พาชมงานเปิดตัว Canon EOS 100D ของ Canon ประเทศไทย

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2556 ที่ผ่านมา บริษัท Canon ผู้นำเข้ากล้องดิจิทัลได้เปิดตัวกล้องประเภท DSLR ในตระกูล EOS รุ่น 100D ซึ่งเป็นกล้องประเภท DSLR ที่ได้ชื่อว่าเล็กและเบาที่สุดในโลก โดยมุ่งเน้นด้าน เปิดประสบการณ์ใหม่ในการถ่ายภาพสำหรับคนถ่ายรูปที่ต้องการกล้องที่มีคุณภาพจากเซ็นเซอร์ DSLR ในรุ่นโปรในรูปแบบของตัวถังที่มีขนาดเล็ก พกพาสะดวกและจับถือง่าย ที่เหมาะสำหรับผู้หญิงและผู้ที่ต้องเดินทางบ่อยๆ ด้วย

โดยตัวสินค้าแล้วนั้น Canon EOS 100D นั้นถูกวางตัวสินค้าไว้ที่ผู้ใช้ระดับเริ่มต้นที่สนใจอยากใช้งาน DSLR กลุ่มคนที่อยากได้กล้องคุณภาพดีและน้ำหนักเบา หรือเป็นกล้องตัวที่สองสำหรับคนที่ใช้งาน DSLR อยู่ก่อนแล้ว โดยมุ่งเน้นที่ความเบา และขนาดที่เล็ก แต่ยังคงคุณภาพของภาพที่ได้ไม่แตกต่างจาก DSLR ในรุ่นสูง

DSC_5803 DSC_5804

ขนาดที่เล็ก ความหนาของตัวกล้องที่ไม่มาก และน้ำหนักเพียง 370 กรัม เมื่อไม่ใส่เลนส์ ทำให้ตัวกล้องนั้นมีขนาดที่น่าสนใจ และเมื่อใส่กับเลนส์ EF 40mm f/2.8 STM ด้วยแล้ว ทำให้ตัวกล้องหนาเพิ่มขึ้นไม่มากนักและมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 500 กรัมเท่านั้น แต่ได้คุณภาพของความชัดตื้น (DOF) ของภาพที่สูงพอสมควรเลย

ตัวกล้องนั้นมีขนาดเล็กซึ่งใหญ่กว่ากระป๋องโค้กไม่มากนัก

DSC_5811 DSC_5808

คุณสมบัติด้านการถ่ายรูปต่างๆ

  • มีขนาดของเซ็นเซอร์เป็นแบบชนิด APS-C (22.3mm x 14.9mm) ความละเอียด 18 ล้านพิกเซล ตัวคูณที่ 1.6x เมื่อเทียบกับขนาดฟิล์มของกล้อง 35mm ขนาดของไฟล์ที่ได้ใหญ่สุดที่ 17.90 ล้านพิกเซลหรือความละเอียด 5,184 x 3,456 พิกเซล
  • รองรับ ISO 100-12,800 (High 25,600)
  • มีจุดโฟกัส 9 จุด และจุดโฟกัสแบบ Cross-type ที่จุดกลาง มีระบบโฟกัสใหม่ที่ชื่อ Hybrid CMOS AD II ที่จับโฟกัสได้พื้นที่มากขึ้น และควบคุมจากจอภาพหลังกล้องได้ด้วย รองรับเลนส์ความไวแสงสูงสุด f/2.8
  • สามารถถ่ายภาพได้ต่อเนื่อง 4 เฟรมต่อวินาที
  • ใส่ Image Processor รุ่น DIGIC 5 มาในตัวกล้อง
  • ระบบวัดแสง 63 โซนแบบ Dual-layer
  • ระบบถ่ายวิดีโอ EOS Movie mode ที่สามารถถ่ายวิดีโอได้ถึงขนาด 1080p (Full HD) พร้อมคุณสมบัติ Movie Servo AF
  • ขนาดของ View Finder รองรับ 95% ของพื้นที่ทั้งหมด และอัตราขยาย 0.87 เท่า
  • จอภาพด้านหลังมีขนาด 3 นิ้ว เป็นแบบ Clear View II ที่ให้ภาพคมชัดมากขึ้นในที่แสงจ้าและต้องการมองจอภาพด้านหลัง ตัวจอภาพด้านหลังนั้นเป็นแบบ Multi-touch เพื่อสั่งงานกล้องได้จากตัวจอภาพได้ทันที
  • ทำงานร่วมกับการ์ดหน่วยความจำ SDXC และรองรับ Eye-Fi ด้วย
  • มี Scene Mode ให้เลือกใช้งาน
  • เมาท์เลนส์ใช้งานร่วมกับเลนส์ EF และ EFS ของ Canon ได้เหมือนรุ่นโปรอย่าง EOS 650D หรือ EOS 7D เป็นต้น

เมื่อวางเทียบกับ Nokia Lumia 920 และ Apple iPhone 5

DSC_5814 DSC_5833

วางเทียบกับ Panasonic Lumix GH3

DSC_5821

ปุ่มควบคุมด้านหลังของตัวกล้อง ใครใช้งาน Canon อยู่คนใช้ไม่ยาก จำนวนปุ่มลดน้อยลงกว่าเดิม และเน้นสั่งงานผ่านจอภาพหลังกล้องมากขึ้นแทน

DSC_5824

ตัวเปิด-ปิดของกล้องอยู่ด้านบนข้างๆ ตัวปรับโหมดของกล้อง ทำให้เปิด-ปิดได้ง่ายมากขึ้น

DSC_5825

ช่องใส่การ์ดหน่วยความจำและแบตเตอร์รี่ใส่ในที่เดียวกัน ตัวแบตเตอร์รี่นั้นมีขนาดเล็กกว่า Canon EOS 650D รุ่นพี่ร่วมค่าย

DSC_5827

กล่าวโดยสรุป (หลังจากได้จับตัวกล้องนี้ประมาณ 10-15 นาทีภายในงาน)

  • ตัวกล้องมีขนาดเล็กอย่างที่เห็นในรูปพอสมควร แต่ที่แปลกใจคือน้ำหนักนั้นเบามาก เบากว่าที่คิด ใครพกแท็บเล็ตไปไหนมาไหนได้ การพกพากล้องตัวนี้ไปเที่ยวแล้ววางแท็บเล็ตไว้ที่บ้าน คงไม่เป็นภาระในการเดินทางมากนัก (แต่ถ้าเอาไปทั้งสองอย่างก็หนักขึ้นอีกเล็กน้อย)
  • ตัวเลนส์ที่ให้มาในชุด (EF 40mm f/2.8 STM) นั้นโฟกัสเงียบมาก ทำงานรวดเร็วดี แต่ถ้าถ่ายรูปจ่อๆ อาจจะต้องหาระยะสักหน่อย แต่ภาพที่ได้นั้นถือว่าดีมาก
  • การปรับโหมดต่างๆ นั้นใครใช้รุ่นใหญ่มาก่อน อาจจะงงๆ เพราะปรับจากตัวจอภาพด้านหลังเยอะมาก ควรศึกษาและทำความเข้าใจสักหน่อย
  • กล้องตัวนี้ส่วนตัวคิดว่าเหมาะกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เพราะขนาดค่อนข้างเล็ก ผู้ชายจับอาจจะไม่ถนัดเท่าไหร่นัก
  • การจัดวางที่จับด้านขวาทำได้ดี ระยะไม่ลึกจนเกินไป
  • ถ้าคิดจะเอาไปใช้กับเลนส์ขนาดใหญ่อย่าง EF 70-200 mm F4L USM หรือ EF 70-200mm f/2.8 L IS USM อาจจะดูโหดร้ายเกินไปในการจับถือ แค่ EF 50mm f/1.8 กำลังเหมาะสม ถ้าไประดับ EF 85mm f/1.8 USM อาจจะหนักไปสักหน่อย ตรงนี้คงแล้วแต่ความต้องการแต่ละคน แต่ต้องบอกว่าศูนย์ถ่วงนั้นไม่สมดุลอย่างมาก ถ้าใช้เลนส์ใหญ่เกินไปแล้วถือที่ตัวกล้องเมาส์เลนส์อาจเสียหายได้

ดูขนาดเมื่อใช้งานได้จากภาพด้านล่างที่นำมาฝากกัน

DSC_5836

DSC_5847

DSC_5845

ด้านล่างนี้คือตัวอย่างไฟล์รูปภาพ JPEG จากกล้อง Canon EOS 100D แบบโหมดถ่ายภาพ A+ (คลิ้กที่ภาพเพื่อเปิดไฟล์ภาพขนาดจริง) สำหรับไฟล์ RAW นั้นไม่ได้บันทึกมา ถ้ามีโอกาสได้ตัวกล้องมารีวิวจะนำมารีวิวละเอียดกว่านี้อีกที

IMG_9637 IMG_9638
1/80 sec f/5.0 ISO 1250, 1/60 sec f/4.5 ISO 1600

IMG_9640 IMG_9641
1/80 sec f/5.0 ISO 2000, 1/80 sec f/5.0 ISO 1600

IMG_9646 IMG_9647
1/60 sec f/5.6 ISO 6400, 1/80 sec f/5.6 ISO 6400

สำหรับตัวกล้อง Canon EOS 100D จำหน่ายพร้อมกับเลนส์ EF 40mm f/2.8 STM โดย Canon ประเทศไทยตั้งราคาโปรโมชั่นไว้ที่ 26,900 บาท และตอนนี้เริ่มมีวางจำหน่ายแล้ว (ราคาโปรโมชั่นนี้มีถึงวันที่ 31 พ.ค. 2556)

 

[Official Press Release] ไมโครซอฟท์ เดินหน้าขยายตลาด Surface ทั่วโลก สุดยอดแท็บเล็ต Surface ทั้งรุ่น RT และ รุ่น Pro กำลังมาถึงประเทศไทยแล้ว!

ได้รับอีเมลจากทาง PR ของ Microsoft ประเทศไทย เลยเอามาโพสแบ่งปันครับ

ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น ประกาศจำหน่าย Surface รุ่น RT และ รุ่น Pro ในประเทศไทย ในเดือนมิถุนายนนี้ อย่างเป็นทางการ http://blog.surface.com/b/surface/archive

/2013/04/23/expanding-surface-pro-and-surface-rt-availability.aspx

KL_003951_70B3E0A3

“ไมโครซอฟท์รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ผู้บริโภคและลูกค้ากลุ่มธุรกิจในอีกหลายประเทศจะมีโอกาสสัมผัสกับสุดยอดอุปกรณ์แท็บเล็ตรุ่นใหม่นี้” พาโนส พานาย รองประธานกรรมการ Microsoft Surface กล่าว “Surface คือ แท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุด”

Surface เป็นอุปกรณ์ที่จะต่อยอดประสบการณ์การใช้งานวินโดวส์ ซึ่งผู้ใช้สามารถทำงาน เล่น (Work and Play) และเชื่อมต่อกับเพื่อนๆ ไปพร้อมกัน Surface จึงเป็นอุปกรณ์ที่รวบรวมความบันเทิง และการสร้างสรรค์เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง Surface ออกแบบด้วยดีไซน์ทันสมัย บางเบา ตัวเครื่องคงทน ที่มาพร้อมกับ ขาตั้งภายในตัว และ ฝาปิด ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะอยู่ที่ใด นอกจากนี้ Surface ยังมาพร้อมกับช่องเสียบ USB และ ช่อง microSDXC สำหรับหน่วยความจำเสริม อีกทั้งจอแสดงผลความละเอียดแบบ 16:9 Widescreen ไฮเดฟฟินิชั่น ทื่ทำให้การชมภาพและการส่งข้อมูลเป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส

Surface RT เป็นแท็บเล็ตที่มาพร้อมกับความสามารถของแล็ปท็อป ซึ่งประสานการทำงานและความคล่องตัวในการพกพาได้อย่างลงตัว ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มองหาแท็บเล็ตที่สามารถให้ประสบการณ์ความบันเทิงชั้นยอดและการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วยแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้ทั้งวัน (ใช้งานได้มาถึง 8 ชั่วโมง) ส่วน Surface Pro เปรียบได้กับแล็ปท็อปวินโดวส์ ที่คงคุณสมบัติของแท็บเล็ตไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผู้บริโภคสามารถใช้งานอุปกรณ์ที่อัดแน่นไปด้วยคุณสมบัติและฟีเจอร์ของคอมพิวเตอร์ แต่มีลักษณะและความรู้สึกในการใช้งานเหมือนแท็บเล็ต ซึ่งผู้บริโภคสามารถทำทุกอย่างที่เคยทำบนคอมพิวเตอร์ได้บน Surface Pro ตั้งแต่การใช้งานแอพพลิเคชั่นเดสก์ทอป ไปจนถึงความอุ่นใจของการรักษาความปลอดภัยจากซอฟต์แวร์ระดับโลก

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Surface สามารถค้าหาได้ที่ http://www.Surface.com , Surface Blog , Facebook และ Twitter สำหรับอัพเดตต่างๆ

 

แก้ไข “call_user_func_array() expects parameter 1 to be a valid callback, non-static method XXX:init() should not be called statically” ใน plugin “Jetpack for WordPress”

จากปัญหา

The following errors were reported: call_user_func_array() expects parameter 1 to be a valid callback, non-static method xxx::init() should not be called statically

ใน plugin “Jetpack for WordPress” ซึ่งเกิดจากการเขียนโค้ดไม่ตรงกับ Strict standards ใน PHP ที่อยู่ๆ ก็มีการเขียนไป call ตัว static method ใน method ที่ไม่ใช่ static ทำให้เกิดข้อผิดพลาดดังกล่าว

ปัญหานี้จะเกิดกับ Class ของ module ใน plugins “Jetpack for WordPress” ทั้งหมด 4 ตัว (ณ ตอนนี้ที่ไล่หาดู) โดยมี Class ดังต่อไปนี้

  • Jetpack_Notifications
  • Jetpack_Post_By_Email
  • Jetpack_Subscriptions
  • Jetpack_Likes

การแก้ไขก็ง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน (ถ้าเข้าใจ)

โดยเพิ่ม “public static” ไปหน้า function &init() ให้เป็น public static function &init() ในไฟล์ subscriptions.php, post-by-email.php, notes.php และ likes.php ซึ่งอยู่ใน wp-content/plugins/jetpack/modules

เพียงแค่นี้ก็จบปัญหาครับ

 

บอลมันเล่นเป็นทีม

บางครั้งนักเตะที่ดี คงไม่ใช่เราไปคาดหวังว่าเขาจะต้องเลี้ยงเดี่ยวเข้าหาคู่แข่งแล้ว เลี้ยงหลบคู่แข่งทั้งทีมไปกว่า 2 รอบ แล้วเข้าไปหลอกโกลต่อให้หลังหักอีก 2 รอบ เสร็จแล้วค่อยวนกลับมายิงไกล ถึงจะเรียกว่าเล่นดี ><" คือบอลมันเล่นเป็นทีม แค่ทุกครั้งที่จับบอล แล้วทำประโยชน์ให้กับทีมได้ตลอด ผมก็ถือว่าเล่นดีได้เหมือนกัน

 

“ขวดน้ำทิพย์” รักษ์โลกหรือรักษ์บริษัทผู้ผลิต?

ส่วนตัวนั้นการเปิดขวดน้ำทิพย์ต้องใช้สมาธิอย่างสูงมากก่อนลงน้ำหนักบีดขวดเปิด เพราะต้องเปิดให้ได้ภายในครั้งเดียว คือต้องลงน้ำหนักในการบิดให้หนักแน่น ชัดเจนและเด็ดขาด ไม่งั้นการเปิดครั้งต่อไปอาจหมายถึงน้ำทั้งขวดจะไหลหรือสาดเข้าตัวทั้งขวด ซึ่งน้ำจะออกมาตามแรงบิดที่ปราศจากการดันขวดให้พองของก๊าซที่อัดมาเพื่อให้ขวดคงตัวอยู่ได้

ด้วยความบางของขวดน้ำที่บางกว่านี้อีกนิดหน่อยก็เกือบเท่าถุงร้อนใส่แกงตามตลาดทำให้ดื่มน้ำไปได้สักครึ่งขวดหรือมีลมพัดแรงๆ หน่อย ตัวขวดนั้นพร้อมที่จะพยุงตัวไม่อยู่แล้วล้มลงมาทำน้ำหกใส่ได้ทันทีเช่นกัน และความบางของขวดน้ำพร้อมที่จะแตกได้ในกระเป๋าเวลาพกพาเมื่อเปิดขวดไปแล้วในครั้งแรกเช่นกัน เพราะขวดน้ำดังกล่าวมันเคยแตกในกระเป๋าผมมาแล้ว ซึ่งดีที่ในกระเป๋ามีแต่หนังสือไม่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้ช็อตใดๆ เลยรอดพ้นหายนะไปได้

จากปัญหาที่บอกๆ ไป มันทำให้ผมไม่เข้าใจว่า การคิดว่าขวดน้ำที่เปิดขวดขึ้นมาเพื่อดื่มน้ำแล้วใช้ได้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้งเนี่ยมันดียังไง คือคนทำไม่คิดว่าฝามันจะเปิดไม่ได้ในครั้งแรกบ้างเหรอ แล้วเปิดครั้งต่อไปจะมีปัญหาต่อมาหรือไม่ หรือคนซื้อเค้าอยากปิดฝาแล้วดื่มครั้งต่อไปเพื่อใช้สำหรับเป็นเครื่องดื่มระหว่างการเดินทางบ้างเหรอ

ส่วนตัวผมแล้วผมว่ามันสร้างขยะมากกว่าเดิมอีก เพราะขวดไม่สามารถให้คนซื้อนำกลับมาใช้ใหม่ได้โดยไม่ผ่านขั้นตอนการผลิตในอุตสาหกรรม ซึ่งขวดน้ำทิพย์ที่บางลง 35% นั้นหมายถึงต้นทุนที่น้อยลง 35% ของขวดพลาสติก แต่ราคาไม่ได้ลดลง ซึ่งยังคงราคาเท่าเดิมซึ่งเมื่อเทียบกับราคาน้ำดื่มขวดข้างๆ ที่มีความหนาของขวดปรกติ สามารถใช้งานและนำกลับมาใช้ได้เป็นอย่างดี มันกลับทำให้น้ำทิพย์ดูแพงไปในทันที แถมขวดน้ำทิพย์ยังให้ปริมาณที่น้อยกว่าบางยี่ห้อด้วย!

ที่น่าสนใจคือ จริงๆ แล้วการบอกว่าเนื้อพลาสติกที่ลดลง “รักษ์โลก” แต่เนื้อแท้ของสาระหลังจากได้สัมผัส เป็นแค่คำโฆษณาที่แอบแฝงด้วยการช่วยบริษัทในการลดต้นทุนเรื่องขวดน้ำมากกว่าหรือเปล่า?

ในฐานะผู้บริโภคคนหนึ่ง “น้ำทิพย์” ขวดบางๆ แบบนี้จะเป็นตัวเลือกสุดท้ายที่ซื้อครับ

WP_20130424_013