บางครั้ง RAID ก็ไม่ช่วยอะไร
คนส่วนใหญ่ที่ซื้อ Harddisk มาเพื่อเก็บข้อมูลต่างๆ และมีไม่น้อยที่ใส่ใจต่อการเก็บข้อมูลมากๆ ไม่อยากให้ข้อมูลหายก็มักจะซื้อแบบ RAID และนำมาทำเป็น RAID 1 (Mirror) เพื่อหวังว่าจะทำให้ข้อมูลของเรานั้นอยู่รอดปลอดภัยไปตราบนานเท่านาน
ก่อนอื่นเลยต้องบอกก่อนว่ามี RAID แบบเดียวเท่านั้นที่ไม่เกี่ยวกับการสำรองข้อมูลในเรื่องนี้เลยคือ RAID 0 (Strip) ซึ่งในตอนนี้คงไม่ได้พูดถึง (อย่าคิดว่าพูดถึงตัวนี้เด็ดขาด)
แต่ความเข้าใจเรื่องการสำรองข้อมูลด้วย RAID นั้นก็ไม่ได้ถูกต้องเสียทั้งหมด เพราะความเข้าใจผิดที่ว่า RAID คือการป้องกันและสำรองข้อมูลนั้น แท้จริงแล้ว RAID ช่วยในเรื่องของความผิดพลาดหรือความเสียหายทางด้าน Hardware เป็นหลัก ซึ่งหมายความว่า ระบบ Harddisk ที่ต่อบน RAID นั้นจะยังคงทำงานได้แม้ Harddisk บางส่วนในระบบนั้นเสียหายอยู่เท่านั้นและ Performance ต่างๆ จะตกลงด้วยซ้ำไปถ้ามี Harddisk ตัวใดเสีย หรือเกิดความผิดพลาดขึ้น (หรือมากเท่าที่ระบบ RAID ที่ Setup จะยอมรับได้) ซึ่งก็แน่นอนว่ายังพอที่จะทำงานและสำรองข้อมูลออกมาจากระบบต่อไปได้ แต่ยังไงก็ต้องนำ Harddisk ตัวใหม่ใส่กลับเข้าระบบเพื่อ Rebuild ใหม่
ซึ่งข้อควรระวังอันดับแรกและคนไม่ค่อยคิดคือ RAID Controller ก็มีสิทธิ์เสียได้เช่นกัน ซึ่ง Harddisk ทั้งระบบอาจจะไม่เสีย แต่ RAID Controller เสียแทนก็มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง คราวนี้ก็เอาข้อมูลออกมาจากระบบไม่ได้ทั้งระบบเลย เพราะหัวใจสำคัญในการติดต่อมันอยู่ที่ Controller พวกนี้แหละ (ซึ่งในระบบใหญ่ๆ เท่านั้นที่มี RAID Controller อยู่ 2 ชุดเพื่อรองรับเหตุการณ์นี้)
ต่อมาคือเรื่องของ RAID ไม่ได้ช่วยกรณีมีการลบไฟล์หรือ Software มีปัญหาเลย ตัวอย่างที่มักไม่ค่อยเจอแต่ถ้าเจอก็ร้องกรี๊ดแน่ๆ คือการที่ File System พัง ซึ่งมักจะเจอบ่อยๆ ในกรณีที่ไฟดับและเครื่องคอมพิวเตอร์ดับทันที จนทำให้ Harddisk โดนไฟฟ้ากระชากเข้าระบบ (รวมไปถึงไฟฟ้าตก ไปเกิน ไปกระชากแบบไฟฟ้าไม่ดับด้วย) ทำให้การอ่านเขียน File Record บน File System เกิดความเสียหายแต่ถ้าตัว Journaling มันทำงานได้ดีก็จะ recovery ส่วนที่เสียหายกลับมาได้ แต่หนักกว่านั้นก็ได้เวลาลาบ้านเก่า ซึ่งทำให้ Harddisk เกิดอาการ RAW File System ไปเลย ซึ่งเป็นอาการที่เราไม่สามารถอ่านข้อมูล Harddisk/Partition นั้นๆ ได้เพราะตัว File Record หายหรือพัง ซึ่งการ recovery จาก RAW File System นั้นคือการ scan full drive ทั้งหมดเพื่อ build ตัว File Record ใหม่ทั้งหมด ซึ่งก็ใช้เวลานานมากๆ อย่างเช่น Harddisk ความจุ 2TB ก็ใช้เวลาประมาณ 24 ชั่วโมง บนความเร็ว Interface แบบ USB 3.0 (ความเร็ว B/W อยู่ที่ ~90-100MB/s) ถ้าเป็น USB 2.0 ก็คูณไปอีก 2-4 เท่า ความช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับความจุและความเร็วของ Interface ของ Harddisk ในการอ่าน/เขียนเป็นสำคัญ
สุดท้ายไม่มีระบบใดที่ดีไปกว่าการ Backup แบบหลาย copy บนอุปกรณ์หรือระบบมากกว่า 1 ระบบเสมอครับ ถ้าทำสำรองข้อมูลไว้หลายๆ สถานที่ก็คงดี แต่ก็…. (มีคนทำนะครับ)
ฝากไว้เหมือนเดิม
Backup พันวัน เอาไว้ใช้วันสำคัญวันเดียว … วันที่ข้อมูลมีปัญหา!!!
วิธีเก็บไฟล์รูปภาพให้อยู่กับเรานานๆ
โดยรวมผมจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือไฟล์ภาพแบบ JPEG/RAW File ที่ไม่ได้แต่งใดๆ จะเก็บตาม ปี/เดือน/วัน แล้วไล่ลำดับ Folder ไปเรื่อยๆ ตามวันที่ของไฟล์นั้นๆ (ตามรูปซ้ายล่าง)
สำหรับไฟล์รูปที่แต่งเรียบร้อยแล้ว ก็จะจัดเก็บตามแนวการถ่ายและหรือชื่อที่ทำให้เราจำได้ง่าย ใน Folder นี้ผมจะเปิด Indexing Services ไปด้วยเผื่อต้องการเรียงตามวันที่ก็ใช้ Windows Search จัดการเอา ส่วนจัดการ tag ก็ใช้ metadata จัดการค้นเอาจาก Index ของ Windows Search เอาก็ได้ แต่ปรกติมันจะช้า (นานๆ ใช้ที) ก็ใช้ตาม Folder ค้นจากชื่อที่เราจัดไว้เร็วกว่า ซึ่งเป็นข้อดีของการจัดไฟล์ไว้เป็นระบบไม่ต้องใช้ Search ช่วยในบางเรื่อง แถมเร็วกว่าถ้าเรารู้ตำแหน่งแน่นอน (ตามรูปด้านขวาล่าง)
ลำดับต่อมาเมื่อเราแบ่งได้แล้วว่าส่วนไหนใช้ทำงานอย่างเดียว และส่วนไหนใช้เก็บ (นานๆ ครั้งนำมาใช้หรือดู)
แต่แน่นอนเมื่อรูปเยอะขึ้นเราต้องแบ่งเพิ่มเติมขึ้นมาอีกว่าส่วนไหนทำอะไรบ้าง
- รูปที่ใช้ทำงานในปัจจุบัน
- ทำงานบ้างและต้องพกติดตัวไป
- ไม่พกไปไหนมาไหนแต่ยังต้องใช้ทำงาน
- เก็บไฟล์ไว้เมื่อส่งงานลูกค้าจบแล้ว
- ไฟล์ภาพส่วนตัวในความทรงจำต่างๆ ของเราเอง
จาก 5 ส่วนด้านบน จะมี HDD อยู่ 4 ตัวที่เกี่ยวข้อง
- HDD – D: SATA Internal (100GB) สำหรับเก็บไฟล์ภาพที่ทำงานปัจจุบัน
- HDD – E: SATA Ultrabay (250GB) สำหรับเก็บไฟล์ภาพที่ยังไม่ได้ใช้ทำงานแต่ต้องพกไปไหนมาไหนตลอดเผื่อต้องใช้
- HDD – H: e-SATA (1TB) สำหรับเก็บไฟล์ภาพที่ทำงานอยู่ หรือไม่ได้ทำงานแล้วและไม่ได้ยุ่งเกี่ยวตลอดเวลา เช่นรูปที่ส่งลูกค้าไปแล้ว รูปที่แต่งแล้วและเก็บเป็น Porfolio ไว้
- HDD – I : USB 2.0 (1TB) สำหรับเก็บไฟล์ภาพทั้งหมดจาก HDD D:, E: และ H: สำหรับ Backups เผื่อ HDD ทั้ง 3 ตัวด้านบนเสียหาย
โดยที่เราใช้การ Sync ผ่าน SyncToy แล้วตั้ง Pairs เป็น Synchronize ทั้งหมด
ไฟล์รูปทั้งหมดที่เก็บก็จะอยู่ในการดูแลตลอดเวลา
ดูจำนวนรูปและพื้นที่เก็บตั้งแต่ถ่ายรูปมา (ปี 2546 โน้นเลย) ไม่เคยทำรูปหายเพราะ Backup ตลอด ทำให้ทุกรูปยังอยู่ครบ ^^
แนวทางการ Backup ข้อมูล (ฉบับปรับใหม่)
จาก แนวทางการ Backup ข้อมูล รอบนี้ปรับใหม่ เนื่องจากว่าได้ HDD 2TB ตัวใหม่มา ประกอบกับ Notebook ตัวใหม่ มันไม่มี port Firewire 400 มามีแต่ eSATA มาให้เลยต้องปรับใหม่เน้นใช้งานจริงเป็นหลัก
HDD 1TB ตัวประกอบเองด้วย Enclosure Smart Drive เป็นตัว Backup Data จาก Drive D:, G:, H: และ K: ในส่วนที่จำเป็นทั้งหมดมาใส่ที่ I: ส่วนของตัวทำงานอีกตัวคือ E: นั้นจะถูก Mirror Backup/Work ผ่าน H: ที่ทำงานบน eSATA อีกทีนึงเผื่อโยนงานไปเครื่องอื่นก็แค่เอาสาย eSATA ไปเสียบทำงานได้เลย
ส่วนไฟล์ทำงานบน Notebook อยู่ที่ Drive D: ถูกส่งเข้า I: เช่นกัน
จะเห็นว่า Drive I: รับบทหนักในเรื่องนี้ แต่เป็นการกระจายความเสี่ยงว่าถ้าไอ้ตัวนี้พัง ก็คือพังตัวเดียวเดียวแล้วจบไป ตัวอื่นพังก็มาเอาที่ตัวนี้ได้อยู่เช่นกัน อะไรแบบนั้น อนาคตคิดว่าจะทำ RAID 1 สำหรับ Drive I : ด้วย
สำหรับ Contents อื่นๆ ใน K: มีหลายส่วนไม่ได้ Backup จริงจัง เช่นพวก Software, MV ต่างๆ และไฟล์หนังที่ Rip ไว้ดู (ไม่อยากให้แผ่นแท้ที่ซื้อเป็นรอย) ก็เลยต้องใส่ในี้แทน กำลังมีแผนกับเรื่องนี้อยู่เหมือนกันอาจจะใช้ NAS แทน (เงิน!!!!)
ตอนนี้มุมมองตัว Media สำหรับ Backup คือเน้นรวม ศ. เพื่อการค้นหาและเรียกคืนที่ง่ายมากขึ้น และกระจายข้อมูลที่ใช้ไปหลายๆ แหล่งแทน
สรุปง่ายคือๆคือ
[E:] –> [H:]
[D:|G:|H:|K:] –> [I:]
การ Sync ข้อมูลต่างๆ ใช้การ Sync ด้วย SyncToy ทั้งหมด
สำหรับ Backup จาก Notebokk เข้า HDD Backup ใช้ Incrementals Chain Version บน Acronis True Image Home 2011
สำหรับ Versioning ใช้ OS จัดการแทน เสียพื้นที่ 5-8% ของพื้นที่ทั้งหมดของแต่ละ partition เพื่อทำ Versioning บน File System อีกเช่นเคย
ฝากไว้อีกครั้งครับ
Backup พันวัน เอาไว้ใช้วันสำคัญวันเดียว … วันที่ข้อมูลมีปัญหา!!!