ทยอยเปลี่ยนจากใช้ HDD External 3.5″ มาใช้ HDD External 2.5″

ช่วงต้นปี HDD External 2TB 2.5″ ราคาลงมาเหลือประมาณ 2,2xx – 2,3xx บาท (ล่าสุดเหลือ 1,990 บาท) ก็เลยทยอยๆ ซื้อเก็บมาเรื่อยๆ ตอนนี้ได้มา 3 ลูกแล้ว (ได้พื้นที่มา 6TB)

แต่การซื้อ HDD ดังกล่าวไม่ใช่เอามาเก็บข้อมูลเท่านั้น แต่เอามาทดแทน HDD External 3.5″ ตัวเก่าๆ ที่ใช้มานาน (3 ปีบ้าง 5 ปีบ้าง) แม้ทั้งหมดยังคงทำงานได้ดี แต่ก็ด้วยอายุที่มาก ความเสี่ยงก็มากตาม

สำหรับแนวคิดทดแทนของเก่าและใช้ของใหม่คือ ถ่ายโอนข้อมูลจาก HDD ลูกเก่ามาใส่ลูกใหม่ แล้วใช้ของใหม่แทน ส่วนของเก่าทำหน้าที่เป็นที่ backup ข้อมูลลูกใหม่ไป โดยเมื่อสำรองข้อมูลเสร็จแล้ว ก็ถอดลูกเก่าเก็บไว้แบบไม่จ่ายไฟ

ซึ่งลูกเก่าที่กำลังจะเป็นตัวสำรองข้อมูล กำลังคิดว่าจะซื้อกล่อง super lock เพิ่มเติมเพื่อมาใส่ HDD กลุ่มนี้ เพื่อเก็บรักษาสภาพให้เหมาะสม

ปล1. เหตุผลที่ไม่ซื้อ 3.5″ มาแทนตามเดิม แต่ใช้ 2.5″ แทน เพราะเรื่องความคล่องตัวในการใช้งานเป็นหลัก เพราะจากที่ใช้ 3.5″ มา 7 ตัวค่อนข้างเปลืองพื้นที่มาก ยังไม่รวมต้องหาชุดปลั๊กไฟเพิ่มเติมอีก
ปล2. เหตุผลที่ไม่ซื้อ 4TB หรือมากกว่า เพราะเน้นการกระจายความเสี่ยงเรื่องการเสียของ H/W ด้วย (ราคา 4TB ถูกกว่า 2TB x2 อยู่นิดหน่อย)

เหตุผลที่เปลี่ยนจาก Truevisions (ดูผ่านดาวเทียม) มา Bein sport connect

  1. Bein ถ่ายบอล UCL หรือลีคอื่นๆ ที่เกินกว่า Bein 1-4 ส่วนมาก Truevisions จะไม่ค่อยขยายช่องเพิ่มให้ หรือหากขยายช่องเพิ่ม ช่องที่ขยายก็เป็น SD อีก ส่วน Bein Connect มีช่อง Extra ให้ดูเพิ่มได้สบายๆ อย่างเมื่อคืนดู atletico madrid ผ่าน Bein Extra บน Bein Connect แทน เพราะ Truevisions ไม่ถ่าย ดันไปถ่าย EPL หมดทุกช่อง Bein 1-4 เลย
  2. Bit rate ของภาพที่ได้ของ Truevisions ดาวเทียม มันแย่กว่าปีก่อน คือเทียบกับ Bein Connect 1280×720 3Mbps คิดว่าภาพไม่หนีกันเท่าไหร่ ดีเลย์พอควร (นาทีนึงได้) แต่ทดแทนด้วยข้อต่อไป
  3. เวลาฝนตกตัว Bein ดูได้สบายๆ ส่วน Truevisions ก็ดับตามระเบียบ คู่ที่ทำให้ผมคิดจะย้ายและเป็นฟางเส้นสุดท้ายคือ คู่แดงเดือด ฝนตกหนัก ดับนานมาก (ข้อจำกัดดาวเทียมเราเข้าใจ) แต่ Anywhere ก็ล่ม TrueID ก็ล่ม จนต้องกด 49 บาทดูผ่าน Bein Connect แทน อันนี้ไม่ใช่แล้ว

สรุป 3 องค์ประกอบ ก็เลยเลิกแล้วกัน ส่วนบอลไทยกับลีคญี่ปุ่น ก็คงตามเท่าที่ตามได้แทน ทำใจ

ปล. ประจวบเหมาะกับย้ายค่าย Truemove H พอดีเลยแฮะ พอดีคอนโดติด fiber เข้าห้องไม่ได้ เลยทำใจตอนฝนตกซึ่งแบบ ….

ลอง OneDrive Files On-Demand บน Windows 10 Fall Creators Update แล้วพบว่า จ่ายเงินกับ Dropbox Professional ดีกว่า

หลังจาก Dropbox ออก Smart Sync ที่เป็น Files On-Demand แต่เสียเงินเพิ่ม $100 สำหรับ feature ดังกล่าว

(upgrade plan จาก Dropbox Plus ราคา $99.99/Year ไปใช้ Dropbox Professional ราคาเต็ม $199.99/Year)

เมื่อคืนที่ผ่านมา ผมก็ย้ายข้อมูลไปไว้บน OneDrive แทน เพราะจะใช้งาน Files On-Demand ของ OneDrive ที่เป็นความสามารถใหม่ที่มาพร้อมกับ Windows 10 Fall Creators Update แทนจ่ายเงินให้กับ Dropbox Professional เพิ่มอีก $100

การทดสอบนี้ใช้ทั้ง OneDrive (Consumer) และ OneDrive for Business เพราะผมมีทั้ง 2 แบบเลย โดย OneDrive (Consumer) มีพื้นที่ 38GB และ OneDrive for Business มีพื้นที่ 1TB ซึ่งใช้ client ของ OneDrive ตัวล่าสุดบน Windows 10 Fall Creators Update

แล้วพบว่า …..

ผมกดจ่ายเงินอัพ Plan ไปใช้ Dropbox Professional ต่อไปดีกว่า …..

อ้าวววววว!!!

สิ่งที่เจอบน OneDrive (Consumer) และ OneDrive for Business ทั้ง 2 ตัว แล้วพบว่ามันทำงานได้แย่ และยังสู้กับ Dropbox ไม่ได้ก็คือ

  1. หากจำนวนไฟล์เยอะมากๆ พบว่ามันทำงานได้ช้ามาก (เยอะแน่นอน ให้พื้นที่มา 1TB ไฟล์มันต้องเยอะอยู่แล้ว) ช้าในระดับที่เปิดเพลง Spotify ฟังยังกระตุก และพัดลม CPU ทำงานเต็มรอบมันตลอดเวลา
  2. จากข้อข้างบน การอัพเดทไฟล์ใดๆ จะทำให้ OneDrive มันต้อง Looking for changes แล้วเวลาเกิดการทำงานนี้ มันจะกิน CPU สูงมากตลอด (เป็นเหตุผลของการกระตุกของการทำงานร่วมกับแอปอื่นๆ)
  3. OneDrive for Business ไม่รองรับอักขระพิเศษหลายตัวที่ File System ปรกติมันรองรับ ต้องมา rename ไฟล์โน้นนี่เยอะไปหมด

    สำหรับในส่วนของชื่อไฟล์ภาษาญี่ปุ่นนั้น ทดสอบซ้ำอีกรอบ น่าจะเป็นเพราะ folder มีอักขระพิเศษ (มี # อยู่ที่ชื่อ folder) และชื่อไฟล์มีอักขระพิเศษเลยโดน OneDrive for Business มัน Block ซึ่งปัญหานี้ไม่พบบน OneDrive (Consumer)
  4. การโหลดข้อมูลเข้า Cloud ของ Microsoft ทำงานช้ามาก การอัพโหลดไฟล์เยอะๆ ตัวโปรแกรมมันก็ทำงานช้าแล้วนะ แต่ตัว Cloud ก็ยังทำงานาช้าอีก แถมบางครั้ง Web และ App บนมือถือก็เหมือนจะอัพเดทไฟล์ไม่ทันที ต้องรอสัก 10 นาทีถึงจะเห็นไฟล์ที่อัพโหลดไปเสร็จแล้วเมื่อ 10 นาทีก่อน อาจจะเป็นผลจากข้อแรกคือ ไฟล์เยอะ การ refresh ข้อมูลใหม่เลยทำงานช้าตามไปด้วย

สรุป OneDrive Files On-Demand อาจจะเหมาะกับไฟล์น้อยๆ มั้ง ไฟล์เยอะๆ แบบเรานี่คงจะไม่ไหว (แต่ OneDrive for Business พี่ให้พื้นที่มา 1TB เลยนะ)

หมายเหตุ สิ่งที่เพิ่มมาใน Dropbox Professional คือ

  • Smart Sync (Files On-Demand)
  • Full text search (เอาไว้ค้นหาข้อมูลในไฟล์)
  • File version history 120-day history (Plus ให้ 30-day)
  • Shared link controls (Plan เก่ามันเคยมี มันถอดออกมาให้ Pro ใช้แทน)

ซึ่งเป็นความสามารถที่ดีมากๆ ทุกตัว แต่ก็ช่างใจนิดนึงกับราคาที่แพงขึ้นมากจนน่าตกใจ

Report แบบด่วน #BNK48 @ 411 Fandom Party in Bangkok

ดูอยู่บัตร 2,000 บาท หลัง ๆ หน่อย แต่ระยะไม่ได้ไกลมาก ถ้าเทียบกับการไปดูคอนเกาหลีอย่างเกิลเจนและแทยอน ถือว่าใกล้กว่ามาก (คอนเกาหลีที่ไปดูคือบัตร 6,000 บาท ระยะก็ประมาณนี้)

ตอน overture กับ Aitakatta ของ BNK48 ขึ้น ผมตะโกนมิกซ์สุดเสียงเลย (มันจะมั่ว ๆ บ้าง) คือแบบ ikonic กับนุชes หันมามองเลย (ในใจคงคิด เมิงเป็นบ้าอะไร) คือเราอายก็อาย แต่เพื่อน้อง ๆ โบกปูนใส่หน้ามาจากบ้าน คือไม่สนใจเว้ย งานมันมืด ไฟไม่มี เค้ามองตูไม่เห็นหรอก 555555

เพลงในงานสำหรับกลุ่มมีเดียเซม 6 คน มี 3 เพลงในซิงเกิลแรกสุด
– Aitakatta (อยากจะได้พบเธอ)
– Oogoe diamond (ก็ชอบ ให้รู้ว่าชอบ)
– 365 nichi no kamihikouki (365 วันกับเครื่องบินกระดาษ)

น้อง ๆ เมมเบอร์ช่วงแรกดูตื่นเวทีพอสมควร แต่พอไปสักพักเริ่มชิน ก็เล่นกับคนดูได้ดี การเต้นค่อนข้างดูเนียนตา (มีพลาดนิด ๆ หน่อย ๆ) เสียงร้องดูดีมากเลย อานิสงส์คงมาจาก road show ในช่วงเดือนที่ผ่านมา เพราะได้ฝึกร้องสดมาพอสมควร แต่คอนนี้จะโหดกว่าหน่อย ตรงที่ 3 เพลงเป็นเพลงเต็มหมด ไม่ใช่แบบสั้นในฉบับ road show ทำให้เต้นนานกว่าเดิม เวลาพักระหว่างเพลงน้อยกว่า เพราะไม่มีเกมเล่นขั้นเวลา มีสัมภาษณ์ และช่วงทักทายแฟน ๆ เพื่อถ่วงเวลาพักนิดหน่อย อาการหอบเหนื่อยเลยออกอย่างเห็นได้ชัด มีช่วงนึงมี่โกะกำลังพูดทักทายแฟน ๆ น้องพูดต่อไม่ได้ต้องพักหายใจอยู่แป็บนึง แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี สำหรับ 3 เพลงแรก แฟนคลับ 2 ด้อมก็ดูสนุกกับน้อง ๆ ดีมากเลย

ส่วนต่อมาคือ ช่วงเปิดตัวเพลงใหม่ในงาน คือ คุกกี้เสี่ยงทาย (Koisuru Fortune Cookie) โดยเซ็นบัตสึเฉพาะกิจ 411 ver. ทั้ง 16 คน เพราะมีระบุใน VTR ไว้ว่า 411 ver. (คัดมาเฉพาะคอนนี้) คือ แคนแคน น้ำหนึ่ง เนย ตาหวาน แจน แก้ว เฌอปราง มิวสิค เจนนิษฐ์ ปัญ อิซึรินะ โมบาย ปูเป้ มิโอริ ไข่มุก และอร ส่วนเซ็นบัตสึที่จริงๆ ควรจะขึ้นในคอนนี้อย่าง จ๋า น้ำหอม และซัทจัง ไม่ได้ขึ้นเพลงนี้ (ยังไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริง ก็มีกระแสเดาไปต่าง ๆ นา ๆ และดราม่าอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าเคารพการตัดสินใจของทีมงานแล้วกัน) และเอาจริง ๆ ไม่กี่วันก็รู้แล้วว่า เซ็นบัตสึทั้ง 16 คน ที่จะโปรโมทซิงเกิล คุกกี้เสี่ยงทาย คือใครบ้าง โดยเนื้อร้อง และคำแปลของเพลง ที่แปลมาจากเพลงญี่ปุ่น ถือว่าดีมากเลย ฟังแล้วติดหูได้ไม่ยาก ประกอบกับท่าเต้นที่เต้นได้ง่าย ทำให้เข้าถึงไม่ดูลำบากแต่อย่างใด (หวังว่าทีมงานจะไม่พลาดเรื่อง MV แบบซิงเกิลแรกอีก)

สรุปภาพรวมส่วนของ BNK48

เวทีค่อนข้างกว้าง ควรจะขึ้นมา 16 คนตั้งแต่เพลงแรกเสียด้วยซ้ำ เพราะจะทำให้คอนนี้พีคกว่านี้มาก เพราะน้อง ๆ กระจายเต็มพื้นที่เวที น่าจะทำให้ด้อมอื่น ๆ สัมผัสกับความน่ารักของน้อง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเห็นได้ชัดจากเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย ที่ด้อมอื่น ๆ ประทับใจมาก ๆ มีด้อมอื่นโดนน้อง ๆ ตกไปเยอะมาก

บรรยากาศในงานโดยรวมเป็นไปอย่างฉันมิตรระหว่างด้อม ในช่วงที่น้อง ๆ BNK48 ขึ้นมา ทั้งฝั่ง นุชes และ ikonic ก็โบกแท่งไฟ และช่วยกันกรี๊ดให้กับน้อง ๆ เช่นเดียวกัน แม้จะยิงมิกซ์ไม่เป็น ก็พยายามโปกแท่งไฟช่วยแทน เป็นคอนที่ดูน่ารักดี ช่วย ๆ กันฟังแฟนคลับ BNK48 ก็เปลี่ยนสีแท่งไฟตามแต่ละด้อมเอา โดยแฟนคลับเป็กใช้แท่งไฟแบบคทาสีขาว และ ikon เป็นสีแดง ส่วนแฟนคลับ BNK48 แท่งไฟส่วนใหญ่เปลี่ยนสีไปมาได้อยู่แล้ว เลยสะดวกต่อการเชียร์ด้อมอื่น ๆ ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแท่งไฟ ทำให้กลมกลื่นไปกับด้อมอื่นได้ไม่ยาก

สำหรับช่วงเป๊ก ผลิต และ ikon ขึ้นเราก็ช่วยเชียร์กันไปเรื่อย ๆ เช่นกัน ก็สนุกไปกับเพลง โดยเฉพาะเป๊ก ผลิต ที่ perform ดีมาก เพลงที่จัดมาร้องให้แฟน ๆ ฟังถือว่าพีคมาก มีเพลงเก่า ๆ ที่ผมเคยฟังเมื่อนานมาแล้วด้วย เลยพอร้องตามได้ ส่วนฝั่ง ikon ด้วยความที่เราไม่ได้ตามเพลงเลย เลยแปลก ๆ หน่อย แต่ก็โปกแท่งไฟช่วย ๆ ด้อมเค้าเช่นกัน เพลงฟังแปลกหูดี เดี่ยวหาเวลาติดตามบ้าง

สำหรับ report รอบนี้จบแค่นี้ ขอไปนั่งร้องเพลงต่อ

โคอิซูรุ ฟอร์จูน คุกกี้ มาลุ้นดูสิ อาจจะเจอความหวังที่ยังรออยู่ Hey Hey Hey เผื่อจะดี ลองวัดกันดู เสี่ยงแต่คงต้องยิ้มต้องสู้กันไป…..

หมายเหตุ เป็น report ที่แซง NMB48 และ งานจับมือ BNK48 เพราะรู้สึกประทับน้อง ๆ ภายในงานมาก ขอแซงก่อนแล้วกัน

มันควรถึงเวลา “หยุด” ได้แล้ว

เคสเรื่องตรวจทรงผม การกล้อนผม ตรวจเครื่องแต่งกาย บังคับโน้นนั้นนี่ และลุแก่อำนาจที่กระทำต่อผู้เรียน ในแวดวงการศึกษาไทยเนี่ย ผมแม่มไม่สนับสนุนเลยสักนิด

คือผู้สอนเหล่านั้นใช้อำนาจภายในศีลธรรมอันดี(ที่เลวทราม) มากระทำต่อร่างกายคนอื่นจนเป็นเรื่องปรกติมาอย่างยาวนาน สืบทอดกันรุ่นสู่รุ่นกันดูเป็นเหมือนปรกติ

รุ่นผม รุ่นที่โดนกระทำ มันควรรู้ว่าการกระทำเหล่านี้ไม่ควรสืบทอดต่อไป แต่ผมก็ยังเห็นรุ่นผมและรุ่นน้องผม ยังคงกระทำการสิ่งเหล่านี้ โดยได้หลงลืมภาพความเจ็บปวด ที่เราไม่ควรสืบถอดภายในศีลธรรมอันดี(ที่เลวทราม)เหล่านี้ต่อไปยังรุ่นลูก รุ่นหลานของเราในอดีตไปอย่างไม่น่าเชื่อ

แต่ก็แน่หล่ะ …… ในสังคมที่ไม่เคยให้สิทธิในการคิดได้เอง และหากมีคนคิดได้เอง และตั้งคำถาม ต่อศีลธรรมอันดีงามเหล่านั้น จะถูกทำโทษภายในศีลธรรมอันดี(ที่เลวทราม) ขจัดออกจากสังคมจากผู้ที่เต็มไปด้วยจริยธรรมอันโหดร้ายเลวทรามบนความปรารถนาดี

แล้วยิ่งน่าขนลุกหนักเข้าไปอีก เมื่อเหล่าผู้อ้างศีลธรรมอันดี(ที่เลวทราม) ใช้คาถาแสกความน่าสงสารเข้าไป แล้วจับแยกคนเหล่านั้นออกไปจากสังคมคนส่วนใหญ่ เพื่อลงโทษให้ต่ำตมหนักกว่าเดิมเข้าไปอีก ก็ยิ่งรู้สึกถึงความโหดร้ายของการกระทำเหล่านี้มากขึ้น

แต่ผมยังเชื่อว่า มันควรถึงเวลา “หยุด” ได้แล้ว

คืนความเป็นคนให้กับลูก-หลานกันเสียที โรงเรียนที่แลดูเหมือนคุก มันไม่ได้ขังร่างกาย แต่มันขังจิตใจ กักขังความคิด กักขังจิตวิญญาณความเป็นคนไว้รอวันปลดปล่อย (ในวันที่อาจจะสายไป)