Smartwatch กับตลาดที่ไม่กว้างอย่างที่คิด

ว่ากันตรงๆ ตลาด smartwatch มันก็ทรงๆ เงียบๆ มาสักพักแล้ว คือตัวเลือกมี ว้าวได้ แต่ใช้ไปนาน ๆ จะรู้ว่ามันก็ทำได้เท่าที่มันควรทำได้ประมาณหนึ่ง

ส่วนตัวใช้ smartwatch อย่าง Pebble Classic มา 1-2 ปี (ถ้าคำนวณไม่พลาด) แรกๆ ก็อัดความสามารถด้วยการใส่แอปลงไปเยอะๆ ควบคุมมือถือโน้น-นี่ได้มากๆ แต่สุดท้าย ก็ถอดออกเหลือแค่ watchface, แอปพื้นฐานจำพวกควบคุมแอปฟังเพลง, ดูสภาพอากาศวันนี้, รับข้อความ-แจ้งเตือน แล้วก็ activity tracking เพียงแค่นั้น ส่วนพวกอะไรเยอะๆ เอาออกไปหมดเลย เพราะมันใช้งานแล้วมันไม่สุด เพราะสุดท้ายก็ต้องหยิบมือถือมาใช้อยู่ดี ซึ่งก็พบว่า เออ smartwatch มันก็ทำได้ประมาณนี้ก็คงพอแล้วแหละ

เพราะถ้าใส่อะไรลงไปมาก ๆ เราหยิบจับใช้งานมันบ่อย ๆ มันก็ใช้งานได้น้อยวันลง อย่างปรกติใช้งานแบบดูบ้างอะไรบ้างนิดๆ หน่อย ก็ได้จำนวนวัน 4-7 วันกับจอภาพขาวดำก็ถือว่าไม่แย่ แต่หากเอาให้จำนวนวันมากระดับเป็นเดือนนี่คงยาก และถ้าใช้จอสีมีความละเอียดเยอะ ๆ ก็อยู่ได้วันต่อวันแค่นั้น ซึ่งมันก็กลายเป็นลำบากคนใช้งานแทน ขนาดผมใช้ Pebble Classic ชาร์จทุกๆ 4-5 วัน ยังลืมชาร์จอยู่บ่อยๆ ชวนหงุดหงิด แล้วคิดถึงบางรุ่นที่ต้องชาร์จทุกวัน เราก็รู้สึกหงุดหงิดแทนแน่ๆ

แล้วมามองอีกมุมว่า ที่มันทรงๆ เงียบๆ คงเพราะตลาดมันก็ไม่กว้างมากพอ ผู้เล่นในตลาดเยอะ แถมต้องไปตบตีกับตลาดนาฬิกาเดิมอีก เพราะบางคนมีนาฬิกาตัวโปรดแพง ๆ อยู่แล้ว แล้วคนเรามีแค่มือซ้าย-ขวา แถมใส่นาฬิากาก็ควรใส่แค่เรือนเดียว ไม่เหมือนมือถือที่พก 2-3 เครื่องก็ยังดูไม่แปลกเท่าไหร่ เผลอๆ พื้นที่ sport band ยังมีให้เล่นมากกว่าเลย เพราะใส่นาฬิกาซ้าย ใส่ sport band ขวายังพอรับได้มากกว่าใส่นาฬิกาซ้าย-ขวา

สุดท้ายในด้านราคา ตัว smartwatch มันก็ไม่ถูกด้วย Pebble เข้าไทยก็โดดไป 8-9 พันบาทโน้น ต้องรอสอยตอนลดราคา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงยี่ห้ออื่นๆ เกือบหมื่นหรือหลักหมื่นขึ้นทั้งนั้น สรุปเก็บตังซื้อมือถือดีกว่า

Leave a Reply