ท่าทางเราคงต้องเขียน Blog แบบ hardcode แทน WYSIWYG Editor ซะแล้ว

จริง ๆ มันเป็นปัญหามานานแล้วเวลาผมเขียน entry ที่มี code แทรกใน entry แล้วเอามาเขียนลงใน WYSIWYG Editor เพราะใส่ code แล้วมันมักมีปัญหา ตีกับระบบ Syntax Highlighter เวลาส่ง entry เข้าระบบแล้วเละตลอด เมื่อไม่นานมานี้ลอง disable ออกแล้วเขียนแบบปกติในเนื้อที่มี source code จำนวน 2 entry ที่ผ่านมา ก็ ok

ตัวที่ผมได้ลองใช้แล้วไม่ work ก็ TinyMCE, FCKEditor และ Yahoo! UI Library Rich Text Editor (YUI RTE) สรุปที่เค้านิยมใช้กันทั้งหมดนี่ไม่เหมาะกับเราสักอัน T_T สรุปสุดท้าย ใช้แบบเดิม ๆ น่ะดีแล้ว

ปัญหาที่มักเกิดกับทั้ง 3 ตัวคือใส่ flag/tag บอกว่าตรงนี้เป็น source code ให้ทำ syntax highlight แล้วมักจะมองไม่ออก หรือ convert ข้อมูลกันมั่วไปหมดจน source code ของเราเละไปหมดเลย อย่าง TinyMCE, FCKEditor และ YUI นี่เป็นพวกฉลาดเกินไป ชอบ convert โดยไม่บอกไม่กล่าว จนทำให้ต้องเขียนบทความใหม่มาแล้วก็มี เพราะมันดัน convert special string เป็น HTML Charactor Code ซะงั้น เลยเละไปหมดเลย ต้องมานั่งแก้กันสนุก ซึ่งจริง ๆ แล้วมันควร convert แหละ แต่เราปิดตัว editor แล้ว และไม่ต้องการให้มันเป็นตัวส่งข้อมูลเข้าระบบ มันก็ดันเขียน hook ขั้นกลางระบบไว้ก่อนระบบบันทึกข้อมูลเข้าไปจริง ๆ เสียอีก เพราะนั่งแกะขั้นตอนของมันเพื่อแก้ปัญหามาแล้ว แต่ไม่สำเร็จ เพราะตัว Editor Engine มันก็จัดการให้อยู่ดี สรุปแก้ไปก็เสียเวลา สรุปสุดท้ายไม่ต้องทำ hardcode เอา อยากพิเศษ ๆ ก็เขียนใน Windows Live Writer เอาแล้วกัน ตัวนี้ผมชอบนะเป็น client side ของ Blogware ได้หลายตัวมาก ๆ และ WordPress Blogware และ WordPress freeblog ก็อยู่ในข่ายนั้นด้วย สะดวกดี ;)

แหม …. ชีวิตนี้คงหนี HTML/XHTML แบบ hardcode ไม่พ้นจริง ๆ จะสบายสักหน่อย เวลาเขียน blog แต่สุดท้ายก็เพิ่มความยุ่งยากในการเขียนเอาไปอีก สรุปก็คือสูงสุดคืนสู่สามัญครับผม T_T

 

FW Web : ภาพเหตุการณ์ขณะยื่นหนังสือ เรียกร้องภาษาไทยในงานเปิดตัวไอพอด

รอบนี้ไม่มีอะไรมาก ลองเข้าไปอ่านดูนะครับ

ภาพเหตุการณ์ขณะยื่นหนังสือเรียกร้องภาษาไทยในงานเปิดตัวไอพอด

แล้วตามไปอ่านต่อ ซึ่งเป็นข้อความของผมได้ที่

ภาษาไทยใน iPod

และตามไปลงทะเบียนเรียกร้องได้ที่ tosupportthaiinipod.com ครับ

แอบเซง …. T_T สำหรับงานแถลงข่าวครั้งนี้มาก ๆ

 

Prioritizing Web Usability

เมื่อวันก่อนลงจาก BTS อ่อนนุชเลยเดินซื้อ DVD Spiderman 3 ที่เพิ่งออกมาตอนแรกกะรอที่มันเป็น 2 disc แต่คิดไปคิดมา เอาแค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว แล้วก็แวะร้านการ์ตูนก่อนถึงหอไปซื้อหนังสือการ์ตูน "สายลับจับบ้านเล็ก" มาสักหน่อยนึง พลาดตอน Seasons Change ไปแล้วรอบนี้ไม่อยากพลาดอีกเลยเอามาอีกเล่ม
ส่วนวันนี้ไปเดินซื้อนาฬิกาดิจิตอลสำหรับปลุกตอนเช้าไปทำงาน แล้วหลังจากนั้นก็เลยไปลองเดิน ๆ ดูหนังสือใน fortune ได้มาเล่มนึงก็คือ "Prioritizing Web Usability" จริง ๆ เปิดเล่ม ๆ อื่น ๆ ลองอ่านดูหลายเล่ม แต่เล่มนี้โดนในที่สุดแล้ว

Prioritizing Web Usability" [Homepage]
Book by Jakob Nielsen and Hoa Loranger
New Riders Press, Berkeley CA
ISBN-10: 0-321-35031-6
ISBN-13: 978-0-321-35031-2
406 pages, heavily illustrated, in full color

DSC00169

จากที่ได้ลองอ่าน ๆ นี่ผมรู้สึกว่าโดนจริง ๆ เพราะว่าไล่ตั้งแต่นิยาม ไปจนถึงการออกแบบ และมีข้อสังเกตต่าง ๆ มากมาย จริง ๆ ผู้แต่งที่ชื่อ Jakob Nielsen เห็นได้การกล่าวขานว่าเป็น "the guru of web usability" เลยทีเดียว เลยจัดมาซะเลย ลด 20% ก็เหลือ 1,509 บาท เดี่ยวช่วงสัปดาหืนี้คงอ่านสักหน่อย

คือตอนนี้จะเห็นว่าผมหันมาศึกษาด้าน Software Architecture, Marketing และ Usability เยอะพอสมควร อ่านหนังสือพวก Business Week (ประเทศไทย) และหนังสือพิมพ์อย่างบิสซิเนสไทย พยายามเปิดโลกให้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน พยายามมองอะไรที่มันไม่เป็น Technical มาก ๆ หลัง ๆ เริ่มเห็นว่าโปรแกรมที่ตัวเองทำขึ้นในอดีต พอกลับมานั่งใช้เอง เริ่มรู้สึกว่า "ทำไปได้ไงฟร่ะ ใช้ก็ยาก ใครมันจะใช้เนี่ย" -_-‘ ขนาดตัวเราเองยังคิดแบบนี้ ให้คนอื่นใช้คนโยนของเราทิ้งตั้งแต่เปิดหน้าแรกมาเลยแหละ ตอนนี้เลยทุ่มทุนกันพอสมควร

แต่สิ่งหนึ่งที่คนในแวดวง Com Sci บ้านเราขาดมาก ๆ คือแนวคิดด้าน usability, architecture และ tuning/opimizing/performace เนี่ยแหละ แถมหนังสือภาษาไทยส่วนใหญ่สักแต่เอาออกมา และมักไม่ได้พูดถึงเรื่องพวกนี้เลย เมื่อหลายวันก่อนเจอ พี่เดฟ ที่ fortune เนี่ยแหละ ก็ได้คำถามมาว่าหนังสือฝั่งภาษาไทยกับต่างประเทศมีอะไรแต่งต่างกัน สิ่งที่ผมตอบได้เลยคือความแน่นของเนื้อหาเชิงลึกและเนื้อหาพื้นฐานสุด ๆ พวกนิยามต่าง ๆ สิ่งที่มีมากถึงมากที่สุดคือแนวนำไปใช้ ใช้เป็นอย่างเดียว แต่ไม่รู้ว่าที่ใช้ไปมันหมายความว่ายังไง หรือเนื้อหาเชิงลึกที่ต้องใช้ทักษะด้านพื้นฐานสูง ๆ เพื่อทำให้ระบบสามารถรองรับการทำงานได้สูงสุด และหนังสือส่วนใหญ่จะเป็นพวก dummy หรือพวกเรียนเร็ว เรียนลัด กระโดดข้ามขั้นตอน กันทั้งนั้น ทำให้ส่วนใหญ่มักจะรู้ไม่ลึก และมักมองในด้านที่หนังสือสอนเยอะเกินกว่าจะแหวกแนวการทำงานออกมา สังเกตง่าย ๆ จาก source code ของ program ที่อยู่ในหนังสือนั้น มี performance ต่ำมาก ๆ คือทำงานได้ตามจุดประสงค์ แต่ไม่ได้บอกต่อไปว่าควรปรับแก้ตรงไหน และทำไม

มีอย่างที่ไหน select * from table แล้วเอามานับในตัวโปรแกรม แล้วก็จบ -_-‘ โห ถ้าข้อมูลมันมีสัก 16 ล้าน records โปรแกรมคงกินทรัพยากรหมด server หล่ะมั้งน่ะ ทำไมไม่ใช่ select count(pkey_id) from table ซะก็หมดเรื่องได้มาตัวเลขตัวเดียว จบข่าวกันไป ผมเจอ code แบบนี้บ่อยมาก ๆ มีเกือบทุกเล่มของหนังสือที่มีการสอนติดต่อกับฐานข้อมูลเสียด้วยดิ

และซ้ำร้าย คนอ่านส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คิดตามต่อไปว่า ทำไมมันต้องทำแบบนี้ ทำอีกแบบได้ไหม แบบนั้นน่าจะดีกว่านะ เร็วกว่า อะไรแบบนี้ มีส่วนน้อยเท่านั้นที่เอามาปรับแต่งให้ระบบนั้นดีขึ้น

อันนี้คือส่วนน้อยของตัวอย่างของการขาดประสบการณ์การเขียนซอฟต์แวร์ที่สามารถนำไปใช้งานจริง ๆ ได้ หนังสือที่เขียนขึ้นมาโดยขาดประสบการณ์การทำงานจริง ๆ ก็อ่านได้แค่พื้น ๆ หรือบางเล่มดันไปแปลของชาวบ้านเค้ามาอีก -_-‘

จาก Rawitat’s Blog

อ.มะนาว พาเพื่อนมาแนะนำให้รู้จักอีกคน ซึ่งพอเราเห็นกำลังนั่งอ่านหนังสือ Agile Web Dev with Rails ที่เราเคยเขียนด่าถึงด้วย ก็เลยให้ดูความแข็งแกร่งของหนังสือเล่มนั้นหน่อย ว่ามันเกรียนเทพแค่ไหน … คนที่เคยอ่านลองไปหาหน้าที่บอกวิธีการติดตั้ง Ruby บน Mac ดูนะครับ จะเห็นคนเขียนเกรียนถึงโปรแกรม DAVE (ซึ่งจริงๆ มันก็มีจริงๆ อ่ะนะ แต่ว่าไม่เกี่ยวกับผมนะ) …. แถจริงๆ เพราะว่าคนเขียนหนังสือต้นฉบับเค้าชื่อ Dave Thomas อ่ะนะ มันก็เลยมี prompt ชื่อ dave มาด้วย แบบว่า

dave> some_command_here ...

นะ เกรียนสุดๆ จริงๆ

ลองคิดดู ใครได้อ่าน แล้วจำไปผิด ๆ นี่มันจะเสียหายแค่ไหน หนังสือที่เป็นเหมือนหน้าต่างของความรู้กลับนำเสนอสิ่งที่ผิดพลาด มาก ๆ ยิ่งหนังสือที่แปล (ทั้งเค้ายอมให้แปลและเค้าไม่รู้ว่าเราแปล) คนจะมีการตรวจสอบอย่างละเอียดมาก ๆ แถมถ้าคนแปลไม่เคยแม้แต่เขียนหรือรู้เรื่องราวนั้น ๆ มาเลยนี่ควรให้ห่างจากเรื่องที่เค้าจะแปลอย่างยิ่ง เพราะนั้นหมายถึงการตีความที่ยังผลถึงอนาคตที่สืบต่อความหมายนั้น ๆ สู่คนรุ่นหลัง ๆ อย่างมาก

กลับมาเรื่อง web usability อีกนิดนึง

จริง ๆ การออกแบบเว็บในปัจจุบันนั้น มุ่งเน้นการเข้าถึง function การทำงานให้เข้าถึงง่ายเข้าไว้ ซึ่งไม่ได้ดูที่จำนวนเพียงอย่าง ซึ่งถึงแม้ function 108|1009 แบบ Microsoft Word <= 2003 แต่ถ้ามันเข้าถึงลำบาก ก็เหมือนกับว่าไม่มีนั้นแหละ เพราะผู้ใช้ไม่ได้ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือหามันไม่เจอนั้นเอง ผมจึงมองว่าเว็บถือเป็นตัวอย่างในการสอน usability ได้ดีมาก ๆ ในการบอกกับคนที่เรียนได้เลยว่า ควรเป็นแบบไหนกันแน่ ….

ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดคือ ความเป็นระเบียบบนโต๊ะทำงานของคนหลาย ๆ คนอย่างทำให้การทำงานนั้นง่ายขึ้นเพราะหาของง่าย แต่สำหรับบางคนนั้นโต๊ะที่โคตรจะรก อาจจะหาของได้เร็วพอ ๆ กัน เพราะของบางอย่างที่ถูกใช้บ่อย ๆ มักจะอยู่กองบน ๆ เสียมากกว่ากองล่าง ๆ อีกอย่างความเคยชินของคนนั้นถือเป็นเรื่อง common sense มาก ๆ สอนกันไม่ได้เลย นั้นหมายความว่าเราจะหาจุดตัดระหว่างคำว่ารก กับคำว่าเรียบเบียบได้ยังไงนี่ดิยาก

เหมือนกับเวลาเราอยู่กับสาวนั้นแหละ ชอบมาเก็บของเราให้เข้าที่เข้าทาง พอเราจะใช้ของเหล่านั้นทีนึง ก็หาไปเหอะ เพราะคนใช้กับคนเก็บมันคนละคนกัน -_-‘

นั้นหมายความว่า user รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เค้าใช้งานได้คล่องที่สุด เพราะฉะนั้น

Developer is not User.

สวัสดี ;)

 

สั่งหนังสือจาก Amazon รอบ 2

รอบที่แล้ว  อยากได้หนังสือ StarCraft เลยโดนค่าเสียหายจาก Amazon ฮ่า … ที่สั่งแต่ StarCraft มาล้วน ๆ มารอบนี้ก็ยังมีอยู่เพียงแต่ว่าเอาหนังสืออื่น ๆ ที่ซื้อในไทยน่าจะแพงและน่านานถ้าสั่งผ่านร้าน เลยซัดมาเต็มที่เลยคราวนี้ รวม ๆ ก็มีหนีบ ๆ StartCraft กลับมาเล่มนึง จริง ๆ ตอนนี้มี 3 เล่ม เพียงแต่ว่าตัว Nova มันต้องสั่งแยกส่วนการจัดส่ง เลยยังไม่เอา และอีกเล่มมันเป็น pre order กว่าจะได้ก็สิ้นปี เลยเอาออกไปก่อน

  1. The Laws of Simplicity (Simplicity: Design, Technology, Business, Life) [Hardcover] By: John Maeda (Author) – $13.60
  2. Microsoft Secrets: How the World’s Most Powerful Software Company Creates Technology, Shapes Markets and Manages People [Paperback] By: Michael A. Cusumano (Author) – $12.75
  3. Revolution in The Valley: The Insanely Great Story of How the Mac Was Made [Illustrated] [Hardcover] By: Andy Hertzfeld (Author) – $16.47
  4. Software That Sells : A Practical Guide to Developing and Marketing Your Software Project [Paperback] By: Edward Hasted (Author) – $19.79
  5. StarCraft: Dark Templar #1: Firstborn (StarCraft: The Dark Templar Saga) [Mass Market Paperback] By: Christie Golden (Author) –  $7.99

ส่วนเล่ม อื่น ๆ ก็ยัดใส่ Wish list ไปก่อน รอรอบหน้าเดี่ยวเจอกัน ;)

$12.71
$18.21
$19.77
$19.77
$17.15
$29.69
$26.37
$13.57
$18.48
$10.88
 
$11.25
$7.99
$17.13
$7.99
$24.95
$27.00
$29.35

หลาย ๆ คนคงสังเกตว่าผมมักจะชอบอ่านและสั่งหนังสือเรื่องราวของ Bill Gates เยอะ รอง ๆ ก็เรื่องคนในแวดวงแถว ๆ นั้นแหละ เพราะผมมองว่าอ่านสิ่งที่คนเหล่านี้คิด น่าจะช่วยให้เรามองโลกการสร้างซอฟต์แวร์ได้ลึกขึ้นกว่านี้

เดี่ยวนี้นั่งไล่หาหนังสือใส่ Wish list เกือบทุกวัน เล่มไหนดี เล่มไหนน่าสนใจ ยัดใส่หมด ท่าทางเงินเก็บจะหมดไปกับเรื่องพวกนี้ซะหมดมั้งเนี่ย T_T

 

ยาวนานจริง ๆ กว่าจะได้กลับมา blog blog

หายไปนาน วันนี้พอดีว่าเข้ามาดูในหน้า Admin ของ WordPress ที่ Dashboard มันมีให้ upgrade เป็น WordPress 2.2.3 เลย upgrade สักหน่อย ด้วยความที่ว่าไม่ได้ upgrade นานเลยสักนิดนึง เพราะตัวเองไปดูบ้านคนอื่นเยอะกว่าปกติ คือที่ siampod.com ซึ่งเป็นเว็บที่ผมร่วมด้วยช่วยกันทำกับพี่ kangg จริง ๆ เว็บมีอายุมาได้ 1 ปีแล้วหล่ะ แล้วประจวบกับมีเรื่องของ podcast ของค่ายหนังอย่าง GTH และ FiveStar เข้ามา ซึ่งก็มีเรื่องของ ‘สายลับจับบ้านเล็ก’ ที่จัดการเอา Flash VDO ขึ้นแล้วก็ทำตัว GTH Podcast ใส่เข้าไป ไอ้ทำ Podcast น่ะไม่เท่าไหร่ แต่เอาไปเก็บ Stat ด้วยนี่ดิ -_-‘ จริง ๆ ใช้ feedburner มันก็สะดวกดี แต่ก็นะ อยากเก็บไว้เอง ก็เลยเอามานั่งทำใหม่นิดหน่อย ไม่นาน แล้วก็เอา Engine ตัวเดียวกันนั้นแหละ ไปใช้กับ FiveStart ที่มี FiveStar Podcast ด้วย เรื่องแรกที่เอามาลงก็ ตัวอย่างหนัง "ไชยา" ซึ่งก็เข้าโรงภาพยนต์อยู่ในตอนนี้ทั้งสองเรื่อง ก็มันดี แล้วก็ตามด้วยงานเปิดตัว iMac, iLife และ iWork ในเดือนสิงหาคม ต่อด้วยที่ผ่านไปสด ๆ ร้อน ๆ กับงานเปิดตัว iPod ยกสายการผลิตของ Apple ที่ต้องปรับแต่ระบบนิดหน่อย ก็เลยมึน ๆ ไมไ่ด้มาดูดำดูดี blog ตัวเองเท่าไหร่ นอกจากนั่งไล่ลบ spam comment T_T

แล้วเสียดายที่ Blognone Tech Day 3.0 ที่ผ่านมาผมก็ไม่ได้เขียนอะไรเกี่ยวกับงานนี้เลย เพราะว่างานยุ่งมาก เหนื่อยกับงาน โคตร ๆ เลยตามไปอ่านของคนอื่น ๆ ดูนะครับ

– สรุปรวมบรรยากาศงานสำหรับคนไม่ได้ไป อ่านได้ที่นี่
– วิดีโอต้นฉบับที่ Thaimacdev

ในงานก็มีดังนี้ครับ

แนะนำให้ฟังอย่างยิ่งครับ ;)