู้จักกูเกิลสตรีทวิว) แต่ไม่ใช่กูเกิลสตรีทวิวแต่เป็นนักสืบ หรือคนที่กำลังอาจจะปล้นบ้านคุณ คุณไม่สงสัยหรือระแวงเหรอ? ซึ่งในสังคมที่การใช้วิธีฉลาดแกมโกงอยู่เนืองๆ เค้าคงระแวงมากขึ้นพอสมควรแหละ (ผมว่าเค้าโดนมาเยอะกว่าที่พวกเราคิดจากข่าวสารเก่าๆ หลายๆ อย่าง)

ในประเทศในแถบยุโรป หรือที่ที่เค้าคำนึงถึงสิทธิในปัจเจกชนมากๆ การเข้าไปถ่ายรูปในบริเวณบ้านคน แม้แต่ติดหน้าคน หรือรถที่ระบุถึงตัวบุคคลยังเป็นเรื่องเลย (ใครจำกระทู้อาทิตย์ที่แล้วที่ถ่ายรูปรถแล้วไม่ได้เบลอป้ายทะเบียนแล้วบอกว่าอยู่หน้าสถานบันเทิงคงเข้าใจได้มากขึ้น) แถมในข่าวนี้เป็นพื้นที่ที่ยังมีปัญหากับทางภาครัฐยิ่งแล้วใหญ่เลย ควรทำการบ้านและเข้าใจพื้นที่ที่ตัวเองเข้าไปทำงานให้มากขึ้น นี่เค้าแค่กักตัวนะ ดีไม่โดนทุบ ><" ส่วนตัวแล้วผมสนับสนุนการสร้างเขือน แต่ไม่สนับสนุนการสร้างสิ่งที่ว่าบนพื้นฐานความไม่เข้าใจและอยู่ร่วมกันไม่ได้ของคนในพื้นที่ครับ และพยายามมองในหลายๆ มุม พยายามเข้าใจทุกฝ่าย และมองว่าไม่มีใครผิดหรือเรื่องหน้าอายแต่อย่างใด เป็นความไม่รู้ของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น และทุกอย่างมันก็เคลียร์กันได้เองในท้ายที่สุดในข่าวที่ชาวบ้านได้ออก แถลงการณ์ขอโทษ

BlackBerry OS 10 ไม่ได้แย่ แต่จุดไม่ติด ด้าน Windows phone 8 จาก Microsoft ยังหวานเย็นไม่เปลี่ยนแปลง

จากข่าว BlackBerry ตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษเพื่อหาทางออกให้บริษัท ซึ่งอาจเป็นการขายกิจการก็ได้

ส่วนตัวแล้วใช้ BB10 บน BlackBerry Z10 อยู่ ของ BlackBerry ไม่ได้ด้อยกว่า Windows phone 8 หรือ OS ตัวอื่นๆ ในตลาดเลย แต่สิ่งที่ต่างคือ เวลาที่ลงในตลาดช้ากว่าคนอื่น ทำให้กระแสจุดไม่ติด แน่นอนว่า BB10 แก้ลำเรื่อง ecosystem ด้วยการให้ตัว App ที่พัฒนาบน Android สามารถ convert ลง ecosystem ตัวเองได้ทันที แต่ปัญหาคือเรื่อง performance ที่แย่กว่า เคยใช้ App ที่ convert จาก Android ลง BB10 บางตัวมีปัญหา เช่น 4sq รุ่นก่อนหน้านี้ หรือ facebook นั้นทำงานตลอด เล่นซะเครืองร้อนเป็นชั่วโมง เพราะมันทำงานไม่ยอม sleep ตอนเรากลับหน้า Home เรืองพวกนี้คงต้องแก้ไขกันไป ส่วน native app นั้น เครื่องมือในการพัฒนาดูจะมีข้อจำกัดและภาษาที่ใช้พัฒนาก็ยังดูยุ่งยากอยู่มาก

สำหรับในด้านของ Windows phone 8 คงจะรอดไปได้อีกสักพักใหญ่ๆ เพราะสายป่าน Microsoft ยาวมาก และมี Nokia ช่วยเต็มตัว (พร้อมตายกับ WP8 แน่ๆ ดูทรงแล้ว) ส่วน BlackBerry ถ้าไม่มีตัวช่วยเพิ่มสายป่านให้ตัวเองอาจจะมีปัญหาได้ ซึ่งช่วงนี้คาดว่าอยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย จะเอายังไงกับทิศทางของ OS ตัวเอง โดยส่วนตัว BB10 ของ BlackBerry ดูจะใส่ใจในการ update มากกว่า Windows phone 8 ของ Microsoft มาก ซึ่งส่วนตัวใช้ BB10 มาเกือบๆ 2 เดือนมี update 2-3 ตัว แต่ Microsoft เงียบตลอด หลังๆ คนใช้ Windows phone8  คงด่า Microsoft เช้า-เย็นว่าพี่หวานเย็นเกินไป Nokia ออก App มาช่วย ตัวเองเงียบเป็นป่าสาก ทำ feature พื้นฐานช้ามาก

IMG_9648c