กล้อง Digital ตัวแรกในชีวิต Panasonic Lumix DMC FX9 !!!

ซื้อมาได้สัก 2 อาทิตย์ได้ คือซื้อหลังจากซื้อ Microsoft Wireless Notebook Optical Mouse 4000 นั้นแหละ ในราคา 15,900 บาท (่ผ่อนเอา ไม่มีเงินก้อนเยอะเท่าไหร่) โดยทั่ว ๆ ไปถือว่าใช้งานได้ง่ายมาก รูปกล้องก็ด้านล่างครับ และรายละเอียดต่างๆ ได้จากด้านล่างครับ รายละเอียดและรูปจาก http://www.dpreview.com/reviews/panasonicfx9/

Body Material Metal
Sensor • 1/2.5" CCD, 6.4 million total pixels
• 6.0 million effective pixels
Image sizes 2816 x 2112 (5.9 megapixels)
2816 x 1880 (5.3 megapixels)
2816 x 1584 (4.5 megapixels)
2048 x 1536 (3.1 megapixels)
2048 x 1360 (2.8 megapixels)
1920 x 1080 (2.1 megapixels)
1600 x 1200 (1.9 megapixels)
1280 x 960 (1.2 megapixels)
640 x 480 (0.3 megapixels)
Aspect Ratio
 4:3, 3:2, 16:9
Movie clips • 640 x 480 (10 / 30 fps)
• 320 x 240 (10 / 30 fps)
• With audio
• Limited only by storage
Lens • 35 – 105 mm equiv. (3x zoom, 4.1x with EZ)
• F2.8 – F5.0
• MEGA O.I.S. (Mode 1 / Mode 2)
• Leica DC Vario-Elmarit
Focus • Normal: 0.5 m – Infinity
• Macro: 5 cm wide / 30 cm tele
• 5-area focusing
• 3-area focusing
• 1-area focusing/1-area focusing (high speed)
• Spot
Shooting mode • Portrait
• Sports
• Food
• Night Scenery
• Night Portrait
• Baby
• Soft skin
• Candlelight
• Fireworks
• Party
• Snow
• Scenery
• Starry sky
• Self portrait
• Macro
• Moving Image
• Playback
• Exposure bracketing +/-0.3 to 1 EV
• AE Compensation +/- 2.0 EV in 0.3 EV steps
Shutter speeds Auto mode: 1 to 1/2000th sec
Scene mode: 8 to 1/2000th sec
Starry Sky Mode: 15, 30 or 60 seconds
Sensitivity • Auto
• ISO 80
• ISO 100
• ISO 200
• ISO 400
White Balance • Auto
• Cloudy, daylight, halogen, custom
• White balance adjust
Image parameters • Color (Natural, Standard, Vivid)
• Color effect (Cool, warm, B&W, sepia)
Continuous • 3 fps high speed, 2 fps low speed. 1.5 fps Unlimited
• 8 frames (standard), 6 frames (fine)
Flash • Built-in flash
• Auto, on/off, red-eye reduction, slow sync with red eye reduction
• Range (ISO auto): W 0.3m – 4.0m
Storage SD/MMC
16MB supplied
File Format JPEG (EXIF 2.2)
Viewfinder None
LCD monitor • 2.5" TFT LCD
• 207,000 pixels
Connectivity • USB 2.0 Full speed
• A/V out
• DC-IN
Power • Lithium-Ion rechargeable battery
• Charger included
In the box* • DMC-FX9 camera
Battery charger
Battery pack
Battery carrying case
SD memory card (16 MB)
AC cable
AV cable
USB connection cable
Strap
CD-ROM (LUMIX simple viewer, ArcSoft PhotoBase, ArcSoft PhotoImpression, ArcSoft Panorama Maker, USB Driver)
Other features PictBridge
Mega Optical Image Stabilization
AF illuminator
Record and playback histogram
Venus engine PLUS
Weight 127 g (4.5 oz) (without battery and card)
155 g (5.5 oz) (with battery and card)
Dimensions ~94 x 51 x 24 mm (3.7 x 2.0 x 0.9 in)

 

ซึ่งกล้องตัวนี้ให้ความละเอียดในระดับ 6Mpixels ครับ ซึ่งสูงพอสมควร แต่ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่ เพราะว่าส่วนใหญ่จะใช้ 3:2 และเซ็ตที่ 2.5Mpixels หรือ 4:3 ที่ 3Mpixels ครับ เพราะแค่นี้ก็ถ่ายออกมาเนี้ยบแล้ว ซึ่ง 3:2 นี่เวลาเราเอาไฟล์ไปอัดภาพ จะได้เต็มกระดาษอัดภาพพอดี ไม่เหมือน 4:3 ที่อาจะได้ขอบกลับบ้านหรือต้อง Crop ภาพแทน เรื่อง Pixels มันเป็นเรื่องของขนาด Resolution ของภาพครับ คือพวก 2816 x 2112, 2048 x 1536, 1600 x 1200, 1280 x 960, 640 x 480 ครับ ซึ่งถ้าระดับ 6Mpixels ก็คือ 2816 x 2112 และ 5Mpixels ก็คือ 2048 x 1536 ครับ ไล่กันไปเรื่อย ๆ ซึ่งถ้าคุณถ่ายไว้อัดภาพขนาดจัมโบ้ก็เหมาะกับขนาด Resolution ประมาณ 1600 x 1200 ครับ หรือถ้าเป็น Pixels ก็ 3Mpixels ก็เพียงพอครับ แต่ถ้าคุณต้องการเอาภาพไปปรับแต่งในเรื่องต่าง ๆ มากมาย ก็แนะนำให้ใช้ระดับ Resolution มากขึ้น ตามความเหมาะสมครับ แต่ถ้าถ่ายไว้ดูเองในคอมพิวเตอร์ก็ไม่ต้องเยอะครับ เน้นจำนวนมากกว่า น่าจะ ok ครับ  เช่นไปถ่ายตามง่าย IT Expo ต่างๆ แค่ 1280 x 960 หรือประมาณ 2Mpixels ครับ เราจะได้จำนวนรูปที่มากขึ้น เอาไว้ถ่าย Pretty ได้เยอะ ๆ หุๆๆ ถ้าใช้ 4:3, 2Mpixels กับ Memory 256MB จะได้ภาพประมาณ 248 รูป ซึ่งมากพอสำหรับคนชอบถ่ายรูปครับ ซึ่ง SD-Card 512MB ตอนนี้ราคาก็ลงมาเยอะครับ และ 1GB ก็น่าสนใจ แต่ดูๆ แล้วน่าจะเอา 1GB ดีกว่า เพราะว่ามี 256MB อยู่แล้ว การใช้งานโดยทั่วไปนั้นใช้งานได้ง่าย และเหมาะกับคนที่ไม่ค่อยมีความรู้ในการถ่ายภาพเท่าไหร่นัก ซึ่งระบบ Mega O.I.S. ที่ช่วยลดอาการเบลอของภาพเมื่อถ่ายภาพในช่วงมือสั่นครับ อีกส่วนที่ชอบคือเลนส์ Leica ที่ได้รับความนิยม และคุณภาพที่ยอมรับระดับสากลครับ ว่าถ่ายภาพได้มีคุณภาพสูงครับ รูปภาพที่ถ่ายในเว็บนี้ในช่วง 1 – 2 อาทิตย์นี้ ก็ใช้กล้องตัวนี้แหละมาถ่าย ซึ่งภาพออกมาได้ดีครับ

ประกอบกับใช้ Picasa ในการจัดการูปภาพต่าง ๆ ทำให้ปรับแต่งรูปภาพได้ดีมากขึ้นด้วยครับ

ไปนอนก่อนหล่ะครับ สวัสดี ;)

ประสบการณ์ในการใช้งาน Microsoft Wireless Notebook Optical Mouse 4000

หลาย ๆ คนคงรู้อยู่แล้วว่าผมนั้นเป็นคนที่ใช้เมาส์ยี่ห้อ Microsoft มาแต่ไหนแต่ไร ในหลาย ๆ ตอนของ Weblog ผมก็ได้พูดถึง Microsoft Mouse มาพอสมควร แต่วันนี้จะมาพูดถึง Microsoft Wireless Notebook Optical Mouse 4000 กันครับ ซึ่งเมาส์ตัวนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้ Laptop ครับ ตัวเล็กแต่เหมาะมือครับ แรก ๆ อาจจะจับยากหน่อยแต่พอใช้ไปสักพักจะเริ่มชินและใช้งานได้คล่องขึ้นครับ

ด้านบน


ด้านซ้าย


ด้านขวา


ด้านหลัง


ด้านล่าง จะมีที่เก็บเสาสัญญา


เสาสัญญาตัวนี้จะมีขนาดไม่ใหญ่มากครับ ส่งสัญญาได้ประมาณ 1 เมตรกว่า ๆ (แต่ทดลองแล้วได้เกือบ ๆ 2 เมตรครับ)


ขนาดเมื่อเทียบกับมือ


ช่องใส่แบตฯ ครับ

ผมได้ใช้เมาส์ตัวนนี้มาได้เกือบ 3 อาทิตย์แล้ว ในด้านความแม่นยำมีสูงมาก ซึ่งตาม spec คือ 1,000 dpi ครับ ซึ่งสูงกว่าเมาส์ตัวเก่าผมถึง 2 เท่า (Wheel Mouse Optical และ IntelliMouse Optical ได้อ่านจากคนที่ได้ทดสอบน่าจะอยู่ประมาณ 400dpi – 500dpi ครับ และ Wireless IntelliMouse Explorer 2.0 อยู่ที่ 600dpi ครับ) ในตอนแรก ๆ ที่ได้ใช้จะดูว่ามันเคลื่อนที่ได้เร็วมาก และเมื่อปรับระดับการเคลื่อนที่ของตัว Cursor ให้เหมาะสมกับการใช้งาน จะรู้ได้เลยว่าต่างจากตัวเก่าที่ความแม่นยำมากครับ (อาจจะน้อยกว่าบางยี่ห้อที่อยู่ระดับ 1,xxxx – 2,xxxx dpi) ครับ

จริงๆ แล้วอยากได้ Microsoft Wireless Notebook Laser Mouse 6000 มากกว่า แต่ด้วยว่างบไม่พอเลยเอาัตัวนี้ก็พอ แต่ก็ถือว่า ok ในระดับราคา 1,800 บาทครับ

โดย Feature ของมันก็มี

  • Microsoft® High Definition Optical Technology อย่างที่บอกไปแล้วครับว่ามีความละเอียดระดับ 1,000 dpi ครับ
  • Ergonomic Design อันนี้ออกแบบให้เหมาะสมกับมือ และการใช้ครับ ซึ่งทำให้ไม่เมื่อยมือครับ
  • Wireless Freedom เป็นแบบไร้สาย
  • Customizable Buttons มี Software (ไม่ขอเรียกกว่า Driver เพราะว่าเราเสียบแล้วเจอเลย แต่ถ้าต้องการความสามารถมากขึ้นก็ต้องลง Software ไปแทน) แถมมาด้วยครับ สามารถปรับแต่งการใช้งานได้หลากหลาย และสามารถปรับการใช้งานแต่ละปุ่มได้ว่าในแต่ละโปรแกรมที่เราใช้นั้นปุ่มแต่ละปุ่มจะมีหลายที่อะไรบ้าง (อันนี้ผมหล่ะชอบมาก)
  • Comfortable in Either Hand ใช้ได้ทั้งมือซ้ายและขวา
  • Rubber- Sided Grip ตัวเมาส์นั้นใช้แผ่นยางเป็นส่วนประกอบเพื่อการยึดเกาะกับมือไม่ให้หลุดมือได้ง่าย
  • Cutting-Edge Design
  • Smart Receiver ตัวส่งสัญญาที่เล็กและเก็บได้ง่าย แถมยังหาสัญญาเมาส์ให้เองด้วย
  • Laptop/Notebook Portable เหมาะสำหรับ Laptop
  • Longer Battery Life อันนี้แหละที่ชอบมากสำหรับ Mouse Microsoft ซึ่งเป็นสิ่งที่ยี่ห้ออื่นสู้ไม่ได้ครับ อย่างตัวเก่าที่เป็น Wireless ก็ใช้แบตฯ ได้นานถึง 3 เืดือนกว่า ๆ (ใช้งานหนักมาก) ซึ่งถือว่าอึดมากครับ ถ้าเป็นยี่ห้ออื่นไม่เกิน 2 สัปดาห์คงหมด
  • Scroll side to side เป็น Wheel Scroll แบบ 4 ทิศทางครับ ใช้สะดวกมาในการจัดการเอกสาร, ท่องอินเตอร์เน็ต และทำงานต่าง ๆ ที่ต้องใช้พื้นที่จอที่ล้นออกมาจนต้องใช้ Scroll bar ครับ
  • Magnify อันนี้ไว้สำหรับ Zoom ดูข้อความหรือรูปภาพโดยไม่เสียรายละเอียดครับ เหมาะสำหรับคนที่ชอบอ่านข่าว หรือหนังสือบน Computer ครับ ทำงานเหมือนแว่นขยายครับ

แจ้งเว็บย้าย DNS ไป Server ใหม่

หลังจากเว็บหายไปได้ 1 วันกว่า ๆ เพราะว่าต้องย้าย DNS ไป Server ตัวใหม่ที่มี PHP และ MySQL ที่มีเวอร์ชั่นใหม่ ตอนนี้ก็ได้ระบบที่ดีขึ้นกว่าเดิมมากเลยหล่ะ การจัดการดีขึ้น แต่อาจจะยังไม่ลงตัวเพราะว่า permission ตัวมีปัญหาบางส่วน ยังไงต้องลองดูก่อนว่าจะได้ขนาดไหน ถ้าผู้ใช้งานพบข้อผิดพลาดใด ๆ ขอให้แจ้งที่ [email protected] ครับ

Framework , Library , Platform, Architecture และ AJAX

ผมมีคำถามที่ไม่เข้าใจ ให้ช่วยแนะนำแนวทาง ดังนี้ครับ
1. framework คืออะไร เกี่ยวข้องกับ library ไหม
2. แพลตฟอร์มกับสถาปัตยกรรมต่างกันอย่างไร
3. AJAX คืออะไรครับ

Framework นั้นใน Software development เป็นการสร้างโครงสร้างของ software project ที่สามารถรวบรวม และพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ได้ โดยที่ framework นั้นจะมีโปรแกรมสนับสนุน (IDE), library, scripting language และซอฟต์แวร์อื่นๆ ที่ช่วยในการพัฒนา ตัวอย่าง Framework ก็ Eclipse ที่เป็น Java Framework จาก IBM, NetBeans จาก Sun Microsystems, Microsoft .NET จาก Microsoft, Ruby On Rails สำหรับเขียน Ruby, Cocoa จาก Apple Computer ฯลฯ ส่วนถ้าใน Hardware development เป็นพวกการรวมกันของระบบ เช่น SuperComputer ที่ต้องใช้ Hardware เฉพาะที่เข้ากันได้, Macintosh ที่ต้องใน CPU ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการทำงานร่วมกับ Mac OS เป็นต้น
ซึ่งในส่วนของ Framework ที่เป็น Software development นั้น บางครั้งก็สามารถแยกย่อยได้เป็น 2 ส่วนคือ Runtime และ SDK (Software Develop Kits) ซึ่ง Runtime นั้นเป็นการทำให้ซอฟต์แวรที่พัฒนาจาก SDK สามารถทำงานได้ โดยที่ไม่ต้องลง SDK ทั้งหมด ถ้าคิดง่ายๆ คือ SDK เป็น super set ของ Runtime อีกที

Library เป็นการรวมกันของ subprogram ที่ช่วยในการพัฒนาซอฟต์แวรต่าง ๆ ถ้าใน c/c++ ก็พวก stdio, iostream, string ฯลฯ ซึ่งเราต้อง include ถ้าใน java ก็พวก import ต่างๆ เช่น swing อะไรพวกนี้เข้ามาใน code ของเราเพื่อช่วยให้เราไม่ต้องเขียนในส่วนนั้น ๆ ตัวอย่างเช่นใ น MFC ที่สามารถ include Library พวก win32 เข้ามาเพื่อสร้าง GUI ในภาษา visual c++, visual basic

Architecture เป็นศาสตร์ และศิลปของการออกแบบสิ่งของ และโครงสร้างต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นในความเป็นกลางของระบบที่เข้ากันได้ในแต่ละรายละเอียด ทั้ง Software และ Hardware

Platform เป็นรายละเอียดต่างๆ ที่นำมารวมกันของ framwork (ทั้ง hardware หรือ software) ที่ยินยอมให้ทำงานได้ ซึ่งมันเป็นการรวมกันของ Computer architecture, operating system หรือ programming language และรวมไปถึง runtime library ตัวอย่างเช่น Wintel เป็นการรวมกันของ Intel x86 หรือ compatible hardware และ Windows operating system, Macintosh เป็นการจัดจำหน่วยบน platform ของ Apple Computer hardware และ Mac OS operating system และพวก video game console ต่าง ๆ พวก xbox, ps(1,2,3) game cube ฯลฯ

AJAX หรือ Asynchronous JavaScript and XML นั้นเอง ซึ่งมันทำงานโดยใช้

  • HTML/XHTML/CSS เพื่อแสดงผล
  • Document Object Model ทำการส่งค่า html และทำงานโดยผ่าน JavaScript เพื่อทำการแสดงผลแบบ dynamic ให้กับ HTML/XHTML/CSS มากขึ้น
  • XMLHttpRequest เพื่อทำการส่งข้อมูลเข้า และออก web server เพื่อประมวลผล

Web browser ที่สนับสนุนคือ

  • Apple Safari 1.2 ขึ้นไป
  • Konqueror ทุกรุ่น
  • Microsoft Internet Explorer (and derived browsers) 4.0 ขึ้นไป
  • Mozilla Firefox (and derived browsers) 1.0 ขึ้นไป
  • Netscape 7.1 ขึ้นไป
  • Opera 7.6 ขึ้นไป
  • ฯลฯ ในอนาคต

ซึ่งจริงๆ แล้วเป็น Technology ที่ใช้ใน Outlook Web Access อยู่แล้ว ซึ่งทำงานผ่าน Microsoft Exchange Server โดยทำงานบน Microsoft Internet Explorer 4.0 ต่อมาในปี 2005 นั้น Google ก็เอามาใช้ใน Google Groups, Google Maps, Google Suggest และ Gmail
ถ้าไล่ตามลำดับแล้ว จากขนาดใหญ่ไปเล็กก็ไล่จาก
Platform -> Architecture -> Framework -> Library -> AJAX

จะเรียนเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ผมขอแยกออกเป็น 3 ด้าน ด้วยกัน
1. Software Production, Algorithm & Theory ซึ่งคือด้าน Computer Engineering, Computer Science, Information Science เป็นการศึกษา เรื่องของ

  • correctness โปรแกรมที่คุณเขียนจะต้องถูกต้องทุกกรณี ไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น โดยต้อง ทำ math proof ได้ ว่าทำไมถึงถูกต้อง
  • performance โปรแกรมที่เขียนจะต้องมีประสิทธิภาพใสการทำงานสูง ทำงานเร็ว โปรแกรมเปรียบเทียบบางโปรแกรมอาจจะใช้ O(n2), O(n3) แต่คนที่มีความรู้เรื่อง algorithms เป็นอย่างดี อาจจะสามารถเขียนให้โปรแกรมทำงานใน O(n logn) หรือ O(n) ได้
  • efficency โปรแกรมที่เขียนจะต้องทำงานได้ดีที่สุดโดยใช้หน่วยความจำน้อยที่สุด
  • OS เวลาเขียนโปรแกรมใหญ่ ๆ ที่ใช้ thread มากมาย ถ้าเขียนแล้วเกิด deadlock ขึ้นคุณจะแก้ปัญหายังไง แก้ปัญหาเรื่อง priority อีก ว่า thread ไหนจะได้ทำงานก่อน ถ้าคุณไม่เข้าใจเรื่องนี้ ก็อาจจะเขียน thread มั่ว ๆ ซึ่งอาจทำให้โปรแกรมทำงานช้า, เกิด deadlock ได้
  • data communication and network ในระบบ LAN คอมพิวเตอร์มันคุยกันได้ยังไงครับ ในเมื่อ IP address เป็นสิ่งที่สมมติขึ้นมา ในการที่เราจะวางระบบเครือข่าย เช่น ใน SW ขนาดใหญ่ เวลา implement อาจจะต้องดูเรื่อง network ด้วย ถ้าคุณไม่เข้าใจเรื่อง router, gateway, dns ต่าง ๆ คุณจะวางระบบไม่ได้
  • AI ปัญญาประดิษฐ์ ถ้าคุณจะไปเป็นนักพัฒนาเกมส์ แล้วคุณไม่รู้จักเรื่อง AI คุณก็จะทำไม่ได้อีก
  • IR ก็เหมือนกัน ถ้าคุณไปเขียนระบบที่ต้องมี Full Text Search นั้นเอง
  • etc …. อื่นๆ อีกนิดหน่อย

ซึ่งศึกษาในเชิงลึกในส่วนของ S/W รวมถึงการจัดการระบบงานต่างๆ และในแนวกว้างในส่วนของ H/W

2. Hardware Design หรือพวกที่เรียนด้าน Electronic และ Physic, Physic (Micro) Controller เป็นการทำงานร่วมกับพวกที่อยู่กับข้อที่ 1 ในการทำ คิดค้นหาอุปกรณ์ใหม่ๆ เพื่อให้ พวกข้อที่ 1 นำไปแก้ปัญหา และตอบ Requestment ของผู้ใช้ต่างๆ ให้ออกมาใช้งานได้ตามที่ลูกค้า หรือผู้ใช้ต้องการ โดยศึกษาในเชิงลึกในด้าน H/W และแนวกว้างในส่วนของ S/W

3. Technical หรือ Consult ต่างๆ เป็นผู้ให้คำปรึกษาต่างๆ แบ่งได้ 3 ระดับคือ

  • Administrator คือผู้ดูแลระบบต่างๆ บางครั้งอาจใช้คำว่า System Director, System Administrator หรือ System Management ติดตั้ง และดูแลในด้านจัดการระบบทรัพยากรระบบงานขององค์กรต่างๆ ดูแล Server หรือเครื่องแม่ข่ายให้อยู่ดี มีสุข
  • Technical Support เป็นคนที่คอยดูแลระบบงานต่างๆ ไม่ว่าเครื่องเสีย เครื่องมีปัญหา ต่างๆ ที่เป็นเครื่องลูกค่ายต่างๆ จะลงไปแก้ไขปัญหา
  • Consult เป็นคนดูแลในด้านการจัดการ ให้คำปรึกษา และแก้ปัญหาในด้านสินค้า นั้นๆ

โดยในด้านที่ 1 และ 2 ต้องมีพื้นฐานทางความคิดมาจากการจัดการความคิดแบบเป็นระบบมากๆ และการเรียนจะเน้นไปในทางการทำงานร่วมกัน เรียนในด้านทฤษฎี และทำการปฎิบัติไปพร้อมๆ กัน ส่วนในด้านที่ 3 นั้นเป็นงานเชิงช่างเทคนิคมากกว่าครับ

ส่วนใหญ่ด้านที่ 1 และ 2 นั้นคนที่จบ ม.ปลายจะสามารถเข้าไปศึกษาได้ง่ายกว่า แต่ก็มีสายอาชีพมาศึกษาเหมือนกันแต่ต้องเก่งจริงๆ
ส่วนด้านที่ 3 นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ศึกษามาจากด้านสายอาชีพครับ

แต่ไม่ขอฝันธงว่าด้านไหนดี เพราะว่าทุกด้านต้องทำงานร่วมกันอยู่แล้วครับ