Changkhui 177 : Color 1 (Color Management System ตอนที่ 1)

ไปร่วมจัดรายการครับ เลยนำมาฝากครับ

1 ชั่วโมง – 26 กรกฎาคม 2553
Audio Download – MP3 15 MB
Video Download – M4V 416 MB
มี ผู้ฟังสนใจให้อยากคุยกันต่อเรื่องของสี เราก็เลยเชิญผู้เชี่ยวชาญในวงการ ที่เคยเป็นแขกรับเชิญมาสองสามตอน มาออกอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็คือ พี่ขจร (Twitter.com/Kajorn) มาช่วยให้ความกระจ่าง นอกจากนั้นแล้ว เรายังผู้ฟังอีก 2 ท่านมาช่วยเสริมมุมมองด้วย ได้แก่ คุณโปรด (Twitter.com/RabbitMoon) นักศึกษาปริญญาโทด้านนี้โดยตรง และคุณบั๊ก (twitter.com/pockethifi) เนื่องจากคุยกันยืดยาวมาก เกือบๆ 2 ชั่วโมง ทำให้ต้องตัดออกมาเป็น 2 ตอนนะครับ จะได้โหลดกันสะดวกหน่อย ตอนนี้ คือตอนแรกครับ

การแอบอ้างหรือนำรูปไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาติ

เกรินนำก่อนเลยว่าตาม พ.ร.บ ลิขสิทธ์ ให้บอกไว้ว่า ”ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้สร้างสรรค์ ก็คือ ผู้แต่ง ผู้วาด ผู้เขียน ผู้ถ่าย ใครสร้างสรรค์ขึ้นมา ลิขสิทธิ์ก็จะเป็นของผู้นั้นโดยทันที โดยไม่ต้องจดลิขสิทธ์ แต่ประการใด” แตกต่างจากสิทธิบัตรอย่างชัดเจน (แต่ปรกติแล้วจดสิทธิบัตรมักจะจดมีลิขสิทธิ์พ่วงมาด้วยบ้างในบางงาน) เนื้อหาในข้อกฎหมายอ่านเพิ่มเติมที่ http://www.moc.go.th/opscenter/cr/lic1.htm

งานสร้างสรรค์ต่างๆ ซึ่งในที่นี้ผมจะมุ่งไปที่การสร้างสรรค์ในการถ่ายภาพนิ่งเป็นหลักเพื่อให้เหมาะกับสิ่งที่ผมจะพูด การถ่ายภาพนั้นถ้าเป็นการถ่ายรูปธรรมชาติ ทั่วๆ ไปหรือภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่มีคนมาเกี่ยวข้องอันนี้ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่นัก

แต่เมื่อใดก็ตามที่ถ่ายรูปมาติดหน้าคนเมื่อไหร่ อันนี้งานเข้าครับ เพราะมันมีเรื่องของกฎหมายสิทธิ์ส่วนบุคคลมาเกี่ยวข้อง ซึ่งในบางประเทศติดคนในภาพได้ถ้าไม่ชัดเจน หรือเห็นหน้าไม่ชัด แต่บ้างที่ก็ไม่ได้เลย ต้องให้เซ็น Model Release (ใบยินยอมให้เป็นแบบ) ที่ต้องเซ็นเพราะเป็นการบ่งบอกว่าการถ่ายรูปในครั้งนี้อาจนำมาซึ่งความไม่เป็นส่วนตัวได้ นั้นเอง

ที่นี้เมื่อใดก็ตามที่เป็นลักษณะของภาพบุคคลก็มักจะมีข้อกฎหมายที่เดี่ยวข้องแบ่งเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ

  1. ลิขสิทธิ์ในตัวภาพถ่าย
  2. สิทธิส่วนบุคคลของผู้เป็นแบบ

ซึ่งต้องแยกกันให้ออก ปรกติแล้วในบ้านเราเวลาถ่ายรูป ออกทริปต่างๆ ไม่ว่าจะทริปใหญ่ ทริปเล็ก ไม่ค่อยมีใครเซ็น Model Release กันสักเท่าไหร่ เพราะทุกคนก็คิดว่ามันดูจริงจังเกินไป ถ่ายเป็นงานอดิเรกจะอะไรกันนักหนา อันนี้พอเข้าใจได้ เว้นนะครับ เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี อันนี้แนะนำให้เซ็นทุกกรณี (พร้อมรายเซ็นผู้ปกครองด้วย) ยิ่งโพสลงเว็บแล้วถ้าไม่ใช่พ่อ-แม่นี่อาจโดนลบทิ้งหรือยกเลิก account ของเว็บโพสรูปต่างๆ ได้ครับ เพราะในเมืองนอกนี่รูปเด็กๆ นี่เค้าถือเรื่องนี้กันมากครับ เพื่อนผมโดนยกเลิก account ของ SkyDrive ของ Microsoft มาแล้วเพราะมีรูปของน้องตัวเองอายุไม่ถึง 18 อยู่ กว่าจะเคลียร์กันได้ ไม่รู้ไปวัดอายุด้วยอะไรเหมือนกัน –_-‘

แต่เมื่อใดก็ตามที่เป็นการเป็นงาน ถ่ายในสตู เอาภาพไปใช้งานจริงๆ จังๆ ลงในเว็บ ลงหนังสือ สิ่งพิมพ์เป็นเรื่องเป็นราว บริษัทเอาไปใช้งานต่างๆ แล้วนั้นผมแนะนำให้เซ็นซะ จะได้ไม่มีปัญหาภายหลัง โหลดได้ที่ http://www.arcurs.com/what-is-a-model-release อันนี้จัดเต็มหาให้เลย (ภาษาอังกฤษไปเลย จะได้ใช้ได้หลายงานดี) ประเด็นมันอยู่ตรงนี้แหละ เมื่อเราถ่ายรูปบุคคลมา เอามาโพสลงเว็บรูปก็ของเรา คนในรูปก็คนที่เราก็รู้จัก (หรือเรารู้จัก แต่เค้าไม่รู้จักเรา แต่เค้าโพสให้เราถ่ายรูปก็ตาม) ยังไงก็ควรเคารพสิทธิส่วนบุคคลผู้อยู่ภาพเสมอ ว่าภาพที่ลงนั้นจะไปสร้างความเสื่อมเสียต่อบุคคลนั้นหรือเปล่า ตรงนี้นางแบบหลายๆ คนจะได้ค่าจ้างเพิ่มจากการเซ็นตรงนี้ด้วยซ้ำ เพราะรูปภาพพวกนี้อาจจะถูกนำไปขายต่อได้ในอนาคต เพราะใน Model Release (ส่วนใหญ่) จะระบุเรื่องการโอนย้ายลิขสิทธิ์ของภาพนั้นๆ ด้วยตรงนี้ต้องอ่านดีๆ ครับ เพราะมันเกี่ยวกับความไม่เป็นส่วนตัวของคุณมากๆ

ต่อมาก็คืองานที่เป็นลักษณะจ้างวานอีกต่อหนึ่งในงานต่างๆ นั้น อาจจะมีการเซ็นหรือตกลงกันว่าภาพนี้จะเป็นลิขสิทธิ์ของผู้จ้างวานทั้งหมดหรือลิขสิทธิ์ร่วมก็แล้วแต่จะตกลงกันในเนื้องานไป ไม่เช่นนั้นจะเข้าข่ายตาม พ.ร.บ ลิขสิทธ์ ที่ผลงานเป็นของผู้สร้างสรรค์คนแรกทันที

ทำไมผมถึงมาพูดเรื่องพวกนี้ ต้องบอกว่าเมื่อเดือนก่อนผมได้รับ FWD Mail แล้วมีคนเอารูปที่ผมถ่ายเนี่ยแหละ ไปลง FWD Mail -_-‘ ได้รับเมลแล้วก็นะ คนแรกที่ส่งเท่าที่สาวได้ก็คนในองค์ใหญ่ใช้ได้เลย จริงๆ ผมก็ไม่ได้อะไรหรอก อยากเอาไป FWD Mail ก็น่าจะแจ้งกันสักหน่อย เพราะบางครั้งผมได้รับ FWD Mail หลายๆ ฉบับมักมีข้อความล่อแหลมพ่วงตามมาในเมลฉบับที่ FWD ต่อตอนท้ายๆ อันนี้เห็นแล้วได้แต่เซงๆ ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่บ่นในใจ อยากจะด่ากลับเหมือนกัน แต่ด่าไปก็ได้แต่ท้ายๆ พวกได้รับแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว แล้วไอ้คนแรกที่ส่งตามที่เราเห็น ก็ไม่แน่ใจว่าจะใช่คนแรกจริงๆ หรือเปล่าอีก เฮ้อ ….

แล้วต่อมาเร็วๆ นี้ก็มีเว็บหลายๆ เว็บ พวกโมเดลลิ่ง เว็บจัดทริปบางเว็บ เอารูปของพี่ๆ ที่รู้จักกันในมัลติพลายไปลง โดยไม่ได้แจ้งให้ทราบ แถม hot link อีกต่างหาก logo มัลติพลายและลายน้ำชัดเจนมาก ซึ่งผมคิดว่าถ้าทำเว็บเป็นการเป็นงาน ทำธุรกิจเป็นเรื่องเป็นราวน่าจะติดต่อนางแบบมาเคส หรือติดต่อขอซื้อภาพไปเลยน่าจะดีกว่าไหม จะได้ดูน่าเชื่อถือ และดูเป็นมืออาชีพมากกว่านี้มากๆ ซึ่งคงไม่ต้องต่อว่าอะไรอีก เพราะผลงานเด่นชัดขนาดนั้นสังคมลงโทษกันเอาเองหล่ะครับ

ซึ่งแน่นอนว่าอีกประเด็นที่ร้อนไม่แพ้กันคือการนำรูปไปแอบอ้างเพื่อหวังประโยชน์ทางใดทางหนึ่ง เช่น ประกาศทริป/เคสงานแล้วนางแบบยังไม่รู้เรื่องเลย อยู่ๆ ก็ประกาศ แถมนำรูปไปใช้ก่อนด้วยนะ คนรู้จักนางแบบคนนั้นก็ไปถาม นางแบบก็งงๆ ว่าอ้าว ไปจัดอะไรกันตอนไหน คนจะเป็นนางแบบยังงงๆ อยู่เลย ออกแนวมัดมือชกหรือเปล่า ประกาศไปแล้ว นางแบบไม่มา กลายเป็นนางแบบเบี้ยวงาน ไปแทน เสียชื่อเสียงอีกต่างหาก อันนี้น่าคิดครับ ซึ่งในความคิดของผมเนี่ย ผมมองว่าถ้าจะทำธุรกิจอะไร ผมก็แนะนำให้ตรงไปตรงมาครับ ไม่ใช่ทำเป็นพวก มัดมือชก บอกความจริงไม่หมด บอกครึ่งเดียว หรือแอบอ้าง อันนี้ผมว่าไม่เหมาะสมเท่าใดนัก

สุดท้ายต้องมีคนมาแสดงคามคิดเห็นเรื่องการใช้ซอฟท์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ในการตกแต่งภาพแล้วนำมาใช้แล้วถูกละเมิดเช่นกัน แล้วที่นี้เราจะไปฟ้องคนที่ละเมิดแล้ว ซึ่งภาพนั้นเราเองก็ละเมิดลิขสิทธิ์ซอพแวร์คนอื่นมาเหมือนกัน ซึ่งถ้าโดนฟ้องกลับตรงนี้ เป็นความผิดในเรื่องของ "ต่างกรรม ต่างวาระ" และไม่ใช่คนที่เค้าละเมิดลูกภาพเราจะมาฟ้องกลับได้ เพราะผู้ที่จะฟ้องเราได้ ต้องเป็นเจ้าของซอฟท์แวร์หรือผู้ได้รับอำนาจอย่างถูกต้องเท่านั้น แต่ฟ้องได้แต่ในเรื่องของการใช้ซอฟท์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ในการตกแต่งภาพเท่านั้น แต่ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ของภาพที่เราใช้โปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์นั้นก็ไม่ได้หมดไปเช่นกัน ยังไงลิขสิทธิ์ของภาพก็ยังเป็นของเราอยู่ครับ

ซึ่งผมมองว่าการเรียกร้องการถูกละเมิดในขณะที่ตัวเราเองก็ละเมิดนั้น ผมว่ามันก็แล้วแต่บุคคล แต่ที่แน่ๆ "มันก็ไม่ใช่ข้ออ้างในการทำให้บุคคลอีกฝ่ายจะมาละเมิดลิขสิทธิ์ได้เช่นกัน"

ผมหวังว่าเรื่องพวกนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านไม่มากก็น้อย และอยากให้คนที่ถ่ายรูปทุกท่านระลึกไว้เสมอๆ ครับในเรื่องพวกนี้

ของขวัญให้ตัวเองในปีใหม่นี้

ปีนี้ได้โบนัสมาตามสมควร และตั้งใจว่าจะซื้อ Spyder3Express อยู่แล้ว เลยได้เวลาจัดมาสังเวยความเป็นตากล้องของตัวเองเสียเลย ในราคาค่าตัว 4,900 บาทที่ pix-one สาขา IT Mall fortune ครับ

DSC_6841

ข้อแตกต่างของ Spyder3Express กับ Spyder3Pro และ Spyder3Elite ก็คือ

 

Spyder3Express

Spyder3Pro

Spyder3Elite

Gamma Choices

2.2 (Fixed)

4 choices: 1.8, 2.0, 2.2, 2.4
(16 target combinations)

Unlimited choices, user defined

Color Temperature

6500K (Fixed)

4 choices: 5000K/5800K/6500K/native
(16 target combinations)

Unlimited choices, user defined

Embedded Ambient Light Sensor/Desktop Cradle

No

Yes

Yes

Ambient Light Measure

No

Yes

Yes

Multiple Display Calibration

No

Yes

Yes

อื่นๆ ดูได้ที่ http://spyder.datacolor.com/s3compare.php

โดยทั่วไปแล้วเนี่ยแค่ Spyder3Express ก็เพียงพอต่อการใช้งานสำหรับตากล้องอย่างผมแล้วหล่ะ ราคาก็ไม่แพงด้วย ใช้อยู่หน้าจอเดียวคงยังไม่จำเป็นต้องใช้ Pro แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ ในอนาคตค่อยปล่อยขายแล้วมาซื้อก็ได้ เพราะเป็นของที่มีอายุใช้งานยาวนาน ปล่อยขายมือสองราคาก็ไม่ตกมากมายนัก

พอซื้อมาก็ทำการติดตั้งโปรแกรมแล้วลงมือ Calibrate ตัวหน้าจอเครื่อง notebook ของเรา ผลที่ได้คือจอภาพติดแดงๆ หน่อยๆ แต่เท่าที่ศึกษามานั้นเป็นการปรับให้ Gamma เป็น 2.2 และ White Point ที่ 6500K เลยทำให้ดูแปลก ๆ ตาไปแต่พอใช้ไปจริงๆ แล้วก็ชินไปเอง ซึงจอทั่วๆ ไปนี่จะใช้ White Point ที่ 9300K ทำให้ออกโทนสีฟ้าและขาวนั้นเอง

คราวนี้เราก็ได้มาตรฐานส่วนของ output ที่จอภาพได้มตรงตามมาตรฐานมากขึ้นอีกขั้นหนึ่งแล้ว

Night Portrait สูตรไม่สำเร็จ แต่เป็นการค้นคว้าแล้วไป Night Portrait บวกกับลองผิดลองถูก

การถ่าย Night Portrait ต่างจาก Portrait ปรกติที่ ให้วัดแสงที่ฉากหลัง ซึ่งต่างจาก Portrait ปรกติที่วัดแสงที่แก้ม หรือใบหน้าของแบบ (และไม่ใช่ดวงตา!) โดยวัดแสงแบบ spot ไปที่ตำแหน่งที่สว่างๆ บนฉากหลัง แล้วบวกไปอีก 1.0 – 2.0 EV (Stop) โดยที่แนะนำให้แบบยืนห่างจากฉากหลังมาให้มากๆ หน่อย แล้วก็ Fill Flash เข้าไป ถ้าใช้ Flash TTL ไม่ต้องไปลบก็ได้นะ เดี่ยวมันจัดให้เราเอง

วัน นั้นผมใช้ AF 85mm F1.8 ยืนระยะกะๆ เอาประมาณ 7-10 m ก็กะๆ เอาประมาณนึงจะได้ระยะ DOF ไม่บางเกินไปประมาณเกือบๆ ฟุต ลองถ่ายดู ก็ถือว่าใช้ได้สำหรับการถ่าย Night Portrait ครั้งแรกเลย (ฝึกไว้ๆๆ เดี่ยวต้องใช้จริงวันอาทิตย์นี้ อิๆๆๆ)
ความเร็ว Shutter ก็สัก 1/25 – 1/60 ก็พอ เยอะกว่านี้ฉากหลังจะมืดเกินไป ส่วน ISO ก็ 200 – 400 ไม่เกินนี้ กล้องผม Nikon D80 มากกว่านี้ noise ตรึม ! มันไม่ถูกกับที่มืดเท่าไหร่ (แพ้กลางคืน)

อันนี้แนะนำตามที่ตัวเองใช้และได้ผล อาจจะไม่ตรงตามตำราอะไรเท่าไหร่ แต่เป็นการลองผิดลองถูก เสียมากกว่า อีกอย่างถ่ายพวกนี้กะให้ดีๆ ถ่ายแล้วจบแก้ไขลำบากถ้า under เพราะดึงกลับมานี่ noise โผล่เลย แนะนำให้วัดแสงแม่นๆ ทีเดียวแล้วจบกลับมา convert รูปอย่างเดียว หรือแต่งสีนิดหน่ยอพอ เร่ง exposure ได้ไม่เกิน 0.5 EV (พวกไม่มี EXPEED ก็แบบนี้แหละ) แล้วมาลด noise ได้หน่อยทำ USM อีกนิด ก็พอจะคมและ noise หายไปได้บ้างครับ

ลองดูครับ ;)

Work Flow ในการแต่งรูปหลังจากถ่ายรูปเสร็จแล้วของผม (ฉบับแต่ภาพผู้หญิง)

อันนี้เน้นถ่ายรูปสาวๆ ก่อนนะครับ ;P

  1. เอาการ์ดออกจากกล้องก็ Import เข้า Adobe Photoshop Lightroom ทันที
  2. ปรับ Library ตามวันที่ที่ถ่ายรูป ถ้างานไม่เร่งก็ใส่ Metadata ต่างๆ เพื่อสะดวกต่อการค้นหา
  3. เลือกรูปที่ต้องการจะ Post-Process ทั้งหมดโดยใช้ Flag Color แบ่งตามประเภท แล้วตามด้วย Star สำหรับลำดับการงานก่อนหลัง
  4. แล้วก็ไล่ดูว่าภาพไหนเบลอ ภาพไหนไม่ชัด หลุดโฟกัสก็ลบออกไปตามความเหมาะสมอีกทีหนึ่ง
  5. พอ ได้ลำดับการทำงานแล้วก็ไล่ปรับ Picture Control (Camera Profile) เป็น Portrait ให้ Skin Tone ออกชมพูนิดๆ ดูสวยงาม อาจจะไม่ทุกรูป ดูตามความเหมาะสม ไล่ไปทีละภาพค่อยๆ ดู
  6. ระหว่างปรับ Picture Control ก็เช็ค WB ด้วยว่ามัน ok ไหม
  7. แล้ว จัดการดึง Exposure และ Curve เพื่อเพิ่มกราฟของ Histogram ไปด้านบวกพยายามให้ High Key ตามความเหมาะสมเพื่อให้ผิวสาวๆ ดูชมพูและออกนวลๆ มากขึ้น
  8. ข้อควรคำนึงคือสาวๆ ต่อให้แต่งหน้าเก่งแค่ไหนก็ไม่เนียนครับ ยิ่งถ่ายภาพใช้เลนส์ Macro ให้ใช้ Adjustment Brush แล้วใช้ Clarity เกลี่ยผิวอีกทีเพื่อให้เนียนขึ้น เสร็จแล้วค่อยเพิ่ม exposure หรืออื่นๆ ตามความเหมาะสม
  9. พอ Process RAW จบทุกภาพที่ทำ Flah/Star แล้วทำการ Export เป็น TIFF/JPEG (แล้วแต่งาน) ด้วย Preset ที่ตั้งไว้ โดยผมใช้ ICC เป็น sRGB ทุกขั้ยตอน
  10. เปิด ภาพบน GIMP แล้วใช้ Heal ลบริ้วรอยและสิ้วออกไปให้หมดและเกลี่ยอีกที ส่วนอื่นๆ ก็เล็กๆน้อยๆ หาเอาเช่นทำตาให้เป็นประกายหรืออะไรพวกนี้อีกทีนึง
  11. ดู ว่าภาพจำเป็นต้องทำ High Pass Filter, USM หรือ Soft Skin อะไรพวกนี้หรือเปล่าอีกทีนึง แต่ปรกติแล้วถ่ายด้วยเลนส์อย่าง Macro 60mm F2.8D ก็แทบจะไม่ต้องใช้เลย แถมคมจัดอีก -_-‘ ไล่เกลี่ยผิวกันสนุกเลยทีเดียว

ข้อควรระวังในการใช้ Clarity

  1. อย่าใช้ Clarity ในบริเวณที่ไม่เหมาะสม เช่นบริเวณคิ้วเพราะคิ้วอาจจะบางลงให้ Erase ออก และบริเวณที่ไม่เกี่ยวกับผิวเช่นดวงตา ฯลฯ ออกด้วย เดี่ยวจะไม่สวย
  2. Clarity ใช้มากไปหน้าจะพสาสติกไม่เป็นธรรมชาติ เอาพอประมาณเกลี่ยให้เนียนพอประมาณ ส่วนอื่นๆ แล้วค่อยมาใช้ Heal ลบใน GIMP จะชัวช์กว่า

หลักการณ์ Retouch หน้าสาวๆ ของผมคือทำให้สาวๆ เค้าหน้าเนียนที่สุดแต่ยังดูเป็นธรรมชาติเท่าที่จะทำได้ ผมจะไม่ใช้พวก plugin พวกทำหน้าเนียนแบบหว่านทีเดียว 5-20 รูป จะค่อยๆ ทำทีละรูป ไม่งั้นมันไม่ค่อยสวย ดูไม่ใส่ใจเท่าไหร่
ซึ่งข้อควรจำในการ Retouch ภาพคือ zoom 100% – 200% ซะ !!! เพราะเราจะเห็นรายละเอียดชัดและเกลี่ยได้อย่างสวยงามที่สุดเท่าที่จะทำได้
โปรแกรมที่ใช้ใน Workflow ตอนนี้

  1. Adobe Photoshop Lightroom ใช้เป็น Library และ RAW Process
  2. GIMP ใช้เป็น Retouch Process
  3. XnView เป็นโปรแกรมสำหรับทำ Batch Process และ Save for Web

* กำลังเก็บเงินซื้อ Adobe Photoshop Lightroom อยู่ใกล้เป็นความจริงแล้วววววว ส่วน Adobe Photoshop คงไม่จำเป็น GIMP มันเพียงพอแล้วสำหรับงานพวกนี้อยู่แล้ว ถ้าหาเงินได้จากการถ่ายภาพค่อยคิดอีกทีนึง

อันนี้เป็นประสบการณ์ใน การ Retouch ภาพของผมในช่วง 2-3 เดือนผมปรับปรุงกระบวนการต่างๆ มาตลอดทุกๆ ครั้งที่ผมโพสอัลบั้มใหม่ๆ ขึ้นใน Multiply เพื่อผลของภาพที่ดีขึ้น จะดูได้จากผลงานแรกๆ ที่ผมนำขึ้น Multiply และผลงานล่าสุดที่นำขึ้นจะเห็นความแตกต่างในการทำงานส่วนนี้ครับ

เมื่อ ทำการ Process ภาพจบแล้วไฟล์ทุกไฟล์จะถูกทำ Daily Backup ทุกวันตอน 23:55น. และไฟล์ภาพทั้งหมดจะ Duplicate/Mirror Backup อยู่ใน HDD อยู่ 2 ตัวกันพลาดอีกทีนึง ;P

จาก http://fordantitrust.multiply.com/journal/item/19/19