การเมืองจากการ์ตูน (จะโดนปิดเว็บไหมเนี่ยเรา) [ปรับปรุงคุณภาพรูปภาพ]

image_thumb

ได้พวกนี้มันนึกว่าสมาชิกรัฐ…เป็นอะไรกันแน่นะ

มันตั้งใจเป็นตัวแทนของประชาชน

ปกครองประเทศตามระบอบประชาธิปไตยจริงหรือเปล่าเฟ้ย

image_thumb_3

เหมือนกับเช่นเคย

image_thumb_4

เนื่องด้วยมนุษย์เป็นสัตว์สังคม

เพราะงั้นจึงจำเป็นต้องรักษากฎของสังคมเอาไว้

image_thumb_5

ใครที่ไม่รักษากฎก็ต้องได้รับโทษ

ประหาร !

แต่ถ้าสามารถรักษากฎได้ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ย่อมทำได้

ใช่

image_thumb_6

การคว้าชัยชนะเพื่อแต่งตั้งตัวเองเป็นราชาของประเทศ ไม่ได้เป็นการทำลายกฎ

ฉันนี่แหละคือกฎเฟ้ยยยย

แค่สร้างกฎแบบนั้นขึ้นมาก็พอไม่ใช่เหรอ

ไร้ความผิด ……

image_thumb_7

และผู้ที่สามารถทำให้กฎนั้นบังคับใช้ได้ก็คือ สมาชิกรัฐ …..

ถ้าจะพูดไปแล้วสมาชิกรัฐ….. ก็คือพวก ……. ที่ไป …… ในเวทีที่ชื่อว่า ….. ซึ่งมีเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ไหลเวียนอยู่

เพื่อปล้นเงินภาษีของประเทศ ไปสร้างกฎให้พวกตัวเอง ที่อยู่ในท้องถิ่นหรือวงการธุรกิจได้ผลประโยชน์

image_thumb_8

แล้วก็เลือกนายกขึ้นมาเป็นตัวแทน เพื่อเล่นการเมือง ซึ่งไม่สามารถดำเนินนโยบายของประเทศอย่างตรงไปตรงมาได้

เพราถ้าหากว่าทำเช่นนั้น ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องถูกลากไปจัดการ

image_thumb_9

พรรค ….. ที่มีอำนาจและมีสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับองค์กรธุรกิจเพราะทำเช่นนั้นมานานปี ผลสุดท้ายก็มีแต่จะได้รับสินบนเพิ่มขึ้น

ถ้าตั้งใจจะ ปฎิรูปการเมืองจริง ๆ หล่ะก็ ……

 

แล้วทำไงดีหล่ะ T_T

ปล.ภาพทุกรูปมาจากหนังสือการ์ตูน 

logo_akumetsu

หน้ากากปีศาจ พิฆาตทรชน : AKUMETSU
Story by TABATA Yoshiaki
Illust by YOGO Yuki
ปัจจุบันจบชุดแล้วมีทั้งหมด 18 เล่มจบ หาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป
ราคาปกเล่มละ 40 บาท

 

การศึกษาภาค 2.2

จาก กูเป็นนักศึกษา ? !!!! และค้นด้วยคำดังกล่าวแล้วไปเจอความคิดเห็นที่น่าสนใจจากที่นี่ ผมจึงนำมาลงให้ได้อ่านกันครับ

ในยุคมืดของประชาธิปไตยในประเทศไทย นักศึกษานับว่าเป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการเรียกร้องเสรีภาพเพื่อให้มาเป็นของมวลชน เป็นความหวัง ปากท้อง และรอยยิ้มของประชาชนอย่างแท้จริง เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ ความรู้ที่กอบโกยมาจากการหนุนของถิ่นเกิดก็เทคืนให้เมื่อสิ้นสุดกระบวนการศึกษาอย่างเต็มที่
ด้วยความแตกต่างเมื่อครั้งอดีตกับปัจจุบันนี้ จึงเห็นว่าบทบาทของนักศึกษาเปลี่ยนไป ทำให้สายตาของประชาชนมองเห็นว่าเป็นกลุ่มคนที่ป่วย เรียกร้องความสนใจในรูปแบบต่างๆ หาผลกำไรใส่ตัวตั้งแต่เริ่มเรียน เที่ยวผับ เที่ยวบาร์ ไม่สนใจในหน้าที่อันพึงกระทำ เมื่อจบมาแล้วก็ยังหาความสุขเข้าตนเอง ใช้ปัญญาที่ได้มาสร้างเป็นเงินมหาศาล ถึงแม้จะต้องเหยียบหัวชาวบ้านตาดำๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยหวังพึ่งความสามารถของปัญญาชน ฉุดตัวเองให้พ้นโคลนตม เหมือนอย่างที่เคยเป็นมาแล้วเมื่อครั้งอดีต เหยียบหัวชาวบ้านที่ยืนในปลักตมอยู่แล้วให้จมลึกลงไปอีกเพื่อตัวเองจะได้คว้าแสงจัทร์แสงดาวได้ง่ายขึ้น
ถูกมองว่าเรียนเพื่อไล่ล่าไขว่คว้าสิ่งที่ยืนยันว่าตัวเองมีความรู้ความสามารถในสาขานั้นๆ เพื่อเป็นทุนในการสร้างกำไรก้อนใหญ่ต่อไป
คิดถึงตรงนี้แล้วใจหาย แม้ครั้งที่ผมยังเป็นนักศึกษา สิ่งที่ผมทำได้ก็แค่ความตั้งใจ ทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้เพราะเพื่อนรอบข้างก้าวไกลออกไปทุกที จนไม่แน่ใจว่าความเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาเกิดขึ้นจากความเหลวแหล่ หรือเพราะสังคมรอบข้างกันแน่

กานธนิกา ชุณหะวัต (บง)
[email protected]
คุณบงจบการศึกษามัธยมปลาย จาก ร.ร เตรียมอุดมศึกษาพญาไท รุ่น 50 แล้วก็จบป.ตรี และโทจากสถิติ จุฬา ชอบเรียนเลข และรักเขียนมาตั้งแต่เด็กๆ ส่งผลงานมาลงใน YES! ครั้งแรกในคอลัมน์ Stop & Listen ด้วยเพลง ไม่สำคัญ ของซาร่า

 

กูเป็นนักศึกษา ? !!!!

เพลง : กูเป็นนักศึกษา
ศิลปิน: พงษ์สิทธิ์ คำภีร์

ทุกวัน ทุกวัน เห็นเขารีบออกไป แต่งตัวทันสมัย ขับรถซิ่ง

อือฮื้อ อาฮ้า เทวดาฟ้าดิน กุ๊กกิ๊ก ดุ๊กดิ๊ก สะดิ้งมาเต็มคัน

ชาวบ้านยืนมองแล้วอดใจไม่ไหว เอ่ยถามขึ้นทันใดว่าไอ้หนุ่มเอ้ย

มึงเป็นใคร ?

กูเป็นนักศึกษา นักล่าปริญญา ใฝ่ฝันขึ้นไปเป็นใหญ่

แล้วยังไง ?

กูจะรวยน่ะสิว่ะ ความรู้กูแน่นหนากูจะมาเป็นนายมึง

รำพึงรำพันน้อยใจวาสนา ไม่มีการศึกษาอนาคตสั่นไหว

จับกังคนงานยังฝันหวานเกินไป น้อยอกน้อยใจไม่ได้เป็นนักศึกษา

เข้าเทคเข้าบาร์ ดึ๊บดั๊บกันเข้าไป ชาติจะเป็นยังไงไม่ใช่เรื่องนักศึกษา

มึงเป็นใคร ?

กูเป็นนักศึกษานักล่าปริญญา ใฝ่ฝันขึ้นไปเป็นใหญ่

แล้วยังไง ?

กูจะรวยน่ะสิว่ะ ความรู้กูแน่นหนากูจะมาเป็นนายมึง ……..

ชาวบ้านถามว่าคุณจะทิ้งผมไปไหน ยากจนเข็นใจรอให้คุณนำพา

คุณขึ้นสวรรค์ผมไม่เคยคิดอิจฉา ขอเถอะคุณจ๋าอย่าทิ้งผมไปไหน

มึงเป็นใคร ?

กูเป็นนักศึกษานักล่าปริญญา ใฝ่ฝันขึ้นไปเป็นใหญ่

แล้วยังไง ?

กูจะรวยน่ะสิว่ะ ความรู้กูแน่นหนากูจะมาเป็นนายมึง

มึงเป็นใคร ?

กูเป็นนักศึกษานักล่าปริญญา ใฝ่ฝันขึ้นไปเป็นใหญ่

แล้วยังไง ?

กูจะรวยน่ะสิว่ะ ความรู้กูเหนือกว่า กูจะมาเป็นนายมึง

บทเพลงกระแทกใจคนหลาย ๆ คน (รวมถึงผมด้วย) ในวันที่เราเรียนหนังสือ และเข้าศึกษาในระดับต่าง ๆ เราไขว้ขว้าความสำเร็จ เราเหยียบหัวคนที่ มีความรู้น้อยกว่าตัวเองมาเท่าไหร่ คนบางคนที่มีความรู้ไม่มากเท่าเรา แต่เรากลับมองว่าเค้าเหล่านั้นไม่รู้ มองว่าโง่กว่าเรา แต่เราไม่มองว่า "ทำไม" เค้าเหล่านั้นถึงได้เป็นแบบนั้น อาจจะเพราะสภาพแวดล้อม ทั้งด้านการเลี้ยงดู และทางด้านการเงินในตอนเริ่มปฐมวัยมาแต่เด็ก หลังจากฟังเพลงนี้สิ่งที่ต้องนำมาฉุกคิดคือ เรากำลังเรียนเพื่ออะไรกันแน่ เรียนเพียงแต่สนองความอยากด้านการเงิน ที่เรียนเพื่อปรับฐานเงินเดือนตามวุฒิฯ และความมั่งคั่งเท่านั้น หรือเพื่อการพัฒนาต่อสังคมโลกที่ได้รับผลจากการที่เราเรียนรู้และต่อยอดทางความคิด

ทางสองสายที่บางครั้งไม่จำเป็นต้องเลือก เพราะมันไปด้วยกันได้ เพียงแต่ในสังคมไทย ทางทั้งสองกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น อาจจะเพราะสังคมไทยโดยส่วนใหญ่ต้องการผลงานที่ฉาบฉวย ต้องการเพียงวันนี้ พรุ่งนี้ ประมาณงานผักชีโรยหน้า ปีงบฯ เป็นปี ๆ ไป พลาญเงินไปเรื่อย ๆ สนุกสนานกันไป

น่าเสียดายสังคมการศึกษาสมัยนี้ยึดติดภาพลวงตา ทั้ง ๆ บางครั้งไม่มีอะไรเลยที่ได้กลับมา (แถมเสียเงินอีก -_-‘) แถมภาพลวงตาเหล่านั้น กลับมาดูถูกเพื่อนรวมโลกของตัวเอง แทนที่จะช่วยกันเพิ่มพูนความรู้ให้แก่กันและกัน แถมไม่ยอมรับฟังเหตุผล เพียงเพราะเรามีวุฒิการศึกษาสูงกว่า (แต่บางครั้งใช้งานไม่ได้ในโลกความเป็นจริง)

ผมอาจจะไม่ได้เป็นนักการศึกษา แต่ก็ไม่อยากทำตัวเป็นนักศึกษาความรู้มือสอง

ผมเคยช่วยพ่อผมทำโปรแกรมคิดเงินภายในร้านอาหาร และเป็นโปรเจ็คส่งอาจารย์ตอนปี 2 ด้วย แต่พอทำไป ดู ๆ แล้วใช้งานไม่ได้ในความเป็นจริงแม้จะลองเก็บ requirement เต็มที่ ข้อมูลครบ จริง ๆ ทำเลียนแบบคล้าย ๆ MK ในด้านการสั่งอาหารและคิดเงิน แต่เราไม่ได้ทำส่วนของ flow นำเข้าห้องครัว แถมเราไม่มี Pocket PC ให้ลอง เลยทำ เป็น webbase แทน แต่กลับยุ่งยากและช้ากว่าวิธีเดิม ๆ เพราะเราไม่เข้าใจธรรมชาติของงานที่บางครั้งเขียน และกดเครื่องคิดเลขเองจะเร็วกว่า ถ้าจะทำให้ดี ต้องทำครบวงจรจริง ๆ คือมีระบบแจ้งเข้าครัวด้วย แต่ยากเข้าไปอีก เพราะครัวนั้นเอาคอมฯ เข้าไปคงพังภายในเดือนเดียว T_T เลยพับโครงการไป แต่ก็ยังคงคิดว่าจะทำยังไงกับตรงนี้ต่อดี เพราะถ้าทำได้ น่าจะนำออกจำหน่ายได้แน่ ๆ เพราะร้านอาหารแบบนี้มีเยอะมาก แต่ที่แน่ ๆ พ่อผมก็บอกไว้ว่า "ต้องไม่เบรคพฤติกรรมเก่า ๆ หรือปรับไม่มาก flow การทำงานต้องคงเดิม หรือปรับให้น้อยที่สุด เพราะเราทำงานร่วมกับคนหลากหลายแบบ หลากหลายวุฒิการศึกษา อย่าคิดว่าทุกคนฉลาดและเข้าใจเหมือนกับเรา" โดนเลยคำพูดนี้ เลยต้องนั่งปรับ ๆ แนวคิดเยอะมาก ๆ

จากตัวอย่างของผมเนี่ย บางครั้ง ถ้าเราเอาสิ่งที่เราเรียนมาพัฒนางานพื้น ๆ ภายในครอบครัวเรา และ/หรือนำเสนอต่อคนภายในสังคมเราก่อน ตอบโจทย์สังคมเราให้ได้ น่าจะเป็นทางออกที่ดี เพราะเท่าที่เห็น เรามักทำอะไรสนองตลาดที่กว้าง แต่มักลืมไปว่าช่องทางภายในสังคมเรายังมีอีกมากจนบางครั้งเราหลงลืมไปเยอะมาก

แถมด้วยปัญหาด้านลิขสิทธิ์ บางครั้งงานที่เรานำเผยแพร่ อาจจะดีกว่าของต่างชาติในเชิงความต้องการที่ตรงประเด็น แต่เพราะว่า option/feature เราอาจจะไม่มากมาย แต่โดนแนวคิดเก่า ๆ ทำลายไป เพราะเรามี option/feature น้อยกว่าเท่านั้น แนวคิดเดียวกับ "อาหารแช่แข็งไม่อร่อย"

 

ความรู้ตกรุ่นเร็ว (ภาคการศึกษาตอนที่ 2.1)

ผมเห็นหลายคนที่ไม่กล้าเขียนBlog กลัวคนอื่นจะดูแคลนว่าทำไม่ถูกทำไม่เก่ง กลัวว่าจะไปลดความเชื่อถือที่แบกมา ตั้งนานสองนานในฐานะผู้เป็นผู้เชี่ยวชาญต่างๆ มันก็จริงของท่านที่เคยเชี่ยวชาญตั้งแต่ปีมะโว้โน่น ไม่ทราบหรือไรว่ายุคสมัยนี้ความรู้ตกรุ่นเร็วยิ่งกว่ากางเกงในเปลี่ยนคอนเล็คชั่น

การที่จะดำรงความเชี่ยวชาญไว้ได้ จะต้องหมั่นเปลี่ยนดินเปลี่ยนไปปุ๋ยเป็นระยะๆ ไม่อย่างนั้นความรู้ก็จะอยู่ในกระถางบอนไซ ปลูกอะไรไว้ก็แคะแกร็นอยู่อย่างนั้น จะมาชื่นชมอนุรักนิยมเหมือนวัตถุโบราณไม่ได้หรอก ใครมีความรู้ต้องเปลี่ยนการอนุรักษ์มาเป็นการอนุแลก คือแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันให้กว้างขวางไปเรื่อยๆ ไม่อย่างนั้นกระบวนการเรียนรู้ในบ้านเมืองเราก็ทำได้แต่ผิวๆ ไม่ก้าวหน้าถึงระดับที่จะสร้างชุดความรู้ฉบับแห่งชาติได้

ครูบา สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์

 

มันโดนใจบ้างไหม ? (ฉบับรวบรวมสิ่งโดนใจ ภาคการศึกษา ตอนที่ 2)

จะเห็นว่าต้องเคี่ยวเข็ญให้ใครต่อใครมาอบรมเรื่องคอมพิวเตอร์กันอย่างทรมาทรกรรม ร้อยไม่เอาสิบไม่เอา บังคับมากๆงอแงจะเออรี่ฯกันอีกแน๊ะ มีไม่ใช่น้อยนะคนที่อยากโยนผ้าขาว ทราบว่ามีตัวเลขสัดส่วนครึ่งต่อครึ่ง ผมมองว่านี้คือปัญหาของชาติ ที่เราจะต้องค้นหาวิธีการเรียนไอทีให้มีความสุขและโดนใจ ที่สำคัญเราจะต้องผลิตครูผู้สอนในด้านนี้ให้มี”ลูกเล่นอย่างมืออาชีพ” ให้มากที่สุด

ผมเจอมาบ้าง อาจารย์ที่สอนไม่ดูตาม้าตาเรือ ไม่คำนึงถึงหัวอกผู้เรียน เอาแผ่นใสที่กรอบจนเกรียบมาวางแล้วก็พ่นไปเรื่อย ไม่คำนึงถึงเนื้อหาและสาระที่สอนว่ามันเข้าท่ารึเปล่า เรามีอาจารย์ประเภทนี้มากแค่ไหนก็ไม่รู้ ที่ทำเอาการศึกษาตายด้านเป็นทุกข์ ไม่สนุกกับการเรียน จะหาความรู้ยังทุกข์ทรมานอีก เด็กที่ไหนมันจะสนใจเรียน คะครู

ครูบา สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์