กรี๊ดดดด ได้ Zend Studio version 7.0 มาใช้ฟรี

ไม่รู้ไปทำบุญที่ไหนมา ได้ใช้ Zend Studio version 7.0 พร้อม support ฟรีอีก 36 เดือน (3 ปี) ราคา Zend Studio – 3 years of upgrade and support ก็ $ 717.00 ครับ

อาจจะเพราะผมไปร่วมด้วยช่วยกันทดสอบ Zend Web Application Server ที่ชื่อ “Zenith” เมื่อกลางปีที่แล้วก็ได้มั้ง ก่อนที่จะออกมาเป็น Zend Server ตัวล่าสุดนี้ (มี Version CE ด้วยนะ ไปลองโหลดมาใช้ดู ลองแล้วปรับแต่งและรวดเร็วใช้ได้เลย)

2009-08-19_065757

image

 

กำลังบ้าถ่ายรูปครับ

ไม่มีอะไรแค่จะมาบอกว่าตอนนี้ผมบ้าถ่ายรูป อยากติดตามผลงานเข้าไปได้ที่ Photo Blog ผมที่ http://fordantitrust.multiply.com/ ได้ครับ

ส่วนที่นี่ก็พยายามจะ update เรื่อยๆ เมื่อเวลาอำนวยหลังจากนั่งทำงาน และนั่งแต่งรูปแล้ว (จะเหลือเวลาไหมเนี่ย –_-‘)

ตอนนี้ใช้ Nikon D80 อยู่ครับ ส่วนอื่นๆ ก็

  • Nikon MB-D80
  • Nikon Speedlight SB-900
  • Nikon AF-S DX Nikkor 18-135mm F/3.5-5.6G IF-ED
  • Nikon AF Micro Nikkor 60mm F/2.8D
  • Nikon AF ED Nikkor 80-200 F2.8D

ติดตามผลงานได้เรื่อยๆ ที่ http://fordantitrust.multiply.com/ ครับ สำหรับภาพถ่าย ;P

DSC_3984 DSC_4539 
DSC_4423 DSC_4220

DSC_1914

DSC_2915 DSC_3830

DSC_2786 DSC_3273

 

ปัญหาภาษาไทยใน iPod nano (4th Gen) ได้ถูกแก้ไขแล้วใน Software Version 1.0.4

จาก อัพเดท Firmware iPod nano (4th generation) แล้วอ่านภาษาไทยไม่ได้ แก้ยังไงดี ? ที่บ่นๆ ไปเมื่อ 16 พ.ย. 51 (November 16th, 2008-10:50 am) ตอนนี้ Apple ได้แก้ไขแล้วในวันนี้ วันที่ 13 ส.ค. 52 อืมมม เกือบ ๆ 9 เดือน !!! กับการแก้ไขปัญหาของ Apple ในครั้งนี้

รายละเอียดใน Release Note มีดังนี้

  1. Fixed issue which resulted in some incorrect daylight savings date settings
  2. Thai song information tags now display properly after syncing iPod nano in disk mode
  3. Other minor bug fixes

คำถามที่อยากถาม Apple ว่าทำไมแก้ปัญหานานจัง มัวทำอะไรอยู่ ? เพราะใน Discussions Board ของ Apple มีการ bug report ไปตั้งแต่ 12 พ.ย. 51 แล้วด้วยซ้ำ ?

[bug report] 1.0.3 firmware wipes out Thai font Display
Posted: Nov 12, 2008 10:42 PM
http://discussions.apple.com/thread.jspa?messageID=8477339

สรุป ใช้ของ Apple ต้องอดทนเนอะ !!!

 

ประกาศเลิกใช้ FileZilla

ช่วงนี้งานการเยอะมาก แต่ก็ยังคงอัพเดทข้อมูลอยู่ที่ http://fordantitrust.multiply.com/ สำหรับพวกงานด้านภาพถ่ายครับ ติดตามได้ที่ Multiply ครับ

เอ้ามาเข้าเรื่องกัน ที่จั่วหัวไปก็เพราะใน Developer Community ไม่สนใจที่จะแก้ไขปัญหาให้มีการ encrypted ข้อมูลใน sitemanager.xml ครับ

และกระทู้อื่นๆ อีกมากมาย

ปรกติผมมี CuteFTP อยู่แล้ว แต่ว่า FileZilla นั้นทำงานได้เร็วกกว่าในกรณีเร่งด่วนบางอย่าง แต่ตอนนี้คิดว่าทำไมต้องใช้ซอฟต์แวร์ที่มีความเสี่ยงต่อการโดน Hack ด้วย ?

ผมไม่เอาเว็บไซต์ต่างๆ ที่ผมดูแลอยู่มาเสี่ยงกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ตอนนี้เอาออกจากเครืองไปแล้วหล่ะครับ

คนที่ใช้ลองคิดๆ กันเอาเองกับความเสี่ยงครั้งนี้ครับ สำหรับผมถ้ายังไม่มีการแก้ไขจุดนี้ผมก็คงไม่ใช้ต่อไปเรื่อยๆ ครับ

 

ประโยชน์ของไฟล์ Digital Camera RAW File (เท่าที่คิดออก)

Digital Camera RAW File หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ไฟล์ RAW ในกล้อง Digital SLR นั้นถือเป็นการบันทึกข้อมูล "ดิบ" ที่ได้จาก Sensor ซึ่งส่วนใหญ่จะเก็บข้อมูลที่มีขนาดข้อมูล Color depth หรือ Bit depth ที่ระบบสี 12 bpp (bits per pixel) หรือ ระบบสี 14 bpp (ไล่เฉดสี 1 สีได้ 12bits เท่ากับ 4,096 เฉดและ 14bits เท่ากับ 16,384 เฉด) โดยที่จำนวน bit ของระบบสีนั้นขึ้นอยู่กับกล้องว่าใช้ Sensor แบบใด (แพงหรือถูกด้วย) และเมื่อเทียบกับ 1 pixel เท่ากับระบบสี 8 bpp ของ JPEG ก็จะเห็นได้ว่าความแตกต่างกันมีเยอะมาก (ไล่เฉดสี 1 สีได้ 256 เฉด)

แต่เมื่อเอามาคิดในระบบการแสดงผลของสีในธรรมชาติโดยเทียบจาก JPEG นั้นใน 1 pixel ของระบบสี กับ 1 pixel ของระบบการแสดงผลของสีนั้นประกอบไปด้วยแม่สีของแสง (spectrum primaries) ที่มี 3 สี (3 channel) คือ แดง (Red) เขียว (Green) น้ำเงิน (Blue) หรือเรียกย่อๆ ว่า สี RGB ครับ ซึ่ง 1 pixel มี 3 สีมาผสมกันให้เกิดสีต่าง ๆ ในธรรมชาติที่มีความหลากหลาย นั้นหมายความว่า 256 (R) x 256 (G) x 256 (B) ให้จำนวนการไล่เฉดสี RGB ได้ทั้งหมด 16,777,216 เฉดสี หรือ 8 bpp ในระบบ RGB นั้นจะได้จำนวนสี RGB คิดเป็นบิตที่ 8 bpp x 3 color (RGB) ก็คือ 24bits นั้นเองครับ

แล้วถ้าลองมาคิดต่อในแบบ RAW ก็จะได้

RAW 12bits

4096 x 4096 x 4096 ให้จำนวนการไล่เฉดสี RGB ได้ทั้งหมด 68,719,476,736 เฉดสี

( 12 x 3 = 36bits )

RAW 14bits

16384 x 16384 x 16384 ให้จำนวนการไล่เฉดสี RGB ได้ทั้งหมด 4,398,046,511,104 เฉดสี

(14 x 3 = 42bits)

จากตัวอย่างข้างต้นทำให้เราเห็นความแตกต่างของจำนวนข้อมูลอย่างชัดเจนจนทำให้คุณภาพของข้อมูลภาพนั้นแตกต่างกันด้วยเช่นกัน (มองที่คุณภาพของไฟล์ภาพ ไม่ใช่ความสวยงามของภาพ) ซึ่งจะเห็นผลตอนเราจำเป็นต้องนำมาแต่งภาพที่ต้องการความสมบูรณ์ของข้อมูลมาก ๆ

อีกอย่าง JPEG เป็น lossy compression ทำให้ข้อมูลที่ได้มีการสูญเสียจากการนำไปประมวลผลจากตัวกล้องเอง เพื่อให้ได้ภาพที่ปรุงแต่งตามการตั้งค่าของผู้ผลิตหรือตัวผู้ใช้เอง แล้วทำการบีบอัดรูปภาพให้ได้เล็กลง ซึ่งจะเอากลับมาปรับแต่งต่อยากมาก ๆ เพราะด้วยจำนวนข้อมูลที่น้อยกว่าหลายเท่าตัวนั้นเอง แต่การถ่าย RAW ไฟล์ก็ต้องแลกกับจำนวนการถ่ายช็อตที่ต้องการความต่อเนื่องได้ลดลง เพราะด้วยจำนวนข้อมูลที่ใหญ่มากของ RAW ทำให้การส่งข้อมูลระหว่างกล้องกับ Memory เพิ่มมากขึ้น แต่ก็พอจะแก้ไขด้วยการใช้ Memory ที่มีความเร็วสูงๆ ได้เช่นกันครับ

อีกข้อดีของการใช้ไฟล์ RAW คือระบบการประมวลใน Computer มีความสามารถในการคำนวนและทำงานได้ดีกว่า Processor ในกล้อง ประกอบกับการปรับแต่งที่เหมาะสมกับสิ่งที่อยากได้ให้ได้มากที่สุดโดยผู้ใช้เอง ซึ่งถ้าอยากเปลี่ยนแปลงค่าต่าง ๆ ที่ตั้งไว้ เช่น White Balance ที่ปรับได้ดั่งใจ เปลี่ยนแปลงโดยไม่สูญเสียคุณภาพของภาพไป หรือ Exposure Value ที่ให้เราดึงค่ากลับมาได้อีก +-1 Stop เป็นอย่างน้อย ๆ (เช่นภาพด้านล่าง)

จะเห็นได้ว่าประโยชน์ของการถ่ายรูป DSLR แล้วใช้ RAW น่าจะเหมาะกับคนที่นำภาพมาปรับแต่งต่อในภายหลัง และในสถานะการณ์ที่เราไม่มีเวลามาใส่ใจกับ White Balance และ Exposure Value มากนัก (ในกรณีที่เราต้องถ่าย under ลงไปอีกหน่อยเพื่อให้ภาพไม่เบลอก็จำเป็น ไม่งั้นไม่ได้ภาพก็น่าเสียดาย)

แต่ไม่ใช่ว่าการถ่ายแบบ RAW จะช่วยได้ทั้งหมด เพียงแต่ทำให้เราสามารถนำไฟล์ภาพที่ได้ถ่ายนั้นเอามาปรับแต่งได้มากกว่าเดิมจากที่ JPEG ทำได้เท่านั้น ซึ่งหลายทั้งมวลนั้นเป็นเรื่องของคนถ่ายรูปเป็นหลัก ที่ต้องทำคุณภาพของรูปภาพนั้นดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เสียก่อน

คิดซะว่าถ่าย RAW ก็เหมือนถ่ายรูปด้วยกล้องฟิล์มนั้นแหละครับ เพียงแต่ว่าดีหน่อยตรงที่ถ่ายแล้วเห็นเลย แต่ไฟล์รูปเราก็ต้องเอามาทำการล้าง แล้วก็มาตกแต่งในห้องมืด (ทำผ่าน GIMP) แล้วค่อยอัดภาพทีหลัง (แปลงด้วย RAW Converter เป็น JPEG) อะไรแบบนั้นครับ จะไม่รวดเร็วแบบ JPEG ที่ถ่ายแล้วใช้ได้เลยอะไรแบบนั้น (อาจจะแต่งบางตามสมควร)

แต่อย่านำมาสับสนกับการแสดงผลในจอภาพนะครับ เพราะจอภาพในปัจจุบันนั้นแสดงผลที่ 32bits (RGB) ซึ่งจะเป็น 16,777,216 สี ที่ 24bits ส่วนอีก 8 bits ที่เหลือเป็นเรื่องของการโปรงแสงของสี (degree of transparency) ครับ โดยภาพที่ตามนุษย์เห็นนั้นสามารถไล่เฉดสีได้จะอยู่ที่ประมาณ 16-24bits ครับ ไม่แน่ใจข้อมูลจำคราวๆ ครับ

ปล. ถ่ายเบลอ ถ่ายหลุดโฟกัส อย่างงี้ต่อให้ถ่าย RAW ก็ไม่ได้ช่วยอะไร อันนี้มันอยู่ที่คนถ่ายล้วนๆ แล้วหล่ะครับ

16592172

16592369 

ผิดพลาดหรือต้องการเพิ่มเติมก็เสนอความคิดเห็นได้เลยนะครับ ศึกษามาเดือนกว่าๆ เลยเอามาสรุป ๆ ไว้