เก็บกล้องยังไงดี ?

เป็นคำถามที่ผมต้องหาคำตอบเองนับตั้งแต่ซื้อกล้อง DSLR Nikon D80 มา เพราะส่วนใหญ่มีแนวคิดเก็บกล้องไม่เหมือนกัน บางคนก็ไม่อะไรมาก ใส่กระเป๋า แล้วเอามาใช้สัปดาห์ละครั้ง ตามแต่ว่าจะถ่ายมากถ่ายน้อย บางคนก็เอาใส่กล่อง หรือตู้ควบคุมความชื้นอย่างดี ซึ่งกล่องควมคุมความชื้นราคาก็ 3-4,000 ส่วนตู้ก็เกือบหมื่น ถึงราคาหลักหมื่น ราคาระดับนี้ดูมาก แต่ถ้าดูจากราคากล้องรวมถึงเลนส์ที่เราจะซื้อในอนาคตที่ราคาหลักหมื่นทั้งนั้นแล้ว ก็ไม่ได้ดูแพงเกินไป แต่ในช่วงแรก และระยะกลางๆ การเก็บด้วยวิธีควบคุมความชื้นแบบบ้านๆ ที่ใช้งบราคาไม่แพงมากก็ช่วยให้เราประหยัดลงไปได้เยอะครับ

เหตุที่ต้องควบคุมความชื้น เพราะ …..

2009-05-01_230745 

รา และฝ้าขึ้นเลนส์และ CCD/CMOS (Image sensor) ในกล้องครับ

(ในภาพ Nikon ED Nikkor 80-200 F2.8 D ที่ยืมมาจากพี่ @hongsyok แล้วพี่เค้าเก็บไว้นานมากแล้ว เลยเอามาเช็ด แล้วเจอพอดี เลยถ่ายรูปเก็บไว้สักหน่อย)

ผมเลยต้องจัดกล่องสูญญากาศมาครับ เป็นของ Super Lock จริงๆ ผมมี Lock & Lock อีกตัวนึงแล้ว แต่เอาไว้ใส่อย่างอื่นด้วย และ Super Lock ราคาถูกกว่าและหาซื้อง่ายกว่า ตาม BigC มีขายทุกสาขา ซื้อเอาขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่จะหาได้นั้นแหละครับ

IMAG0827

IMAG0828

แล้วก็จัดซิริก้าเจลอย่างดีมา ในภาพด้านล่างผมซื้อแบบ 1 กิโลกรัมครับ (ถุงละครึ่งกิโลกรัม) ราคาก็ 200 บาทด้วย (ไม่รวมค่าส่ง) วิธีการดูว่าซิลิก้าเจลเริ่มดูดความชื้นไม่ไว้ก็คือ มันจะเปลี่ยนจากสีน้ำเงินสวยๆ แบบในรูปด้านล่างเป็นสีม่วงครับ เมื่อม่วงมากๆ ก็ได้เวลาเอาไปอบให้ความชื้นละเหยออกมา หรือเททิ่งเปลี่ยนใส่อันใหม่เลยก็ได้

P1100592

P1100594_1

แล้วก็ซื้อ Hygrometer ที่ดีๆ หน่อย เอามาวัดความชื้นในกล่องไว้ จะได้รู้ว่ามากหรือน้อยเกินไป

โดยที่ระดับความชื้นที่กำลังดีคือ 40-50% ถ้าน้อยกว่า 40% จะทำให้พวกยางต่างๆ กรอบและแตกได้ ส่วนมากกว่า 50% อาจทำให้ราเจริญเติบโตได้ง่าย

P1100587 

แต่ปรกติถ้าเราปิดฝาออกมาความชื้นในอากาศจะมากกว่าด้านในจะไหลเข้าไปอยู่แล้ว ซึ่งต้องให้เวลาซิลิก้าเจลมันดูดความชื้นสัก 6 – 18 ชั่วโมงครับ ความชื้นจะค่อยๆ ลดลงอยู่ในระดับเหมาะสม ซึ่งราและฝ้ามันไม่ขึ้นง่ายขนาด 18 ชั่วโมงแล้วแตกระแหงครับ แต่ใช้เวลาหลายวัน หรือหลายสัปดาห์หน่อย แต่การทำให้สภาพของอากาศไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตก็ช่วยป้องกันได้ครับ

การเก็บแบบนี้เหมาะกับห้องและสถานที่ที่มีความชื้นสูงครับ เช่นในห้องแอร์ บ้านพักที่มีต้นไม้เยอะ ๆ หรือบ้านไม้ครับ ยิ่งผมอยู่แมนชั่นที่มีสภาพปิดทำให้ผมเปิดแอร์นอน ตื่นเช้ามาจะมีความชื้นสูงมาก (เคยเอา Hygrometer วัด จะได้อยู่ที่ 60-70%) เลยจำเป็นต้องเก็บแบบนี้ครับ

การลงทุนเก็บแบบนี้นั้นโดยรวมไม่สูงมากครับ

  • Super Lock ราคาประมาณ 200 – 300 บาท
  • ซิลิก้าเจล ราคาถุงครึ่งกิโลกรัม 100 บาท
    มันจะหมดอายุภายใน 6 เดือนหลังจากเปิดถุงนะครับ ผมใช้ได้ประมาณ 1-2 เดือน ใช้แบบเปลี่ยนเลย ไม่เอามาอบอะไรทั้งสิ้นกลัวสารตกค้าง ในตู้ไมโครเวฟ
  • Hygrometer แบบดี ๆ หน่อย ก็ 300 – 400 ค่าความผิดพลาด < 5% (แบบตัวอย่างด้านบนกลมๆ ซื้อจาก Fotofile ราคา 400 บาท) และแบบถูก ๆ ก็มี 60 บาท หาได้ตามบ้านหม้อ (รูปด้านล่างสี่เหลี่ยมขาวๆ นั้นแแหละครับ) แต่ค่าความผิดพลาดจะอยู่ที่ 5%-10% ครับ

ราคารวมแล้วชุดนึงก็เก็บกล้องและเลนส์ได้พร้อม ๆ กันก็ประมาณ 500 – 1,000 บาท ซึ่งมันจะไปแพงที่ตัว Hygrometer นั้นแหละครับ ตัวกล่องถ้าเอาแบบดี ๆ อย่าง Lock & Lock ก็แพงกว่าของ Super Lock ประมาณเท่าตัวครับ (กล่องด้านล่างสูง ๆ นั้นแหละครับ) อันนี้ก็แล้วแต่ความเหมาะสมและกำลังทรัพท์ครับ

IMAG0863

ปล. ภาพที่ถ่ายนี่ ถ่ายด้วยกล้องหลากลายตัวครับ เก็บๆ รวมรวมมาเขียนใน blog ตอนนี้ครับ

 

ความเร็วของ SDHC Card ในการอ่านและเขียนข้อมูล

SDHC หรือ SD High-Capacity Cards นั้นเป็นชื่อเรียก SD Card ที่มีความจุตั้งแต่ 4GB ไปจนถึง 32GB (ณ.วันที่ตั้งกระทู้นี้) โดยที่พัฒนาด้วยกรอบที่มีเรื่องของความเร็วในการเขียนข้อมูล ที่การันตีความเร็วขั้นต่ำในการอ่านและเขียนข้อมูลไว้ (specify three data-writing speeds at guaranteed minimum data transfer rates)

โดยที่ SDHC นั้นมี speed classes ที่ Class 2, Class 4 และ Class 6 โดยมีความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูลขั้นต่ำ ที่ 2MB/s, 4MB/s และ 6MB/s ตามลำดับ ซึ่งความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูลนั้น โดยทั่วไปวัดกันที่ X Speed ก็ได้ (เหมือนกับ X ใน CD/DVD นั้นแหละ)

Rating 	 	 Speed (MB/s) 	SDHC Class
6x 	 	 0.9 	 	 n/a
13x 	 	 2.0 	 	 2
26x 	 	 4.0 	 	 4
32x 	 	 4.8 	 	 4
40x 	 	 6.0 	 	 6
66x 		 10.0 	 	 6
100x 		 15.0 	 	 6
133x 		 20.0 	 	 6
150x 		 22.5 	 	 6
200x 		 30.0 	 	 6
266x 		 40.0 	 	 6
300x 		 45.0 	 	 6

ผมซื้อ SDHC Apacer 8GB Class 6 ที่ควรจะ R/W ที่ 6MB/s แต่ใช้จริง ๆ ก็ทำงานได้ที่ ~9-14MB/s ครับ ซึ่งก็ถือว่าปรกติ ส่วนว่า Class 4 ทำงานเร็วกว่า Class 6 ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละยี่ห้อจะแปะไว้เป็น Class อะไรและด้านในได้ใช้ chip ด้านในดีกว่าหรือเปล่า ซึ่งผ่าน QC ขั้นต่ำ ส่วนถ้าทำได้มากกว่านั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องปรกติที่ทำได้เฉยๆ ไม่ใช่สาระสำคัญเท่าไหร่ (ปรกติผู้ผลิตมักทำเกินอยู่แล้ว)

ซึ่งความเร็วที่ได้จะมากจะน้อยมีปัจจัยอีกอย่างหนึ่งก็คือ Writer/Reader เพราะตัว SD Card มันไม่มี Controller ในตัวครับ ต้องอาศัยตัว Writer/Reader มาช่วย ถ้าตัว Writer/Reader มันอ่านเขียนช้าก็ทำให้ SD Card ทำงานไม่เต็มที่เช่นกัน

แต่ตอนนี้อยากได้ SanDisk Extreme III 30MB/s (Class 6, 200x) มากครับ สัก 4GB กำลังดี –_-‘

image image

อ้างอิงจาก http://www.sdcard.org/developers/tech/sdhc/ และ http://en.wikipedia.org/wiki/Secure_Digital_card

 

 

อาจารย์เฉลิมชัย VS เงิน

เคยดู "วู๊ดดี้ เกิดมาคุย" ตอนบุกไปหาอาจารย์เฉลิมชัยไหมครับ ผมชอบมากตอนวู้ดดี้ถาม

  • "อาจารย์อยู่แบบเรียบง่าย แต่จำเป็นต้องบินแบบเฟิร์สคราสมั้ย?"
  • "อ๋อ ไอ้นั่นมันแน่นอน"
  • "เพราะว่า?"
  • "ก็กูมีเงิน"
  • "เท่านั้นเอง??"
  • "เอ๊า ก็มีเงิน ก็ไปให้มันสบายสิไอ้วู๊ดดี้ มึงมีเงินมันจะนั่งเรือไปสิงคโปร์ นั่งไปต่อเกาะลังกา แล้วมึงก็ #$@$%@# มึงบ้าเหรอ มึงมีเงินนี่ ค่าเครื่องบินกี่ตังค์เอง"
  • "มันเป็นแสนเลยนะ!!"
  • "ก็เป็นแสนมันกระจอกสำหรับกูนี่ กูนั่งแล้วกูสบายตูดกูนี่"

แล้วอาจารย์แกก็สรุปว่า "เงินมันช่วยให้เราสุขสบายทางกายได้ มีเงินก็ทำให้ตัวเองสบายได้ แต่ไม่มีเงินก็ทำให้ตัวเองสุขสบายได้เหมือนกัน แต่นั่นมันความสุขทางใจ (ซึ่งไม่ต้องใช้เงิน)"

ฮาสุดๆเลยตอนนี้ แต่ก็ได้ข้อคิดอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งน่าจะเข้ากับเรื่องนี้ได้พอดี

จาก http://www.blognone.com/node/12191#comment-111196

 

ผู้ชายสายวิทย์ (理系男)

เป็น entry ที่โดนใจผมมาก เพราะตรงกับชีวิตผมเกือบทั้งหมด –_-‘ เจอใน Blognone แล้วตามไปที่ ผู้ชายสายวิทย์ ก็เลยเอามาลงเผยแพร่สักหน่อย ;)

  • เวลาเขียนโปรแกรมไม่เสร็จก็ไม่สนใจอะไรเลย แม้แต่อาหาร เพื่อน แฟน และอื่น ๆ
  • เวลา เขียนโปรแกรมเสร็จก็อยากจะบอกใครสักคน แต่โดนทิ้งไปหมดแล้วเพราะก่อนหน้านี้ไม่สนใจเอง T_T ต้องเดินไประรานคนอื่นที่ยังทำงานไม่เสร็จ
  • ก่อนจะออกไปเดทต้องเช็คโปรแกรมทุกอย่างก่อนเสมอ ถ้าไม่ได้เช็ค จะไม่ไป  !!
  • ชอบอะไรที่นุ่มนิ่มน่ารัก โดยเฉพาะตุ๊กตาสัตว์.. (คอนเฟิร์ม)
  • มีอาหารสำเร็จรูปวางเกลื่อนตัว
  • อินเตอร์เน็ทเป็นเส้นชีวิต ถ้าไม่มีก็คือตาย
  • เวลาอยู่แล็บชอบคิดว่าตัวเองได้ทำงาน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วทำไม่ถึงครึ่งของเวลาที่อยู่ซะหน่อย ฮ่า ๆ
  • วางแผนให้ชีวิตตลอดเวลา และมีหน่วยเวลาเป็น.. วัน หรือ ที่แย่กว่านั้นคือ ชม.
  • ชอบคิดว่าทุกอย่างมีทฤษฏีอธิบายได้
  • อยู่คนเดียวจนชิน
  • ดื่มเหล้าเป็นชีวิตจิตใจ ทั้ง ๆ ที่ส่วนใหญ่ดื่มไม่เป็น.. (อืม อันนี้คงตรงเฉพาะกับคุณผู้ชาย)
  • หัวข้อในวงสนทนาจะไม่พ้น "โปรแกรมที่ออกใหม่มาช่วงนี้" "การทดลองแบบนี้" "เกมใหม่"
  • กลางวันหลับ กลางคืนตื่น
  • ชอบนอนเล่นคอมบนเตียงสุด ๆ (อันนี้สายไหนก็น่าจะเหมือนกันปะคะ อิอิ)

จาก ผู้ชายสายวิทย์

จริง ๆ ผมว่าเป็น “ผู้ชายสาย Geek” มากกว่าไหม ?