ซอฟต์แวร์และโปรแกรม สองคำนี้มีความหมายต่างหรือเหมือนกัน อย่างไร

ผมได้พบกับคำถามในเว็บบอร์ด pantip.com ที่มีคำตอบที่น่าสนใจครับ

ซอฟต์แวร์และโปรแกรม…สองคำนี้มีความหมายต่างหรือเหมือนกัน ???

ถ้าเหมือน เหมือนอย่างไร และถ้าต่าง ต่างอย่างไร

เรามีคำตอบครับ ………..


ตอบ : ซอฟต์แวร์เป็นคำทั่วไปที่ใช้กล่าวถึงโปรแกรมหลายชนิดที่ใช้ในการสั่งงานคอมพิวเตอร์และ อาจเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์(คำว่าฮาร์ดแวร์ใช้อธิบายถึงคอมพิวเตอร์ในด้านกายภาพและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง)

เราอาจจะนึกถึงซอฟต์แวร์ในแง่ของคอมพิวเตอร์ในส่วนที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้(updatable) และฮาร์ดแวร์ในแง่ของคอมพิวเตอร์ในส่วนที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ซอฟต์แวร์, บ่อยครั้งมีการแบ่งเป็น แอปพลิเคชั่นซอฟต์แวร์(โปรแกรมซึ่งปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้โดยตรง) และ ซอฟต์แวร์ระบบ(ประกอบไปด้วย ระบบปฏิบัติการและโปรแกรมอะไรก็ตามแต่ที่สนับสนุนการทำงานของแอปพลิเคชั่นซอฟต์แวร์) สำหรับคำว่า middleware บางครั้งใช้ในการอธิบายถึงโปรแกรมที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างแอปพลิเคชั่นและซอฟต์แวร์ระบบ หรือ ระหว่างแอปพลิเคชั่นต่างชนิดกัน (ยกตัวอย่าง การร้องขอการทำงานระยะไกลจากแอปพลิเคชั่นซึ่งอยู่บนระบบปฏิการชนิดหนึ่งไปสู่แอปพลิเคชั่นซึ่งรันอยู่บนระบบปฏิบัติการอีกชนิดหนึ่ง)

สำหรับกลุ่มของซอฟต์แวร์ไม่สามารถจะจัดเข้ากลุ่มใดๆได้นั้นเรียกว่า ซอฟต์แวร์อรรถประโยชน์(utility) ซึ่งเป็นโปรแกรมขนาดเล็กที่มีประโยชน์ ยูทิลิตี้บางตัวมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ เช่นเดียวกับแอปพลิเคชั่น ยูทิลิตี้สามารถจะติดตั้งได้อย่างอิสระและไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการ

ซอฟต์แวร์ยังแบ่งได้อีกหลายชนิดเช่น shareware (ส่วนมากจะต้องซื้อเมื่อครบกำหนดระยะเวลาทดลองใช้), liteware(แชร์แวร์ซึ่งมีการตัดความสามารถบางอย่างออกไป), freeware(ซอฟต์แวร์ฟรีแต่มีการจำกัดสิทธิ), public domain software(ฟรีและไม่มีข้อบังคับ) และ open source(ซอฟต์แวร์ที่มีการแจกจ่ายซอร์สโค้ดและใช้งานได้อย่างไม่จำกัดรวมทั้งสามารถปรับปรุงได้)

แอปพลิเคชั่นซอฟต์แวร์ทั่วๆไปมีดังนี้

– ซอฟต์แวร์ผลิตภัณฑ์ เช่น ตัวประมวลผลคำ(word processor), ตารางคำนวณ(spreadsheet) และเครื่องมือที่ใช้กันโดยผู้ใช้ส่วนใหญ่
– ซอฟต์แวร์นำเสนอ(presentation software)
– ซอฟต์แวร์กราฟฟิกส์ สำหรับนักออกแบบกราฟฟิกส์
– ซอฟต์แวร์ช่วยเหลือการออกแบบ CAD/CAM
– แอปพลิเคชั่นทางด้านวิทยาศาสตร์เฉพาะทาง
– ซอฟต์แวร์สำหรับอุตสาหกรรม (ยกตัวอย่างเช่น ธนาคาร, ประกันภัย, ค้าปลีก และอุตสาหกรรมการผลิต)


ในทางคอมพิวเตอร์ โปรแกรมคือชุดของคำสั่งที่ให้คอมพิวเตอร์ปฏิบัติ ในคอมพิวเตอร์ยุคใหม่ที่ จอห์น วอน นิวแมนน์ วางรูปแบบเอาไว้เมื่อปี 1945 โปรแกรมประกอบไปด้วยชุดของของสั่งที่ทำงานหนึ่งคำสั่งในหนึ่งหน่วยเวลา โดยทั่วไปโปรแกรมจะเก็บอยู่ในพื้นที่ของหน่วยเก็บข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้โดยคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์จะดึงคำสั่งมาทีละหนึ่งคำสั่งแล้วประมวลผลและดึงคำสั่งถัดไปมาทำงานเช่นนี้เป็นวงรอบ(cycle) หน่วยเก็บข้อมูลหรือหน่วยความจำสามารถเก็บข้อมูลซึ่งก็คือคำสั่งที่ให้คอมพิวเตอร์ปฏิบัติตาม(โปรแกรมคือชุดข้อมูลชนิดพิเศษที่บอกว่าจะปฏิบัติอย่างไรกับ แอปพลิเคชั่นหรือข้อมูลของผู้ใช้)

โปรแกรมสามารถแบ่งออกเป็นแบบปฏิสัมพันธ์(interactive) หรือชุดคำสั่ง(batch) ในเชิงของการโต้ตอบระหว่างคอมพิวเตอร์กับผู้ใช้และความต่อเนื่องในการประมวลผล โปรแกรมแบบปฏิสัมพันธ์จะรับข้อมูลจากผู้ใช้(หรือจากโปรแกรมอื่นที่ทำหน้าที่เสมือนผู้ใช้) โปรแกรมชุดคำสั่ง(batch) จะรันโปรแกรมและทำงานจนกระทั่งชุดของคำสั่งหมดจึงหยุดทำงาน โปรแกรมแบบชุดคำสั่งจะเริ่มทำงานโดยผู้ใช้สั่งให้โปรแกรมรัน ตัวแปลคำสั่ง(command interpreter) หรือเว็บบราวเซอร์เป็นตัวอย่างอย่างของระบบปฏิสัมพันธ์ และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้พิมพ์ข้อมูลเงินเดือนของพนักงานในบริษัทเป็นตัวอย่างหนึ่งของโปรแกรมชุดคำสั่ง(batch program) งานพิมพ์ก็เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมชุดคำสั่ง

เมื่อคุณต้องการสร้างโปรแกรม คุณจะต้องเขียนมันโดยใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ ข้อความในแต่ละประโยคเรียกว่า "source program" จากนั้นคุณจะต้องคอมไพล์ ซอร์สโปรแกรม(ด้วยโปรแกรมพิเศษที่เรียกว่าคอมไพล์เลอร์) และผลลัพธ์ที่ได้จะเรียกว่า object program (อย่าสับสนกับคำว่า object-orieted-programming) มีอีกสองคำที่ใช้เรียก object program ประกอบด้วย object module และ compiled program ภายใน object program จะประกอบไปด้วยชุดข้อความที่เป็นเลข 0 และ 1 เรียกว่า machine language ซึ่งเป็นภาษาที่โปรเซสเซอร์เข้าใจและสามารถสั่งให้โปรเซสเซอร์ประมวลผล

ภาษาเครื่องจักร(machine language) ของคอมพิวเตอร์จะสร้างขึ้นโดยคอมไพล์เลอร์ซึ่งเข้าใจการทำงานของคอมพิวเตอร์, สถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์, รวมไปถึงชุดคำสั่งที่เป็นไปได้และความยาวของคำสั่ง(ในหน่วยบิต) ในแต่ละคำสั่งของโปรเซสเซอร์(machine instruction)

ข้อมูลจาก whatis.com


จากข้อมูลข้างต้นอาจจะยากในการทำความเข้าใจ ถ้าจะอธิบายง่ายๆก็คือ program คือชุดคำสั่งซึ่งถูกเขียนขึ้นเพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานอะไรสักอย่าง แต่เมื่อโปรแกรมถูกคอมไพล์แล้วจะกลายเป็น software ทันที ซึ่งซอฟต์แวร์ก็แบ่งเป็น system software และ application software ซึ่งซอฟต์แวร์พวกนี้จะอยู่ในหน่วยความจำหรือหน่วยเก็บข้อมูล ในขณะที่โปรแกรมอยู่ในไฟล์


ทิ้งท้าย …….

คำแปลตามลักษณะของหนังสือคำศัพท์โดยตรงครับ ไว้อ้างอิงครับ

Software = The programs, routines, and symbolic languages that control the functioning of the hardware and direct its operation.

source : The American Heritage® Dictionary of the English Language, Fourth Edition
Copyright © 2000 by Houghton Mifflin Company.
Published by Houghton Mifflin Company. All rights reserved.

Program = A set of coded instructions that enables a machine, especially a computer, to perform a desired sequence of operations.

source : The American Heritage® Dictionary of the English Language, Fourth Edition
Copyright © 2000 by Houghton Mifflin Company.
Published by Houghton Mifflin Company. All rights reserved.

from: dictionary.com

การรักษาสุขภาพกับการใช้คอมพิวเตอร์

        ถ้าพูดถึงเรื่องผลกระทบของการใช้คอมพิวเตอร์กับมนุษย์ ยุคที่เทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทกับชีวิตมนุษย์มากขึ้น และการพัฒนาของคอมพิวเตอร์นั้น มีความรวดเร็วมาก และมีประสิทธิภาพเทียบเท่า หรือดีกว่าการทำงานของมนุษย์ ซึ่งเห็นได้ว่าในต่างประเทศใช้หุ่นยนต์มาทำงานแทนมนุษย์ ในอนาคตคาดว่ามนุษย์อาจตกงาน เพราะหุ่นยนต์ทำงานได้ดีกว่า ไม่มีเหนื่อย และไม่เสี่ยงอันตรายเหมือนกับการใช้มนุษย์ ถ้าแบ่งผลกระทบการใช้คอมพิวเตอร์กับมนุษย์ จะแบ่งได้ 2 อย่าง คือ ผลกระทบทางตรง ผลกระทบทางอ้อม

        ผลกระทบทางตรง เริ่มในเรื่องอวัยวะของมนุษย์ สิ่งที่สำคัญในการใช้คอมพิวเตอร์ คือ ตา เมื่อเราใช้คอมพิวเตอร์ไปนานๆ หรือเพ่งจอมากๆจะทำให้รู้สึกว่าปวดตา อาจทำให้สายตามีปัญหา เช่น สายตาสั้น ส่วนใหญ่ผู้ที่ทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นประจำ หรือคนที่เล่นเกม ซึ่งเด็กนักเรียนนักศึกษาเล่นกันมาก บางครั้งการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ถ้าเล่นจนเกินขอบเขต เกินความพอดี อาจเป็นอย่างที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่ามีนักศึกษาเล่นเกมจนช็อตตายคาร้านอินเตอร์เน็ต

Read more

มาเลือกเครื่องพิมพ์ก่อนนำไปใช้งานกันดีกว่า …. (ฉบับเน้นๆ เครื่องอิงก์เจ็ต)

         อุปกรณ์เอาต์พุตของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันอยู่โดยปกตินั้น คงหนีไม่พ้นที่จอภาพกับเครื่องพิมพ์ เพราะถ้าคอมพิวเตอร์ขาดอุปกรณ์เอาต์พุตแล้ว เจ้าเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่เกือบจะกลายเป็นเครื่องใช้ประจำบ้านชิ้นนี้ ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรเลย

         ในส่วนของเครื่องพิมพ์ หากพิจารณากันแล้ว ในปัจจุบันมีอยู่หลากหลายประเภทด้วยกัน แต่เท่าที่นิยมใช้ในปัจจุบันสำหรับงานระดับโฮมยูส หรือว่าในสำนักงานขนาดเล็กแล้ว มีเพียงแค่ 3 ประเภทเท่านั้น คือ เครื่องเลเซอร์, อิงก์เจ็ต และดอตเมตริกซ์ สำหรับอย่างหลังในปัจจุบันได้ลดความนิยมลงมากทีเดียว เพราะว่าคุณภาพงานที่ได้ไม่ค่อยดีนักแต่ถึงอย่างไร แถมราคาแพงอีกต่างหากแต่ก็ยังมีความต้องการใช้อยู่มากทีเดียวเพราะการทำงานเอกสารในสำนักพิมพ์บางอย่าง เช่นการพิมพ์ใบเสร็จรับเงิน,ใบส่งสินค้าที่ต้องการหลายๆ ก๊อปปี้ เครื่องดอตเมตริกซ์เป็นเครื่องประเภทเดียวที่รองรับงานประเภทนี้ได้เพราะว่าเป็นชนิดเดี่ยวที่สามารถทำได้ดี แต่ไม่แน่ในอนาคตอาจจะเครื่องพิมพ์ที่สามารถทำได้ดีกว่านี้อีกก็ได้

Read more

วิกฤติเนื่องจากการปฏิวัติเทคโนโลยี ตามแนวคิดของ บิลล์ เกตส์ (Bill Gates)

        บิลล์ เกตส์ (Bill Gates) เป็นเจ้าของบริษัทไมโครซอฟต์ซึ่งผลิตซอฟต์แวร์สำหรับระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นคนที่มีอัจฉริยะทางด้านคอมพิวเตอร์ และเป็นคนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในธุรกิจคอมพิวเตอร์คนหนึ่งของโลก เมื่อเร็ว ๆ นี้ บิลล์ เกตส์ได้เขียนหนังสือที่น่าสนใจและกลายเป็นหนังสือขายดีมากอีกเล่มหนึ่ง ชื่อ The Road Ahead ในหนังสือเล่มนี้ บิลล์ เกตส์ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษา โดยได้พูดถึงการนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้กับการศึกษา
        บิลล์ เกตส์วาดฝันไว้ว่า โรงเรียนทุกแห่งจะปฏิวัติระบบการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ โดยเขาได้เสนอความเห็นในเรื่องการศึกษาที่สอดคล้องกับความเห็นของนักการศึกษาคนสำคัญ ๆ ของโลก เช่น การเรียนมิได้มีเฉพาะในห้องเรียน บิลล์ เกตส์กล่าวว่าการเรียนไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียนและอยู่ภายใต้การควบคุมกำกับของครูเท่านั้น ในโลกยุคปัจจุบันคนสามารถที่จะเรียนได้จากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย โดยเฉพาะทางด่วนข้อมูล (Information Superhighway) ซึ่งกำลังจะมีบทบาทและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการศึกษาของมนุษย์

Read more

คุยกับแฮกเกอร์ “เจาะเพื่อสนุกไม่เพื่อรายได้หรือการทำลายล้าง”

        แจ๊ป เบเกอร์ วัย ๒๔ ปี อาศัยอยู่ในซาน ฟรานซิสโก อาชีพที่ใช้หาเลี้ยงชีพจริงๆ ของเขาคือ การเป็นโปรแกรมเมอร์ให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง อีกมุมหนึ่งของชีวิต เบเกอร์เป็นแฮกเกอร์เจาะผ่าน …..

        แจ๊ป เบเกอร์ วัย ๒๔ ปี อาศัยอยู่ในซาน ฟรานซิสโก อาชีพที่ใช้หาเลี้ยงชีพจริงๆ ของเขาคือ การเป็นโปรแกรมเมอร์ให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง อีกมุมหนึ่งของชีวิต เบเกอร์เป็นแฮกเกอร์เจาะผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กรต่างๆ เป็นงานอดิเรกยามว่าง แต่เขาปฎิเสธเสียงแข็งว่าการเจาะเป็นไปเพื่อความบันเทิง ไม่ได้หวังสร้างรายได้ หรือทำลายล้างระบบผ่าน รูรั่วหลังบ้านของเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป้าหมาย

        นายเบเกอร์เล่นสนุกกับการเจาะระบบคอมพิวเตอร์เครือข่ายมากกว่า ๕ แห่งในปีก่อน เหยื่อที่สำคัญของแจ๊ป ได้แก่ เครือข่ายออนไลน์ของบริษัทอีเทรด ธุรกิจนายหน้าของบริษัทชาร์ลส ชวาบ ธนาคารเวลล์ ฟาร์โก และระบบอีเมลของคริตติคอล พาธ

“การเจาะเครือข่ายคอมพิวเตอร์ให้ความบันเทิงไม่แพ้การเล่นหมากรุก”

        นายเบเกอร์กล่าว และเสริมว่า เมื่อเข้าระบบได้แล้วสิ่งที่เขาทำส่วนใหญ่คือ ค้นหาว่าโปรแกรมเมอร์วางระบบไว้อย่างไรนายเบเกอร์ กล่าวติดตลกว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ คร่ำเคร่งทำรายงานหรือไม่ก็หารือกันในห้องประชุมทั้งวัน ส่วนผู้เชี่ยวชาญด้านการแฮกก็ต้องเจาะเข้าไปในระบบของคนอื่น ปัจจุบันนายแจ๊ปเป็นสมาชิกของกลุ่มแฮกเกอร์ที่เรียกตัวเองว่า Gray-Hat หรือ “หมวกเทา” ในภาษาไทย ซึ่งมีความหมายแฝงหมาย ถือกลุ่มผู้เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์ที่อยู่ระหว่าง พวกหมวกดำ (Black Hat ซึ่งหมายถือเจ้าหน้าที่พาดหัวข่าวล่า) และหมวกขาว (White Hat ซึ่งเป็นสำนวนภาษาอังกฤษใช้เรียกผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเครือข่าย ซึ่งได้รับการว่าจ้างเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้ระบบคอมพิวเตอร์องค์กร)วิธีการทำงานของกลุ่มหมวกเทา ขั้นแรกพวกเขาจะพยายามหารูรั่ว หรือประตูหลังบ้านของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ตามองค์กรต่างๆ หลังจากนั้นก็จะเตือนระบบดังกล่าว ให้ทราบถึงข้อบกพร่องของระบบ รวมทั้งเขียนบทความบนกระดานข่าวบนอินเทอร์เน็ตที่กลุ่มหมวกเทาใช้เป็นที่แลกเปลี่ยนข่าวสารในขณะที่โลกของแฮกเกอร์มักมีสองด้าน ไม่ถูกจับขังคุกเป็นปี หรือโชคดีมีงานมั่นคง ได้รับว่าจ้างเป็นที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยของบริษัทใหญ่ แต่งานอดิเรกของนายเบเกอร์ยังเป็นปริศนา“นี่คือสังคมที่ยังต้องการเรียนรู้ว่าระบบคอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร” นายบรู๊ซ ชาวเนอร์ ผู้ก่อตั้งบริษัท เคาเตอร์เพน อินเทอร์เน็ต ซีเคียวริตี้ และผู้แต่ง Secrets and Lies หนังสือเกี่ยวกับระบบความปลอดภัยเครือข่าย

        นายชาวเนอร์ กล่าวว่า คนยังต้องการทดสอบความสามารถสูงสุดของระบบ ดูว่ามันทำงานอย่างไร และล้มเหลวได้อย่างไร รวมทั้งดูว่ามีรูรั่วอยู่ตรงไหนบ้าง ซึ่งก็เป็นความจริง รูรั่วที่เหล่าแฮกเกอร์หมวกเทานำมาเผยแพร่ส่วนหนึ่งถูกนำมาเปิดเผยในเมนู “บัคแทรค” ของเว็บ securityfocus.com ศูนย์รวมความรู้อย่างหมดเปลือกเกี่ยวกับความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์พีซี ทุกวันจะมีข่าวการค้นพบรูรั่วใหม่ๆ เสมอ ผู้ก่อตั้งบริษัท เคาเตอร์เพน อินเทอร์เน็ต ซีเคียวริตี้ กล่าวว่ารูรั่วและประตูหลังบ้านส่วนใหญ่ถูกพบเสมอ เพราะมีผู้คนสนใจและสนุกกับการค้นหาทำความเข้าใจกับระบบคอมพิวเตอร์เครือข่ายอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเฉพาะใน บัคแทรค แห่งเดียวมีผู้ส่งข่าวการพบจุดอ่อนของเน็ตเวิร์คประมาณ ๕ ข่าว นายอีเลียต เลวี ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายเทคโนโลยี ของ securityfocus.com กล่าวว่า สมาชิกกลุ่มหมวกเทามีประมาณ ๑๐,๐๐๐ ราย ซึ่งอาชีพอย่างเป็นทางการของสมาชิกเหล่านี้ มีตั้งแต่นักวิจัย นักวิชาการของศูนย์วิจัย และมหาวิทยาลัยชื่อดัง รวมทั้งแฮกเกอร์และนักเจาะมือสมัครเล่นทั่วไปนายเบเกอร์กล่าวว่า การเจาะเว็บดังๆ เป็นการณรงค์กระตุ้นให้ผู้บริหารระบบเน็ตเวิร์คจัดการระบบใหม่ให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และการรณรงค์นี้ก็ไม่เคยขาดผู้ร่วมดำเนินงานเลย