Man of Steel การกลับมาที่ทรงพลังของ Superman

Man-Of-Steel-2013-chest-look

Man of Steel เป็นหนังเปิดตัว Superman ในฉบับตีความใหม่ในรูปแบบของหนังที่เคารพต้นฉบับการ์ตูน และความเป็นชาวคริปตันอย่างเต็มที่ ไม่มีคู่ปรับใดจะสมน้ำสมเนื้อเท่ากับชาวคริปตันด้วยกันอีกแล้ว (เบื่อ Lex Luthor เบื่อมุขคริปโตไนท์)

ฉากเปิดตัวทรงพลัง ชวนขนลุก และอยากจะร้องออกมาว่า “มันต้องแบบนี้” ฉากในการบิน ต่อสู้ต่างๆ ทำได้น่าสนใจ มีความรู้สึกว่าซุปเปร์ฮีโร่ที่ไม่เจนสนาม สู้แบบกูมีแต่กำลังมันเป็นยังไง และซุปเปอร์ฮีโร่ที่มีแต่พลังแต่ไม่มีประสบการณ์ ขาดความรู้ ชั่วโมงบินน้อย พ่ายแพ้และโดนตบเกรียนได้ยังไง

อัตราการทำลายล้างของการต่อสู้ในหนังนั้นเข้าขั้นถ้าระเบิดโลกเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ในการเปิดตัวได้คงทำไปแล้ว มันไม่ดูเกินไปเมื่อเทียบกับสุดยอดซุปเปอร์ฮีโร่ที่มีพลังทำลายล้างระดับหัวแถวของค่าย DC และคู่ต่อสู้กับคู่ปรับระดับเจนสนามนั้นก็ทำให้อัตราทำลายล้างนั้นดูยิ่งใหญ่จนคุณไม่มีเวลาได้ละสายตา

ส่วนตัวแล้วเป็นการเล่าเรื่องในด้านปมชีวิต ความเป็นมาของพลังในตัว Superman  ดราม่าครอบครัวของซุปเปอร์ฮีโร่ และความมืดบอดของชีวิตชาวคริปตันได้ค่อนข้างโอเค ซึ่งเนื้อเรื่องไม่ได้แย่ แต่ก็เนื่อยๆ พอสมควร แต่ก็บางช่วงไม่รู้ว่าใส่มาทำไมซึ่งอาจหลับได้ในบางช่วง การลำดับภาพต่างๆ และความต่อเนื่องค่อนข้างน่าผิดหวัง อยู่ๆ ก็มา อยู่ๆ ก็ไป ลำดับเรื่องก็สลับ timeline ไป-มา ถ้าไม่ตามให้ดีหรือหลับไปบางช่วงอาจงงได้ โดยรวมไม่ถือว่าแย่ แต่ก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่ สำหรับในด้านของงานภาพและ CG ทำได้ดีเข้าขั้นโอเค (บางช่วงไม่ได้ดีมาก แต่ไม่แย่) การใช้แสงในการถ่ายทำที่ดูดี ดูมีมิติ และโทนภาพนั้นผมชอบมาก ดูใส่ใจกับมิติของภาพค่อนข้างดีเลยทีเดียว

ถ้าคุณต้องการกลับมาที่ทรงพลังของ Superman ไม่ผิดหวังแน่นอน มาให้คุณได้เสพมันอย่างจุใจ แต่นั้นคุณต้องผ่านบททดสอบด้านดราม่าที่น่าเบื่อชวนหลับอยู่บ้าง

คำเตือนก่อนเข้าไปดูหนังควรเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย หนังยาวกว่า 2 ชั่วโมง 10 นาทีกว่าๆ

 

คิดยังไงกับงานออกแบบ iOS 7?

โดนถามว่า “คิดยังไงกับงานออกแบบ iOS 7?”

ผมขอพูดโดยใช้ความรู้สึกเป็นที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคนที่ใช้งานที่ออกแบบมาแนวๆ นี้และไปให้คำแนะนำด้านนี้ในการออกแบบเว็บกับลูกค้าหลายๆ คนอยู่บ้าง แน่นอนว่าผมใช้งานแนวการออกแบบแนวนี้มาก่อนอย่าง Windows phone (Microsoft design language) และ Android (Halo) อยู่แล้ว ซึ่งผมไม่ได้บอกลอก (หลายๆ คนอาจคิด) แต่เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจแนวทางออกแบบพวกนี้ อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่คิดว่าคงมองภาพรวมว่ามีที่มา หรือมีพื้นฐานมาจากอะไรบ้างในงานออกแบบแนวนี้เพื่อต่อยอดความเข้าใจต่อไป

แน่นอนว่า iOS 7 ออกแบบบนพื้นฐาน Flat Design และ Typography design ที่มากขึ้น (ของเก่าๆ มีบ้าง แต่ไม่ชัดนัก) และตัดแนวทางออกแบบที่เริ่มดูไม่นำกระแสอย่าง Skeumorphism design ออกไป แต่ต้องยอมรับว่า Skeumorphism design เคยเป็นกระแสมาก่อน แต่ในวันนี้คงไม่ใช่อีกต่อไป ซึ่ง Flat Design เป็นแนวทางออกแบบสมัยใหม่ในช่วง 1-2 ปีนี้ และคาดว่าจะอยู่ไปอีกสักพักใหญ่ๆ ส่วน Typography design รูปแบบพื้นฐานในการออกแบบในด้าน grid layout และการใช้ตัวอักษร โดยเน้นการจัดวางที่เน้นตัวเนื้อหาเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นแนวการออกแบบร่วมสมัย แน่นอนว่าการออกแบบด้วยการใช้ Flat Design และ Typography design นั้นจะเน้นความตรงไปตรงมาในการสื่อสารกับคนรับสาร และตัวไอคอนจะร่วมสมัยมากขึ้น ไอคอนและสีจะเป็นโทนที่เหมาะสมกับการรับรู้ของคนทั่วไปมากขึ้น ซึ่งไอคอนต่างๆ เท่าที่ดูน่าจะเน้นความเป็นสากลมากๆ เพราะในรูปแบบการออกแบบใน iOS ตัวเก่านั้น คนหลายๆ หลุ่มไม่อินกับไอคอนบางส่วน เพราะไม่ได้เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปแล้วในปัจจุบัน

โดยส่วนตัวหลังจากเห็นแล้ว ผม “ชอบ” หน้าตาใหม่ “เกือบทั้งหมด” ขัดใจแค่ 3 ส่วนคือ

1. การใช้สีในบางส่วนดูดี ออกแบบได้โดนนะ แต่บางส่วนนั้นไม่ค่อยเท่าไหร่ และบางอันเข้าขั้นแย่ เพราะใช้สีที่แรงไป พอเอาทุกๆ สีมาวางใกล้ๆ กับตัวที่ดูดีกลายเป็นตัดกันไม่เข้ากันไป
2. ความไม่ต่อเนื่องของคอนโทรลต่างๆ นั้น บางอันก็ขอบมน บางอันก็เหลี่ยม ผมขอใช้ว่า “มันไม่ต่อเนื่องในการใช้งาน” คือจะมนก็มนไปให้หมดเลยน่าจะโอเคกว่า
3. สัญลักษณ์ในไอคอนบางตัวไม่สื่อ และบางอันทำให้เข้าใจผิด เห็นง่ายๆ คือ Safari ถ้าใครไม่เคยใช้จะคิดว่ามันคือไอคอนแผนที่คงได้เห็นไอคอนใหม่ของ Safari ที่ปรับได้ตรงไปตรงมามากว่านี้แน่ๆ

ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่น Motion design คงต้องปรับเรื่องความลื่นไหลอีกสักหน่อยในเครื่องรุ่นเก่าๆ (คงกินระบบมากๆ) และในด้าน Typography design ซึ่งเน้นการจัดวาง gird ผมว่าโอเคนะ ส่วนที่ชอบที่สุดน่าจะเป็นพวก Photos, Calendar, Playlist ใน Music และอีกหลายๆ ตัว ผมว่ามันออกแบบมาดูดีมากๆ คือต้องอย่าลืมว่าแนวการออกแบบที่มุ่งเน้นในด้านเนื้อหามากขึ้น (focus contents) แบบ Typography ซึ่งทำให้ iOS 7 คงหลีกเลี่ยงการจะไม่ไปเหมือนชาวบ้านเค้ายาก เพราะการจัดวาง content มันมีไม่กี่รูปแบบที่ถูกยืนยันมาแล้วว่ามันใช้งานได้ดีบนอุปกรณ์จำพวกนี้ และบน platform อื่นๆ อย่าง Android (Halo) นั้นเค้าทำออกมาหลากหลายมากเพราะเปลี่ยนแปลงหน้าตาได้หลากหลายอยู่แล้ว การจะไปเหมือนสักแบบจึงไม่แปลก

คนที่อินกับแนวทางออกแบบของ iOS รุ่นเก่าๆ อาจจะต้องคิดใหม่กับเรื่องงานออกแบบพวกนี้ เพราะเรื่องแบบนี้ค่ายอื่นๆ โดนกันมาก่อนแล้วทั้งนั้น เพราะฉะนั้น เมื่อ iOS ไม่ได้นำกระแสงานออกแบบในตลาด และไม่คิดจะทำออกมาฉีกแนวจากแนวทางผู้บุกเบิกแนวการออกแบบอย่างในโทนนี้อย่าง Microsoft ก็ต้องโดนกัดเป็นธรรมดา

“ยอมรับเหอะว่ามันต้องเหมือน และโดนจิกกัดเป็นธรรมดา เพราะ Apple ก็กัดเค้ามาเยอะ”

 

การมาของ iOS 7 หลายๆ แอพอาจงานเข้า!

นั่งอ่าน iOS 7 UI Transition Guide, Designing for iOS 7 และ UIKit User Interface Catalog ของ iOS 7 แล้วต้องบอกสั้นๆ ว่า “ทำเอพใหม่อาจง่ายกว่ามั้ง” จริงๆ ผมถืองานพัฒนาตัว iOS App ไว้อยู่ตัวนึง และที่กำลังคิดว่าจะออกอีกหลายตัว (ผมมี account ตัว iOS Developer และเป็นคนสั่งเค้าทำอีกทีมากกว่า) แต่ดูท่าคงต้องได้รื้อทำหน้าตาใหม่ให้สอดคล้องกับแบบนี้ด้วย แต่ดีว่าไม่มากนัก เพราะใช้ Native UI เป็นหลัก ><~

สำหรับหน้าตาคงไม่เอามาโพสซ้ำ หาได้ทั่วไปตามเว็บข่าวต่างๆ ค้น Google หน้าจะเจอ

โดยผมขอขยายความของปัญหาจริงๆ นั้นแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักๆ

  1. การเปลี่ยนตัวควบคุม (Control UI) เป็นปัญหาในการออกแบบหน้าตาให้สอดคล้องกับ iOS 7 ในแอพตัวเก่าๆ โดยปัญหามักจะเป็นพวกแอพที่สร้างตัวควบคุมและหน้าตาของ UI ที่ไม่ได้ใช้ชุด UI แบบ Native หรือใช้ปนๆ กัน จะมีปัญหาด้านความต่อเนื่องสูงมาก
  2. แนวทางออกแบบในการใช้ตัวอักษร (font) ปัญหาเรื่องของ system font ที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยปัญหาหลักคือ spacing ระหว่างตัวอักษรของ system font ใน iOS 7 ที่อาจจะมีปัญหากับแอพเก่าๆ ทุกตัวที่ใช้การแสดงผลชุด label ที่ใส่ข้อมูลพอดีกับขอบของแอพ ซึ่งอาจทำให้แอพต่างๆ ต้องทำ auto switch theme (layout) เพื่อทำให้การแสดงผลสอดคล้องกับ iOS 7 และตัวก่อน iOS 7 ไม่งั้นงานเข้ากันทั่วหน้าแน่ เพราะคำและกลุ่มคำจะตกขอบตัว label ซึ่งแน่นอนว่าคนจะด่าแอพเหล่านั้นกันทั่วหน้าแน่ๆ (ไม่ด่า Apple หรอก ลอยตัวเหนือปัญหาแน่ๆ)
  3. ในส่วนของ transition และ motion design อาจต้องเลี่ยงการใช้ gesture ชุดเดียวกับ system gesture บางส่วน เช่น ปัดนิ้วจากล่างขึ้นบนเพื่อเรียก Control Center หรือปัดในทิศทางอื่นๆ ที่เป็น system gesture ตัวใหม่ๆ ในอนาคต การพลิบและการเลื่อนเปลี่ยน App Page ไปมา อาจต้องไล่กำหนดใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับ Control UI และรูปแบบ gesture ด้วย

โดยทั้งหมดทั้งหมดใน 3 ส่วนนี้ต้องมานั่งแก้ไขกันอีกเยอะแน่ๆ ครับ (ยังมีอะไรด้านหลังอีกหลายส่วนที่คาดว่าอาจมีการปรับใหม่อีกหลายรอบ) ซึ่งตอนนี้สำหรับนักพัฒนาใน iOS 7 และคนที่ดูแลโครงการพัฒนา App บน iOS คงต้องไล่อ่านคำแนะนำ UX/UI บน iOS ในหน้า developer site ของ Apple แล้วเอามาวางแผนแก้ไขให้แสดงผลได้อย่างถูกต้องใหม่ ซึ่งหากไม่ทำแบบนั้น จะทำให้ UX/UI ของแอพใน iOS 7 มีปัญหาหนักเมื่อเอาแอพจากตัวเก่าๆ ที่ไม่ได้ปรับแต่งการแสดงบน iOS 7 มาใช้งานครับ

 

ตัวจริงมาแล้ว! Adobe Photoshop Lightroom 5

วันนี้ในช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาประเทศไทย Adobe ได้เปลี่ยนหน้าเว็บของ Adobe Photoshop Lightroom จากเวอร์ชั่น 4 เป็น 5 อย่างเงียบๆ โดย Adobe Photoshop Lightroom นั้นเป็นซอฟต์แวร์สำหรับบริหาร แก้ไข และบันทึกรูปภาพในรูปแบบไฟล์ภาพต่างๆ โดยรองรับทั้งไฟล์ภาพที่หลากหลายและปรับแต่งได้อย่างอิสระ

คุณสมบัติเด่นในเวอร์ชั่นนี้ได้แก่

  • Offline editing with Smart Previews ความสามารถที่ช่วยให้เราแก้ไขรูปภาพได้แม้ว่าไฟล์รูปที่กำลังเปิดอยู่นั้น ต้นฉบับไม่อยู่ที่เครื่อง แต่เมื่อเชื่อมต่อเข้ากับที่จัดเก็บไฟล์นั้นๆ ตัวข้อมูลที่แก้ไขจะถูกนำกลับเข้าไปบันทึกทันที
  • Advanced Healing Brush การแก้ไขรูปภาพที่มีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้นกว่าการใช้ Healing ปกติ ซึ่งเป็นความสามารถที่ถอดแบบมาจาก Adobe Photoshop ตัวเต็ม
  • Upright เป็นความสามารถในการทำให้ภาพเอียงให้ตรงได้โดยไม่ต้องใช้ไม้บรรทัดวัดความลาดเอียงแบบเก่า
  • Radial Gradient เครื่องมีในการปรับและไล่โทนสี เฉพาะจุด
  • Video slideshows สร้างสไลด์โชว์เป็นวิดีโอได้ง่ายๆ
  • Improved photo book creation นำภาพต่างๆ มาสร้างเป็น photo book ได้โดยมีตัวเลือกให้เพิ่มขึ้นกว่ารุ่นเก่า

สำหรับราคาแบบ Retail นั้น Adobe Photoshop Lightroom 5 จะมีราคาอยู่ที่ 4,676.81 บาท ซึ่งถูกลงมาอีกประมาณ 5% จากเวอร์ชั่น 4 โดยในเวอร์ชั่น 4 ราคาจะอยู่ที่ 5,080 บาท เมื่อช่วงตอนปี 2555 ที่ผ่านมา สำหรับคนที่ซื้อเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ (ตั้งแต่เวอร์ชั่น 1.0 ถึง 4.0) ราคาจะเหลือเพียง 2,528 บาท หรือประมาณ 55% ของราคาขายจากตัวเต็ม โดยราคาทั้งหมดเป็นราคาแบบดาวน์โหลดและจ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์

สำหรับการสมัครใช้งานในรูปแบบของ Creative Cloud นั้นราคายังไม่เปิดเผยแต่อย่างใด

ที่มา: Adobe, Adobe Store – Southeast Asia

 

Twitter สำหรับ Windows phone อัพเดทล่าสุดปรับแต่งรูปด้วย Filters และดูวิดีโอจาก Vine ได้แล้ว

Twitter ปล่อยอัพเดทล่าสุดพร้อมคุณสมบัติใหม่ได้แก่

  • คุณสมบัติในการถ่ายรูปหรือนำรูปมาใส่ filters และ effects ก่อนอัพโหลดขึ้น twitter
  • ดูวิดีโอจาก Vine บน Timeline ได้
  • ปรับหน้าตาในหน้าเขียน tweet ใหม่
  • แก้ไขข้อผิดพลาดบางส่วน

หน้าตาใหม่ของอัพเดทรอบนี้

wp_ss_20130607_0001 wp_ss_20130607_0003 

wp_ss_20130607_0004 wp_ss_20130607_0006

ดาวน์โหลดได้ที่ลิ้งค์ด้านล่าง

cdcfbe17-5973-46e4-a2dc-b5d3c18ee6e8
Twitter