ทำไมผมสนใจหัวข้อนี้ เพราะได้มีโอกาสนำรูป 10MP ไปอัดในขนาดใหญ่ที่ 24×36 นิ้ว ที่ความละเอียดประมาณ 130dpi (กะๆ เอาผมจำตัวเลขแน่ชัดไม่ได้) ก็ได้ภาพที่คมใส ใช้ได้ในระดับการมองเห็นที่ 1 เมตรกว่าๆ กล้องที่ใช้ก็ไม่ได้ดีอะไรมากมาย Nikon D80 ส่วนเลนส์ที่ใช้ภ่ายภาพนั้นก็ Nikon AF Micro Nikkor 60mm f/2.8D ซึ่งให้ภาพที่คมใสสุดๆ เลยไม่ต้องทำ USM และ Sharpening เยอะจนเสียความใสของภาพไป
ประเด็นของผมคงไม่ใช่มาพูดเรื่องว่าไฟล์ภาพขนาดไหนอัดภาพได้เท่าไหร่ยังไง เพราะในกระทู้อ้างอิงด้านล่างได้อธิบายไว้พอสมควรแล้ว ผมเลยขอยกมาแล้วกัน (กระทู้คงโดนลบไปในเวลาไม่นานนักแน่นอน)
D90 อัดรูป / พิมพ์รูป ได้ใหญ่สุด แค่ไหนครับ ?
http://www.pantip.com/cafe/camera/topic/O9527384/O9527384.html12.3 MP นี่ถ้าพิมพ์งาน โปสเตอร์ใหญ่ๆ
ขนาด 1.2 x 2.1 เมตร นี่ไหวไหมครับ
จากคุณ : A r t F u l l Y
เขียนเมื่อ : 30 ก.ค. 53 20:46:09
คุณ แมวเหมียวพุงป่อง ก็มาตอบได้อย่างน่าสนใจ
12 MPx .. ก็ประมาณ 4500×3000
ถ้าพิมพ์ที่ 50 dpi ก็จะได้ประมาณ 90" x 60" หรือกว่าสองเมตรสบายๆ
ถ้าเอาแสดงทั่วๆไป คนมองจะมองจากระยะห่างเกิน 2 เมตร .. ความละเอียด 50 dpi ไม่ต่างจาก 300 dpi
แต่แสดงในลิฟท์นี่คนมอง มองห่างไม่เกิน 2 ฟุต .. มันจะเห็นรอยแตกค่อนข้างชัดเจน … ถ้าคนดูเพ่งดูนะ
จุดเด่นของ raw อย่างหนึ่งก็คือ .. เราสามารถเอามาขยายเพิ่มขนาดได้อีกประมาณ 50% โดยที่สังเกตุ "วุ้น" ที่เกิดจากการขยายแทบไม่ออก
ฉะนั้นเมื่อแก้ไขเสร็จ และ save .. ก็ save เป็นขนาด 6000 x 4000 เพื่อไปพิมพ์ที่ 75 dpi พอไหวหนะ
แต่ประเด็นต่อมาคือภาพนี้อยู่ในลิฟท์ซึ่งมันคับแคบระยะการมองเห็นของคนนั้นใกล้ชิดพอสมควรเลยทีเดียว
คุณ แมวเหมียวพุงป่องเลยอธิบายเพิ่มเติมต่อไปว่า
สิ่งพิมพ์ขนาดใหญ่ทั่วๆไป เขาพิมพ์ที่ 25-50 dpi ก็ยังใช้ได้ เพราะคนดู ดูจากที่ห่างไกล และดูผ่านๆ
แต่กรณีของน้า art นี่ สุดโหดหิน เพราะลิฟท์มันคับแคบ แถมคนที่ดูก็ตั้งใจดูด้วย เนื่องจากไม่สามารถมองไปที่ไหนได้
งานพิมพ์จึงต้องการความละเอียดที่สูงมากกว่าปกติ
ในแง่สรีรวิทยาของการมองเห็น
สายตาคนเราโดยทั่วไปจะแยกจุดสองจุดที่อยู่ติดกันไม่ออก เมื่อขนาดของจุดแต่ละจุดเล็กกว่า 0.8mm และมองห่างออกไป 20 ซม.
มันเป็นขีดจำกัดของพลังความสามารถในการแยกแยะของเลนส์ตา (cornea/lens) และปลายประสาทรับภาพชนิดความละเอียดสูง (cone-type receptor)
0.8mm ก็คือ 12 dot/mm หรือ 300 dot/inch (dpi)
สิ่งพิมพ์ทั่วๆไป ถึงใช้ตัวเลข 300 dpi เป็นจุดอ้างอิง
300 dpi เป็นเรื่องของสรีรวิทยาการรับความรู้สึก (physiology of sensation)
แต่ถ้าเอาจิตวิทยาการรับรู้ (psychology of perception) เข้ามาด้วย มันค่อยแตกลูกแตกหลาน
ถ้าเราเพ่งความสนใจ ไปสิ่งที่เราต้องการดู ประกอบการเปลี่ยนตำแหน่งที่ดูนิดๆหน่อยๆ (ด้วยการโยกศรีษะ) จะทำให้เราสร้างภาพที่ชัดเจนขึ้นในการรับรู้ แม้ต้นฉบับจะไม่ละเอียด
การโยกศรีษะ จะมีผลตรงข้ามได้ คือ ทำให้เราเห็นรายละเอียดที่มากเกินปกติได้ด้วย
แต่ถ้าเราเหม่อลอย
สิ่งที่มีรายละเอียดเล็กน้อยจะหลุดพ้นจากความสนใจเรา
สิ่งที่มีรายละเอียดมากๆ เราก็ไม่สนใจผมถึงบอกว่า ในลิฟท์มันเป็นอะไรที่แย่มาก
เพราะในลิฟท์ เราเหม่อลอยไม่ได้ (เดี๋ยวออกไม่ทัน)
แต่ก็เพ่งดูคนที่อยู่ในลิฟท์ไม่ได้เช่นกัน (เดี๋ยวโดนแฟนเขาชกเอา)
ก็เลยต้องเพ่งมองรูปในลิฟท์แทนรูปที่อยู่ผนังลิฟท์ .. ห่างไปอย่างมากก็แค่ 1 เมตร "หย่อม" สีที่ห่างกัน เกินกว่า 0.2mm จะไม่ใช่ผืนสีแผ่นเดียวกันอีกต่อไป แต่กลายเป็นจุดๆแยกจากกัน
ถึงจะเห็นเป็นรูปแต่ก็สร้างความรำคาญในการดูได้ …
มาถึงตรงนี้แล้วทำให้หลายๆ คนคงทราบแล้วว่าเหตุผลว่าทำไมต้อง 300 dpi ในงานบางอย่างและงานบางอย่างที่ใช้ในการพิมพ์ก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้อง 300 dpi เสมอไป ซึ่งมันแปรผันตามระยะของการมองเห็นของมนุษย์เป็นสำคัญด้วย ไม่งั้นเราจะใช้ความละเอียดของภาพไปโดนสิ้นเปลืองพื้นที่จัดเก็บไปโดยเปล่าประโยชน์

