Google


Tag Archive for 'Solve Problem'

แก้ปัญหาการ Upgrade จาก Acronis True Image Home 11 ไป Home 2009 แล้ว Activate ไม่ผ่าน

ผมซื้อ Acronis True Image Home 11 Edition มา แล้วเมื่อไม่นานนี้ก็ออกรุ่นใหม่มาในรุ่น Home 2009 ผมเลยซื้อ upgrade ในราคาลดลงไปครึ่งนึง แต่ปัญหาคือใน Acronis True Image Home 2009 version 12.0.0.9615 มันมีปัญหาไม่ยอม Activate ตัว Serial Number ที่ทาง Acronis แจ้งมาตอน upgrade เลยต้องไปทวงถามใน support forum ที่ Can’t unlock Acronis TI 2009 from trial version แล้วก็ได้คำตอบจากที่นี่ ซึ่งต้องเข้าไป My Account เพิ่มทำการ Exchange ตัว Serial Number ใหม่ แล้วเราจะได้ Serial Number ใหม่แล้วใช้ Tools ชื่อ Acronis Registration Update utility ของ Acronis เองเพื่อทำการแก้ไข Serial Number เป็นอันใหม่แทน ต่อไปคราวหน้าก็ใช้ Serial Number อันใหม่นี้แทนซะ ทุกอย่างก็จบเรื่อง

2008-11-18_094148

คำถามที่โพสไปและได้คำตอบในเวลาที่เร็วใช้ได้คือไม่เกิน 6 ชั่วโมงเท่านั้นเอง ถือเป็นการแก้และตอบปัญหาที่เร็วครับ ผมมองว่าถือว่าคุ้มนะสำหรับการซื้อ Software ที่เราใช้งานโดยที่มีการสนับสนุนทั้งการแก้ปัญหาต่าง ๆ และ คู่มือต่าง ๆ ที่ดีครับ

อัพเดท Firmware iPod nano (4th generation) แล้วอ่านภาษาไทยไม่ได้ แก้ยังไงดี ?

จาก ได้มาแล้ว iPod nano 4thG (8GB) วันนี้เมื่อเช้าได้มี notification ขึ้นมาว่ามี update ตัวใหม่ออกมา มีการ support/fix ดังนี้

  • Support for Apple In-Ear Headphones with Remote and Mic
  • Support for Apple Earphones with Remote and Mic
  • Fixed instability issues when using Nike + iPod Sport Kit
  • Added a setting to turn off Cover Flow when rotating iPod nano and a Cover Flow menu item under the Music menu
  • When Shuffle setting is set to Songs, pressing play on a song in a saved Genius playlist will now follow the Shuffle setting
  • After playing a slideshow with TV out, Cover Flow album art is no longer distorted
  • Waking iPod nano after hibernating no longer distorts photos
  • Other minor bug fixes

แล้วพอ update ไปมันดันอ่านไทยไม่ได้ซะงั้น T_T

เลยลอง iPod 5Rs Troubleshooting Assistant ตามแบบฉบับเดิมของเราก่อนเลย แล้วสำเร็จที่ Reset ครับ

Reset
To reset your iPod:

  1. Toggle the Hold switch on and off. (Slide it to Hold, then turn it off again.)
  2. Press and hold the Menu and Select buttons until the Apple logo appears, about 6 to 10 seconds. You may need to repeat this step.

Tip:
o If you are having difficulty resetting your iPod, set it on a flat surface. Make sure the finger pressing the Select button is not touching any part of the click wheel. Also make sure that you are pressing the Menu button toward the outside of the click wheel, and not near the center.
o If the above steps did not work, try connecting iPod to a power adapter and plug the power adapter into an electrical outlet, or connect iPod to your computer. Make sure the computer is turned on and isn’t set to go to sleep.

ลอง ๆ กันดูนะครับ น่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ครับ

How to Backup MS Office 2007 Settings

ใน MS Office 2003 นั้นการมี Wizard สำหรับ Backup/Restore Setting ให้เรา ซึ่งสะดวกมากในตอนทำ recovery ตัว Windows แต่มาใน MS Office 2007 กลับไม่อยู่ใน Option แต่โดนย้ายไปอยู่ใน Windows Vista แทน (โคตรจะมัดมือชกเลย เซงๆๆๆ) แต่ก็มีทางเลือกให้เราสามารถทำได้โดยอาศัย Windows User State Migration Tool (USMT) ซึ่งตอนนี้ก็ Version 3.0.1 แล้ว

สิ่งที่ต้องทำคือ Download มาลง และใช้ Command prompt ด้วยสิทธิ์ Administrator privileges ด้วย ซึ่งโคตรจะไม่เหมาะกับ user ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด

ขั้นแรกเมื่อลงตัว USMT แล้วก็เข้าไปที่ "C:\Program Files\USMT301" เสร็จแล้วก็ไปที่ไฟล์ MigApp.xml แล้วให้ลบ Tag ให้เหลือแต่ component ของ Microsoft Office 2007 เท่านั้น (ถ้าไม่ลบมันจะ Backup ตัวอื่น ๆ มาด้วย ซึ่งเยอะมาก ๆ) แบบด้านล่างนี้

image

หหรือใครไม่มั่นใจการลบของตัวเองก็โหลดที่นี่ ก็ได้ครับ ผมทำไว้ใช้อยู่ ;)

ต่อมาเมื่อไฟล์ XML พร้อมก็เข้า Command prompt (Start > Run > cmd) แล้วไปที่ change dir (cd) ไปที่ "C:\Program Files\USMT301" เสร็จแล้วก็พิมพ์คำสั่งต่อไปนี้ครับ

scanstate <backup-path> /i:MigApp.xml /o

ตัวอย่าง

scanstate D:\SaveSettingOO2007 /i:MigAppOO2007.xml /o

ตัว USMT ก็จะทำการ backup ตัว Settings ให้หมดครับ

เมื่อ Backup ได้แล้ว ก็ Restore กันครับด้วยคำสั่งคล้าย ๆ กันคือ

loadstate <backup-path> /i:MigApp.xml

ตัวอย่าง

loadstate D:\SaveSettingOO2007 /i:MigAppOO2007.xml

เพียงเท่านี้ก็สามารถ Backup Setting ต่าง ๆ ได้แล้วครับ ;) แต่บางอย่างแนะนำว่าให้ Backup ต่างหากไว้ด้วยนะครับ เช่น Office Outlook Personal Folder File (.pst) file ของ Outlook ครับ ที่ควร Backup แยกออกมาเพื่อป้องกันความผิดพลาด โดยใช้ Outlook 2007/2003/2002 Add-in: Personal Folders Backup แทน ท่านใดสงสัยตรงไหน ก็แลกเปลี่ยนกันด้านล่างได้เลยครับผม ;)

อ้างอิง

ท่าทางเราคงต้องเขียน Blog แบบ hardcode แทน WYSIWYG Editor ซะแล้ว

จริง ๆ มันเป็นปัญหามานานแล้วเวลาผมเขียน entry ที่มี code แทรกใน entry แล้วเอามาเขียนลงใน WYSIWYG Editor เพราะใส่ code แล้วมันมักมีปัญหา ตีกับระบบ Syntax Highlighter เวลาส่ง entry เข้าระบบแล้วเละตลอด เมื่อไม่นานมานี้ลอง disable ออกแล้วเขียนแบบปกติในเนื้อที่มี source code จำนวน 2 entry ที่ผ่านมา ก็ ok

ตัวที่ผมได้ลองใช้แล้วไม่ work ก็ TinyMCE, FCKEditor และ Yahoo! UI Library Rich Text Editor (YUI RTE) สรุปที่เค้านิยมใช้กันทั้งหมดนี่ไม่เหมาะกับเราสักอัน T_T สรุปสุดท้าย ใช้แบบเดิม ๆ น่ะดีแล้ว

ปัญหาที่มักเกิดกับทั้ง 3 ตัวคือใส่ flag/tag บอกว่าตรงนี้เป็น source code ให้ทำ syntax highlight แล้วมักจะมองไม่ออก หรือ convert ข้อมูลกันมั่วไปหมดจน source code ของเราเละไปหมดเลย อย่าง TinyMCE, FCKEditor และ YUI นี่เป็นพวกฉลาดเกินไป ชอบ convert โดยไม่บอกไม่กล่าว จนทำให้ต้องเขียนบทความใหม่มาแล้วก็มี เพราะมันดัน convert special string เป็น HTML Charactor Code ซะงั้น เลยเละไปหมดเลย ต้องมานั่งแก้กันสนุก ซึ่งจริง ๆ แล้วมันควร convert แหละ แต่เราปิดตัว editor แล้ว และไม่ต้องการให้มันเป็นตัวส่งข้อมูลเข้าระบบ มันก็ดันเขียน hook ขั้นกลางระบบไว้ก่อนระบบบันทึกข้อมูลเข้าไปจริง ๆ เสียอีก เพราะนั่งแกะขั้นตอนของมันเพื่อแก้ปัญหามาแล้ว แต่ไม่สำเร็จ เพราะตัว Editor Engine มันก็จัดการให้อยู่ดี สรุปแก้ไปก็เสียเวลา สรุปสุดท้ายไม่ต้องทำ hardcode เอา อยากพิเศษ ๆ ก็เขียนใน Windows Live Writer เอาแล้วกัน ตัวนี้ผมชอบนะเป็น client side ของ Blogware ได้หลายตัวมาก ๆ และ Wordpress Blogware และ Wordpress freeblog ก็อยู่ในข่ายนั้นด้วย สะดวกดี ;)

แหม …. ชีวิตนี้คงหนี HTML/XHTML แบบ hardcode ไม่พ้นจริง ๆ จะสบายสักหน่อย เวลาเขียน blog แต่สุดท้ายก็เพิ่มความยุ่งยากในการเขียนเอาไปอีก สรุปก็คือสูงสุดคืนสู่สามัญครับผม T_T

ทดสอบใส่ Syntax Extension เพิ่มใน iG:Syntax Hiliter ให้กับ Haskell

ตอนนี้ใช้ Syntax Highlighter ที่ชื่อว่า iG:Syntax Hiliter เป็น plugins ของ Wordpress ที่เอา GeSHi - Generic Syntax Highlighter มาใส่ลงใน Wordpress แต่ปัญหาของ plugin อย่างพวก Syntax Highlighter คือมักจะ conflict กับ WYSIWYG Editor ต่าง ๆ เช่น FCKEditor หรือ TinyMCE ทำให้ตอนนี้ผม hardcode เอาเวลาเขียน blog ขี้เกียจมานั่งปวดหัวกับเรื่องพวกนี้

อันนี้คือตัวอย่างที่มันไม่มีใน iG:Syntax Hiliter แล้วทำการเพิ่ม Haskell Extension ลงไปครับ

HASKELL:
  1. let { fac 0 = 1; fac n | n > 0 = n * fac (n-1) } in fac 5

ง่าย ๆ แค่ไปโหลด Source ที่ http://dev.splitbrain.org/reference/dokuwiki/inc/geshi/haskell.php.source.txt แล้ว save เป็น haskell.php โดยหน้าแรกของ source ก็ http://dev.splitbrain.org/reference/dokuwiki/nav.html?_constants/index.html โดยถ้าอยากได้แบบอื่น ๆ ก็ไปที่ Explorer ด้านซ้ายให้เข้าไปที่ /inc/geshi/ จะมี source ของตัว plugins ตัวนี้หลายอันมาก เสร็จแล้วเอา haskell.php ไปไว้ใน wp-content/plugins/ig_syntax_hilite/geshi/

แล้วเวลาใช้ก็ เอา Tag ไปใส่ปิดหัวท้ายแบบนี้

How to added Tag to Haskell code.

ก็จะได้ตามตัวอย่างด้านบนครับ

จริง ๆ ตัว GeSHi รองรับหลายภาษามาก เดี่ยวใส่เพื่อเรื่อย ๆ แล้วมาบอกอีกรอบครับผม ;)

เมื่อ jQuery อยู่ร่วมโลกกับ Prototype/Mootools ไม่ได้ (โดยเฉพาะใน Drupal)

ถ้าใครใช้ jQuery, Prototype และ Mootools นั้นจะรู้ว่ามี namespace ตัวนึงคือ $ ซึ่งจะเป็นตัวอ้างอิงเสมือนเวลาอ้างอิงการทำงานใด ๆ ใน ถ้าอ่านในเว็บ jQuery ก็จะบอกไว้เลยว่า

By default, jQuery uses “$” as a shortcut for “jQuery”

ปัญหาก็คือ .....

มันดันใช้วิธีที่ไปเหมือนกับ Prototype, MooTools และ YUI นั้นดิ

ทำให้เวลาเอามาใช้ร่วมกันมันจะตีกันสนุกสนานเลยหล่ะ วิธีแก้ไขก็คือให้ jQuery หลีกทางให้กับตัวอื่น ๆ ซะ

จาก

JAVASCRIPT:
  1. <script type="text/javascript" src="prototype.js" />
  2. <script type="text/javascript" src="mootools.js" />
  3. <script type="text/javascript" src="jquery.js" />
  4. <script type="text/javascript">
  5. // ต้องใช้ jQuery
  6. $(document).ready(function(){ $("div").hide(); });
  7. // ต้องใช้ Prototype/Mootools
  8. $('someid').style.display = 'none';
  9. </script>

ถ้าเป็นแบบนี้มันจะใช้งานไม่ได้ ครับ จะเกิดการตีกันระหว่างทั้ง 3 ตัวครับ เราต้องเปลี่ยนมาเป็น

JAVASCRIPT:
  1. <script type="text/javascript" src="prototype.js" />
  2. <script type="text/javascript" src="mootools.js" />
  3. <script type="text/javascript" src="jquery.js" />
  4. <script type="text/javascript">
  5. // เพิ่มบรรทัดนี้ลงไป
  6. jQuery.noConflict();
  7. // แล้วใช้ jQuery จาก $ เป็น jQuery(...) แทน
  8. jQuery(document).ready(function(){jQuery("div").hide();});
  9. // ส่วน Prototype/Mootools ใช้ $(...) ได้ตามปกติ
  10. $('someid').style.display = 'none';
  11. </script>

แนวทางการแก้ปัญหาก็ ok นะ แต่ .....

ใน Drupal หล่ะ ถ้าเราเอามาใช้เนี่ยทำไง

โดยตัว Drupal 5.2 แล้วมี jQuery 1.0.1 ใส่มาด้วย แต่ปัญหาคือมันดันไม่มี noConflict มาให้ ตอนนั่งแก้ปัญหา นั่งงงไปพักนึง เลยไปนั่งไล่แกะ จนรู้ว่าต้องมา upgrade เป็น jQuery 1.2 เสียก่อน เลยจัดการเอามาใส่ทับลงไปใน /misc แทนตัวเก่า

แล้วทำการแก้ไขไฟล์ต่าง ๆ ที่ Drupal นั้นใช้ jQuery ซึ่งได้แก่

  • misc/autocomplete.js
  • misc/collapse.js
  • misc/drupal.js
  • misc/progress.js
  • misc/tableselect.js
  • misc/textarea.js
  • misc/upload.js
  • misc/update.js
  • misc/farbtastic/farbtastic.js

โดยทำการ replace '$(' เป็น 'jQuery(' แล้วทำการใส่ JavaScript ตัวนึงลงไปคือ

JAVASCRIPT:
  1. jQuery.noConflict();

โดยเอาไปใส่ไว้ด้านล่าง Durpal $scripts ที่ Theme ของเรา ตามด้วยการใส่ mootools.js ไปก่อนหน้า Drupal $head

เฮ้อ ..... เล่นซะมึนไปครึ่งวัน

การมีมาตรฐานและเอามาใช้ร่วมกันนี่ยากเหมือนกันนะเนี่ย ยิ่ง JavaScript ที่มี Prototype หลายค่ายเหลือเกินยิ่งแล้วใหญ่ ความเข้ากันได้ยิ่งยากเข้าไปอีก แถมแต่ละตัวก็ ok ในเรื่องการใช้งาน แต่ว่าบางตัวมีข้อดีแต่ต่างกัน บางตัวใช้งานบางอย่างได้ดี และง่าย บางตัวทำแบบอีกตัวก็ได้ แต่ง่ายกว่ามาก เลยต้องหาจุดลงตัวของมันไป ทำให้ต้องมาปวดหัวกันไป แต่ก็นะเอามาใส่ลงไปในงานของเรา เพื่องานที่ออกมาดีที่สุด และง่ายที่สุดด้วย (ก็มีให้ใช้นิ)

อ้างอิงจาก

 

ทำไม IE7 ปัญหามันเยอะแบบนี้ฟร่ะ …….

จริง ๆ ว่าหลังปีใหม่กะจะเขียน blog สักวันละ 1 - 2 ตอนเป็นอย่างน้อย ๆ แต่ว่ามันก็ทำลำบาก เพราะช่วงอาทิตย์นี้ต้องปั่นงานส่งอาจารย์หลายชิ้นด้วยกัน ซึ่งเอาตัว Framework ที่เราทำมาทดสอบ ซึ่งก็เป็นไปได้ดีไอเดียในการทำและลำดับการทำงานเป็นไปตามที่ต้องการเกือบทั้งหมด แต่ก็มีการปรับแต่งบ้างตามความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

แต่ปัญหาหลักคือ JavaScript บางตัวกลับไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องใน IE 7 ซึ่งผมแปลกใจมากว่าทำไม อย่างเช่นการ return false; ใน confirm Event ของ JavaScript ที่มันไม่ยอม Cancel ให้

HTML:
  1. <form method="get" action="http://www.google.com">
  2. <input onclick="return confirm('Goto Google');" value="Goto Google" type="submit" />
  3. </form>

จากโค้ดด้านบนนี้ถ้าใน IE7 จะ OK หรือ Cancel มันก็จะเข้าเว็บ Google.com แต่ใน Firefox นี่ทำงานถูกต้อง โดยเจ้า Confirm Event ของ JavaScript มันจะ return Boolean ที่เป็น true กับ false ลองมาปรับเปลี่ยนใหม่อีกนิดให้แน่ใจไปเลยว่า return false; มันใช้งานไม่ได้จริง ๆ

HTML:
  1. <form method="get" action="http://www.google.com">
  2. <input onclick="return false;" value="Goto Google" type="submit" />
  3. </form>

จากด้านบนนี่กดยังไง มันก็ไม่มีทางที่จะ submit ได้แน่ ๆ แต่นี่ใน IE7 มันหน้าด้าน submit ได้อีก -_-' ไว้ฟร่ะ ...... เซง ๆๆๆ ทางแก้ที่โคตรจะกำปั้นทุบดินเลยก็คือตรวจเช็ค Browser แล้วเอา จนได้แบบนี้

HTML:
  1. <script type="text/javascript">
  2.     if(confirm("Goto Google"))
  3.         return true;
  4.     else {
  5.         if(navigator.appName == "Microsoft Internet Explorer") window.event.returnValue=false;
  6.         else return false;
  7.     }
  8. }
  9. </script>
  10. <form method="get" action="http://www.google.com">
  11. <input onclick="return validForm();" value="Goto Google" type="submit" />
  12. </form>

เฮ้อ ..... ต้องมานั่งเช็คก่อนอีกว่าเป็น IE หรือเปล่าถ้าใช่ก็ใช้ event ของ IE เองในการ return false; ออกไปแทน แล้วถ้้าวันหนึ่ง appName ของ IE มันไ่ม่ใช่ "Microsoft Internet Explorer" ก็ต้องมานั่งแก้ใหม่อีกหรือไงฟร่ะ .......

เฮ้อ ...... เหนื่อยกับอะไรที่มันไร้สาระจริง ๆ ทำอะไรให้มันเหมือนชาวบ้านเค้าหน่อยไม่ได้หรือไง Microsoft !!!






Close
E-mail It