Google


Tag Archive for 'Politics'

การเมืองจากการ์ตูน (จะโดนปิดเว็บไหมเนี่ยเรา) [ปรับปรุงคุณภาพรูปภาพ]

image_thumb

ได้พวกนี้มันนึกว่าสมาชิกรัฐ…เป็นอะไรกันแน่นะ

มันตั้งใจเป็นตัวแทนของประชาชน

ปกครองประเทศตามระบอบประชาธิปไตยจริงหรือเปล่าเฟ้ย

image_thumb_3

เหมือนกับเช่นเคย

image_thumb_4

เนื่องด้วยมนุษย์เป็นสัตว์สังคม

เพราะงั้นจึงจำเป็นต้องรักษากฎของสังคมเอาไว้

image_thumb_5

ใครที่ไม่รักษากฎก็ต้องได้รับโทษ

ประหาร !

แต่ถ้าสามารถรักษากฎได้ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ย่อมทำได้

ใช่

image_thumb_6

การคว้าชัยชนะเพื่อแต่งตั้งตัวเองเป็นราชาของประเทศ ไม่ได้เป็นการทำลายกฎ

ฉันนี่แหละคือกฎเฟ้ยยยย

แค่สร้างกฎแบบนั้นขึ้นมาก็พอไม่ใช่เหรอ

ไร้ความผิด ……

image_thumb_7

และผู้ที่สามารถทำให้กฎนั้นบังคับใช้ได้ก็คือ สมาชิกรัฐ …..

ถ้าจะพูดไปแล้วสมาชิกรัฐ….. ก็คือพวก ……. ที่ไป …… ในเวทีที่ชื่อว่า ….. ซึ่งมีเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ไหลเวียนอยู่

เพื่อปล้นเงินภาษีของประเทศ ไปสร้างกฎให้พวกตัวเอง ที่อยู่ในท้องถิ่นหรือวงการธุรกิจได้ผลประโยชน์

image_thumb_8

แล้วก็เลือกนายกขึ้นมาเป็นตัวแทน เพื่อเล่นการเมือง ซึ่งไม่สามารถดำเนินนโยบายของประเทศอย่างตรงไปตรงมาได้

เพราถ้าหากว่าทำเช่นนั้น ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องถูกลากไปจัดการ

image_thumb_9

พรรค ….. ที่มีอำนาจและมีสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับองค์กรธุรกิจเพราะทำเช่นนั้นมานานปี ผลสุดท้ายก็มีแต่จะได้รับสินบนเพิ่มขึ้น

ถ้าตั้งใจจะ ปฎิรูปการเมืองจริง ๆ หล่ะก็ ……

 

แล้วทำไงดีหล่ะ T_T

ปล.ภาพทุกรูปมาจากหนังสือการ์ตูน 

logo_akumetsu

หน้ากากปีศาจ พิฆาตทรชน : AKUMETSU
Story by TABATA Yoshiaki
Illust by YOGO Yuki
ปัจจุบันจบชุดแล้วมีทั้งหมด 18 เล่มจบ หาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป
ราคาปกเล่มละ 40 บาท

มีดที่แม่ทำครัวก็ไม่ต่างกับมีดที่มาตรกรฆ่าคน

จั่วหัวแบบนี้ อาจะแปลก ๆ แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องการใช้เทคโนโลยีไปในทางที่ผิด แต่ที่ผิดมากกว่าคือมาตรการการจำกัดสิทธิ ที่เหมือนกับการห้ามขายมีด เพราะมีมาตรกรบางคนไปฆ่าคน แล้วเหมือนกับโยนความผิดไปให้มีด ทั้ง ๆ ที่มีดมันก็แค่อุปกรณ์ แต่สิ่งที่ทำให้มันเป็นขาวหรือดำ คือ "มนุษย์" จริง ๆ ใน blog ผมก็พูดหลาย ๆ เรื่องที่เกี่ยวกับ "มนุษย์" ที่ทำให้มันไม่ดีเองอย่าง เกมส์ฆ่าคุณได้ ? เป็นต้น ซึ่ง ผมว่ามันก็ไม่ต่างกัน การป้องกันที่ดีมันต้องไปแก้ที่คน จะบอกว่ามันยากที่จะเยียวยา ผมมองว่าถ้าเราไม่เริ่มแก้ แล้วปลายทางมันควรจะอยู่ตรงไหน เหมือนกับเรื่องคลิปวีดีโอฉาว ต่าง ๆ ก็ไม่ต่างกัน จะให้เลิกขายโทรศัพท์ที่ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอไปเลยไหม หรือว่าเลือกขายกล้องถ่ายวีดิโอไปเลย -_-’ ตรรกะมันก็ไม่ต่างกัน แต่เหมือนกับเลือกปฎิบัติอ่ะ แถมการประโคมข่าวก็ยังช่วยโปรโมตรอีกต่างหาก คราวนี้คนไม่รู้ได้รู้กันทั่วหน้า เฮ้อ ….. เซง ตรรกะแบบสองมาตรฐานจริง ๆ

แล้วในกรณีที่โด่งดังอย่าง Camfrog นี่ การไล่จับเจ้าของ Server นี่มันก็ไม่ใช่ที่ เพราะใครจะมานั่งดูว่ามีใครโชว์ ถึงแม้ว่าไอ้เจ้าของห้อง หรือเจ้าของ Server มันจะเชียร์ให้ถอด กันทุก ๆ 5 นาที หรือ 10 วิ ก็ตาม แต่ถ้าคนมันไม่ถอดอ่ะ มันก็ทำอะไรไม่ได้ เรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องสมยอมทั้งผู้ดูและผู้โชว์ ถึงแม้มันจะเข้าจ่ายอนาจารในที่ชุมชน -_-’ (หรือเปล่า) ซึ่งชุมชนในที่นี้คือชุมชนในอินเตอร์เน็ต ที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับที่แน่นอน แต่อาจจะโดยเรื่องแพร่กระจายสื่อลามก ก็ว่ากันไป แต่ปัญหาก็คือควรจะไปเอาผิดคนโชว์ ไม่ใช่เจ้าของ เหมือนกับกรณีรูปหลุดที่อื้อฉาวของดาราบางคน ที่ดันไปโพสในเว็บ Pantip.com ซึ่งความซวยก็มาเยือนเจ้าของเว็บอย่างไม่ได้ตั้งใจโดยสมาชิกเอามาโพส ซึ่งอยู่ดี ๆ เจ้าของเว็บก็ต้องมาเสียเงินจ้างทนายให้เสียเงินซะงั้น โดยในกรณีต่าง ๆ นี้ส่วนใหญ่เจ้าของก็มักจะพยายามจบและห้ามปรามอยู่ก่อนแล้วด้วยซ้ำ แล้วกรณีแบบนี้ควรมีกฎหมายรองรับ และน่าจะดูความผิดที่ตัวบุคคลที่จำเพาะผู้กระทำ ไม่ใช่ผู้ให้บริการ ซึ่งผมมองว่าต่อไปถ้ามีคนฟ้อง ISP ฐานที่ร่วมเผยแพร่เว็บลามก หล่ะจะทำไง ก็ในเมื่อมันเข้าได้จาก ISP นั้น ๆ นิ จริงแมะ …..

อย่างที่บอกนั้นแหละ ผมว่าแก้ปัญหา และการเอาผิดควรทำให้มันเข้าถึงคนผิดจริง ๆ ไม่ใช่หาแพะมารับผิดหรือโดยกล่าวหา แบบว่า หน้าคนโดนกล่าวหายัง งงๆ ว่า "ผิดด้วยเหรอ" -_-’ เฮ้อ …

มีเงินเท่านั้นถึงจะเรียนได้หรือไงฟร่ะ !!!

“วิจิตร” ลุยดัน ม.ออกนอกระบบต่อ ชง “มช.-ลาดกระบัง-นเรศวร” เข้า ครม.อังคารนี้ โดย ผู้จัดการออนไลน์
26 พฤศจิกายน 2549 15:54 น.

       รมว.ศึกษาธิการเดินทางดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบต่อ เผยอังคารนี้นำเข้า ครม.อีก 3 แห่งคือ “มช.-ลาดกระบัง-นเรศวร” เผยยึดความสมัครใจมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ระบุหากใครค้านไม่เห็นด้วยให้ไปคุยกันในสภามหาวิทยาลัย ขณะที่ ก.พ.อ.เห็นชอบต่ออายุราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยอีก 5 ปี โดยยึดตอบสนองความต้องการของมหาวิทยาลัย ไม่ใช่ทุกคนมีสิทธิ
       
       ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า มหาวิทยาลัยของรัฐที่ออกนอกระบบไปแล้ว 6 แห่ง ยังไม่เคยขึ้นค่าเล่าเรียน อย่างไรก็ตาม ตนยังยืนยันว่า การออกนอกระบบเป็นความสมัครใจ ถ้าไม่พร้อมก็ไม่ต้องออกเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ขึ้นอยู่กับการตัดสินของสภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง ถ้าผู้ที่คัดค้านไม่เห็นด้วยควรจะไปพูดกับสภามหาวิทยาลัย ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยใดคนส่วนใหญ่ต้องการออกนอกระบบ และสภามหาวิทยาลัยเห็นด้วย ศธ.ก็ดำเนินการให้ ถ้าที่ใดไม่พร้อมก็ไม่ต้องออกนอกระบบ และในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 28 พ.ย.นี้จะพิจารณาการออกนอกระบบของ 3 มหาวิทยาลัย คือ ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยนเรศวร และร่าง พ.ร.บ.สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง
       
       ศ.ดร.วิจิตร กล่าวด้วยว่า ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) เห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการต่อเวลาราชการของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา สำหรับข้าราชการที่เกษียณอายุราชการครบ 60 ปี แต่ยังมีศักยภาพที่จะปฏิบัติราชการต่อไป ให้สามารถปฏิบัติราชการต่อไปได้ถึงอายุ 65 ปี แต่ที่ประชุมได้วางหลักเกณฑ์ให้ชัดขึ้นว่า เจตนารมณ์ของการต่ออายุราชการเพื่อตอบสนองความต้องการของมหาวิทยาลัย ที่ต้องการให้มีคณาจารย์ที่มีประสบการณ์และมีผลงานทำงานต่อเนื่องไปได้ แต่ไม่ใช่เป็นสิทธิของผู้ขอต่อเวลาราชการ ดังนั้น เมื่อจะยึดความต้องการของมหาวิทยาลัยเป็นหลัก จึงต้องเปลี่ยนวิธีการ
       
       “คือแทนที่จะให้แต่ละคนสมัคร ก็จะกลายเป็นว่ามหาวิทยาลัยต้องทำแผนความต้องการอัตรากำลังคน มีการประเมินแต่ละปีว่าความต้องการเป็นอย่างไร จากนั้นจึงทำการคัดเลือกคณาจารย์ตามเกณฑ์ และดำเนินการต่อเวลา โดยวิธีนี้จะทำให้ได้คณาจารย์ตรงตามความต้องการ และหลีกเลี่ยงเรื่องที่เคยเป็นปัญหาหรือฟ้องร้องศาลปกครองมาก่อน อย่างไรก็ตาม ได้มอบให้ ศ.เทียนฉาย กีระนันทน์ ไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไขตามข้อสังเกตจากที่ประชุม ซึ่งคาดว่าจะประกาศหลักเกณฑ์นี้ได้ภายในเดือน พ.ย.นี้” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

จากคำพูดที่ว่า "ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า มหาวิทยาลัยของรัฐที่ออกนอกระบบไปแล้ว 6 แห่ง ยังไม่เคยขึ้นค่าเล่าเรียน" โห……. อมพระมาพูดตรูก็ไม่เชื่อโว้ยยยยยย เพราะมหาวิทยาลัยผมที่คุณบางคนก็รู้ว่าอยู่ไหน และมีชื่ออยู่ในข่าวนี้ ออกนอกระบบปั้บ ปีแรกค่าเทอมขึ้นเกือบเท่าตัว มาโกหกคำโตได้หน้าตาเฉยเลยนะ อย่างเพื่อนผมเรียนคณะวิศวฯ เสียค่าเทอม 8,000 กว่าบาท แต่ปีรุ่นพี่มันเสียแค่ 5,000 กว่าๆ เอง พอรู้น้องปีต่อมาเข้ามาซัดไป 12,000 กว่าบาทได้มั้ง ถามหน่อยว่ามันขึ้นทุกปีเนี่ย มันมาจากอะไร อย่างบอกนะว่าน้ำมักแพง เงินเฟ้อสูง หรือค่าครองชีพมาก แถมบางสาขาวิชามีจ่ายแบบเหมาจ่ายด้วย มันก็แพงขึ้นไปอีก หลัก 15,000 - 25,000 บาทโดยประมาณ ใครไม่มีเงินก็ต้องกู้เงินเรียนเอา เฮ้อ …. คิดกันได้นะ

อ่านแล้วอารมณ์ขึ้นเลย ……..

งามหน้าไหมเนี่ย

จาก รมว. ICT คนใหม่กับวิสัยทัศน์ต่อโอเพ่นซอร์ส ทำให้เกิดกระแสต่าง ๆ ด้านลบอย่างมากในตัว รมว. ในรัฐบาลชุดเฉพาะกิจชุดนี้ แม้จะเป็นรัฐบาลที่มาทำงานเพียงแค่ 1 ปี (หวังไว้อย่างนั้น) แต่การที่ท่านออกมาแสดงวิสัยทัศน์ที่หักดิบ และรุนแรงมากต่อกระแสการพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ออกแนวพูดไม่คิด (และคาดว่าคงไม่ได้คิดอีกหลายอย่างแน่ ๆ ) ข่าวนั้นเร็วมากจนถึงขนาดเข้าเว็บ Digg และ Slashdot ตามไปอ่านได้

ข่าวต้นเรื่อง - U-TURN AT ICT MINISTRY
Digg - Open-Source condemned by Thai Minister
Slashdot -  Thai IT Minister Slams Open Source

คราวนี้หล่ะ ซวยหล่ะท่าน เตรียมตัวแก้ตัวกันไป -_-’

แต่ที่แน่ ๆ เว็บ Digg กับ Slashdot จะโดน favicon.ico หรือเปล่าหว่า T_T ถ้าพรุ่งนี้เข้าไม่ได้ก็ทำใจได้เลยนะท่าน ๆ ทั้งหลาย

Update[1] - จดหมายเปิดผนึก ถึง รมว. กระทรวง ICT


Update[2]

ด้วยเหตุนี้ทำให้มีการแสดงความคิดเห็นในที่ต่าง ๆ มากมาย โดยในแต่ละเว็บที่ได้กล่าวมานั้นมีนำหนักของเนื้อหาขนาดไหน จะอธิบายเพิ่มเติมดังนี้

เว็บ Digg เป็นเว็บ social bookmarking และ blog bookmarking ที่ใหญ่มาก และมีข่าวที่เร็วกว่า Google News มาก (จากผลการวิจัยของสำนักข่าวแห่งหนึ่ง)

เว็บ Slashdot ( หรือสั้นว่า /. )เว็บรวมข่าวสารต่าง ๆ ที่มี Technology Geek ต่าง ๆ มากมาย มาร่วมกันแชร์ความรู้และแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดกว้าง ซึ่งน่าจะใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว

ส่วน Blognone เว็บรวม Technology Geek ที่ใหญ่ที่สุดในไทย (ณ.ตอนนี้คงถือว่าใหญ่มาก) โดยผู้ ร่าง "จดหมายเปิดผนึก ถึง รมว. กระทรวง ICT" คือคุณ thep ก็เป็นหนึ่งในผู้ผลักดัน OpenSource ในไทย และอยู่ในทีมพัฒนาระบบภาษาไทยใน linux ด้วย

ส่วนตอนนี้เว็บ Exteen เว็บ Blog Provider ที่ใหญ่ที่สุดในไทย ก็มีการแสดงความคิดเห็นใน Blog อย่างกว้างขวางมาก

นี่ยังไม่รวม IT Geek อื่น ๆ ในไทยอีกหลายเว็บ ที่เริ่มเอาข่าวนี้ไปเผยแพร่กันแล้ว ซึ่งรวมไปถึงเว็บบอร์ดที่ใหญ่ที่สุดในไทยอย่าง Pantip.com ที่มีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมายในหลาย ๆ ห้อง

โดยวิสัยทัศน์นี้ทำให้มีผลกระทบต่อสังคม OpenSource ในไทยอย่างมาก

คงต้องรอดูกันต่อไป ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น

ไปใช้สิทธิและหน้าที่ของเรามาแล้วครับ

วันนี้เอาใบ "ขอใช้สิทธิถอดถอนนายกรัฐมนตรี" ไปให้กับเพื่อนคณะสังคมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยมา อย่างน้อย ๆ ก็เป็นเหมือนการช่วยกดดันและถ่วงดุล เผด็จการทางการเมืองได้บางส่วน และเป็นบรรทัดฐานทางสังคมว่า อย่าได้คิดว่าทำตัวแบบนี้อีก ถึงแม้ในมหาวิทยาลัยของผมจะไม่ค่อยตื่นตัวกับเรื่องนี้เท่าไหร่ อาจเพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวก็ได้มั้ง เฮ้อ ….. เรื่องแบบนี้คนที่มองไม่ไกลพอคงไม่เข้าใจอะไรสักเท่าไหร่

Notebook สำหรับเด็กขายฝันเกินไปหรือเปล่า ?

เรื่องนี้ผมต่อต้านพอสมควร ผมว่ามันเป็นนโยบายประชานิยมมากเกินไป การพัฒนาแบบฉาบฉวยดูจะได้ผล แต่จริง ๆ แล้วเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำมากกว่า ผมเคยเขียนและบอกกล่าวไปแล้วใน blog เก่า ๆ ลองไปอ่านได้ที่นี่ครับ นโยบาย Notebook สำหรับนักเรียนประถม ของท่านผู้นำ …

ซึ่งเรื่อง Notebook สำหรับเด็กไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ ไม่ว่าจะยกเหตุผลใดๆ มาอ้างก็ตาม ผมมี Notebook ใช้ตั้งแต่ ม.5 ตอนนี้ ปี 3 แล้ว ใช้มา 2 เครื่อง และ Desktop อีก 1 เครื่อง

เรื่อง MIT Notebook นี้ จริงๆ แล้วไม่เหมาะกับการเรียนการสอนในไทยเท่าไหร่ และประเทศพัฒนาหลายๆ ประเทศ ที่นักเรียนกว่า 30 - 40% สามารถซื้อ Notebook ได้ แต่ก็ไม่ค่อยมีใครใช้ มาแทนการใช้งานหนังสือเท่าไหร่

เพราะหนังสือ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ และไม่ทำลายสายตาเท่ากับจอคอมพิวเตอร์ ถึงแม้จะเป็นจอ LCD กรือ OLED ก็ตามที ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากระดาษธรรมดาที่มีตัวหนังสือให้อ่าน และมันสามารถอ่านได้ทุกๆ ที่โดยที่ไม่ต้องมากังวลว่าแบตจะหมด หรือไม่ต้องมานั่งปั้นไฟ แบบ MIT Notebook ตัวนี้ แถม หนังสือมันทำให้เราฝึกการเขียน วิเคราะห์ ย่อความ หรือการเรียบเรียงใหม่อีกมากมาย

ถึง Notebook จะสะดวก แต่มันทำให้คนเรายึดติดมันมากเกินไป ผมมี eBook ในเครื่องกว่า 10GB และ VDO Training อีก 20 GB ผมเปิดๆ ดู เปิดๆ อ่าน ก็สะดวกดี แต่ …….

พอเราอยู่นอกบ้าน มันไม่สะดวกเท่าหนังสือ การหยิบจับมันง่ายกว่ามาก หลายๆ คนคงบอกว่า Notebook มันเก็บหนังสือได้มากกว่ากระเป๋าหนังสือ 100 เล่ม อันนี้ไม่เถียง แต่ผมเถียงในเรื่องของคำว่า “พยายาม” ตอนผมเรียน ม.ปลาย หนังสือที่ผมเอาไปเรียนก็ว่าเยอะแล้วนะ แต่ตอนมาเรียน มหาลัยฯ เยอะกว่าหลายเท่า และในปัจจุบัน หนังสือเรียนรุ่นๆ ใหม่ๆ ของเด็กประถม ก็น่าอ่านกว่าแต่ก่อนเยอะ แต่เนื้อหามากขึ้นลึกขึ้น พอสมควร ผมถามว่า Notebook ไม่ใช่สิ่งที่มาแทนที่หนังสือ และไม่สามารถทดแทนได้ ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ผมยังเห็นคนที่เรียนด้านคอมฯ และคนทำวิจัยเก่งๆ ที่มี Notebook ดีๆ มี External H/D ความจุสูง ยังซื้อหนังสือ Text Book มาอ่านอยู่เลย ทั้งๆ ที่มีให้โหลดแบบ PDF กันดาดดืน ด้วยเหตุผลที่ว่า ความรู้สึกที่ได้อ่าน และโน๊ตลงไปมันทดแทนไม่ได้ และความสะดวกในการหยึบอ่านมันมีมากกว่า อ่านที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องคิดมาก

อีกอย่างที่ผมว่าไม่เหมาะสมคือ ความรับผิดชอบในสิ่งของ ของเด็กๆ ระดับเล็ก แม้แต่ ม.ต้น บางคนก็มีความรับผิดชอบที่ต่ำ และเกรงว่าจะเป็นภัยต่อตัวเด็กในเรื่องของอาชญากรรม ด้านการลักขโมย และลักทรัพย์ครับ เรื่องนี้น่าเป็นห่วงมากกว่าครับ

ต่อมาคือค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา และการสอนการใช้งาน อย่าลืมว่าระบบที่แน่นอนแล้วคือ Linux แน่นอน ซึ่ง ok linux ในปัจจุบันใช้งานง่าย และไม่ซับซ้อน แต่ปัญหาไม่ใช่อยู่เพียงแค่นี้ ปัญหาคือความเคยชิน มากกว่า ระบบ linux นั้นทำงานได้ดีในการทำงานระดับ Office ครับ คือทำงาน Word Processing, Speadheet, Presentation Slide , ฯลฯ ซึ่งซอฟต์แวร์พวกนี้ รองรับระบบไฟล์บางอย่างของ microsoft ได้ยาก เช่นไฟล์ .doc ซึ่งเป็นของ microsoft word เป็นต้น ซอฟต์แวร์ openoffice หรือ koffice ของ linux ยังคงอ่านไฟล์ของ microsoft word ยังไม่สมบูรณ์ และดีพอ ซึ่งต้องทำให้นักเรียน และคุณครูทั่วไปเคยชินต่อระบบ linux ก่อน และยอมรับ format ไฟล์ของ openoffice หรือ koffice ก่อน ซึ่งระบบราชการไทย ยังใช้ ms word กันอยู่เลย -_-” แถม font พวก Angsana New หรือตระกูล UPC ทั้งหลายใน Linux ไม่มีครับ ต้องหา Copy จาก Windows ซึ่งผิดลิขสิทธิ์เต็มๆ แต่ก็เหอะ พี่ไทยเราคงไม่สนใจ จริงแมะ ……

ส่วนเรื่องการเอามาลง Windows คงเป็นไปได้ยาก เพราะ Memory และ H/D คงไม่เอื้อให้คุณสามารถลงได้เต็มที่ ไม่แน่แค่ลง Windows ก็เหมาะเนื้อที่แล้ว

ซึ่งผมมองว่า เห็นโครงการขายฝันมากกว่า ดูดีครับ แต่ใช้งานได้ยาก และไม่มีเหมาะกับสังคมไทย ที่ยังใช้เทคโนโลยีอย่างแฟชั่น และการใช้งานแบบ All-in-one ซึ่ง MIT Notebook ตัวนี้คงไม่ตอบโจทย์ และความต้องการเท่าไหร่

และไม่เหมาะกับเด็กไม่ว่าจะด้วยกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ผมสังเกตุว่าประเทศหลายๆ ประเทศ อย่างญี่ปุ่น เค้าไม่เห็นสนใจโครงการนี้เท่าไหร่ ….. อีกอย่างญี่ปุ่นยังใช้กระดาน กับช็อค เรียนกับหนังสือ และสมุดอยู่เลย ….

เกมส์ฆ่าคุณได้ ?

อ่ะอ่า …….. อย่าๆๆ อย่าเพิ่งด่า ที่จั่วหัวแบบนี้ ใจเย็นก่อน อ่านให้จบ

ดื่มน้ำเย็นสักแก้ว แล้วอ่าน เดี่ยวจะเส้นเลือดในสมองแตกตาย แทนเล่นเกมส์แล้วช็อคตาย

จาก Can games kill? และจากข่าวการตายของคนเล่นเกมส์บ้าระห่ำ 48 ชั่วโมง up …… แล้วช็อคตายห่า หน้าร้านเกมส์

หลายๆ สื่อโทษ เกมส์ และรวมถึงหลายๆ คน โทษ เกมส์ รวมถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดจากการนำพาของเกมส์ ไม่ว่าจะความรุนแรง หรื่อข่าวด้านอื่นๆ

ผมว่าโดยธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ยอมโทษ ตัวเองหรอก ว่าตัวเองผิด ชอบโบ้ย ให้คนอื่นผิด หรือแม้แต่สังคมเองก็ตามที ที่มักจะหาแพะ มารองรับความผิดที่ตนเองก่อขึ้น

ในเรื่องของเกมส์เป็นตัวอย่างที่ดี ของคนที่ใช้กระบวนความคิด ในการแก้ไข และหาเหตุผลมาเสนอ และบ่งบอกความผิด ในรูปแบบที่ผิดวิธีไปอย่างมาก

ในเรื่องการจัด Rating เกมส์เป็นเรื่องที่ดี จริงๆ แล้วในเรื่องราวแบบนี้ควรจะมีการจัดไว้ในทุก ๆ สื่อ ไม่เว้นแม้แต่เกมส์ หรือภาพยนต์ต่าง ๆ

แต่ด้วยบ้านเมืองเราในปัจจุบัน ตัวบทกฎหมาย มีไม่ครอบคลุมเนื้อหา และปัญหาของสังคม รวมถึง ผู้ใช้กฎหมาย ไม่มีความแข็งแรง ทั้งในด้านจิตใจ และจิตสำนึก ที่จะต่อกร ต่อความไม่อยุติธรรมของสังคม และจิตใจของวงการธุรกิจที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเท่าใดนัก

สิ่งหนึ่งที่คนไทยบางกลุ่มซึ่งกลุ่มนี้เป็นคนกำหนดชะตาชีวิตของสังคมไทย และรวมถึงแนวรวม ของสังคมที่ชอบทำอะไร ตามๆ กัน มักอ้าง สิทธิมนุษยชน อ้าง ความเป็นเสรีภาพ

โดยสิ่งที่อ้าง และกล่าวอ้าง มักเป็นสิ่งที่ขัดต่อบทกฎหมาย และตัวบทกฎหมายก็มักจะตีความได้มากมาย และไม่เฉพาะเจาะจงลงไปมากนัก ทำให้เกิดการตีความที่ผิดต่อวัตถุประสงค์อย่างร้ายแรง

ประชาธิปไตย เป็นเสรีภาพ ที่ไม่ควรอยู่เนื้อกฎหมายสูงสุดของรัฐนั้นๆ แต่เราชาวไทยโดยทั่วๆ ไป คิดว่าเสรีภาพ นั้นคือการทำอะไรก็ได้ อยากทำอะไรก็ทำ คือแบบนี้มันง่ายเกิน จนมักง่าย ทำอะไรก็ไม่ดูหรอกว่า มันทำได้หรือเปล่า อยากจะทำก็ทำ อยากจะเอามาเข้ามาในประเทศ ก็ทำ ขอให้ได้เงิน เป็นพอ

นี่ปี ค.ศ. 2005 หรือ พ.ศ. 2548 ไม่ใช่ปี พ.ศ. 1700-2400 นะครับ ใครจะ ใคร่ค้าม้า ก็ค้า จะค้ายาเสพติดก็ค้า บ้านเมืองมีกฎหมาย มากมายเพื่อยับยั้ง ความคิดที่หลุดโลก หลุดจากศีลธรรมต่างๆ

ที่หลายมาทั้งหมด ในเรื่องของการใช้ตัวบทกฎหมาย ก็อยากให้เข้าใจว่า การแก้ปัญหาในเรื่องของเกมส์นั้น ควรแก้ที่ตัวบุคคล ในเมื่อคนเล่นมีเสรีภาพในการเล่น ถ้ามีการจัด rating เกมส์แล้ว อายุถึงตามกฎหมาย ก็ปล่อยมันไป ผมถือว่าโตๆ กันแล้ว มันจะเล่นเกมส์ตายห่า ยังไงก็ช่างมัน เพราะเรื่องแบบนี้ผมถือว่ามันเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของบุคคลที่ไม่ควรไปกำจัดสิทธิของเค้า

แต่ถ้า คนเล่นคือเด็ก ที่ยังไม่มีอาุยุเกิน 20 ปี และเกมส์ที่เล่นมี rating ที่ไม่เหมาะกับเค้า ก็ควรจะมีการสั่งหยุด หรือห้ามไม่ให้เล่น

เพราะในต่างประเทศ ในหลายประเทศที่ไม่ค่อยมีปัญหา (หรือเปล่าหว่า -_-”) เค้ามีการกำหนด rating เกมส์ รวมถึงสื่ออื่นๆ ไว้ชัดเจนว่าใครควรซื้อ และควรเล่น รวมถึงผู้ใหญ่ในบ้านเมืองในความรับผิดชอบสูง ที่จะไม่ซื้อ หรือจัดหา สื่อที่ไม่เข้ากับอายุของเด็กที่ต่ำกว่า 20 ให้เด็กที่อายุไม่ถึง 20 เล่น

กล่าวคือ ผู้ใหญ่ไม่ให้เด็กเล่น หรือเด็กเสพสื่อที่ไม่เหมาะเหล่านั้น มีจิตใจที่ดี ไม่ยอมต่อคำออดอ้้อนของเด็ก และเป็นทั้งสังคม เด็กมันจะไปเอาสื่อพวกนี้มาจากไหนได้ มีการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน และเคร่งครัด ไม่เหลวแหลก แหกกฎ มีการกำหนดระยะเวลาในการเล่นของแต่ละบุคคลเอง ตามแต่ครอบครัวจะกำหนด เป็นการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วย จริงๆ เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่ครอบครัวด้วยเช่นกันนะ ถ้าสอนมาดี มันก็ไม่มีปัญหาหรอก ทำให้มีวินัยในตนเองของเด็กในนั้นมีมากขึ้น และมากพอ และจากการฝึกจากส่วนนี้ โตขึ้นก็จะเคารพคนอื่นๆ ไม่แหกกฎตามมา

แต่ก็จนแล้วจนรอด มันก็มีไอ้พวกบ้า ชอบพูดว่า “กฎมีไว้แหก” ผมหล่ะอยากจะกระทืบ หรือชกปากมันซักที ไม่รู้ว่ามันเอาความคิดนี้มาจากไหน (น่าจะภาพยนต์ต่างๆ) คือถ้ามันคิดแบบนี้ผมว่ามันไม่ทำตามกฎจารจร เห็นไฟแดง มันก็ผ่า เห็นผู้หญิงสวยๆ มันก็ไล่ข่มขื่น มั้ง ……. บ้าไปแล้ว …. แล้วบ้านเมืองมันจะสงบสุขได้ไหม

เอ้าๆๆ ออกทะเลอีก ผม -_-”

เรื่องเกมส์ต่อดีกว่า ……….. ;)

คือ ถ้าเราใช้กฎหมายมาควบคุม มัน ok นะ แต่ ……..

คนใช้กฎหมาย และคนในสังคม ต้องร่วมมือ แต่ ……..

ถ้าคนที่เล่น คนที่เสพสื่อเหล่านี้ ไม่มีจิตสำนึก ไม่มีวินัยในการบริหารความพอดีในตนเอง

“มันก็ไม่มีประโยชน์”

เพราะเรื่องราวเหล่านี้ มันอยู่ที่คนที่อยู่ต้นทางของปัญหา คือ บุคคล ที่กระทำ นั้นคือคนเล่น คนเสพสื่อ

เช่น ผมถ้าจะเล่นเกมส์ ถ้าช่วงผมบ้าๆ ตอนช่วง ม.3 ได้มั้ง ผมเล่นวันนึง ไม่ต่ำกว่า 18 ชม. ต่อวัน บางครั้งไม่ได้้นอน 2 - 3 วัน กินนอนอยู่ที่ร้านเกมส์ (ไม่รู้ตรูรอดช็อคตายมาได้ไง -_-” คงเพราะออกกำลังกายแตะฟุตบอลด้วยมั้ง) ต่อมาสัก ม. 4 - 6 เริ่มรู้ว่าผลการเรียนตกต่ำสุดขีด เร่ิมปรับตัว หันหลัง แขวนเมาส์ไป ไม่ได้เล่นมากมาย คือเล่นพอสนุก อาทิตย์ละ 3 - 4 ชั่วโมง ตามแต่ใจจะไคว้ขว้า หุๆๆ เริ่มๆ จัดระเบียบตัวเอง ไม่ต้องมีใครบอก (แต่ตอนบ้าๆ ไม่รู้หรอก โดนแม่ ว่าเช้า ว่าเย็น 5555)

เรื่องแบบนี้ถ้าแก้ได้ มันต้องแก้ที่คนเล่น บุคคลที่เสพนั้นหล่ะ จริง ป่ะ ;)

ถ้าคนมันตายเพราะเล่นเกมส์ ก็เพราะว่ามันฆ่าตัวตายเอง (ดันโง่ เล่นเกินขนาด เหมือนคนเสพยา) ไม่ใช่เกมส์ ไปฆ่ามัน เพราะเกมส์มันคงไม่มีมีด ออกมาปาดคอ หรือตัดขั่วหัวใจ ให้ช็อคตายห่า หรอก






Close
E-mail It