ประโยชน์ของไฟล์ Digital Camera RAW File (เท่าที่คิดออก)

Digital Camera RAW File หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ไฟล์ RAW ในกล้อง Digital SLR นั้นถือเป็นการบันทึกข้อมูล "ดิบ" ที่ได้จาก Sensor ซึ่งส่วนใหญ่จะเก็บข้อมูลที่มีขนาดข้อมูล Color depth หรือ Bit depth ที่ระบบสี 12 bpp (bits per pixel) หรือ ระบบสี 14 bpp (ไล่เฉดสี 1 สีได้ 12bits เท่ากับ 4,096 เฉดและ 14bits เท่ากับ 16,384 เฉด) โดยที่จำนวน bit ของระบบสีนั้นขึ้นอยู่กับกล้องว่าใช้ Sensor แบบใด (แพงหรือถูกด้วย) และเมื่อเทียบกับ 1 pixel เท่ากับระบบสี 8 bpp ของ JPEG ก็จะเห็นได้ว่าความแตกต่างกันมีเยอะมาก (ไล่เฉดสี 1 สีได้ 256 เฉด)

แต่เมื่อเอามาคิดในระบบการแสดงผลของสีในธรรมชาติโดยเทียบจาก JPEG นั้นใน 1 pixel ของระบบสี กับ 1 pixel ของระบบการแสดงผลของสีนั้นประกอบไปด้วยแม่สีของแสง (spectrum primaries) ที่มี 3 สี (3 channel) คือ แดง (Red) เขียว (Green) น้ำเงิน (Blue) หรือเรียกย่อๆ ว่า สี RGB ครับ ซึ่ง 1 pixel มี 3 สีมาผสมกันให้เกิดสีต่าง ๆ ในธรรมชาติที่มีความหลากหลาย นั้นหมายความว่า 256 (R) x 256 (G) x 256 (B) ให้จำนวนการไล่เฉดสี RGB ได้ทั้งหมด 16,777,216 เฉดสี หรือ 8 bpp ในระบบ RGB นั้นจะได้จำนวนสี RGB คิดเป็นบิตที่ 8 bpp x 3 color (RGB) ก็คือ 24bits นั้นเองครับ

แล้วถ้าลองมาคิดต่อในแบบ RAW ก็จะได้

RAW 12bits

4096 x 4096 x 4096 ให้จำนวนการไล่เฉดสี RGB ได้ทั้งหมด 68,719,476,736 เฉดสี

( 12 x 3 = 36bits )

RAW 14bits

16384 x 16384 x 16384 ให้จำนวนการไล่เฉดสี RGB ได้ทั้งหมด 4,398,046,511,104 เฉดสี

(14 x 3 = 42bits)

จากตัวอย่างข้างต้นทำให้เราเห็นความแตกต่างของจำนวนข้อมูลอย่างชัดเจนจนทำให้คุณภาพของข้อมูลภาพนั้นแตกต่างกันด้วยเช่นกัน (มองที่คุณภาพของไฟล์ภาพ ไม่ใช่ความสวยงามของภาพ) ซึ่งจะเห็นผลตอนเราจำเป็นต้องนำมาแต่งภาพที่ต้องการความสมบูรณ์ของข้อมูลมาก ๆ

อีกอย่าง JPEG เป็น lossy compression ทำให้ข้อมูลที่ได้มีการสูญเสียจากการนำไปประมวลผลจากตัวกล้องเอง เพื่อให้ได้ภาพที่ปรุงแต่งตามการตั้งค่าของผู้ผลิตหรือตัวผู้ใช้เอง แล้วทำการบีบอัดรูปภาพให้ได้เล็กลง ซึ่งจะเอากลับมาปรับแต่งต่อยากมาก ๆ เพราะด้วยจำนวนข้อมูลที่น้อยกว่าหลายเท่าตัวนั้นเอง แต่การถ่าย RAW ไฟล์ก็ต้องแลกกับจำนวนการถ่ายช็อตที่ต้องการความต่อเนื่องได้ลดลง เพราะด้วยจำนวนข้อมูลที่ใหญ่มากของ RAW ทำให้การส่งข้อมูลระหว่างกล้องกับ Memory เพิ่มมากขึ้น แต่ก็พอจะแก้ไขด้วยการใช้ Memory ที่มีความเร็วสูงๆ ได้เช่นกันครับ

อีกข้อดีของการใช้ไฟล์ RAW คือระบบการประมวลใน Computer มีความสามารถในการคำนวนและทำงานได้ดีกว่า Processor ในกล้อง ประกอบกับการปรับแต่งที่เหมาะสมกับสิ่งที่อยากได้ให้ได้มากที่สุดโดยผู้ใช้เอง ซึ่งถ้าอยากเปลี่ยนแปลงค่าต่าง ๆ ที่ตั้งไว้ เช่น White Balance ที่ปรับได้ดั่งใจ เปลี่ยนแปลงโดยไม่สูญเสียคุณภาพของภาพไป หรือ Exposure Value ที่ให้เราดึงค่ากลับมาได้อีก +-1 Stop เป็นอย่างน้อย ๆ (เช่นภาพด้านล่าง)

จะเห็นได้ว่าประโยชน์ของการถ่ายรูป DSLR แล้วใช้ RAW น่าจะเหมาะกับคนที่นำภาพมาปรับแต่งต่อในภายหลัง และในสถานะการณ์ที่เราไม่มีเวลามาใส่ใจกับ White Balance และ Exposure Value มากนัก (ในกรณีที่เราต้องถ่าย under ลงไปอีกหน่อยเพื่อให้ภาพไม่เบลอก็จำเป็น ไม่งั้นไม่ได้ภาพก็น่าเสียดาย)

แต่ไม่ใช่ว่าการถ่ายแบบ RAW จะช่วยได้ทั้งหมด เพียงแต่ทำให้เราสามารถนำไฟล์ภาพที่ได้ถ่ายนั้นเอามาปรับแต่งได้มากกว่าเดิมจากที่ JPEG ทำได้เท่านั้น ซึ่งหลายทั้งมวลนั้นเป็นเรื่องของคนถ่ายรูปเป็นหลัก ที่ต้องทำคุณภาพของรูปภาพนั้นดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เสียก่อน

คิดซะว่าถ่าย RAW ก็เหมือนถ่ายรูปด้วยกล้องฟิล์มนั้นแหละครับ เพียงแต่ว่าดีหน่อยตรงที่ถ่ายแล้วเห็นเลย แต่ไฟล์รูปเราก็ต้องเอามาทำการล้าง แล้วก็มาตกแต่งในห้องมืด (ทำผ่าน GIMP) แล้วค่อยอัดภาพทีหลัง (แปลงด้วย RAW Converter เป็น JPEG) อะไรแบบนั้นครับ จะไม่รวดเร็วแบบ JPEG ที่ถ่ายแล้วใช้ได้เลยอะไรแบบนั้น (อาจจะแต่งบางตามสมควร)

แต่อย่านำมาสับสนกับการแสดงผลในจอภาพนะครับ เพราะจอภาพในปัจจุบันนั้นแสดงผลที่ 32bits (RGB) ซึ่งจะเป็น 16,777,216 สี ที่ 24bits ส่วนอีก 8 bits ที่เหลือเป็นเรื่องของการโปรงแสงของสี (degree of transparency) ครับ โดยภาพที่ตามนุษย์เห็นนั้นสามารถไล่เฉดสีได้จะอยู่ที่ประมาณ 16-24bits ครับ ไม่แน่ใจข้อมูลจำคราวๆ ครับ

ปล. ถ่ายเบลอ ถ่ายหลุดโฟกัส อย่างงี้ต่อให้ถ่าย RAW ก็ไม่ได้ช่วยอะไร อันนี้มันอยู่ที่คนถ่ายล้วนๆ แล้วหล่ะครับ

16592172

16592369 

ผิดพลาดหรือต้องการเพิ่มเติมก็เสนอความคิดเห็นได้เลยนะครับ ศึกษามาเดือนกว่าๆ เลยเอามาสรุป ๆ ไว้

เก็บกล้องยังไงดี ?

เป็นคำถามที่ผมต้องหาคำตอบเองนับตั้งแต่ซื้อกล้อง DSLR Nikon D80 มา เพราะส่วนใหญ่มีแนวคิดเก็บกล้องไม่เหมือนกัน บางคนก็ไม่อะไรมาก ใส่กระเป๋า แล้วเอามาใช้สัปดาห์ละครั้ง ตามแต่ว่าจะถ่ายมากถ่ายน้อย บางคนก็เอาใส่กล่อง หรือตู้ควบคุมความชื้นอย่างดี ซึ่งกล่องควมคุมความชื้นราคาก็ 3-4,000 ส่วนตู้ก็เกือบหมื่น ถึงราคาหลักหมื่น ราคาระดับนี้ดูมาก แต่ถ้าดูจากราคากล้องรวมถึงเลนส์ที่เราจะซื้อในอนาคตที่ราคาหลักหมื่นทั้งนั้นแล้ว ก็ไม่ได้ดูแพงเกินไป แต่ในช่วงแรก และระยะกลางๆ การเก็บด้วยวิธีควบคุมความชื้นแบบบ้านๆ ที่ใช้งบราคาไม่แพงมากก็ช่วยให้เราประหยัดลงไปได้เยอะครับ

เหตุที่ต้องควบคุมความชื้น เพราะ …..

2009-05-01_230745 

รา และฝ้าขึ้นเลนส์และ CCD/CMOS (Image sensor) ในกล้องครับ

(ในภาพ Nikon ED Nikkor 80-200 F2.8 D ที่ยืมมาจากพี่ @hongsyok แล้วพี่เค้าเก็บไว้นานมากแล้ว เลยเอามาเช็ด แล้วเจอพอดี เลยถ่ายรูปเก็บไว้สักหน่อย)

ผมเลยต้องจัดกล่องสูญญากาศมาครับ เป็นของ Super Lock จริงๆ ผมมี Lock & Lock อีกตัวนึงแล้ว แต่เอาไว้ใส่อย่างอื่นด้วย และ Super Lock ราคาถูกกว่าและหาซื้อง่ายกว่า ตาม BigC มีขายทุกสาขา ซื้อเอาขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่จะหาได้นั้นแหละครับ

IMAG0827

IMAG0828

แล้วก็จัดซิริก้าเจลอย่างดีมา ในภาพด้านล่างผมซื้อแบบ 1 กิโลกรัมครับ (ถุงละครึ่งกิโลกรัม) ราคาก็ 200 บาทด้วย (ไม่รวมค่าส่ง) วิธีการดูว่าซิลิก้าเจลเริ่มดูดความชื้นไม่ไว้ก็คือ มันจะเปลี่ยนจากสีน้ำเงินสวยๆ แบบในรูปด้านล่างเป็นสีม่วงครับ เมื่อม่วงมากๆ ก็ได้เวลาเอาไปอบให้ความชื้นละเหยออกมา หรือเททิ่งเปลี่ยนใส่อันใหม่เลยก็ได้

P1100592

P1100594_1

แล้วก็ซื้อ Hygrometer ที่ดีๆ หน่อย เอามาวัดความชื้นในกล่องไว้ จะได้รู้ว่ามากหรือน้อยเกินไป

โดยที่ระดับความชื้นที่กำลังดีคือ 40-50% ถ้าน้อยกว่า 40% จะทำให้พวกยางต่างๆ กรอบและแตกได้ ส่วนมากกว่า 50% อาจทำให้ราเจริญเติบโตได้ง่าย

P1100587 

แต่ปรกติถ้าเราปิดฝาออกมาความชื้นในอากาศจะมากกว่าด้านในจะไหลเข้าไปอยู่แล้ว ซึ่งต้องให้เวลาซิลิก้าเจลมันดูดความชื้นสัก 6 – 18 ชั่วโมงครับ ความชื้นจะค่อยๆ ลดลงอยู่ในระดับเหมาะสม ซึ่งราและฝ้ามันไม่ขึ้นง่ายขนาด 18 ชั่วโมงแล้วแตกระแหงครับ แต่ใช้เวลาหลายวัน หรือหลายสัปดาห์หน่อย แต่การทำให้สภาพของอากาศไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตก็ช่วยป้องกันได้ครับ

การเก็บแบบนี้เหมาะกับห้องและสถานที่ที่มีความชื้นสูงครับ เช่นในห้องแอร์ บ้านพักที่มีต้นไม้เยอะ ๆ หรือบ้านไม้ครับ ยิ่งผมอยู่แมนชั่นที่มีสภาพปิดทำให้ผมเปิดแอร์นอน ตื่นเช้ามาจะมีความชื้นสูงมาก (เคยเอา Hygrometer วัด จะได้อยู่ที่ 60-70%) เลยจำเป็นต้องเก็บแบบนี้ครับ

การลงทุนเก็บแบบนี้นั้นโดยรวมไม่สูงมากครับ

  • Super Lock ราคาประมาณ 200 – 300 บาท
  • ซิลิก้าเจล ราคาถุงครึ่งกิโลกรัม 100 บาท
    มันจะหมดอายุภายใน 6 เดือนหลังจากเปิดถุงนะครับ ผมใช้ได้ประมาณ 1-2 เดือน ใช้แบบเปลี่ยนเลย ไม่เอามาอบอะไรทั้งสิ้นกลัวสารตกค้าง ในตู้ไมโครเวฟ
  • Hygrometer แบบดี ๆ หน่อย ก็ 300 – 400 ค่าความผิดพลาด < 5% (แบบตัวอย่างด้านบนกลมๆ ซื้อจาก Fotofile ราคา 400 บาท) และแบบถูก ๆ ก็มี 60 บาท หาได้ตามบ้านหม้อ (รูปด้านล่างสี่เหลี่ยมขาวๆ นั้นแแหละครับ) แต่ค่าความผิดพลาดจะอยู่ที่ 5%-10% ครับ

ราคารวมแล้วชุดนึงก็เก็บกล้องและเลนส์ได้พร้อม ๆ กันก็ประมาณ 500 – 1,000 บาท ซึ่งมันจะไปแพงที่ตัว Hygrometer นั้นแหละครับ ตัวกล่องถ้าเอาแบบดี ๆ อย่าง Lock & Lock ก็แพงกว่าของ Super Lock ประมาณเท่าตัวครับ (กล่องด้านล่างสูง ๆ นั้นแหละครับ) อันนี้ก็แล้วแต่ความเหมาะสมและกำลังทรัพท์ครับ

IMAG0863

ปล. ภาพที่ถ่ายนี่ ถ่ายด้วยกล้องหลากลายตัวครับ เก็บๆ รวมรวมมาเขียนใน blog ตอนนี้ครับ

The Last Day at TARADdotcom

DSC_0608_1a

DSC_0609_1

ณ. SM Tower ชั้น 25 TARADdotcom

ไม่ใช้ขาตั้งกล้อง พยายามให้นิ่งที่สุดตอนวางกล้องทาบกับขอบกำแพงกั้น และหนึ่งใน 10 ช็อตที่ถ่าย ได้ภาพนี้มาครับ
http://fordantitrust.multiply.com/photos/album/80/

จดไว้กันหาย “คำย่อของ Nikkor lenses”

ใช้ Nikon D80 และเลนส์ AF-S DX Zoom Nikkor 18-135mm f/3.5-5.6G IF-ED อยู่ เลยต้องหาคำย่อต่าง ๆ ว่ามันย่อยังไง สรุปก็หาเจอครับ

เผื่อใครไม่รู้ หรือ รู้แล้วก็ไม่เป็นไร อ่านไว้ แล้วจะไปซื้อเลนส์  ขอบคุณบอร์ดไทยดีที่ ให้ข้อมูล คำย่อของ Nikkor lenses เท่าที่มีเอกสารอยู่ เผื่อไว้เป็นข้อมูล บางครั้งมีสมาชิกถามแต่นึกไม่ออก…

  • ED = Extralow Dispersion. หมายถึง เลนส์ตัวนี้ใช้ชิ้นเลนส์แบบ Extra Low Dispersion (เลนส์ที่มีการกระจายแสงต่ำ) ภาพที่เกิดจากเลนส์ชนิดนี้จะคมกว่าภาพจากเลนส์ปกติครับ
  • SIC = Super Integrated Coating. โค๊ทของเลนส์ Nikon รุ่นที่ใหม่กว่า NIC (Super Integrated Coating)
  • ASP = Aspherical lens elements. เป็นชิ้นเลนส์ที่ไม่มีลักษณะแบบเลนส์เว้า หรือเลนส์นูน aspherical มาจากคำว่า asphere ที่แปลได้ประมาณว่า "มันไม่กลม" มีสามแบบ คือ Ground (นำชิ้นแก้วมาขัดขึ้นรูปจนเป็นเลนส์แบบ Aspherical เป็นวิธีที่สิ้นเปลืองมากที่สุด แต่จะได้ชิ้นแก้วที่มีคุณภาพดีที่สุด), Mold (หล่อขึ้นมาโดยใช้ความร้อนสูง หลายเจ้าเคลมว่าให้คุณภาพดีพอๆ กับแบบ Ground แต่ต้นทุนการผลิตถูกกว่า) และ Hybrid เป็นแบบนำชิ้นแก้วสองชิ้นมาประกบกันและเชื่อมต่อกันด้วยวัสดุบางอย่าง (ผู้ผลิตบางเจ้าจะเรียกว่า cement) บางเจ้าทำไม่ดี ก็จะเกิดฝ้าได้ ส่วนแอสเพอร์ริคัลนั้นผู้ผลิตเลนส์นั้นได้นำชิ้นแก้วแบบ ASP นี้ไปใช้งานในแบบต่างหลายแบบด้วยกัน
    http://www.mir.com.my/rb/photography/opinion/html/aspherical.htm
  • CRC = Close-Range Correction. เป็นการแก้ไขเพื่อช่วยให้เลนส์สามารถโฟกัสภาพในระยะใกล้ให้ดีขึ้น ทำให้เลนส์มีประสิทธิภาพดีทั้งในระยะไกล และระยะใกล้อย่างเท่าเทียมกัน
  • IF = Internal Focusing. หมายถึง มีการปรับโฟกัสภายในตัวเลนส์ เลนส์จะไม่ยื่นเมื่อทำการหาโฟกัสครับ
  • RF = Rear Focusing.  ชุดเลนส์ที่ใช้โฟกัสอยู่ด้านท้ายของเลนส์ (เช่น 105 DC) ทำให้เวลาโฟกัสแล้วหน้าเลนส์ไม่หมุน ไม่ยืด ไม่หด ปัจจุบันถูกทดแทนด้วย เทคโนโลยีแบบ IF แล้ว เลนส์รุ่นใหม่ๆ จะเป็น IF ทั้งหมด
  • DC = Defocus-image Control. เป็นระบบที่มีเฉพาะ Nikon (AF DC-NIKKOR lenses — unique NIKKOR lenses for unique portraits)
  • D = Distance information. หมายถึงเลนส์ที่สามารถส่งข้อมูลเกี่ยวกับระยะห่างของวัตถุไปยังตัวกล้องได้ ซึ่งกล้องจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้คำนวณร่วมกับระบบวัดแสงด้วย
  • DX = หมายถึง เลนส์ตัวนี้ออกแบบมาเพื่อกล้อง DSLR ที่มีตัวคูณครับ เอาไปใช้กะกล้องฟิล์มไม่ได้
  • AF-S = Autofocusing with Silent Wave Motor. หมายถึง เลนส์ตัวนี้มอเตอร์ในตัว เพื่อหมุนหาโฟกัสครับ (เลนส์ AF จะไม่มี)
  • M/A = Manual/Auto
  • VR = Vibration Reduction. หมายระบบลดความสั่นไหวของภาพในเวลาที่เราใช้มือถือกล้องเพื่อถ่ายภาพ จะสามารถช่วยเราให้ได้ภาพที่คมชัดขึ้น ปัจจุบันมี VR II แล้ว มีประสิทธิภาพที่ดีกว่า VR ธรรมดา โดย VR จะช่วยเรื่องความคมชัดของภาพได้ 3 สตอป ส่วน VR II จะช่วยได้ถึง 4 สตอป แต่จริงๆ แล้ว VR มีส่วนช่วยในการถ่ายภาพให้สะดวกขึ้นมาก 
  • G = หมายถึง เลนส์ตัวนี้ไม่มีวงแหวนปรับรูรับแสงครับ ต้องปรับจากตัวกล้อง (เลนส์เก่าๆของ Nikon จะเขียนว่า D จะมีวงแหวนปรับรูรับแสงครับ ทำให้เอาไปใช้กับกล้อง manual รุ่นเก่าๆได้)
  • PC = Perspective Control.

    http://www.kenrockwell.com/nikon/nikortek.htm#optical

นำมาจาก http://www.rc-plus.net/board/index.php?topic=656.0