สรุปย่อๆ กับการใช้งาน BlackBerry Z10

DSC_5893c

  • เรื่องวัสดุตัวเครื่องนั้นดีมาก แม้ไม่ใช่โลหะแต่ก็รู้สึกได้ถึงความแน่นและแข็งแรง ฝาหลังเปิดออกเพื่อเปลี่ยนแบตและใส่หน่วยความจำเพิ่มได้ด้วย น้ำหนักเบาและบาง (น่าจะพอๆ กับ iPhone 5)
  • ช่องต่อ microUSB และ Micro HDMI แยกจากกัน ทำให้ชาร์จไฟไปด้วยและนำเสนองานหรือดูวิดีโอบนจอภายนอกไปด้วยได้สบายๆ
  • การใช้งานเรื่องสั่งงานต่างๆ นั้นต้องทำความเข้าใจใหม่พอสมควร คือถ้าเป็นเครื่องมือหนึ่งเพิ่งแกะออกจากกล่องเลยแนะนำให้ทำตามคำแนะนำตอน เปิดเครื่องว่าใช้งานอย่างไร
  • การเปิดเครื่องครั้งแรกนั้นใช้เวลานานมากประมาณ 10 นาที (จากที่รู้สึก) และหน้าจอยินดีต้อนรับต่างๆ นั้น skip ไม่ได้ทำให้การใช้งานตั้งแต่เปิดเครื่องนั้นทำให้เร็วได้ยากมาก คนเพิ่งซื้อคงต้องใจเย็นสักหน่อย (แต่จะใช้งานมาหลายเครื่องแล้วก็ตาม)
  • ลำดับการลำดับใช้งานตอนแรกจะหลงไป-มาระหว่าง App พอสมควร แต่ถ้าใช้ไปสักพักจะเริ่มชิน
  • ถ้าใช้ Windows phone มาก่อนจะสับสนน้อยลง แต่ถ้าคุ้นกับ iOS และ Android มา แล้วมาใช้งานเลยจะงงมากในช่่วงแรกๆ ส่วนตัวใช้ Windows phone มาก่อนยังงงๆ และหลงทิศทางอยู่ 2-3 วัน กว่าจะเข้าที่ก็ปาไปวันที่ 4
  • ไม่มีปุ่ม Home ไม่มีปุ่ม Back การกลับหน้าหลักจะกลับไปที่หน้า App/Task Listing (App ที่เปิดค้างอยู่) ของ BB10 ไม่ใช่หน้ารวม App อยากไปเปิด App ต้องปัดนิ้วเพิ่ม 1 รอบ ซึ่งอาจทำให้หงุดหงิดสำหรับคนที่ใช้ OS มือถือทั้ง 3 ค่ายก่อนหน้านี้มาก่อน (เพราะวิธีคิดไม่เหมือนกัน)
  • การปลดล็อคเครืองเป็นแนวคิดที่ดีมาก ที่ไม่ต้องใช้ปุ่มจริงในการปลดล็อคก็ได้ ส่วนตัวชอบมากๆ เปิดมาเจอ App Listing ที่เปิดเลย หรือ App ล่าสุดที่เปิดค้างอยู่
  • ความไหล่ลื่นของการใช้งานดีมาก แต่ไม่ลื่นมากเท่า Windows phone อยู่กลางๆ ระหว่าง iOS มากกว่า อาการกระตุกไม่เจอแบบใน Android (เท่าที่ใช้งานมา) ส่วนตัวใครใช้ iOS อยู่อาจจะรู้สึกช้านิดๆ เพราะ Transition ในการเลื่อนนั้นจะช้ากว่าน้อยๆ ทำให้ดูช้า ถ้าความต่อเนื่องมีเยอะ ไม่กระตุกหรือแข็งจนรู้สึกกระพริบ
  • จำนวนของ App ยังไม่เยอะ อาจจะต้องใช้เวลา ใครต้องการใช้ App เสริมที่โหลดเยอะๆ อาจจะต้องเช็คก่อนซื้อว่ามีครบไหม ถ้าเอามาใช้งานด้านธุรกิจและ Social อย่าง twitter/facebook นั้นโอเค เรื่องอีเมลยังเป็นเลิศอยู่ในด้าน push ที่มองว่าเชื่อถือได้ รวดเร็ว ไม่หน่วง สำหรับ LINE และ Instagram ยังไม่มี ส่วน Skype คงต้อรออีกสักพักแต่มาแน่ๆ (ข่าว official ออกหน้า screen แล้ว)
  • การใช้งานด้านโทรศัพท์และการติดต่อสื่อสารด้าน 2G ต่างๆ ทำได้ยอดเยี่ยม การไหลของ UI พวกนี้ทำได้เนียนและเข้าใจง่ายดี
  • ด้านของกล้องไม่มีอะไรเด่นมาก เพราะฉะนั้นเรื่องรูปภาพที่ได้นั้นไม่แตกต่างจากเจ้าอื่นๆ เท่าไหร่นัก คิดว่าคงต้องปรับปรุงเรื่อง Camera App เพิ่มเติมสักหน่อย

เอาเท่านี้ก่อนนะครับ…

DSC_5890

 

 

3G 2100 ทั้ง 3 ค่าย กำลังทำผิดอยู่หรือไม่?

จากข้อมูล มาตรฐานการให้บริการข้อมูล 2G/3G ของ กสทช.

  • RTT (round trip time)
    • 2G: 1,000 ms
    • 3G: 500 ms
  • FTP success ratio
    • download: 80% (2G/3G)
    • upload: 70% (2G/3G)
  • FTP mean data rate
    • 2G download: 48 kbps
    • 3G download: 345 kbps
    • 2G upload: 20 kbps
    • 3G upload: 153 kbps
  • HTTP success ratio
    • 2G: 80%
    • 3G: 90%

และเพื่อไม่ให้ข้อมูลผิดพลาด เลยไปดูที่เว็บ กสทช. แล้วดูเอกสารที่ลิงค์ “ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานของคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคมประเภทข้อมูลสำหรับโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่” http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2555/E/152/20.PDF

หน้าตาประมาณนี้

2013-05-09_231802

ไล่หาลงมาเรื่อยๆ ผมไม่ได้พูดยกมาเอง ที่หน้า 7-8

 2013-05-09_232013จะเห็นในส่วนของ ความเร็วเฉลี่ยในการส่งข้อมูลของ FTP “กรณี Download สำหรับ 3G ขึ้นไป ไม่ต่ำกว่า 345 Kbps” หรือตีความตามความเข้าใจคือ “อัตราความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลต้องไม่น้อยกว่าอัตราที่กำหนดไว้ คือ 345kbps”

แต่….

  • “Choice Package” ของ dtac ทุกโปรตั้งแต่ 429 – 949 บาทนั้น หลังใช้งานครบจำนวนข้อมูลที่กำหนดจะปรับลดความเร็วไม่เกิน 64 Kbps
    อ้างอิง http://www.dtac.co.th/postpaid/trinetpackage
  • “3G iSmart Package” ของ AIS ราคาเริ่มต้นที่  299 – 999 บาทนั้น หลังใช้งานครบจำนวนข้อมูลที่กำหนดจะปรับลดความเร็วไม่เกิน 64 Kbps – 256 Kbps
    อ้างอิง http://www.ais.co.th/3g/3g_package/
    “iSmart Package” ของ Truemove H ราคาเริ่มต้นที่ 299 บาทนั้น หลังใช้งานครบจำนวนข้อมูลที่กำหนดจะปรับลดความเร็วไม่เกิน 128 Kbps
    อ้างอิง http://truemoveh.truecorp.co.th/3g/packages/ismart/entry/594

คำถามว่าทั้ง 3 ค่าย ทำผิดอยู่หรือไม่?

ผมสับสนว่า “เมื่อใช้งานครบจำนวนข้อมูลที่กำหนด” ทั้ง 3 ค่ายสามารถปรับลดความเร็วได้ต่ำลงได้ขนาดนั้นเลยหรือ? เพราะเหมือนไม่มีใครสนใจ คงต้องให้ผู้รู้มาตีความต่อไปว่าผิดหรือไม่ผิดต่อไป

 

การดูหนังในโรงต้องคิดเยอะขึ้น

หลังจากเรื่องตั๋วหนังแพง ของกินหน้าโรงแพง แถมโฆษณาในโรงก่อนฉายเยอะ ผมเลยมีมาตรการส่วนตัวที่จะดูในโรงอยู่บางส่วนที่อาจจะทำร้ายจิตใจใครหลายๆ คน จริงๆ เคยเขียนไว้ใน เหตุง่ายๆ ที่คงไม่ได้ดู “ภาพยนตร์คอนเสิร์ต Bodyslam นั่งเล่น” แล้วแต่ว่ารอบนี้เอามาสรุปใหม่อีกสักรอบดีกว่า

  1. จะดูโรง Major เพราะ IMAX เท่านั้น เพราะโฆษณาน้อย ไม่รอนาน คุณภาพที่ยอมจ่าย ช่องขายตั๋วที่น้อยและหวังขายบัตรเติมเงิน (ขายตั๋วแพงแต่ไม่มีปํญญาเพิ่มช่องขาย)
  2. เรื่องที่อยากดูมากๆ แต่เน้น Digital จะไปดู SF หรือเครือ APEX ทั้งหมด ส่วนฟิล์มก็ไปดู APEX เท่านั้น
  3. หนังไทยจะไม่ดูในโรงหนังอีกต่อไป เริ่มตั้งแต่ พี่มาก คู่กรรม และหลายๆ เรื่อง ต้องขอโทษที่มันโหดร้าย แต่ถ้าตั๋วหนังราคายังแพงเท่ากับหนังฟอร์มใหญ่ แล้วโรงหนังบางโรงยังหน้าด้านบอกว่าหนังต้นทุนสูงเลยต้องขึ้นราคา แต่หนังไทยหลายๆ เรื่องราคาตั๋วเท่ากับฟอร์มใหญ่แบบนี้ มันดูแปลกๆ เพราะงั้น ผมซื้อแผ่นดูดีกว่า (พี่มากและคู่กรรมผมยังไม่ได้ดูเลย รอแผ่นครับ)
  4. ขนมหน้าโรงจะไม่ซื้อเลยนอกจากเครือ APEX เท่านั้น (SF/Major ราคาโหดร้ายทั้งคู่ แต่ Major ราคาโหดมากกว่า และ APEX ราคาประมาณแถวๆ ศ. ท่ารถหมอชิต ซึ่งผมรับได้)
  5. โฆษณาเยอะ เป็นเหตุผลสำคัญที่ไม่เลือกดู Major และย้ายมาดู SF แทน และที่นั่ง SF นั่งสบายกว่า Major เยอะด้วย
  6. ราคาแพงทำให้ผมเลือกที่จะดูหนังเยอะขึ้น เรื่องไหน 50-50 ผมไม่ดูในโรงเลย คือไม่เสี่ยงกับราคาตั๋วโหดร้ายพวกนั้นเด็ดขาด

ผมคงไม่ทำให้เค้าขาดทุนหรอก แต่ถือว่าเป็นเสียงเล็กๆ ที่สะท้อนแล้วกัน

 

Software เป็นแบบ Subscription (เช่าใช้งาน) ทางออกของการขาย Software ในปัจจุบันและอนาคต

Office 365 และ Office 2013 วางขายผ่านเว็บไมโครซอฟท์ประเทศไทยแล้ว หรือล่าสุดอย่าง Adobe ยกเลิก Creative Suite ต่อไปนี้จะกลายเป็น Creative Cloud ส่วนตัวผมก็รอ Creative Cloud แบบ End User อยู่ เอาแบบไม่ต้องกรอกหลอกระบบว่าอยู่สิงค์โปร์เนี่ยแหละครับ

ส่วนตัวแล้วจ่ายได้นะเดือนละ 100-1,500 บาทโดยประมาณกับการได้ software ครบชุดแบบนี้ จ่ายสบายๆ เดือนแค่นี้ กับการรับงานแล้วได้เงินมากกว่านี้หลายเท่าตัว (ก่อนหน้านี้จ่าย Office 365 Small Business Premium ไปแล้วเดือนละประมาณ 400-450 บาท)

การที่ Software เป็นแบบ Subscription (เช่าใช้งาน) เป็นการมองว่าต่อไป Software จะเป็นเหมือนองค์ประกอบหนึ่งของการทำธุรกิจที่ไม่ต่างจาก น้ำ, ไฟฟ้า หรืออาคารสำนักงานให้เช่าใจกลางเมือง อะไรแบบนั้น

แนวโน้มของ Software จะไปในแนวทาง Subscription (เช่าใช้งาน) มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อลดปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ การ update/upgrade ที่ทำให้ Software ทำงานได้สมบูรณ์ที่สุด ตัดช่องทางการขายผ่าน Dealer ที่ช้าและมัก Support ไม่ดี ใช้การ Support แบบ online แทน ทำให้บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์เห็นถึงความต้องการของผู้ใช่งานได้มากขึ้นด้วย (เจอมาเยอะ เบื่อมาก กว่าจะได้คำตอบ ทวงแล้วทวงอีก)

ใครใช้เถื่อนก็เตรียมปรับตัวกันได้แล้วแหละ เพราะของเก่าๆ ทำงานได้ ยัง crack ได้ มันก็ยังใช้งานได้แหละ แต่ถ้าคุณต้องการอะไรใหม่ๆ ทำงานได้ราบรื่นกับลูกค้า หรือทีมงานบริษัทอื่นๆ ที่ทำงานบน Software ตัวล่าสุดเสมอผ่าน Subscription program พวกนี้ ผมว่าคุณคงต้องจ่ายกันแล้วหล่ะครับ