เราจับดินสอและวาดสิ่งที่เราคิดบนกระดาษครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?

มานั่งๆ ดูรอบๆ ตัวทั้ง iPad, Galaxy Tab, iPod Touch, iPhone 4, BlackBerry ฯลฯ ที่เป็นเครื่องมือเข้าหาสื่อต่างทั้งสิ่งพิมพ์, ภาพ, เสียง, วิดีโอ และการเชื่อมต่อกับคนบนโลกผ่าน Social Network ต่างๆ มันมีแต่ข้อมูล ข่าวสาร ประดังประเดเข้ามามากมายจนรู้สึกได้ว่าเรานั่งเสพติดมันอย่างมากมายจนบางครั้งก็อยากจะอ้วกมันออกมา และสุดท้ายผมก็ได้ลองอยู่อย่างไร้การติดต่อสื่อสารบ้าง

แน่นอนเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาได้ลองทำดู 2 วันคือพยายามไม่เตะต้อง Social Network และการติดต่อสื่อสารที่ทำให้เราเสพติดมากไป ผลที่ได้คือชีวิตที่เคยเป็นชีวิตเมื่อหลายปีก่อนได้กลับคืนมา มีเวลาคิดโน้นนี่นั้นเพิ่มขึ้น มีเวลาให้กับความคิดของตัวเองในการทบทวนสิ่งต่างๆ เพิ่มมากขึ้น สติและสมาธิดีขึ้น ฟุ้งซ่านน้อยลง สนใจตัวเองเพิ่มขึ้น มองรอบๆ ตัวมากขึ้น

เมื่อได้มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น ใส่ใจกับสิ่งรอบๆ ตัวเพิ่มขึ้น มันทำให้เรามีเวลาในการสรรสร้างงานต่างๆ ได้ดีมากขึ้น เพราะสมาธิในการทำงานต่างๆ นั้นดีขึ้นจริงๆ

เพราะอย่างที่บอกไป ต่อให้ผมพกอุปกรณ์เพื่อเสพข้อมูลข่าวสารมากมายแค่ไหน พอเราคิดอะไรใหม่ๆ ดีๆ ได้ ผมมักจะจบลงที่อุปกรณ์ที่หลายคน หลายสำนักบอกว่ามันกำลังจะตายอย่าง สมุด ดินสอ และยางลบอยู่ดี มันได้แนวคิดและวิธีในการสรรสร้างงานที่รู้เลยว่า เออ มันต้องแบบนี้แหละ เหมือนคนที่จะวาดภาพ ยังไงก็คงต้องไปใช้ปากกาหรืออะไรที่ทำให้การขีดเขียนที่คุ้นมือ บางคนอาจจะใช้ถ่านไม้เพื่อสรรสร้างงานที่คุ้นเคย ได้ปลดปล่อยงานต่างๆ ได้ดั่งใจก็ได้มั้ง

ทุกวันนี้ก็ยังพกสมุด ดินสอและยางลบอยู่เสมอ เพราะมันเอาขึ้นมาวาดๆๆ ลบๆๆ แล้วก็ฉีกส่งให้ได้ทันที มันได้ความรู้สึกจับต้องและสะดวกสบายกว่าได้ความละเมียดในการขีดเขียน ที่ทำยังไงให้สื่อความหมายกับอีกคนได้ เพราะการลบๆ ฆ่าๆ มันทำได้ยากกว่า มันจึงต้องบรรจงกว่า ใช้ความละเอียดกว่า สิ่งนี้แหละที่ฝึกให้เราไม่มักง่าย คิดง่าย ทิ้งขว้างอะไรง่ายๆ

สุดท้ายจากการนั่งทบทวนที่ได้บางไปแล้วนั้น ก็คงต้องมานั่งถามตัวเองกันแล้วมั้งว่า “เราจับดินสอและวาดสิ่งที่เราคิดบนกระดาษครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?”

ทวีตเกี่ยวกับงานมอเตอร์โชว์ช่วงเช้านี้ทั้งหมด

ไม่ได้เป็นโน๊ตแก้ต่าง แต่เป็นโน๊ตระบาย ขอพูดบ้าง

ส่วนตัวก็ไปถ่ายงานมอเตอร์โชว์ (แน่นอนหลักฐานเต็ม Flickr) แต่ไม่ถูกต้องที่ออกมาประนามตากล้องแบบเหมารวมและหลายอย่าง "เว่อร์เกินไป"

การแสดงโชว์บรรยายของพริตตี้ เขามีความประสงค์เพื่อโชว์ และเมื่อใครก็ไม่ควรขึ้นเวที ในเวลานั้น การจะขึ้นไปยืนคุยกับ เซล ในเวลานั้นบนเวที ถ้าเป็นจริงจึงเป็นข้อมูลที่ "เว่อร์เกินไป"

ขอยกตัวอย่าง “การท่องเที่ยวที่อื่นๆ” กล้าพูดได้เต็มปากว่า สถานที่ท่องเที่ยวดังๆ ที่พวกคุณไปเที่ยวกันนั้น ล้วนมาจากแรงจูงใจ ที่ช่างภาพ ไปถ่ายภาพมา โดยภาพที่ถ่ายมาแล่้วเอามาลงในเว็บ ในนิตยสาร และตามที่ต่างๆ ทำให้คนอยากไปเที่ยว พอคนไปเที่ยวมาก ตากล้อง กลายเป็นของเกะกะ ไปแทน

งานมอเตอร์โชว์ ที่คนพูดถึงกันมากมาจากการประชาสัมพันธ์ คือคนจัดงาน เน้น พริตตี้ เพื่อให้คนมาถ่ายภาพ ไปทำการประชาสัมพันธ์ แบบบอกต่อ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ซึ่งหัดถ่ายภาพกันใหม่ๆ ก็อาศัยกระแสนี้ เพื่อไปหัดลองฝีมือ ผลพลอยได้คือ เป็นการประชาสัมพันธ์งานไปในตัว และสุดท้ายก็เหมือนเดิม ตากล้อง กลายเป็นของเกะกะ ไปตามระเบียบ

ส่วนตัวแล้วนั้นไปเป็นผู้ช่วยทริปถ่ายรูปบ่อยๆ ไม่ว่าจะถ่ายภาพนางแบบในชุดไทย ชุดเต็มตัว หรือชุดพริตตี้ ทำให้คนที่อยู่ข้างหน้าจะไปบังคนอยู่ข้างหลังครับ ต้องบอกให้คนถือกล้องแถวหน้านั่งลง เพราะบังกัน ตรงนี้จึงเป็นที่รู้กันว่า คนแถวหน้าต้องนั่งลง การที่คนแถวหน้านั่งลง จึงกลายเป็นภาพที่ มองแล้ว กลายเป็นตากล้องหื่น เพราะที่จริง ชุดที่พริตตี้ใส่มานั้น ไม่ต้องนั่งถ่าย ก็หวิวอยู่แล้ว

การที่โดนกระแทก โดนเลนส์นั้น ถือว่า คนหมู่มาก ก็มีกระทบกันมั่ง เหมือนกับ มหกรรมทั่วไป ขนาดผมถ่ายงานที่ได้รับมอบหมายอย่างชัดเจนจากเจ้าหน้าที่หรือเจ้าของงานอยู่บ่อยครั้ง ยังมีกระทบกระทั่งอยู่บ้าง (ป้ายห้อยคอชัดเจนว่าเป็น Staff หรือ All Area) แต่แน่นอนว่างานมันมีคนเบียดเสียดยัดเยียดกระทบกัน บางครั้งหนักนิดเบาหน่อย ขอกัน เตือนกันได้ ยิ่งพวกเลนส์โตๆ นั่น ของรักของหวง เขาไม่อยากให้ไปกระทบกับอะไรอยู่แล้ว (บางตัวแพงกว่าค่าดาวน์รถในงานอีก)

อีกอย่างคือ ผมก็เห็นภาพชุดพริตตี้ ที่เอามาโชว์กันในบอร์ดต่างๆ ส่วนใหญ่ “ก็ไม่มีลักษณะ ภาพของ ตากล้องหื่น ตากล้องบ้ากาม” เหมารวมที่เค้าถ่ายกันดีๆ ดูจะเป็นการพูดเกินจริงไปหน่อย

ส่วนตากล้องเองนั้น เมื่อจำนวณเยอะขึ้น คนมากขึ้นเราก็ควรเกรงใจเค้าก่อน เหมือนรถมอเตอร์ไซต์ 2-3 คันขี่กันมาก็คงไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นหลักสิบ หลักร้อยก็กลายเป็นขี่กวนเมืองได้ ก็ควรจะระวังและใส่ใจในส่วนนี้ให้มากขึ้น คงไม่ต้องให้เค้ามาเกรงใจเราก่อนหรอก ถ่ายรูปในงานต่างๆ ก็เดินให้มันระวังๆ หน่อย ไม่ใช่อยากเดินตรงไหนก็เดิน ชนใครก็ชน เค้าจะมาด่าเราในเน็ตอีกเรื่อยๆ เห็นทุกปี ก็โต้ไปโต้มาทุกปี อ่านแล้วก็เซง ไอ้เราก็ถ่ายรูปทำตัวเนียนๆ ยังโดนด่าเหมารวมลับหลังทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ไปเหยียบเท้าใคร เอาเลนส์ไปกระแทกหัวใคร หรือไปเดินเบียดใครให้เค้าต้องมาบ่น แต่ก็โดนเพราะ "ตากล้องเลนส์ยาวๆ" อ่านก็ได้แต่เซง (ก็ผมใช้ 80-200mm f/2.8 นี่ มันก็โดนผมด้วย!!!)

สำหรับคนที่จะไปซื้อรถ แต่ถ้าตั้งใจซื้อรถจริงๆ ส่วนใหญ่แล้ว เซลจะเชิญคุณไปคุยที่โต๊ะรับรองลูกค้าด้านใน ซึ่งแยกต่างหากชัดเจน มีขนม น้ำ ให้กินเล่น ไม่ต้องยืนคุยกันข้างรถโชว์เลยครับ ถ้าต้องการดูโน้นนี่ในตัวรถอาจจะไปดูที่รถโชว์ได้ แต่ต้องดูจังหว่ะ ว่าไม่ชนกับเวลาโชว์ของบูทเค้า ซึ่งถ้าดันไปอยู่ในจังหวะนั้น เดินดูรถก็จะถูก เจ้าหน้าที่หรือเซลของบูทเชิญออกมายืนรอบนอก หรือไปที่โต๊ะรับลองอยู่ดี (ตากล้องก็ไม่เว้น) เพราะงั้นก็ต้องเข้าใจเค้าด้วย ไม่ใช่จะตามใจฉันอย่างเดียว

โดยแต่ละบูทในงานมอเตอร์โชว์นั้น รอบพรีเซ้นจะใช้เวลา 10-15 นาที ทุก 1-2 ชั่วโมงอยู่แล้ว มีป้ายบอกชัดเจน ระหว่างนั้นถ้าไม่อยากโดนเบียดก็คงต้องเลี่ยงๆ เอาครับ งานคนเยอะ สถานที่แต่ละบูทมีจำกัด เวลาแต่ละช่วงของการพรีเซ้นของเค้าก็จำกัดและมีค่าเช่นกัน เพราะงั้นต้องหูไวตาไว

ถ้าทุกคนถ้อยอาศัย กัน เกรงใจกัน ก็คิดว่าปัญหามันคงไม่เกิด แต่เพราะต่างคนต่างอ้างว่าตัวเองมีสิทธิ์เหนืออีกคนทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว ก็ยืนอยู่ในฐานะเดียวกันในเวลานั้น คนถือกล้องบางคนก็อาจจะกำลังดูรถหรือยี่ห้อนั้นๆ ที่กำลังจะซื้ออยู่ก็ได้

ทวีตเกี่ยวกับงานมอเตอร์โชว์ช่วงเช้านี้ทั้งหมด ข้อความบ้างส่วนอ้างอิงแนวคิดและวิธีคิดของ น้ามังกรดำ ด้วย

มุมมองที่แตกต่าง “มันเป็นรูปอะไรไม่รู้ ที่ไม่เคยเกิดและก็ไม่มีวันจะเกิดในชีวิตเค้า”

อ่านแล้วสะอึก

เคยไปงานหนึ่ง เจ้าบ่าวเล่นกล้อง ถ่ายงานแต่งมาพอสมควร

แต่รูปที่โชว์ในงานเป็นรูปบ้านๆ มากเลย ถ่ายด้วยกล้อง compact บ้าง ไม่ชัดบ้าง นั่งทื่อๆ ตรงๆ
เจ้าบ่าวเห็นผมดูรูปอาการงงๆ ก็คงเดาใจได้ ก็เลยขำ แล้วบอกว่า รูปพวกนี้น่ะไม่สวยหรอก แต่เป็น moment พิเศษ ที่เค้าได้ใช้เวลากับเจ้าสาว เค้าไม่ได้อยากได้รูปอลังการ ใส่ชุดแต่งานไปยืนริมทะเล หรือในทุ่งหญ้า แยกแฟรช 5 ตัว 3 สี เพราะนั่นมัน มันเป็นรูปอะไรไม่รู้ ที่ไม่เคยเกิดและก็ไม่มีวันจะเกิดในชีวิตเค้า

เค้าอยากได้รูปที่คนในงานรู้ว่าเค้า 2 คน รักกันขนาดไหน ใช้เวลาด้วยกันขนาดไหน กว่าจะมีวันนี้

บางครั้งเราอาจจะมองในสายตาช่างภาพ รูปออกมาไม่สวย (ในแนวที่เราชอบ)

แต่รูปนั้อาจจะเป็น moment พิเศษ ของคู่บ่าวสาวก็ได้ครับ

รูปจะออกมายังไง บ่าวสาว Happy คือที่สุดครับ : )

จากคุณ : +One Side Love+
เขียนเมื่อ : 21 มี.ค. 54 14:09:38

จาก http://www.pantip.com/cafe/camera/topic/O10364066/O10364066.html

อืมมม จริงแฮะ ….

มุมมองคนเราต่อชีวิตมันไม่เหมือนกัน …. แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เราก็มักจะมองข้ามมันไป

เรื่องเล่าจากการซ่อมแฟลช Nikon Speedlight SB-900 จากการตกระยะ 2 เมตร!!!

รูปจาก Nikon D40, 18-200 VR, SB-900 (พอดีว่าไม่ได้ถ่ายรูปติดไว้ในเครื่องเลยหารูปที่มี CC มาแปะแทน -_-“)

Nikon D40, 18-200 VR, SB-900

เหตุการณ์เกิดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554 เป็นตอนที่ให้พี่ที่ไปถ่ายรูปรับปริญญาด้วยกันถือแฟลชแยกออกจากกล้องสร้างผ่าน Wireless เพื่อถ่ายภาพ แน่นอนว่าการถือนั้นต้องตรงมุม และได้ระยะทำการของแฟลชเพื่อให้ได้ภาพที่ดี ประเด็นคือพี่เค้าไม่ค่อยชำนาญในการกะระยะ และจับถือแฟลช จึงทำให้ต้องจับมือและกะระยะให้พี่เค้าว่าควรจะอยู่ในมุมไหนระยะเท่าไหร่ เหตุการณ์ก็ทำให้เมื่อชูมือขึ้นแล้วจัดระยะ เหมือนมือพี่เค้าหมดแรง หรือว่าอะไรสักอย่าง ดันปล่อยมือลง (หรือลื้นก็ไม่รู้) แฟลชตกลงจากระยะชูมือขึ้นสูงประมาณ 2 เมตรลงกับพื้น แต่ก่อนตกเหมือนจะมีเท้าผมหรือใครเนี่ยแหละ กันไว้นิดนึง แต่ไม่ได้ทำให้การตกหยุดลง ฐานแฟลช (Hot Shoe) ก็ยังมีแรงพอที่จะกระเด็นและกระแทกกับพื้นอีกครั้ง เหตุการณ์ไวมาก ฝาใส่แบตหลุดออกมา แบต 3 ก้อนหลุดกระจายออกมา สวนอีกก้อนยังคาอยู่ ตอนนั้นยังงงๆ ออกแนวช็อคกับเหตุการณ์ แฟลช SB-900 ราคา 15,900 ตกกระแทกอย่างงั้นหัวใจแทบสลาย หลังจากนำขึ้นมาตรวจสอบเบื้องต้น สภาพภายนอกไม่มีอะไรเท่าไหร่ มีแต่ลังที่ใส่แบตมันมีอาการเกยกันเล็กน้อยทำให้ใส่แบตก้อนที่ 3 ยากกว่าปรกติ (ในใจก็คิดแค่ว่าคงไม่มีอะไรกลับไปคงไขแล้วจัดเข้าที่ก็โอเค) ภายนอกมีลอยถลอกนิดหน่อย โอเค สภาพจิตใจดีขึ้น เช็คการทำงานของระบบซูมแฟลช TTL ปรกติ ถ่ายต่อ!!!

พอสักพัก จำเป็นต้องใช้แฟลชติดกับกล้อง คว้าแฟลชมาจะใส่กับหัวกล้องปรากฎว่า ….

ฐานแฟลชงอครับ งอแบบเสียบลงไปไม่ได้ …. งานเข้า!!!!

ก็เลยต้องถ่ายแบบแยกแฟลชไปตามเดิม จนจบงาน คือยังดีที่มันทำงานได้ปรกติดีอยู่ (แสงแฟลชออก ซูมแฟลชแล้วได้ระยะเท่าเดิม ทุกอย่างทำงานปรกติหมด) ตอนนั้นภาพก็ต้องถ่าย เหมือนกับว่าถ้าเราพะวงแต่แฟลชทุกคนที่ไปก็จะพะวงไปด้วย คือของมันเสียไปแล้ว พะวงไปก็เท่านั้น มันต้องเดินหน้าต่อไป ก็เลยปล่อยวางแล้วถ่ายไปทั้งๆ แบบนั้น เพราะตอนนั้นคนที่ไปด้วยกันก็มีคนนึงมี SB-900 อีกตัว ถ้าจำเป็นจริงๆ ยืมเค้าใช้งานก่อนก็ยังได้ อย่างน้อยๆ งานนี้ต้องทำให้ดีที่สุดไว้ก่อน

พอจบงานก็รีบโทรหา “ช่างดำ” ก่อนเลย เพราะเป็นช่างที่ทำให้ Nikon AF Nikkor 80-200mm f/2.8D ED ผมคืนชีพจากการที่ AF พัง ซึ่งแม้แต่ Niks Thailand ยังไม่ซ่อมเพราะรุ่นเก่าแล้ว!!! สุดท้ายคำตอบคือ “ไม่มีอะไหล่ในตอนนี้และรอนานเพราะช่วงนี้ของสั่งยากมาก” T_T ที่พึ่งต่อมาคือ “Foto Thailand” ไปถึงร้านให้เค้าดูสภาพแฟลช ก็ได้คำตอบเดียวกันกับช่างดำ เสียใจ 2 รอบติด …. ที่พึ่งต่อไปคือ Niks Thailand ที่เป็น authorized dealer ของ Nikon ที่มี ศ.ซ่อมโดยตรงในไทยแห่งเดียว!!! คือของมันเป็นของที่ทำตลาดอยู่แล้ว ยังเป็นรุ่นท็อปของแฟลช Nikon เพราะงั้น ศ. ยังไงก็ต้องมีอะไหล่แน่นอน ตอนนั้นอยู่ MBK อยู่แล้ว ก็เลยเดินต่อไปอีกนิด ก็ถึงร้าน Sunny Camera ซึ่งเป็นร้านในเครือเดียวกับ Niks Thailand ให้เค้าฝากส่งให้

เข้าไปบอกเค้าว่ามาซ่อมแฟลช ให้เค้าดูอาการต่างๆ ให้ตอนนั้นเนี่ยด้วยความที่ อะไรก็ได้ยอมๆ ราคาเท่าไหร่ว่ามา ตอนนั้นคิดราคาค่าซ่อมไว้ว่า ถ้าเกินกว่าราคา 50% ของราคาปรกติที่ซื้อมาคงซื้อใหม่แน่ๆ เพราะใช้มาจะ 2 ปีค่าเสื่อมปีละ 15-20% ตอนนี้ค่าตัวมันคงประมาณ 60-70% ของราคาหรือประมาณ 12,000 บาทได้แหละ เพราะงั้น ถ้าราคาค่าซ่อมเกินกว่า 50% ก็ถือว่าซ่อมไม่คุ้มแหละ ตอนนั้นผมตีไว้ว่าไม่น่าเกิน 5,000 บาท (ผมตีโหดสุดไว้ก่อน จะได้ทำใจได้เวลาจ่ายเงิน)

สรุปคือตีค่าซ่อมเบื้องต้น 2,500 บาท !!! โอเค …. จัดไป ส่งซ่อมโดยไม่คิดอะไรมาก เพราะไม่มีทางเลือก ระยะเวลาตรวจสอบอะไหล่และราคาที่แน่นอนคือ 2 อาทิตย์ (คงเป็นเรื่องของคิวการซ่อม การสั่งของและเช็คสต็อก) ซึ่งแน่นอนสำหรับแฟลชประกันร้าน (ซื้อมาเป็นของหิ้วจากญี่ปุ่น) เพราะงั้นทำใจเรื่องระยะเวลาในการซ่อมว่าจะมันจะต้องช้าแน่นอน

ผ่านไป 2 อาทิตย์ ตรงเวลาสุดๆ ศ. โทรมาสรุปค่าซ่อมทั้งหมด 4,000 บาทถ้วน (ไม่มีเศษ สมแล้วที่เป็น ศูนย์บริการ ไม่มีปัดเศษ ให้ได้ใช้แบงค์ย่อย … ฮา …) ผมก็โอเค ต่ำกว่าที่คาดไว้ 20% และคิดเป็นค่าซ่อมที่ราคาประมาณ 30% ของมูลค่าของ ณ.ปัจจุบัน ถือว่าการซ่อมครั้งนี้ผ่านและไม่แพงจนเกินไป (เทียบกับเหตุการณ์ที่ทำให้มันพัง) ศ. แจ้งว่าอีกประมาณ 5 วันน่าจะซ่อมเสร็จ

มาวันที่ 15 มีนาคม 2554 ศ. แจ้งว่าแฟลชซ่อมเสร็จแล้ว เข้าไปรับของได้เลย โดยเปลี่ยนไปทั้งหมด 3 ชิ้นคือ ฐานแฟลชที่งอ, หลอดไฟแฟลชที่ร้าว!!!, และแผ่นกระจกด้านหน้าที่ไหม้ (เค้าเขียนว่า “ไหม้” แต่อาการนี้พวกผมเรียกว่า “เหลืองเพราะใช้งานหนัก”) โอเค ตอนเย็นก็เลยรีบไปรับของทันที และทดสอบที่ร้านที่ฝากเค้าส่ง กล้องก็ไม่ได้เอาไป แต่เค้าก็ให้ยืมกล้องให้ลองจนพอใจ สุดท้ายโอเค กลับเข้าสู่สภาพเดิมดี ก็เลยเก็บของกลับบ้าน มาลองต่ออีกหน่อยทั้งระบบ Wireless Flash, ระบบ TTL ฯลฯ งานนี้ ศ. ประกันงานซ่อม 2 เดือน ถ้ามีปัญหาก็เข้าไปซ่อมและเช็คได้ฟรี แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ลองใช้งานในสภาพใช้งานจริงหรือหนักๆ คงต้องหาโอกาสลองสักหน่อย

รอบนี้โดนสาหัสมากนับแต่ซ่อม Nikon AF Nikkor 80-200mm f/2.8D ED ที่รอบนั้นโดนไป 4,700 บาท รอบนี้อีก 4,000 บาท อืมมม T_T

ภาพอะไหล่ที่เปลี่ยนออกมา

Nikon SB-900 - Hot Shoe Flex
Nikon SB-900 - Flash Lamp Broken
Nikon SB-900 - Main Plate Glass Burn

เหตุผลที่ควรย้ายจาก Multiply ไป Flickr สักที ขอบ่นก่อนจาก

จาก เว็บให้บริการด้านข้อมูลบนกลุ่มเมฆ (cloud services) ถ้าดีก็จ่ายเงินเค้าเหอะ ก็ได้อธิบายไปบ้างบางส่วนแล้วว่า Multiply กับ Flickr นับวันยิ่งเห็นความต่างเยอะ ด้านความคมชัดของภาพ Multiply ห่วยลงเรื่อยๆ เริ่มรับไม่ได้ ระบบจัดการรูปก็ไม่พัฒนา มีแต่อะไรก็ไม่รู้ อาจจะไม่เห็นภาพเท่าไหร่ ผมจึงเอาหลักฐานภาพประกอบมาเพื่อแสดงให้เห็นกันครับ

หมายเหตุ : ทั้งสอง Account เป็นแบบเสียเงินรายปี เพราะฉะนั้นจึงตัดเรื่องคุณภาพของการให้บริการแบบเสียเงินกับไม่เสียเงินไปได้เลย เพราะนี่คือ Account เสียเงินรายปีทั้งคู่!!!

ด้านล่างคือตัวอย่างภาพที่เทียบ ด้านซ้ายเป็นภาพอยู่บน Multiply ที่เป็น Normal View ของ Multiply สำหรับ Resolution ขนาด 1024px เช่นเดียวกับภาพด้านขวาที่เป็น Normal View ของ Flickr บน Resolution เดียวกัน บน Mozilla Firefox เช่นกัน โดยไฟล์ภาพทั้งสองตัวนั้นเป็นไฟล์ภาพขนาดใหญ่ทั้งคู่ โดยย่อและ USM ตามขนาดที่ควรจะเป็น โดย Multiply อัพผ่านหน้าเว็บด้วย HTML Upload ธรรมดา ส่วน Flickr อัพผ่าน Flickr Uploadr อีกทีนึง

Multiply vs Flickr
Multiply vs Flickr

รูปต้นฉบับที่ Flickr : http://www.flickr.com/photos/fordantitrust/5506863990/
รูปต้นฉบับที่ Multiply : http://fordantitrust.multiply.com/photos/photo/339/33

จากภาพนั้นจะเห็นความคมชัดของภาพนั้นแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ถ้าดูเรื่องสีสัน รวมถึงความอิ่มสียิ่งเห็นความแตกต่างหนักเข้าไปอีก นี่แค่เหตุผลแรกก็ชัดเจนที่จะย้ายแล้วในขั้นต้น ….

แน่นอน อีกนิดนึงสำหรับเรื่องระบบจัดการรูปภาพนั้น

Multiply ยังคงเดิมและไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

Multiply vs Flickr

Flickr กลับมีลูกเล่นและทางเลือกในการจัดการไฟล์ภาพได้เยอะกว่า


Multiply vs Flickr

จริงๆ ตัวระบบจัดการไฟล์นั้นอิงตามแนวคิดที่แตกต่างกันด้วยนะ

Multiply มีแนวคิดเก็บรูปแบบ film คือ รูป “แปะติด” กับ album ส่วน Flickr มีแนวคิดเก็บรูปแบบ digital คือ รูป “ผูก” กับ tags/sets/collections

เมื่อแนวคิดของคนเราส่วนใหญ่เป็นแบบ hard copy ทำให้แนวคิดแบบ Multiply ดูจะได้รับความนิยมมากกว่า เพราะเข้าใจง่ายกว่า และดูจะอ้างอิงกับสิ่งที่คุ้นเคยได้ดี แต่กับแนวคิด soft copy นั้นแตกต่าง และแน่นอนว่าแนวคิดแบบนี้ถ้าเอามาใช่กับแนวคิดของรูปแบบบนสื่อ digital ย่อมดีกว่าเพราะประหยัดพื้นที่ และการเข้าถึงที่หลากหลายกว่า

เอาสั้นๆ อีกที

Flickr คือ Photo Centric ส่วน Multiply คือ Album Centric

ซึ่งมันก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันขึ้นอยู่กับความชอบและแนวคิดของแต่ละคนไป

แต่ในยุคที่การถ่ายภาพนั้นแตกแขนงออกมากมาย รูปภาพหนึ่งรูปแทนคำได้มากมาย ความหมายในภาพมีอยู่นับไม่ถ้วน นั้นหมายความว่าการกำหนดว่าภาพใดๆ จะต้องถูกจำกัดเพียงความหมายเดียวของ Album นั้นๆ ดูจะทำให้รูปภาพนั้นสื่อสารตัวมันเองออกมาได้เพียงหัวข้อสั้นๆ ที่จำกัดใจความสำคัญของภาพได้น้อยลงไป ผมเลยรู้สึกว่ามันควรมีอะไรมากกว่านั้นมาก

แต่นั้นเองทำให้ Album ภาพของ Multiply มีระบบ tags เข้ามา แต่มันไม่มากพอ เพราะมันผูกกับ Album ไม่ใช่รูปภาพนั้นๆ และรูปภาพนั้นๆ มีข้อมูลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Geotagging และข้อมูลต่างๆ ในการปรับแต่งมากมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ได้เยอะกว่าแค่ดูภาพ 1 ภาพแล้วจบ มันสามารถเล่าเรื่องราวของการเดินทางได้ผ่านส่วนเติมเต็มเหล่านี้ได้อีกมาก

เหตุผลต่อมา คือรูปแบบการอัพโหลดตัวรูปที่ให้ทางเลือกไม่เท่ากันโดย Multiply มีเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการอัพโหลดรูปที่ส่งขึ้นไปได้น้อยกว่า Flickr อย่างมาก อีกทั้งตัว Java Uploader ของ Multiply (ซึ่งหลายคนชอบใช้) มีปัญหากับแนบ Profile สีของรูป หรือถ้าไม่ปรับ original file ตอน upload จะโดนย่อรูปจนเสียคุณภาพแถมสีเพี้ยนเข้าไปอีก ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยาก ในระยะหลังๆ ผิดกลับ Flickr ที่มีเครื่องและทางเลือกที่หลากหลายมากในการอัพรูปเข้าเว็บ โดยพื้นฐานการอัพเข้าเว็บจากตัวเว็บเองก็ไม่ยุ่งยากและดูจะเรียบง่ายกว่ามากๆ แล้ว ตรงนี้แหละที่ทำให้มือใหม่ที่เพิ่งมาสมัครใช้งานได้แทบจะทันที

รูปแบบการอัพโหลดปรกติของ Multiply ระบบการทำงานด้านหลังเป็น Flash แต่ไง๋ทำไมต้องไล่คลิ้กทีละไฟล์ก็ไม่รู้ และไม่มีทางเลือกสำหรับ Basic HTML เพราะงั้น Flash พังก็จบกัน -_-“

Multiply vs Flickr
Multiply vs Flickr

รูปแบบอัพโหลดด้วย Java Uploader ของ Multiply ที่มักมีปัญหาและสีเพี้ยน -_-” ข้อดีคือลากไฟล์ใส่ไปเลยเป็นร้อย ไม่ต้องคลิ้กทีละไฟล์แบบตัวด้านบนที่อัพได้ทีละ 20 รูป คลิ้กใส่รูปทีละไฟล์

Multiply vs Flickr
Multiply vs Flickr

รูปแบบการอัพโหลดปรกติของ Flickr คลิ้กใส่ได้เลยหลายๆ รูปสบายๆ เพราะใช้ Flash Upload อีกต่อนึง หรือถ้ามีปัญหากับ Flash ก็ใช้ HTML ปรกติก็ได้แบบเดียวกับ Multiply ตัวแรก แต่เป็นแบบ Basic HTML ล้วนๆ เพราะงั้นถ้ามีปัญหากับ Flash ก็ยังใช้วิธีโบราณสุดๆ ก็ยังไหว

Multiply vs Flickr
Multiply vs Flickr

จริงๆ ยังมี Flickr Uploadr ตัว Desktop App ที่ทำงานไม่ต้องผ่านเว็บก็ได้อีกตัวนึงครับ แต่ว่าไว้ก่อนแค่นี้ก่อน ^^

อันนี้เป็น 3 เหตุผลหลักที่ทำให้เกิดการย้าย ยังมีเหตุผลอีกเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมคิดว่าอาจจะดูยาวไป เอาแค่ 3 ข้อนี้ก่อนแล้วกัน เดี่ยวจะยาวเกินไป (นี่ยังไม่ยาวอีกเหรอ!!!)

สำหรับใครสนใจเข้าไปได้ที่ http://www.flickr.com โดยรายละเอียดความแตกต่างระหว่าง Free Account และ Pro Account ก็ตามด้านล่างนี้เลยครับ ผมแนะนำว่าเสียเงินสักนิดหน่อยปีละไม่ถึง 800 บาท ชีวิตจะดีขึ้นมาก ^^

Free Account:
– อัพรูปได้ไม่จำกัดจำนวณ (Unlimited uploads items, จำกัดที่ 15MB ต่อรูป)
– จำกัดจำนวนข้อมูลที่อัพเข้ามาที่ 300MB ต่อเดือน (300 MB monthly photo upload limit)
– อัพวิดีโอได้ 2 ไฟล์ต่อเดือน (เวลาในวิดีโอไม่เกิน 90 วินาที, 150MB ต่อไฟล์)
– รองรับเฉพาะ sets ได้เพียง 3 sets เท่านั้น และใช้ collections ไม่ได้
– การแสดงผล Photostream จำกัดจำนวนการแสดงผล 200 รูปล่าสุดเท่านั้น (รูปเก่าๆ ยังอยู่ แต่ว่าจะไม่แสดงใน Photostream ของเว็บ)
– รองรับการโพสรูปและวิดีโอเข้ากลุ่ม (groups pools) เพื่อแบ่งปันกันได้มากสุด 10 กลุ่ม
– แสดงผลเฉพาะรูปภาพที่ถูกย่อแล้วเท่านั้น (Only smaller resized images accessible)
– ถ้ามีการ upgrade ไป Pro Account รูปภาพต้นฉบับจะสามารถเข้าถึงได้ด้วย (เก็บรูปภาพตันฉบับไว้ด้วย)
– ถ้าบัญชีสมาชิกไม่มีความเคลื่อนไหวใน 90 วัน บัญชีสมาชิกจะถูกลบออกไป

Pro Account:
– อัพรูปได้ไม่จำกัดจำนวณ และไม่จำกัดจำนวนข้อมูลที่อัพเข้ามา (Unlimited uploads, จำกัดที่ 20MB ต่อรูป)
– ไม่จำกัดจำนวนการส่งข้อมูลออกจากเว็บ (Unlimited bandwidth)
– อัพวิดีโอได้ไม่จำกัดจำนวน (เวลาในวิดีโอไม่เกิน 90 วินาที, 500MB ต่อไฟล์และ รองรับ HD 720p)
– ไม่จำกัดพื้นที่เก็บรูป (Unlimited storage)
– เก็บไฟล์ต้นฉบับ ให้ทั้งหมด
– สามารถแก้ไขรูปภาพที่อัพไปแล้วด้วยการอัพโหลดรูปไปทับไฟล์เดิมได้ (replace a photo)
– การแสดงผล Photostream ไม่จำกัดจำนวนการแสดงผลล่าสุด
– รองรับ collections และตั้ง sets แบบไม่จำกัดจำนวน
– ไม่มีโฆษณา
– รองรับการโพสรูปและวิดีโอเข้ากลุ่ม (groups pools) เพื่อแบ่งปันกันได้มากสุด 60 กลุ่ม
– แสดงผลรูปภาพที่ถูกย่อแล้วและสามารถตั้งให้แสดงผลรูปต้นฉบับหรือโหลดไฟล์ต้นฉบับได้ด้วย
– มีระบบสถิติให้

อ้างอิง
http://www.flickr.com/upgrade/
http://www.flickr.com/help/limits/