ใช้ Gmail ผ่าน IMAP นรกของเน็ต Inter. ช้า

หลังจากที่ Gmail เปิดให้ใช้งาน IMAP ผมก็ทำการ switch มาใช้ IMAP แทน POP3 ทันที ด้วยข้อดีที่มีอยู่เยอะ ของมัน (หาอ่านเอาเอง หรือจะค้นเอาจากพี่กู(เกิ้ล) ก็ได้ครับ)

แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องกลับมาตายรังใช้ POP3 เหมือนเดิม เพราะว่า IMAP จะใช้งานลำบากมาก ถ้า Internet connection นั้นช้า โดยเฉพาะถ้าเป็นการต่อกับ internet ที่เป็นสายเชื่อมต่อผ่าน inter-connection แล้วนี่ยิ่งแล้วใหญ่ ทำให้ถ้าใช้ IMAP ที่มีการ sync-realtime นี่จบข่าวกันไป กว่าจะคลิ้กแต่และ folder ใน outlook แล้วโชว์อีเมลทีนั่งรอไปสักพัก แถมบางครั้งยังไม่โชว์ว่ามีอีเมลใหม่เข้ามา กลายเป็นว่าทำงานช้าไปในทันที เลยต้องกลับมาใช้ POP3 เหมือนเดิม เพราะมันโหลดแบบ copy-leave มา ไม่ใช่ sync-realtime ถ้าความเร็วไม่ถึงขั้น นี่ช้ามาก ๆ ถึงจะสะดวกกว่าก็ตามที

 

ซัดอีกแล้ว "สายลับจับบ้านเล็ก Limited Edition" NO#1564

รอบที่แล้ว Seasons Change NO#4682 มารอบก็นี้สายลับจับบ้านเล็ก Limited Edition NO#1564 ครับผม

P1040875

ต้องเอาออกจากกล่องก่อนครับ จะเป็นกล่องอีกชั้นคล้าย ๆ กับกล่องข้าว

P1040860

ด้านในก็จะมีนามบัตรที่แนบมากับกล่องใส่แผ่นครับ

Read more

 

การเรียนด้านคอมพิวเตอร์

ผมฟังรายการ ช่างคุยกับหมอ เป็นประจำ แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นแนว ๆ สูตินารีแพทย์ แต่บางตอนก็เป็นเรื่องการเรียนของแพทย์ ที่รายการนำมาเล่าสู่กันฟังไว้ได้อย่างน่าสนใจ แล้วประกอบกับไปอ่านใน G2K ใน blog ของ ครูบา สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ แล้วอ่าน reply ของ บางทราย (คนเข็นครก ขึ้นภูเขา) แล้วชอบมาก ๆ กับข้อส่วนนี้ครับ

  • ที่ผ่านมาในห้องเราเรียนหลักการ ทฤษฎีมากมาย  ผมเห็นด้วยครับว่าต้องเรียน  แต่เรียนเล้วต้องเปิดโลกสังคมจริงให้เขาเอาหลักการนั้น ทฤษฎีนั้นไปใช้ ไปปฏิบัติ ไปทำ ไปฝึก
  • ผมชอบหลักสูตรของแพทย์ เมื่อเรียนแล้วปีท้ายๆเป็นแพทย์ฝึกหัด (Intern) ภายใต้การดูแลของอาจารย์แพทย์  ก่อนที่จะออกไปประกอบอาชีพ
  • วิชาชีพอื่นๆก็เหมือนกัน  ต้องออกไปฝึก ไปทำ ไปปฏิบัติ จึงจะรู้ว่าชีวิตจริงนั้นเป็นอย่างไร เข้าใจเขาซะให้ลึกซึ้ง ก่อน เหมือนหมอหาข้อมูลคนไข้ แล้วบันทึก วินิจฉัย แล้วเยียวยารักษา และดูอาการต่อเนื่อง วิชาชีพอื่นก็เช่นกันต้องทำในทำนองเดียวกัน เอาหลักการไปใช้เอาทฤษฎีไปใช้ในสถานการณ์จริง จึงจะรู้ว่า หลักการนี้ ใช้ได้หรือไม่ได้ ได้มากได้น้อยอย่างไร 
  • อาชีพครูมีการฝึกการสอน  ทุกวิชาชีพต้องใช้ศิลปะควบคู่ไปกับวิชาชีพ ทราบว่าบางประเทศจะต้องออกไปปฏิบัติจริงอย่างน้อยหนึ่งปี จึงกลับมาเรียนต่อจนจบในทุกวิชาชีพ
  • การเรียนในห้อง—–>ออกไปปฏิบัติ—–>เอาบทเรียนมาแลกเปลี่ยนแล้วศึกษาค้นคว้าต่อไป นี่คือการฝึกให้คิดเป็น ทำเป็น ติดดิน และสร้างสรรค์ อยู่บนของจริงไม่ลอยละล่อง
  • ครูออกไปสอน
  • เรียนกฏหมาย ออกไปฝึกกับอัยการ นักกฏหมายข้างโรงข้างศาล สถาบันศาลต่างๆ
  • นักเกษตรออกไปอยู่กับชาวบ้านสักปีหนึ่ง
  • เภสัช ออกไปอยู่ที่โรงพยาบาล ไปเรียนสมุนไพรโบราณกับพ่อนั่นพ่อนี่ ไปเดินป่าดงหลวง ดูกวางเครือของจริงมันเป็นอย่างไรขึ้นตรงไหน ต้นตะไคร้ต้นมันเป็นอย่างไรในป่าของจริง อยู่สักปีหนึ่ง
  • นักวิศวกร  ออกไปอยู่กับโรงานต่างๆ บริษัทก่อสร้าง หน่วยงานก่อสร้างจริง ฯลฯ
  • …..ฯลฯ.  อาจารย์ก็ออกไปด้วย ไปแลกเปลีย่นกับนักศึกษา ไปแลกเปลี่ยนกับเจ้าของกิจการ ไปแลกเปลี่ยนกับลูกค้า…โอย..ข้อมูลบานตะไทที่มาจากสังคมจริง  ของจริง  ไม่ใช่สมมุติกันอยู่นั่นแหละ 10 ปีมาแล้วยังยกตัวอย่างเดิมอยู่เลย  อิอิ
  • การออกไปสนามจริงทุกสาขาวิชานั้นจะช่วยให้เกิดการถกเถียงว่าหลักการที่เรียนมากับของจริงมันไปด้วยกันได้ไหม อาจะก่อให้เกิดการสร้างหลักการใหม่ๆ แนวทางใหม่ๆ ทฤษฎีใหม่ๆที่มาจากฐานสังคมจริงของไทยเรา ไม่ใช่เอาแต่แปรมาจากตำราต่างประเทศ อ้างกันอยู่นั่นแหละ มิสเตอรนั่น มิสสิสนี่  ไม่เห็นอ้างพ่อบัวไลผู้ตอนผักหวานป่าได้ผล พ่อแสนผู้ทำเล้าหมูเคลื่อนที่ ไม่เห็นอ้างครูบาสุทธินันท์ …
  • เรียน—->เอาไปปฏิบัติจริง——>เรียนรู้แบบยกระดัยขึ้นไปอีกจากของจริง
  • เราจะได้เด็กที่ติดดิน ทำเป็น คิดเป็น สร้างสรรค์เป็น ดัดแปลงได้ มีความสนใจเฉพาะส่วนตัวตามความถนัดของตัวเอง
  • เราจะได้เด็กที่ยืนอยู่บนของจริง

แต่จุดหนึ่งที่ผมกลับมาย้อนดูวิธีการสอนฝั่งสาขาคอมพิวเตอร์บ้างสิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนคือ ในส่วนของนักศึกษาแพทย์นั้นในช่วงเริ่มต้นอาจจะได้เรียนวิชาพื้นฐานต่าง ๆ เหมือน ๆ กับคณะอื่น ๆ แต่พอขึ้นปีสูง ๆ สิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัคคือผู้สอนที่ มาสอนนักศึกษาแพทย์จะเป็นผู้เชียวชาญหรือแพทย์ที่ทำงานมาแล้วและคัดมาเพื่อเป็นอจารย์ที่สอนนักศึกษาแพทย์อีกทีนึง สิ่งนี้เองที่ทำให้การเรียนการสอนนั้นมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพราะผู้ที่สอนนั้นมีประสบการณ์ตรงในการทำงานมาสอน ทำให้ได้แง่มุมต่าง ๆ มากมายในการทำงานจริงมาให้กับนักศึกษาเพื่อสืบทอดวิชาทางการแพทย์ต่อไป พอถึงปีท้าย ๆ ก้ต้องออกไปฝึกงานตามโรงพยาบาลต่าง ๆ อีก 1 ปีและกลับมาสอบทั้งภาคปฏิบัติและทฤษฎี ซึ่งการออกไปฝึกงานก็เหมือนกับนักรบที่ฝึกฝีมือมาแรมปี ได้ออกศึกลองฝีมือตัวเองว่าที่ตัวเองฝึกฝนมานั้นฝีมือเกร่งกล้าแค่ไหน

พอกลับมาดูฝั่งสาขาคอมพิวเตอร์บ้าง เท่าที่ได้คุยกับเพื่อน ๆ ตัวเอง หลากหลายมหาวิทยาลัยสิ่งที่น่าตกใจคือ ผู้ที่เรียนด้านนี้แทบไม่ได้ลงมือปฎิบัติจริงกันเลย มีส่วนน้อยมาก ๆ และมักเป็นหัวหน้ากลุ่มทำงานซะมากกว่า นอกนั้นไม่ออกเงิน ก็นั่งดูกันไป  แถมด้วยบางที่ ไม่มีแม้แต่ให้นักศึกษาออกไปฝึกงาน เพื่อเผชิญหน้ากับโลกภายนอกบ้าง ว่ามันโหดร้ายยังไง โดนด่าเป็นไง อะไรแบบนั้น เอาแค่หา Lab วิจัยแบบพี่เดฟ ก็ยากเต็มทนแล้ว สำหรับในมหาวิทยาลัยในบ้านเรา พูดง่าย ๆ ก็คือเรียนเสร็จกลับบ้าน แล้วบางครั้งก็ไม่รู้ไปไหน ส่วนใหญ่ก็เลยไปเที่ยวกัน อย่างผม ไม่รู้ไปไหน นอกจากห้องสมุด หรือไม่ก็อยู่หอ (เที่ยวกับแฟนก็มีบ้าง แต่พอดีว่าเป็นเด็กเรียนด้วยกันทั้งคู่เลยก็ดีไป) นั่งเล่นเน็ต หรือไม่ก็รับงานมานั่งทำคนเดียว เพราะส่วนใหญ่เวลาเราทำงานด้วยแล้ว บางครั้งไม่ได้ดั่งใจอ่ะ -_-‘ (พูดตรง ๆ ) แค่ present หน้าชั้นเรียนตอนทำงานส่งผมก็ต้องนั่งเตรียม keynote เอง เอกสารทุกอย่างทำเอง เพราะจัดรูปแบบเอกสารไม่มีการวางแผนเลย ใช้ Style ใน Word Processer ยังไม่เป็นเลย ตอนหลัง ๆ ผมทำ LateX ซะเลยหมดเรื่องช้าหน่อย แต่มั่นใจได้เลยว่าสวยงามแน่นอน แถม Keynote เนี่ยบางครั้งสิ่งที่เราจะพูดเราต้องเตรียมเอง ให้คนอื่นเตรียมมันจะมีปัญหาตามมานั้นคือนั่งอ่าน keynote เอาแล้วพ่นออกมา เพราะว่าเราไม่ได้ทำเอง (หรือไม่ก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย อ่านที่ copy/paste) มันเลยไม่รู้ว่าจะมีอะไรโผล่มาบ้าง พอโดนอาจารย์ถามก็อึ้ง ๆ กันไปแถมด้วยความที่นักศึกษาส่วนใหญ่ที่ผมพบเจอที่เรียนในสายนี้มักจะไม่ได้ลงมือทำจริง เวลาอธิบายก็อธิบายแบบรู้คนเดียวคนอื่นไม่รู้ด้วย แถมเวลาผมพูดอะไรไปมักนึกภาพตามไม่ออก สิ่งที่ทำคือ กระดาษกับดินสอครับ ร่างให้อ่านกันเลย ว่ามันเชื่อมโยงกันยังไงบ้าง

ผลจากการที่ไม่ได้ทำจริง มันเลยส่งผลตอนออกมาทำงาน แถมด้วยนิสัยความที่ไม่ได้เป็นคนชอบค้นคว้า ค้นหาความรู้ เลยมีผลต่อมาว่า ถ้าเราอยากรู้เรื่องที่เราไม่รู้ จะไปหาจากที่ไหน ถ้าเดี่ยวนี้ก็ Google, Live หรือ Yahoo ปัญหาต่อมาคือ นึก keyword ไม่ออก กลายเป็นว่าหาไม่เจอ ทำไม่ได้

อีกเรื่องก็คือ ไม่มีใจในสิ่งที่เรียน ผมอาจจะเป็นคนที่โชคดีคนนึงที่เรียนในสิ่งที่ชอบ และรู้ว่าตัวเองชอบอะไร จริง ๆ แล้วต้องบอกว่าที่บ้านผม แม่ผมสนับสนุนเรื่องพวกนี้เต็มที่เลย อย่างตอนผม ม.1 ตอนนั้นผมไปซื้อวิทยุสื่อสารคลื่น 27MHz มา พอดีว่ามันพังตอนแรกก็ส่งให้เค้าซ่อม ต่อมาก็ซื้อหนังสือพวกวิทยุสื่อสารมา ในนั้นมันมีเรื่องพวกโม เครื่องให้ส่งไกล ๆ ด้วย (แต่ผิดกฎหมายนะ คลื่น 27MHz ห้ามขึ้นเสาสูงเด็ดขาด แต่ไม่รู้เดี่ยวนี้ได้หรือยัง เพราะไม่ได้เล่นมาจะ 6 ปีแล้ว) เลยสนใจด้านอิเล็คทรอนิกส์มาก ก็เลยไปซื้อพวกนักสื่อทำพวกนี้มา ซื้อชุดคิตมานั่งต่อ พวกเครื่องชาร์จแบต Ni-CD/Ni-MH (ทำให้ผมเขียนบทความเรื่องชาร์จแบตได้ไงหล่ะ เพราะผมทำเครื่องชาร์จไฟเข้าแบตมาก่อน) แล้วตอนนี้ Li-ion ยังใหม่มาก ๆ ได้แต่อ่านผ่าน ๆ เพราะตัว cell แพงมาก แต่ตัวเครื่องชาร์จไม่แพง แต่ไอ้ Ni-CD/Ni-MH เนี่ย มันถูกทั้งตัว Cell และตัวชาร์จเลย ส่วนใหญ่เอาไปใช้ในพวกวิทยุสื่อสาร (วอ) นั้นแหละ

จริง ๆ ในตอนนั้นโมเครื่องวิทยุให้มันส่งไกล ๆ แข่งกันในหมู่เพื่อนร่วมย่านความถี่ เคยส่งได้ไกลที่สุดก็ประมาณ 20 กิโลเมตรได้ จริง ๆ มีคนส่งได้ไกลกว่าเยอะนะ แต่เราเอาแค่นี้แหละ ตัว Transitor กัล IC ภาคส่ง/รับมันแพง ตัวเป็นร้อย -_-‘ แถมกดส่งที Transitor แทบไหม้ ต้องเอาตัวระบายความร้อนมายัดใส่อีก (ไม่ต่างอะไรกับ CPU เลย นึกแล้วก็ข่ำ ฮา …. )

พอทำ ๆ ไป อ่าน ๆ ไปก็สนุกดี แต่ที่ทำให้ผมทำเว็บเนี่ย ไม่ใช่ว่าผมไปอ่านหนังสือคอมฯ แล้วทำนะ ผมอ่านหนังสือวิทยุสมัครเล่นเนี่ยแหละ มันมีบทความสอนทำเว็บอยู่ เลยมานั่งเขียนใน notepad แล้วแสดงบน Netscape 3.0 เอา (ภาษา HTML ล้วนๆ) แล้วก็ลองทำไปเรื่อย ๆ บน http://www.geocities.com/SiliconValley/Garage/8818/ เนี่ยแหละ

เลยเริ่มต้นเขียนเว็บตั้งแต่ตอนนั้น จริง ๆ ผมเรียนคอมฯ ตั้งแต่ ป.5 จับคอมฯ ตั้งแต่ตอนนั้นแหละ แล้วก็เรื่อย ๆ กับมัน จน ม.1 – 2 ก็ทิ้ง ๆ ไปนิดหน่อย แต่ก็เรียนอยู่ พอเริ่มเข้า ม.3 ตอนนั้นคอมฯ ก็ ok นะแข่งกันภายในโรงเรียนก็ได้ที่ 3 มา ตอนนั้นช่วงเลือกทางเดินว่าจะไปทางไหนดี ตอนนั้นชอบด้านอิเล็คทรอนิคส์มากกว่า เลยว่าจะไปเรียนเทคนิค ซื้อใบสมัครมาแล้ว แต่จนแล้วจนรอด ก็ได้เรียนต่อ ม.ปลาย ที่โรงเรียนเดิม เพราะคุณครูศิลป์ณรงค์ (ครูสอนคอมพิวเตอร์ ตอนนั้นครับ) เค้าไม่อยากให้ไปอ่ะ เสียดายฝีมือ จริง ๆ ตอนนั้นก็ไม่ได้เก่งอะไรมาก เป็นพวกลองจนเครื่องพัง แล้วก็ซ่อม ซ่อมแล้วก็พังอีก ย้ำคิดย้ำทำจนทำได้เองอ่ะแหละ ตอนเรียน ม.ปลาย ก็ไม่ได้ตั้งใจเรียนหรอก (และก็เลิกบ้าเรื่องอิเล็คทรอนิกส์ไปเลย มาจับด้านคอมฯ แทน แล้วก็แนว ๆ เดียวกัน) คนที่เป็นเพื่อนผมตอน ม.ปลาย คงเข้าใจดีว่านอกจากผมมันจะบ้าอิเล็คทรอนิคส์แล้วเนี่ย มันยังบ้าคอมฯ อีก เข้าห้องเรียน ส่วนใหญ่จะหลับ เพราะตอนกลางคืนนั่งเล่นคอมฯ อยู่บ้าน อ่อ ลืมบอกไปว่า ผมซื้อคอมฯ เครื่องแรกตอน ม.4 ครับ ก่อนหน้านั้น อยากเล่นต้องหาที่เล่นเอง ทั้งไปเช่าร้านเน็ตนั่งเล่น (ทำเว็บตอนนั้นก็ไปเช่าตามหน้านั่งทำเว็บวันละ 1-2 ชั่วโมง) พอมีเป็นของตัวเอง คราวนี้บ้าคอมฯ เลย แล้วก็เลยมีกลุ่ม LABBOY อยู่ที่โรงเรียน กลุ่มผมจะมี 4 คนมีไอ้เอฟ (ตอนนี้จบป.ตรี Computer Sci และต่อโทอยู่ม.รังสิต), ไอ้ตง (กำลังเรียนป.ตรี Computer Sci อยู่ ม.ราม) และไอ้ทัก (ตอนนี้เป็นตำรวจอยู่ 3 จังหวัดภาคใต้ครับ ไม่รู้ว่ามันเป็นไงบ้างไม่ได้โทรหามันเลย) แล้วจริง ๆ ก่อนจบก็มีรุ่นน้องชื่อไก่ (ผู้ชายนะ) คนนึงเข้าร่วมด้วย ส่วนคนอืน ๆ ก็เข้า ๆ ออก ๆ จำชื่อไม่ได้

ห้องทำงานครูคอมพิวเตอร์ที่โรงเรียนเก่าครับ ตอนนั้นโคตรรกเลย

ภาพถ่ายร่วมกับเพื่อน ๆ ตอนไปแข่ง Intel Tri-Contest เขตภาคกลางครับ

เห็นภาพพวกนี้แล้วคิดถึงเพื่อน ๆ เหมือนกัน แต่ตอนนี้สนุกมาก ๆ เพราะคอเดียวกัน คุยกันอย่างมัน แบบว่าถ้าไอ้กลุ่มนี้รวมตัวมีแต่คำว่า Computer เท่านั้น ตอนนี้ก็จะ 5 ปีแล้ว ไม่ได้เจอกันพร้อม ๆ หน้ากันสักที T_T

คือตอนอยู่ที่โรงเรียนเก่าเนี่ย พวกผมจะเป็นเหมือนช่างอ่ะ เครื่องเสียพวกผมก็ช่วยซ่อม Network มีปัญหาพวกผมก็ช่วยกันทำ สาย LAN ต้องการเพิ่มพวกผมก็เข้าสายกันเอง (เป็นเหตุให้ผมเข้าสาย LAN เป็นจนทุกวันนี้) แถมออกแบบระบบ Network แบบ LAN ทั่วไปอ่ะแหละ Share-internet ภายในโรงเรียนอะไรแบบนั้น (ติดตั้ง Windows 2000 Server + ISA Server 2000 ทำ Firewall + NAT ออก internet)

แล้วยิ่งบ้าหนักเมื่อตอน ม.6 หก ตอนนั้นแทบไม่ได้เรียนเลย เพราะพวกผมมัวอยู่แต่ห้องคอมฯ ไม่ได้เข้าห้องเรียนครับ โดด ห้องคอมฯ อย่างเดียวจนครูคนอื่นเค้าก็ว่าเช้า ว่าเย็น เกรดก็ต่ำสุด ๆ แล้วมันจะ ent’ ติดไหมเนี่ย ฮา …… (สรุปมันก็ไม่ติดแหละ ฮา …… )

แต่ช่างมัน หาทางเรียน computer science จนได้แหละ แล้วก็จบออกมาแล้วเนี่ยไง

คือที่ร่ายยาวเอาประวัติพวกนี้มาเล่าเนี่ยไม่ได้อะไรหรอก เพียงแต่อยากจะบอกว่า ถ้าเรียนแล้วไม่มีใจรักมันจะไม่มีความสุขอ่ะ อย่างผมทำงานด้านคอมฯ เนี่ย ผมทำไป ผมไม่รู้สึกว่าเหนื่อยเท่าไหร่ นอกว่าเครียด ๆ เพราะงานมันกดดันนี่ก็เหนื่อย แต่ถ้าทำเรื่อย ๆ อย่าง Framework ที่ผมทำเนี่ย มันไม่เหนื่อย แต่กลับสนุกได้ทำอะไรที่มันเป็นความคิดของเราเอง ลองโน้นลองนี่ รู้สึกว่ามันได้เล่นอ่ะ (แปลกคนจริงแมะ)

พอเรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันเหมือนเล่น มันก็สนุก ไม่เครียด ตอนเรียน ป.ตรี computer science ก็เหมือนกันผมก็ไม่ได้เรียนแตกต่างจากคนอื่น แถมตอนสอบ ผมก็อ่านน้อยกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ อาจจะเพราะผมมีพื้นมาตั้งแต่ตอน ม.ต้น-ม.ปลาย ที่ได้ประสบการณ์ และการทำงานจริงมา เลยเข้าใจ และนึกภาพออก อ่อ ผมลืมบอกไปว่าตอนม.ปลาย ผมไปเป็นลูกมือร้านประกอบคอมฯ อยู่ 2-3 ร้าน รับจ้างประกอบคอมฯ เลือกเสปคให้ลูกค้า (เดี่ยวนี้ก็ยังมีคนโทรฯ มาถามเรื่องพวกนี้อยู่เลย) เลยได้พื้นพวกนี้มาด้วยมั้ง

พอเราได้ลองของจริง เยอะ ๆ ความคิดมันเลยเริ่มแตกต่างเวลาทำรายงานกับนำเสนองานหน้าชั้นเรียน อย่างตอนเรียน คนที่เรียนกับผมคงรู้ว่าผมมันพวกแปลกแยก แตกต่างจากชาวบ้าน เค้าทำด้วย Word 2000 ผมก็ใช้ OpenOffice เค้าใช้ Access เขียนโปรแกรมฐานข้อมูล ผมก็เขียน PHP ติดต่อกับ MySQL แทน อะไรแบบนั้น (บ้าไปแล้ว)

เป็นพวกพยายามหาอะไรใหม่ ๆ มาทำมากกว่ามั้ง

อีกอย่างคือ ด้วยความที่เราชอบคอมฯ มากด้วยมั้งเลยอ่านมาก ก็รู้ว่าบางอย่างเวลาเราทำแล้ว มันเอาไปใช้งานจริง ตอนเรียนจบยาก เลยหาทางเอาแนวคิดตัวเองมาใส่ในงานที่ส่งแทน

อ้าว ….. กรำ … ท่าทางผมจะออกนอกเรื่องเยอะไป (เยอะดิ เกือบครึ่ง ฮา … )

กลับมาพูดเรื่องการเรียนการสอนต่อครับ …

จากที่เล่า ๆ มาเนี่ย จะเห็นว่าถ้าคนเรียนมีใจแล้ว อะไรมันก็ง่ายขึ้นเยอะ และในกรณีการเรียนการสอนด้านคอมฯ ในไทย ที่ส่วนใหญ่อาจารย์ที่สอนมักจะมีประสบการณ์ตรงในส่วนที่ตัวเองสอนยังน้อยอยู่ ทำให้ไม่รู้จะยกตัวอย่างยังไง ให้เห็นภาพในโลกของความเป็นจริง แบบอาจารย์ของนักศึกษาแพทย์น่ะครับ (แนวนั้นนี่เห็นกันจะ ๆ ดูกันเห็น ๆ)

และผมคิดว่างานด้านคอมฯ จำเป็นที่จะต้องมีคนที่มีความสามารถในเชิงทฤษฎีและปฎิบัติ มาทำงานควบคู่กัน เก่งแค่ทฤษฎีก็ได้แค่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ ไปวัน ๆ เพราะว่าไม่ได้ลงมือทำ (เพราะทำไม่ได้) ส่วนเก่งแต่ปฎิบัติแต่ทฤษฎีไม่แน่นก็มีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพและประยุกต์ใช้ที่แหวกแนวแตกต่างจากของเดิม ๆ ที่ทำจนชิน

คือมันต้องสมดุลกันทั้งสองด้าน น่าจะเป็นทางออกที่ดี ผมว่าคนเรียนคอมฯ รุ่นใหม่ ๆ น่าจะเปลี่ยนแนวทางจากเรียนทฤษฎี 80 ปฎิบัติ 20 มาเป็น 50:50 หรือ 40:60 ซะ คืออะไรปฎิบัติเกินครึ่ง คือเรียนแล้วต้องเอามาใช้ เหล็กมันต้องตีตอนแรกมันถึงจะแข็งแรง ทนทาน

คือะไรประมาณว่าเขียนโปรแกรมพื้น ๆ ได้ แต่เข้าใจ ดีกว่าเขียนโปรแกรมขนาดใหญ่ยัก แต่แค่คัดลอกเค้ามา ผมว่ามันไม่เกิดประโยชน์เท่าไหร่ แล้วพวกโปรแกรมพื้น ๆ เนี่ยแหละ เอามาต่อยอดกันไป ๆ มา ๆ เดี่ยวมันก็ดี และใหญ่ขึ้นมาเอง น่าจะเป็นทางออกที่ดีในการเรียน การสอนครับ

 

สิ้นปี-ต้นปี งานกลุ่ม IT เพียบบบ

ช่วงนี้สิ้นปี กลุ่มชาว IT หลากหลายสาขาวิชาก็ต่างจัดงานกันใหญ่เลย

เฮ้อ ….. งาน Thailand PHP Conference & Expo 2007 นี่จากตอนแรกจะได้ไป แต่ดู ๆ แล้วคาดว่าไม่ได้ไป คือผมได้รับอีเมลเชิญร่วมเข้างานจาก Ozonethailand ด้วย (Invitation To Thailand PHP Conference & Expo 2007) แล้วเค้าก็ยืนยันมาแล้ว แต่ท่าทางคงอด เพราะหมดโควตาหยุดแน่ ๆ อีกอย่างเราจะขอพิเศษก็คงลำบาก เพราะเราเป็นทำงานฝ่าย DBA อ่ะนะ จะหาข้ออ้างไปก็คงลำบากอ่ะแหละ (ถึงทำงาน DBA แต่ใจมันยังสันดาน Software Developer อ่ะทำไงได้) เพราะวันหยุดต้องเอาไปใช้ตอนรับปริญญาวันที่ 20 ธันวาคม 2550 นี้ T_T เซรงงงงง ครับท่านงานนี้

แต่ก็ยังมีงานอื่น ๆ ที่จัดในช่วงวันหยุด จริง ๆ ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมงานพวก expo หรืองานสัมนานำเสนอเทคโนโลยีใหม่ ๆ หลาย ๆ งานชอบจัดวันธรรมดาก็ไม่รู้ อย่างของ Microsoft นี่มีแต่วันธรรมดา ไอ้คนที่ทำงานทั่วไป วันหยุดก็มีอยู่แค่เสาร์-อาทิตย์เนี่ย จะลาไปเข้าร่วมมันก็ลำบาก เฮ้อ ……

แต่สิ้นปีนี้ก็เริ่มจาก

YouMedia 2: Citizen Journalism ว่าด้วยสื่อพลเมือง

วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 เวลา 13:00 ที่ INET

หัวข้อโดยคร่าวๆ

  • เสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร
  • จริยธรรมของสื่อพลเมือง/สื่อปัจเจกชน
  • สนับสนุนสิทธิของสื่อพลเมือง/สื่อปัจเจกชน
  • ทำอย่างไรให้สื่อพลเมืองเติบโตและอยู่ได้ด้วยตนเอง และปกป้องตนเองได้ ไม่ถูกแทรกแซง

รายละเอียด

กำหนดการ

13.00-13.15 น. พิธีกร (กานต์ และ bact’) เกริ่นนำแนวโน้มเรื่องสื่อพลเมือง และเปิดวงแนะนำตัวสั้นๆ

13.15-13.45 น. พื้นที่ของสื่อพลเมือง – นำคุยเพื่อแลกเปลี่ยนโดย ดร.ธวัชชัย ปิยะวัฒน์ (gotoknow.org), ธนาพล อิ๋วสกุล* ฟ้าเดียวกัน (sameskybooks.org)

  • นิยามความหมายสื่อพลเมือง อะไรบ้างที่เรียกว่าสื่อพลเมือง
  • บทบาทของสื่อพลเมืองในกระแสโลกและกระแสประชาธิปไตยไทย

13.45-14.00 น. โอกาสและข้อจำกัด = ความท้าทายของสื่อพลเมือง / ความน่าเชื่อถือของสื่อพลเมือง :จรรยาบรรณ, บรรทัดฐาน นำคุยโดย จีรนุช เปรมชัยพร (prachatai.com)

14.00-14.15 น. สิทธิของสื่อพลเมือง: กฎหมายและการคุ้มครองสื่อพลเมือง นำคุยโดย สฤณี อาชวานันทกุล (fringer.org)

14.15-14.45 น. ความอยู่รอดของสื่อพลเมืองในทางการเงิน : โมเดลทางธุรกิจ, การสนับสนุนจากองค์กรภายนอก นำคุยโดย สุนิตย์ เชรษฐา (thairuralnet.org)

14.45-15.00 น. พัก

15.00-15.20 น. การต่อสู้ทางการเมืองใน cyberspace: ประสบการณ์จากสิงคโปร์ (Political Platform in Cyberspace, Experience from Singapore) นำเสนอโดย James Gomez (jamesgomeznews.com)

15.20-15.40 น. ศิลปะแห่งการสื่อสารประเด็นอ่อนไหว และบางเรื่องราวเกี่ยวกับกลยุทธ์การสื่อสารของซาปาติสต้า นำเสนอโดย Keiko Sei, นักวิชาการด้านสื่อและศิลปะ

(James Gomez และ Keiko Sei นำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ สฤณี อาชวานันทกุล จะแปลเป็นไทย)

15.40-16.00 น. เปิดเวทีอภิปรายเรื่อง อนาคตของสื่อพลเมือง โดย กานต์ และ bact’

  • แนวคิด Free Culture ผ่านรูปธรรม Creative Commons
  • ปฏิสัมพันธ์และปฏิกิริยาจากสื่อกระแสหลัก
  • การคุกคามและจำกัดเสรีภาพ และแนวทางการพัฒนาสื่อพลเมือง

16.00-17.00 น. เทคโนโลยีเพื่อสื่อพลเมือง

  • Podcast โดย กล้า ตั้งสุวรรณ (duocore.tv)
  • Blog ให้สนุก โดย Exteen.com*
  • Tor เพื่อเสรีภาพในการสื่อสาร โดย ดร.จิตรทัศน์ ฝักเจริญผล (wonam.exteen.com)
  • Encrypt Message Board โดย กองทุนไทย*
  • FON/Robust Network*

ตามด้วย 2 งานในวันเดียวของ ThaiAdmin.org

กิจกรรมสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ของผู้ดูแลระบบ 

เป้าหมาย เพื่อสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ของผู้ดูแลระบบให้มีโอกาสได้รู้จักกัน เพื่อจะได้เป็นที่ปรึกษาในงานดูแลระบบของผู้เข้าร่วมกิจกรรมกันเองได้ โดยมีเป้าหมายว่ากิจกรรมต่างๆในงานจะสนับสนุนให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมแต่ละท่าน ได้มีโอกาสสร้างเครือข่ายที่สนิทกันเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20 คนต่อท่าน

วันและเวลา วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม 2550

วันและเวลา วันเสาร์ที่ 12 มกราคม 2551

สถานที่ : สวนรถไฟ  ด้าน ปตท.

เวลา : 8.30 – 17.00

ลงทะเบียน : 8.30 – 9.00

ฐานกิจกรรม  :  ฐานย่อย มี 6 ฐาน  แบ่งเป็นวิชาการ 4 ฐาน  กิจกรรมเชื่อมสัมพันธ์ 2 ฐาน   ฐานใหญ่ 2 ฐาน อุบไว้ก่อน

ค่าเข้างาน : 150 บาท (ส่วนต่าง สมทบ thaiadmin)

Thaiadmin End Season Party ครั้งที่ 7

วันและเวลา วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม 2550

วันและเวลา วันเสาร์ที่ 12 มกราคม 2551

สถานที่ ร้านทิวสน  ตรงข้ามร้าน Karaoke ดอลล่า  อยู่ก่อนถึงแยกเหม่งจ๋าย  หากมาจาก  แยกห้วยขวาง

ระยะเวลา เริ่ม 19.00 น. เป็นต้นไป

ค่าเข้างาน คนละ 350 บาท ** จ่ายหน้างานได้ครับ

อาหารการกิน อาหารจัดเป็นโต๊ะ  โต๊ะละ 10 ท่าน(อาหารทยอยออกตามจำนวนคน) และกับแกล้ม ประกอบด้วยรายการอาหารต่าง ๆ ต่อไปนี้

  • ข้าวผัดรวมมิตรทะเล
  • ออเดิฟทิวสน
  • ปลาทับทิมทอดราดน้ำปลา
  • หมูมะนาว
  • เอ็นข้อไก่ทอดกระเทียม
  • ยำปลาดุกฟู
  • ยำสามกรอบ

เครื่องดื่ม เบียร์สดสิงห์ 4 ถัง (150 เหยือก (มีสแปร์อีก 2 ถัง))

  • น้ำเปล่า
  • น้ำอัดลม
  • สปาย

ต่อมาก็เร็ว ๆ นี้ก็

BarCamp Bangkok 

ตอนนี้สถานที่ยังไม่ลงตัว แต่กำหนดวันไว้ที่ 26 มกราคม 2551 ครับ

ผมลงพูดส่วนของ PHP Frameworks กะว่าจะเอาของที่ตัวเองทำไปโชว์นิดหน่อยด้วย (อยากรู้ว่า BarCamp คืออะไรอ่านได้ที่ รายงาน BarCamp Leeds 2007)

 

เปลี่ยน Titanium Cover ใหม่ (รอบที่ 2 แล้ว -_-‘ )

จาก กลับมา Blog Blog แล้วครับ ที่ผมเปลี่ยน Titanium cover ไปรอบนึง มารอบนี้เป็นอีกแล้ว คราวนี้เป็นหนัก เพราะว่าเราไมได้ดูแลเท่าไหร่ เลยลอกเยอะมาก ๆ จริง ๆ ปล่อยไว้นานแล้วหล่ะ แต่พอดีว่าเอาผ้าชุดชุบน้ำเช็คสักหน่อย คราวนี้ลอกหนักเลย เมื่อวานเลยโทรเข้า ศ. เพื่อขอ Job ID เพื่อขอเปลี่ยน แล้วตอนบ่ายช่างที่ Service Centre ก็โทรมานัดเข้าไปเปลี่ยนตอนเช้าของวันนี้

P1040836

มาวันนี้ตอนเช้าตอน 9 โมงเช้า (กว่า ๆ นิดหน่อย) ก็เลยเข้าไปเปลี่ยน ทาง ศ. โทรกลับมาว่าเปลี่ยนเสร็จแล้วตอน 10 โมงครึ่ง (เพิ่งถึงที่ทำงานได้แค่ 1 ชั่วโมงกว่า ๆ เองอ่ะ) เลยเข้าไปเอาเครื่องที่ ศ. ตอนเที่ยงแทน เปลี่ยนได้รวดเร็วมากมายครับงานนี้ ประทับใจ ศ. IBM (Lenovo) Service Centre ที่ซอยอารีย์มาก พนักงานน่ารักด้วยครับ ขอบอก บริการดีจริง ๆ ;) ไม่ผิดหวังที่เลือก Thinkpad ครับ

ตอนนี้เลยใส่ปิ้งดั่งรูปด้านล่างครับผม

P1040838

แต่ไม่รู้ว่าจะลอกอีกหรือเปล่านะ เพราะเท่าที่ดู ๆ แล้วเนี่ย ใน thinkpads.com : forum ก็ไม่มีใครมีอาการแบบนี้ (หรือผมหาไม่เจอก็ไม่รู้นะ)

ปล. เสียดายตรา IBM มุมขวาล่างอ่ะ กลับมาเป็นแค่ชื่อ ThinkPad เฉย ๆ T_T เศร้า …..