Google


Tag Archive for 'Pantip.com'

DRM คำตอบของสื่อออนไลน์ หรือสร้างปัญหากับผู้ซื้อ ?

ผมรู้สึกว่าเดี่ยวนี้คนทำสื่อบางจำพวกเริ่มบ้าเข้าไปทุกที ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องป้องกันการ copy อะไรให้มากมายจน "คนซื้อที่เป็นลูกค้าของคุณจริง ๆ ต้องเดือดร้อน" เพราะผมซื้อแผ่นหนังมา กลับเจอโปรแกรมที่ทำตัวเหมือน malware ทำการโหลดตัวเองเข้าสู่ System แต่ดีที่ไหวตัวทัน terminate มันทัน แล้วไล่เก็บกวาดการทำงานแบบขยะ ๆ ของมันอีกครึ่งวัน ไม่งั้นคงซวยหนักกว่านี้ แล้วอยากจะบอกว่ามันไม่สนุกนะโว้ยยยยย ซื้อของแท้มา แต่กลับได้ผลของการกระทำที่จะปกป้องอะไรบ้่า ๆ บอ ๆ ของพวกคุณน่ะ คือคนซื้อของแท้ก็อยากจะดูในคอมพิวเตอร์ แต่ไม่สามารถที่จะดูได้นะ ตอนนั้นเลยคิดว่า "เอาวะ ลองใน linux ซะเลย" จบครับ การป้องกันใช้ไม่ได้ผล ฮ่า …. ซวยไป copy โดยเอา DRM หรือระบบ Lock ซะเลย และตั้งแต่นั้นมา ถ้าแผ่นหนังแผ่นไหนบอกว่าห้ามใช้กับคอมฯ หรือมีข่าวว่าแผ่นไหนมีแบบนี้ แผ่นนั้นผมก็จะไม่ซื้อ ตรูรอซื้อ import ก็ได้ แพงกว่าแต่สบายใจ

คือผมเป็นพวกไม่ชอบ copy เท่าไหร่อยู่แล้ว (นับตั้งแต่เริ่มเขียนโปรแกรมออกขายก็เริ่มซื้อแต่ของแท้มา เข้าใจและเห็นใจครับ) อย่างมากก็ copy ไว้ 1 แผ่นสำหรับดูส่วนตัวเท่านั้น ส่วนแผ่นจริง จะไม่พยายามหยิบมาดูด้วยเหตุที่ว่ากลัวมันเป็นรอย และไม่อยากให้ใครมาจับด้วย แผ่นที่เรา copy มันจะพังช่างมัน แผ่นต้นฉบับยังอยู่สบายใจกว่า ซึ่งคนที่ทำแบบผมมีเยอะมาก เพราะว่าแผ่นแท้มันราคาไม่ใช่ถูก ๆ และที่ซื้อเพราะชื่นชอบ อยากสบับสนุนงานดี ๆ ต่อไป แต่มาเจอพวก Lock หรือปล่อย Malware นี่หมดอารมณ์ไปเลยเหมือนกัน

ซึ่งการป้องกันเรื่องพวกนี้มันไม่ได้ผลหรอก ผมว่ามันยากกว่าการมาสอนและสร้างจิตสำนึกเสียอีก เรื่องแบบนี้มันต้องแก้ที่คน ไม่ใช่ไปแก้ที่ระบบ เดี่ยวนี้ซีดีเถื่อน ต่อไปก็ดีวีดีเถื่อน แล้วต่อๆ ไป บราๆๆๆๆ คือมันมีมาทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว และในปัจจุบันดันมี Bittorrent ที่กระจายไฟล์มีเดียต่าง ๆ ได้ง่ายมาก ๆ เอาง่าย ๆ แค่คลิปวิดีโออื่อฉาวต่าง ๆ หลุดมาหรือเป็นข่าวคุณสามารถหาสิ่งเหล่านี้ได้ตาม Bitterrent Tracker ต่าง ๆ ได้ทั่วเว็บไทย ได้ไม่ยาก ในเวลาเพียง 5 นาที แล้วผมถามว่าถ้าสื่อมีเดียที่มี DRM หรือระบบ Lock ต่าง ๆ นา ๆ ถูกเจาะได้ใน คงใช้เวลาไม่นานในการกระจายตัวของไฟล์มีเดียเหล่านั้น

คำถามก็คือจะป้องกันอย่างไร ?

แล้วคุณมีอะไรจะเสียอีกเหรอ !!!! เพราะในตอนนี้คุณเสียส่วนแบ่งทางตลาดไปกับแผ่นผี ทั้ง ๆ ที่คุณก็บอกถึงคุณภาพและลดราคาลงไปแล้ว จริงไหมมมม แล้วเรื่องแบบนี้เราจำเป็นต้องป้องกันขนาดที่มานั่ง lock แผ่น บ้าบอ ขนาดทำให้ผู้ซื้อที่ซื้อของแท้จากคุณต้องเดือดร้อนด้วยหรือไงฟร่ะ …. ไม่เข้าใจ การป้องกันการคัดลอกยังไงก็ทำไม่ได้หรอก ถึงแม้ติด DRM มันแค่ชะลอไม่ให้กระจายตัวในตอนแรกแค่ 1 - 3 วันเท่านั้น ขึ้นอยู่กับ DRM และกรรมวิธีในการแกะไฟล์มีเดีย เช่นไฟล์เพลง 1 เพลง เราสามารถคัดลอกเสียงภายในเพลงได้ด้วยการอัดเสียงธรรมดาได้ง่าย ๆ ไม่ยากเย็นและคุณภาพเสียงเท่าเดิม ได้ง่าย ๆ แผ่น Wave Out ของ Windows หรือ Audio Out ของระบบอื่น ๆ (เจ้า Wave Out คือการทำ Loop Back Audio Out เพื่อเข้าสู่ Line-in หรือ Mic โดยตรงโดยไม่ต้องใช้สายอะไร มันผ่านเข้าและออกผ่านในระบบปฎิบัติการและซอฟต์แวร์เท่านั้น ทำให้ไม่สูญเสียสัญญารบกวน) ซึ่งผมเคยทำแบบนี้กับรายการพวก MCOT.NET หลาย ๆ รายการที่ติด DRM ไม่ยอมให้แปลกเป็น mp3 มาแล้วหลายครั้ง รวมไปถึงไฟล์วีดีโอที่ใส่ DRM ก็สามารถแกะได้ด้วย Video Screen Capture ต่าง ๆ มากมาย ซึ่งเรื่องพวกนี้สามารถทำได้ แต่ต้องปรับแต่งการบันทึกดีๆ สักนิด ก็ได้คุณภาพเท่ากับที่ไฟล์วีดีโดที่ใส่ DRM มานั้นแสดงให้เราดู

จากที่ได้อธิบายไปแล้วนั้น เราไม่สามารถป้องกันการคัดลอก (copy) ได้เต็ม 100% เหมือนกับ มีคนป้องกันก็มีคนแกะ มีคนปิดก็มีคนเปิด ไม่ช้าก็เร็วเท่านั้นเอง

และเช่นเดียวกัน ผมขอพูดถึงการดาวน์โหลดเพลงลิขสิทธิ์ในไทยหน่อยแล้วกัน

ผมรู้สึกว่าเพลงที่ขายแบบออนไลน์นั้น น่าเป็นรูปแบบไฟล์ที่เป็น mp3 ไปเลย และรวมไปถึง CD Audio ที่ขายกันอยู่มีการแนบไฟล์ mp3 มากับแผ่นเลย ในระดับ bit rate ที่ประมาณ 192kbps - 320kbps (จะใช้ VBR เพื่อลดขนาดก็ได้ แล้วแต่จะเลือก) ซึ่งมันอาจจะทำให้คนทำคิดว่ามันจะช่วยป้องกันการ copy ได้หรือ ? ผมมองว่าถ้าคุณไม่แข่งที่คุณภาพ คุณก็ต้องแข่งที่ราคาด้วย ซึ่งราคาคุณก็แข่งแล้ว แต่คุณภาพหล่ะ โดยถึงแม้จะบอกว่า CD Audio มันจะมีคุณภาพดี แต่ …… ในขณะนี้มีคนฟังเพลงสัดส่วนเท่าไหร่ระหว่างแบบ CD Audio Player กับ Portable Media Player หล่ะ ซึ่งตอนนี้มือถือต่าง ๆ ก็เป็น Portable Media Player ทั้งนั้น การจะโหลดเพลงสักเพลงหนึ่ง รวมไปถึง RIP เพลงมาฟัง จาก CD Audio นั้น ต้องคนที่มีพื้นความรู้ด้านคอมฯ เพียงนิดหน่อยก็สามารถทำได้แล้ว แต่คุณภาพหล่ะ วัดกันที่ตรงไหน เพราะแผ่นที่เอามา RIP นั้นถ้ามีรอย ก็ทำให้คุณภาพเสียงนั้นลดลงได้ การที่คุณแถม mp3 ลงในแผ่นไปเลยกับแผ่นจริง มันทำให้คุณภาพที่แท้จริงของแผ่นดีขึ้น และนำไป copy ลงเครื่องต่าง ๆ ของผู้ใช้ได้ง่ายและได้คุณภาพที่ดีกว่ามา RIP เองแน่นอน และถ้าถ้าพูดถึงความสะดวกแล้ว Portable Media Player สะดวกกว่าทั้งในการพกพาเครื่องและสื่อบันทึกด้วย เพราะมันเก็บข้อมูลในรูปแบบไฟล์เพลงลงในเครืองแล้วพกพาไปได้ในจำนวนเพลงที่มีตั้งแต่เพลงเดียวไปจนถึง 20,000 เพลง ซึ่งเรายังสามารถจัดเพลงในรายการได้ว่าจะพังเพลงไหนก่อน รวมไปถึงแยกหมวดหมู่เพลงได้อีกด้วยทำให้สะดวกต่อการหา และพกพาอย่างมาก

แต่ปัญหาต่อมาคือการแจกจ่าย ผมมองว่าถึงคุณไม่ทำ ใช้ CD Audio ธรรมดาแบบที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ก็ขอยืมแผ่นกันไปๆ มาๆ อยู่แล้ว ในหมู่เพื่อน ๆ คุณคงไปบังคับไม่ได้ว่าคนอยากฟังต้องซื้อกันคงละแผ่น เอาง่าย ๆ ในหนึ่งครัวเรือน จะมี CD เพลงของอัลบั้ม X เพียงแค่ 1 แผ่นเท่านั้น แต่มีคนฟังอยู่ 5 คน และถ้าคนนี้อยากฟังก็ต้องไปซื้อมาใหม่หรือว่า copy แผ่นใหม่ขึ้นมา อันไหนง่ายกว่ากัน อย่าลืมว่าครอบครัว หรือหมู่เพื่อนเดียวกันคงไม่อยากเสียเงินหลายรอบ ในเมื่อก็มีอยู่แล้ว จริงไหม ยังไงก็ป้องกันไม่ได้ในส่วนหนึ่งอยู่แล้ว การทำให้สามารถ copy ในไฟล์ mp3 ได้นั้นน่าจะดีกว่าในหลายๆ ส่วน เพราะยังไง CD Audio มันก็ copy ได้อยู่ดี (ยิ่งใช้เครื่อง Duplicate ด้วยยิ่งเร็วใหญ่)

ต่อมาในเรื่องของออนไลน์มีเดียนั้นผมมองว่าน่าจะทำได้แล้ว และไม่สมควรที่จะใช้ DRM อย่างยิ่ง ด้วยเหตุที่ว่าในตลาดเครื่องเล่น Portable Media Player มีสัดส่วนเท่าไหนที่รองรับ DRM ที่คุณใส่มากับเพลงที่โหลดมา อย่างเช่น wma ที่แนบ DRM ของ Microsoft นั้น ก็ใช้ได้กับเครื่องเล่นบางรุ่นที่รองรับ WMA DRM ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ใช้กันอยู่ในวงจำกัดอยู่ รวมไปถึง ACC DRM ของ Apple เอง (บริษัทผู้ผลิต iPod) ซึ่งก็มีแต่เครือง iPod ที่เล่นได้เท่านั้น รวมไปถึงการลงทุนกับระบบ DRM ของแต่ละค่ายนั้นก็เป็นเงินสูงมาก เพราะเราต้องพูดถึงค่าลิขสิทธิ์การใช้ระบบ DRM ของค่ายนั้น ๆ ในหลักหลายร้อยล้านบาทแน่ ๆ ลองคิดดูว่าคุ้มหรือไม่กับการลงทุนลงไป แล้วใช้ได้กับคนกลุ่มน้อย ๆ กลุ่มหนึ่งที่มีเครื่องรองรับได้ไม่เท่าไหร่ หรือจะบอกว่าเอาไว้ฟังกับคอมฯ ที่ลงระบบ Windows + Windows Media Player 9  ขึ้นไปที่ติดตั้ง DRM ด้วย ซึ่งมันก็ดูจะแคบลงไปอีก เพราะมันคัดลอกลงใน Portable Media Player ลำบากอีก หรือมีน้อยเครื่องที่รองรับในตลาด ถามว่ามันเป็นผลดีไหมกับการลงทุนไปหลายร้อยล้าน แต่ใช้เวลาคืนทุนนานนับปี

แล้วในเรื่องของการจัดจำหน่ายเพลงออนไลน์นั้น ผมมองว่าการจัดจำหน่ายเพลงนั้น จากประเทศต้นแบบอย่างอเมริกานั้นจะมีการจัดจำหน่ายเพลงเป็นรายเพลงในราคาหนึ่ง และเหมาอัลบั้มอีกราคาหนึ่ง โดยที่พิเศษกว่านั้นคือ เพลงใดที่เป็น single ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว จะมีให้โหลดทันที โดยไม่ต้องรอให้เพลงที่ศิลปินนั้นมีเพลงครบอัลบั้มก่อน แล้วจึงขาย มันทำให้เกิดการสร้างโอกาสของการแข่งขันกับแผ่นผีได้มาก เพราะว่าเพลงที่ออกจะมีได้ทันต่อความต้องการของลูกค้าได้ทันที เช่น วันนี้เพลงจากศิลปินดังจะออก single ทางวิทยุเป็นวันแรกในเวลา 9.00 น. โดยในตอนนั้นทางเว็บค่ายผู้ผลิตเพลงก็เปิดให้ซื้อได้ในเวลา 9.00 น. โดยมีเพลงดังกล่าวเปิดให้สามารถซื้อและดาวน์โหลดได้ทันทีหลังจากที่เพลงดังกล่าวนั้นมีคนฟังจบ โดยมันเป็นการสร้างโอกาสก่อนที่แผ่นผีจะออกมาในอาทิตย์หน้า และคุณภาพเสียงดีกว่าที่แผ่นผีทำด้วย เพราะยังไงแผ่นผีมันก็คงต้องอัดจากวิทยุต่าง ๆ มากกว่าที่จะได้จากต้นฉบับจริง ๆ (นี่คือเรื่องจริงที่ว่าเพลง Single ในแผ่นผีต่าง ๆ นั้นส่วนใหญ่กว่า 95% เป็นเพลงที่อัดจากวิทยุทั้งสิ้น ส่วน 5% มักเป็นเพลงที่หลุดมาจากห้องอัดเอง หรือสถานีวิทยุซึ่งไม่ขอยืนยัน เพราะเป็นข่าวในวงคนฟังเพลงแผ่นผีเค้าเล่ามาอีกที) ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสที่ดี รวมไปถึงเว็บโหลด ringtone ต่าง ๆ ก็มีให้โหลดพร้อมเสร็จ ผมมว่ามันเป็นการสร้างโอกาสที่ใช้ทุนต่ำกว่า และได้ผลตอบรับที่ดีกว่าอีกด้วย ซึ่งยังไงเพลงที่ได้ไปมันก็เร็วกว่าแผ่นผี ในราคาที่น่าจะพอจับได้ที่เพลงละประมาณ 15 - 20 บาท (แล้วลดราคาพวก Rintone ต่าง ๆ ลงเหลือเพลงละ 5 - 10 บาทก็ได้) ซึ่งถ้าราคา 15 บาท/เพลง ถ้าอัลบั้มมี 10 เพลง ซื้อเหมายกอัลบั้มก็เหลือ 99 ก็ได้ ยังไงก็ไม่มีต้นทุนค่าแพ็คเก็จ หรือจัดจำหน่ายอยู่แล้วยังไงก็ได้กำไรมากกว่าอยู่แล้ว (ค่าจัดจำหน่ายต่าง ๆ และค่าแพ็คเก็จต่าง ๆ ก็กินส่วนราคาแผ่นไปแล้วน่าจะประมาณ 40% - 75% ขึ้นอยู่กับการตกลงกัน อันนี้ผมประมาณเอาตามการคาดเดา จากที่เคยขายของมา) ทำให้น่าจะได้กำไรมากขึ้นด้วย แถมมีคนอยากโหลดเพลงใหม่ ๆ ก่อนใครอยู่แล้ว จริงไหม ส่วนมันจะ copy ไปให้คนอื่นหรือเปล่า มันก็อีกเรื่อง เพราะที่ทำแบบนี้เพราะเราต้องตีตลาดแผ่นผีที่คุณบอกว่าคุณภาพแย่กว่าของคุณ โดยราคาที่คุณให้นั้นคุ้มค่ากว่าในเรื่องของเพลงที่สดใหม่กว่า คุณภาพดีกว่า รวดเร็วกว่า แถมด้วยค้นหาได้ง่ายกว่าอีกด้วย

อีกประเด็นคือ เพลงเก่า อย่าลืมว่าคนอยากได้เพลงเก่า ที่เพราะ ๆ ดี ๆ เยอะมากนะครับ การนำเพลงเก่า ๆ มาขายในรูปแบบออนไลน์น่าจะสร้างมูลค่าและตัวเงินได้มากขึ้นให้กับบริษัทเพลง เพราะว่าเพลงเก่าเหล่านี้ส่วนใหญ่ร้านขายเพลงไม่ค่อยเก็บไว้ มักส่งคืนหรือขายลดราคาไปหมด จนหาซื้อไม่ได้แล้ว การเอามาขายในรูปแบบที่บอกเป็นการตีตลาดเพลงเก่าของแผ่นผีได้ดีมาก เพราะแผ่นผีบางครั้งก็หาเพลงเหล่านั้นไม่ได้ด้วย

ซึ่งถ้าจะทำแนะนำว่าระบบการจัดจำหน่ายแบบออนไลน์นั้นสมควรจะมีการทำระบบสารบัญ และระบบค้นหาที่ดีเพื่อการค้นหาเพลงที่ง่ายและรวดเร็วทำให้การซื้อขายเพลงราบรื่นมากขึ้นอีกด้วย

ต่อมาคือเรื่องของบริการเสริมในกรณีที่ซื้อแบบออนไลน์ อย่างผมอยากซื้อเพลงแบบเลือกได้แล้วสั่งอัดลง CD แล้วเอาเพลงต่าง ๆ ที่ได้นั้นเอามารวมเป็นอัลบั้มพิเศษ แล้วสั่งซื้อเป็น CD ของขวัญอะไรพวกนี้ แล้วมีปกเพลงที่เราเลือกเองได้ อย่างการใส่รูปตัวเอง หรือรูปแฟน อะไรพวกนี้ลงไปได้ พร้อมสกีนแผ่นให้ด้วย แล้วมีเลือกแพ็คเก็จดี ๆ สวย ๆ หรือมีส่วนของการเพิ่มรายเซ็นนักร้องคนนั้นใส่ไปด้วย (ยังไงแผ่นผีมันก็ไปขอให้เซ็นให้ไม่ได้อยู่แล้ว) น่าจะทำให้มูลค่าของสินค้าเหล่านี้สูงขึ้น (อาจจะเพิ่มราคาตาม option ที่เลือกไป ตั้งแต่ 150 - 300บาท ขึ้นอยู่กับ option ที่เลือกว่ามากแค่ไหน) ทำให้ดูมันเป็นอัลบั้มเพลงที่คน ๆ นั้นได้เลือกจริง ๆ เพราะเป็นการเลือกเพลงเองของผู้ใช้ซึ่งไม่เหมือนกัน ซึ่งถ้าทำแบบนี้ดี น่าจะทำให้การซื้อขายเพลงแบบออนไลน์ทำรายได้ให้กับศิลปินเพิ่มมากขึ้น แถมการทำอัลบั้มพิเศษเหล่านี้ยังเป็นการทำวิจัยตลาดไปในตัวว่าคนฟังชอบแนวไหนบ้าง รูปแบบแพ็คเก็จแบบไหนที่คนชอบ โดยไม่ต้องมาให้นักวิจัยตลาดออกไปหาข้อมูลเราสามารถหาได้แบบออนไลน์ได้เลย ซึ่งดีกว่ามาก ๆ แถมข้อมูลเที่ยงตรงอีกต่างหาก

คราวนี้คนทำเพลงก็ไม่ต้องทำเพลงให้ครบอัลบั้ม ทำออกมา 1-2 เพลงก็เอาออกขายได้เลย แล้วคนซื้อเป็นคนตัดสินว่าเพลงไหนดีไม่ดี รู้กันไปเลย ไม่ใช่มัดมือชกซื้อให้ครบทั้งอัลบั้ม ฟังอยู่ 2 เพลงอะไรแบบนี้ ซึ่งทำออกมาแล้วขายเลย มันทำให้รายได้ถึงตัวนักร้องและค่ายเพลงได้รวดเร็วด้วย

ตอนนี้คนซื้อต้องการทางเลือกของ format MP3 ที่มากกว่าแผ่นผี (อย่าง VampireS Records ฮ่า …… ) ที่มีทั้งคุณภาพและราคาที่ดี รวมไปถึงทันความต้องการของผู้บริโภคที่จะต้องการเอามาฟัง

ถ้าจะให้ดีใส่ Art Work ลงใน Meta Data ของ MP3 หรือมี Art Work ให้โหลดด้วยก็จะดีนะ ;) เพราะผมฟังใน iPod nano ครับ ไม่มี Art Work มันดูเหมือนกับเพลงไม่มีชีวิตยังไงไม่่รู้ ( -_-’ ซะงั้นอ่ะ )

อ่านเรื่องราวคล้าย ๆ ความคิดผมได้ที่ ถึงคนทำเพลงทุกท่าน ผมมีอะไรจะบอก เรื่อง MP3 และการละเมิดฯ

อ่านความคิดเห็นอื่น ๆ ได้ที่ PANTIP.COM : A4635984 ถึงคนทำเพลงทุกท่าน ผมมีอะไรจะบอก เรื่อง MP3 และการละเมิดฯ [ดนตรี]

หลักการเขียนโปรแกรม 50 ข้อ

เห็นว่าน่าสนใจและดีมาก ๆ เลยนำมาลง (ช่วงนี้รู้สึกว่าตูไม่ได้เขียนเองเท่าไหร่เลยนะ -_-")

  1. โปรแกรมแบบพอเพียง (ทำอะไรให้เล็กที่สุดเท่าที่เป็นไปได้)
  2. ทำสิ่งธรรมดาให้ง่าย ทำสิ่งยากให้เป็นไปได้
  3. จงโปรแกรมโดยนึกว่าจะมีคนมาทำต่ออย่างแน่นอน
  4. ระเบียบ กฎข้อบังคับ เชื่อถือไม่ได้ถ้ามีเพียงหนึ่งโมดูลไม่ปฏิบัติตาม
  5. ตัดสินใจให้ดีระหว่างความชัดเจน (Clearance) กับการขยายได้ (Extensibility)
  6. อย่าเชื่อมั่น Output จากโมดูลอื่น ถึงแม้เราจะเป็นคนเขียนเอง
  7. ถ้าคนเขียนยังเข้าใจได้ยาก แล้วคนอ่านจะเข้าใจได้ยากกว่าแค่ไหน
  8. ค้นหาข้อมูลสามวันแล้วทำหนึ่งวัน หรือจะทำสามวันแล้วแก้บั๊กตลอดไป
  9. จงสร้างเครื่องมือ ก่อนทำงาน
  10. อย่าโทษโมดูลอื่นก่อน โดยเฉพาะถ้าโมดูลอื่นเป็น OS และ Compiler
  11. พยายามทำตามกฎ แต่ถ้ามีข้อยกเว้น ต้องมีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้ประกาศและตะโกนให้ดังที่สุด
  12. High Cohesion Loose Coupling (ยึดเกาะให้สูงสุดในโมดูล และเกาะเกี่ยวกับโมดูลอื่นให้น้อยที่สุด)
  13. ให้สิ่งที่เกี่ยวข้องกันยิ่งมากอยู่ไกล้กันมากที่สุด
  14. อย่าเชื่อโดยไม่พิสูจน์
  15. อย่าลองทำแล้วคอมไพล์ดู ถ้าเราไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์อะไรไว้ (อย่างเช่นปัญหา index off by one)
  16. จงกระจายความรู้เพราะนั่นคือการทำ Unit Test ระดับล่างสุด (ระดับความคิด)
  17. อย่าเอาทุกอย่างใส่ใน UI เพราะ UI คือส่วนที่ Unit Test ได้ยาก
  18. ทั้งโปรเจ็กต์ควรไปในทางเดียวกันมากที่สุด (Consistency)
  19. ถ้ามีสิ่งที่ดีอยู่แล้ว จงใช้มัน อย่าเขียนเอง ถ้าจำเป็นต้องเขียนเอง ให้ศึกษาจากข้อผิดพลาดในอดีตก่อน
  20. อย่ามั่นใจเอาโค้ดไปใช้จนกว่าจะ Test อย่างเพียงพอ
  21. เอาโค้ดที่ Test ไว้ที่เดียวกันกับโค้ดที่ถูก Test เสมอ
  22. ทุกครั้งที่แก้ไขโค้ดให้รัน Unit Test ทุกครั้ง
  23. จงใช้ Unit Test แต่อย่าเชื่อมั่นทุกอย่างใน Unit Test เพราะ Unit Test ก็ผิดได้
  24. ถ้าต้องทำอะไรที่ซ้ำกันมากกว่าหนึ่งครั้ง ก็เพียงพอแล้วที่จะแยกโค้ดส่วนนั้นออก
  25. ทำให้ใช้งานได้ก่อน แล้วค่อย Optimize และถ้าไม่จำเป็น อย่า Optimize
  26. ยิ่งประสิทธิภาพเพิ่ม ความเข้าใจง่ายจะลดลง
  27. ใช้ Design Pattern ที่เป็นที่รู้จักจะได้คุยกับใครได้รู้เรื่อง
  28. อย่าเก็บไว้ทำทีหลัง ถ้ายังไงก็ต้องทำ
  29. Multithreading ไม่ใช่แค่การเพิ่มประสิทธิภาพ แต่มันมาพร้อมกับ Concurrency, Deadlock, Isolation Level, Hard to Debug, Undeterministic Errors
  30. จงทำอย่างโจ่งแจ้ง
  31. อย่าเพิ่มเทคโนโลยีโดยไม่จำเป็น เพราะนั่นทำให้โปรแกรมเมอร์ต้องวุ่นวายมากขึ้น
  32. จงทำโปรเจ็กต์ โดยคิดว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เสมอ
  33. อย่าย่อชื่อตัวแปรถ้าไม่จำเป็น เดี๋ยวนี้ IDE มันช่วยขึ้นเยอะแล้ว ไม่ต้องพิมพ์เอง แค่ dot มันก็ขึ้นมาให้เลือก
  34. อย่าใช้ i, j, k, result, index, name, param เป็นชื่อตัวแปร
  35. ทำโค้ดที่ต้องสื่อสารผ่านเครือข่ายให้คุยกันน้อยที่สุด
  36. แบ่งแยกดีๆ ระหว่าง Exception Message ในแต่ละเลเยอร์ ว่าต้องการบอกผู้ใช้ หรือ บอกโปรแกรมเมอร์
  37. ที่ระดับ UI ต้องมี Catch All Exceptions เสมอ เพื่อกรอง Exception ที่ลืมดักจับ
  38. ระวังคอลัมน์ Allow Null ใน Database ให้ดี ค่ามัน Convert ไม่ได้
  39. อย่าลืมว่า Database เป็น Global Variable ประเภทหนึ่ง แต่ละโปรแกรมที่ติดต่อเปรียบเหมือน Multithreading ดังนั้นกฎของ Multithreading ต้องกระทำเมื่อทำงานกับ Database
  40. ระวังอย่าให้ logic if then else ซ้อนกันมากๆ เพราะสมองคนไม่ใช่ CPU จินตนาการไม่ออกหรอกว่ามันอยู่ตรงไหนเวลา Debug (ถ้ามากกว่าสามชั้นก็ลองคิดใหม่ดูว่าเขียนแบบอื่นได้มั้ย)
  41. ระวังอย่าให้ลูปซ้อนกันมากๆ ไม่ใช่แค่เรื่องความเร็วอย่างเดียว เวลา Debug เราคิดตามมันไม่ได้ (ถ้าเกินสามชั้นก็ไม่ไหวแล้ว)
  42. อย่าใช้ Magic Number ในโค้ด เช่น if( controlingValue == 4 ) เปลี่ยนไปใช้ Enum ดีกว่า เป็น if( controlingValue == ControllingState.NORMAL ) เข้าใจง่ายกว่ามั้ย
  43. ถ้าจะเปรียบเทียบ String ให้ Trim ซ้ายขวาก่อนเสมอ
  44. คิดหลายๆ ครั้งก่อนใช้ Trigger
  45. โปรแกรมเมอร์คือห่วงโซ่สุดท้ายของมลพิษทางความซับซ้อน ดังนั้นหา Project Leader ดีๆ แล้วกัน
  46. มนุษย์ฉลาดกว่าคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรมก็คือการสอนให้คอมพิวเตอร์ฉลาดได้เหมือนเรา (มนุษย์ฉลาดกว่าคอมพิวเตอร์จริงๆ นะ)
  47. จงควบคุมคอม มิใช่ให้คอมควบคุมเรา เราต้องสั่งให้คอมทำงาน ไม่ใช่ให้เราทำงานตามคอมสั่ง
  48. อย่าปล่อยให้ข้อจำกัดของคอม มาจำกัดความคิดของเรา (คอมไม่ดีเปลี่ยนเครื่องเลย :-D)
  49. ยอมรับความคิดของผู้อื่น แต่อย่าออกจากกรอบของตนเอง
  50. หมั่น Save โปรแกรมไว้อย่าสม่ำเสมอ ก่อนที่จะไม่มีโอกาส Save (จะให้ดี Save เป็นแต่ละ Version เลย)


อ้างอิง

ความเป็นไปของยี่ห้อ HardDisk ต่าง ๆ

พอดีว่าอ่านแล้วน่าสนใจมากเลยนำมาบอกต่อครับ

อ้างอิงจาก http://www.pantip.com/tech/coffee/topic/JX1985579/JX1985579.html


ในสมัยก่อน มี HardDisk ยี่ห้อ Seagate,Maxtor,Quantum,IBM,Corner,Wetern Digital และ NEC

ซึ่งต้อนนั้นยี่ห้อ Seagate ขายดีที่สุด และ IBM ขายได้น้อยที่สุด

ในยุคต่อมา Seagate ได้ซื้อกิจการ HardDisk ของ Corner ทำให้ไม่มียี่ห้อ Corner ต่อไปแล้ว

ต่อมา บริษัท LG ได้ควบกิจการ HardDisk ของ Quantum
ทำให้ตอนนั้น HardDisk ของ Quantum มียี่ห้อว่า LG- Quantum

ในปีต่อมา บริษัท LG ได้หยุดควบ HardDisk ของ Quantum ทำให้ HardDisk มียี่ห้อ Quantum เหมือนเดิม

ต่อมา HardDisk ยี่ห้อ NEC ก็ได้เลิกกิจการแผนก HardDisk และเลิกผลิต HardDisk อีกต่อไป เพราะขายไม่ค่อยดี และได้กำไร น้อย

ต่อมามี HardDisk ยี่ห้อใหม่ๆ ออกมา คือ Fujitsu และSamsung
ตอนนั้นยังขายไม่ค่อยออกเท่าไร่

ต่อมา บริษัท HITACHI ได้เข้า TakeOver HardDisk ยี่ห้อ IBM ทำให้ HardDisk ยี่ห้อ IBM ได้เปลี่ยนเป็น ยี่ห้อ HITACHI และ HITACHI เป็นผู้ผลิต HardDisk เพียงแต่ผู้เดียว แต่ยังใช้โรงงานและเทคโนโลยีของ IBM อยู่

ต่อมา HardDisk ยี่ห้อ Samsung ขายดีมากขึ้น เทน้ำเทท่า ทำให้ Samsung ผลิต HardDisk ต่อไป

ต่อมามี HardDisk ยี่ห้อ TOSHIBA ออกมาแต่มักจะทำแบบ Notebook มากกว่าแบบ Desktop PC

ต่อมา HardDisk ยี่ห้อ Fujitsu แบบ Desktop PC ขายไม่ได้ตามเป้า แต่ในขนาดเดียวกันมี Notebook หลายยี่ห้อ ยังใช้ HardDisk ของ Fujitsu อยู่ Fujitsu จึงตัดสินใจยกเลิกผลิต HardDisk แบบ Desktop PC แล้ว แต่ยังคงผลิต HardDisk สำหรับ Notebook ต่อไป

ต่อมา HardDisk ยี่ห้อ Maxtor ได้ควบกิจการกับ Quantum เรียบร้อยแล้ว และให้ Maxtor ผลิต HardDisk สำหรับ Desktop PC และ Notebook และให้ Quantum ผลิต HardDisk สำหรับ Server

ปัจจุบัน HardDisk ยี่ห้อ Seagate ซื้อกิจการ HardDisk ยี่ห้อ Maxtor แต่จะเป็นยังไร เดียวมาเล่าสู่กันฟัง

Beginner’s Essential Guide: How to be a PROs in 90 Days (คู่มือการเป็นเทพใน 90 วัน)

จาก : http://www.pantip.com/cafe/camera/topic/O4373460/O4373460.html

- ไปฝังตัวใน webboard ที่มีคนนิยมมากๆ (ถ้าในโต๊ะกล้องนี่เลือกห้องที่สมาชิกเยอะๆ หน่อย อย่าง นิคอน แคนนอน โอลิมปัส พานา โซนี่)

- เริ่มต้น ตอบกระทู้ไปเรื่อยๆ

- ระยะแรก ให้ไปตอบในคำถามของคนอื่นก่อน เพราะเขายังไม่รู้จักเรา

- เน้นการตอบฟันธง ของคำถามที่ว่า "ซื้อกล้องอะไรดี"

- ตอบให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้

- ตอบ ถูก หรือ ผิด อย่าไปสน คนถาม และคนตอบส่วนใหญ่ ก็ไม่เคยใช้หรอก คุณบอกยังไงเขาก็เชื่อ

- ใครไม่เชื่อก็ช่างหัวมัน คุณเดินหน้าสร้างภาพไปเรื่อยๆ อย่าไปสนอะไร

- ไม่ต้องไปกังวลว่า คุณจะเคยใช้ เคยรู้จัก ไอ้กล้องตัวนั้นมาก่อนหรือไม่ มั่วตอบไปเลย ไม่ต้องสนใจ ไม่มีใครรู้หรอกว่าคุณมั่วตอบ

- สำนวนก็ไปจำมาจากพวกรุ่นเดอะที่อยู่วงการมานาน ลอกข้อมูลบางส่วนจากเขามา สำนวนนั้นอย่าลอก 100% ต้องหาเอกลักษณ์ของตนเองไว้ก่อน
แผนการทำมาหากิน ยังอีกยาวไกล อย่าคิดสั้นเป็น โคลนนิ่งของใคร

- จงพยายาม แสดงอิทธฤทธิ์ ปาฎิหารย์ เมื่อโอกาสอำนวย อะไรก็ได้ ที่คุณเห็นว่า จะแสดงถึงความสามารถอันพิเศษเหนือคนธรรมดาของคุณ แสดงไปเลย
ใครมาค้าน ให้ด่ากลับว่า "ตาไม่ถึง", "ไม่รู้จริง", "เกรียน", "ป่วน" แสดงไปสักพัก จะมีสาวกมาขึ้น ก้มกราบกรานประหลกๆ

- ระยะแรก การยอมรับยังไม่ดีนัก แต่ให้รอประมาณ 3 เดือน ชื่อของคุณจะติดอันดับยอดนิยม และพุ่งขึ้นไปเรื่อยๆอย่างรวดเร็ว

- ปฎิกิริยาลูกโซ่ ก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ คุณยิ่งตอบฟันธงมาก คนก็ยิ่งถามโดยเจาะจงชื่อคุณ
หน้าใหม่ๆเข้ามา เห็นคนอื่นถามคุณมากๆ ก็จะเชื่อไปโดยอัตโนมัติว่าคุณเป็น "เทพ" จุติมาจากสวรรค์ แน่นอน

- หากโดนค้าน โดนแย้ง ให้หาทางด่ากลับทันที ป่วนได้ป่วน ด่าได้ด่า ปลอมตัวเป็นหน้าม้ามาด่า ด่าให้ไอ้คนที่มาคัดค้านคุณ ล่าถอยไปเอง เพราะความเหนื่อยหน่าย

- จำไว้ สถานะของคุณคือเทพ คุณคือความถูกต้อง คุณคือสิ่งที่แตะต้องไม่ได้ คุณว่าอะไรทุกคนต้องเชื่อ ต้องฟัง ต้องทำตาม
ใครไม่เห็นด้วยกับคุณ คนนั้นคือคนเลว คนนั้นคือเล่นไม่เป็น สะเออะมาเถียงเทพอย่างคุณ

- ใน 90 วัน ถ้าคุณทำได้เช่นนี้อย่างเคร่งครัด คุณจะสามารถแจ้งเกิดในวงการได้ทันที

- รอให้เกิดการบ่มตัวที่เหมาะสม สัก 6-12 เดือน คุณค่อยๆวางแผนในการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้

- ผลประโยชน์คือ การเจรจา ขอค่าหัวคิว ขอเปอร์เซ็นต์ ทุกอย่างที่ได้เงิน ทำไปเลย

- หากเป็นไปได้ หาทางไปเป็นนักเขียนในนิตยสาร

- หาทางสร้างชื่อเสียงต่อไป ทีนี้คุณมี "ช่องทางการจัดจำหน่าย" ที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิมแล้ว อย่าลืม เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้มากขึ้นไปอีก

- เปิดตัวต่อคนในวงการให้มากที่สุด คบทุกคนที่ขวางหน้า อย่าขัดแย้งกับใครเด็ดขาด ยกเว้นในกรณีที่มีคนมาโจมตีสถานะความเป็นเทพของคุณ

- หากคุณทำสำเร็จไปอีกระดับหนึ่ง หาทางออกมาตั้งนิตยสารเป็นของตัวเอง เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น
อย่าไปสนใจการขัดแย้งกับทีมงานเดิม มันด่ามา เราด่ากลับ ด่าเสร็จแล้ว ก็ตีสองหน้าว่า "ผมไม่คิดอะไร ผมไม่ถือ ผมไม่ได้ขัดแย้ง ผมให้อภัย ไม่ได้ด่าเขาสักหน่อย"
อ้อนได้อ้อน "ผมโดนโจมตี ผมโดนใส่ร้าย"

- ขอแสดงความยินดีด้วยครับ คุณจบหลักสูตรการเป็นเทพโดยสมบูรณ์แล้ว

นำมาจากบทความของสมาชิกผู้ใหญ่ใน ThaiAVClub.com (รู้สึกว่าจะเป็นคุณ nattapong มั้ง ขออภัยถ้าจำผิด) ดัดแปลงบางส่วน เพื่อให้เข้ากับโต๊ะกล้อง

ใครอยากเป็นเทพมั่งเนี่ย
ถ้าใครอยากเป็นละก็ "เกรียน" ตัวจริงเลยแหละ
ขอมอบประกาศนียบัตรให้ อิ อิ


คลิ้กที่รูปเพื่อดูภาพใหญ่

จากกระทู้ยอดนิยม “Com Sci & Com Eng แตกต่างกันอย่างไร”

สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์
—>เน้นการศึกษาวิชาการที่เป็นแก่นแท้ของวิทยาการคอมพิวเตอร์ ที่จะนำไปใช้ทางใดก็ได้ เช่น สถาปัตยกรรมด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ algorithm (กรรมวิธีในการแก้ปัญหา) ภาษาคอมพิวเตอร์ (คิดค้นภาษาใหม่ หรือปรับปรุงภาษาเก่าให้ดีขึ้น) การสร้างตัวแปลภาษาคอมพิวเตอร์ (Compiler, Interpreter) เทคนิคในการเชื่อมต่อระหว่างฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ เทคนิคในการติดต่อกับมนุษย์หรือผู้ใช้ทั่วไป เทคนิคในการเขียนโปรแกรม เทคนิคในการสร้างระบบปฏิบัติการ (Operating system) เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้สาขาอื่นสามารถนำไปใช้พัฒนางานต่างๆ ได้ตามวิธีการหรือศาสตร์และศิลป์ที่เป็นของตนเอง

สิ่งที่คุณเห็นและใช้อยู่ในคอมพิวเตอร์ทุกวันนี้ เช่น ระบบปฏิบัติการ Windows, ภาษา C++, ภาษา Java, Visual BASIC, Pentium 4 CPU, การใช้เมาส์ชี้วัตถุบนจอเพื่อสั่งคอมพิวเตอร์ เทคนิคในการเขียนและพัฒนาโปรแกรมเชิงวัตถุ หรือ Object Oriented (OO) เหล่านี้เป็นผลพวงของการพัฒนาวิชาการทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ทั้งสิ้น

วิศวกรรมคอมพิวเตอร์
—>เป็นสาขา ที่แตกตัวมาจาก วิศวกรรมไฟฟ้า วิชาสาขานี้จะใช้หลักการทาง Logic เป็น หลักในการปูพื้นฐานการสร้าง Logic ที่ได้มา นอกจากการเรียนรู้เรื่องกฏทาง ไฟฟ้า คณิตศาสตร์ และ Logic พื้นฐานเริ่มตั้งแต่ AND NAND OR XOR เป็น หลัก เพื่อ สร้างกฏแบบแผนใหม่ที่จะนำไปสู่ ผลทาง Logic อีกเช่นกันในการสร้าง ถามว่า เรียนแล้วเป็นไง พื้นก็ จะ เสริมเรื่องวิฃาพื้นฐานคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์เป็นหลัก แต่ไม่เน้นมากนัก เพราะว่า จะเอาเฉพาะส่วนที่สำคัญ ในการจุดเกิด ประกายการเหนี่ยวนำให้ เกิดการ เรียนรู้ศึกษาแผนใหม่ของระบบคอมพิวเตอร์ ส่วนนี้จะเรียนรู้เกี่ยว Hardware เป็นหลัก มีการเขียนโปรแกรมมั้ย มี แต่ จะเน้นแนวคิดที่ใช้งานได้จริงเป็นหลัก ส่วน Human Interface ไม่ลงลึกเน้นเหมือน Computer Science ที่จะเน้นภาษาที่ใช้ในการสร้างการสื่อสารกะมนุษย์ซึ่งเป็นผู้ใช้

พูดง่ายๆ อุปกรณ์ใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่เกิด จาก ฟิสิกส์ กลายมาเป็น ไฟฟ้า กลายต่อมาเป็น อิเส็กค์ทรอนิคส์ และ นำส่วนต่างๆมาประกอบกันตาม Logic พื้นฐานสร้าง Hardware หรือ เครื่องมือใหม่ที่จับต้องได้ เป็นส่วนใหญ่ แต่ Computer Science จะสร้าง ในส่วนของ Software / Data Structure / System Information เพื่อ กำหนด รูปแบบการรวมการประกอบการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ทั้งที่จับต้องได้ และ จับต้องไม่ได้(Software) ที่นำมาสรุปให้เกิดงานที่ดีขึ้น

แต่อย่างไรก็ดี จบแล้ว ทำงานข้ามสาขากันได้ แต่สาขาที่เรียนตรงมาจะได้เปรียบกว่าตอนเริ่มต้น

พื้นฐานของ ComEN ที่ ComSci ก็มีเล็กน้อย
พื้ฯฐานของ ComSci ที่ ComEn ก็มีเล็กน้อย

คุณสามารถเอาพื้นฐานเหล่านั้นมาพัฒนาได้
ปล.ถ้าคุณมีการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

ต่างประเทศ เห็นหลายๆที่ เขารวม ComSci กับ ComEN เป็นสาขาเดียวกันหลายที่แล้ว แต่มี แขนงที่ให้ศึกษาหลายแขนง

Computer Science and Engineering

ชื่อปริญญา ก็คือ

ป.ตรี : Bachelor of Technology ชื่อย่อ B.Tech
ป.โท : Master of Technology ชื่อย่อ M.Tech
ป.เอก : Ph.D

เช่น

Bachelor of Technology in Computer Science and Engineering
Bachelor of Technology in Computer Systems
Bachelor of Technology in Technology Management
Bachelor of Technology in Information Technology

แต่ถ้าในไทยจะเป็น Bachelor of Science หรือ Engineering ขึ้นอยู่กับแต่ละมามหาวิทยาลัย

เมืองไทยปัจจุบัน หลักสูตรของ com sci มัน เน้นไปด้าน com eng ครับ

สำหรับบทความข้างล่างจะพูดถึงด้านของ เป้าหมาย ของศาสตร์ com sci และ com eng มากกว่านะคับ

=================================================

Computer Science เป็น Science จริงหรือ ?

คำตอบคือ ไม่เป็น คำว่า Science นั้น มีความหมายว่า การศึกษาธรรมชาติ โดยการสังเกตุ หรือ การใช้เหตุผล จากตรงนี้ เราจะเห็นได้ว่า Computer science นั้น จริง ๆ แล้ว ไม่ใช่ Science เพราะ Computer ไม่ใช่ ธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นมา ดังนั้น ด้วยเหตุผลที่ Computer Science ยังเป็นการศึกษาเกี่ยวกับ Computer ซึ่งก็คล้าย ๆ ว่า จะเป็น Science ได้ จึงมีการตั้งให้ Computer Science อยู่ในกลุ่มของ Applied Science สิ่งที่เราต้องแยกให้ออกคือ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นใน Computer Science ไม่ใช่สิ่งที่เราค้นพบ แต่เป็นสิ่งที่เราคิดค้นมันขึ้นมา ซึ่งต่างกับ Science เช่น ทุกอย่างใน Physics เกิดจากการค้นพบธรรมชาติ และนั้นแหละจึงเป็นเหตุผลที่เราอยู่ใน Applied Science แต่ไม่อยู่ใน Science

Computer Science ต่างกับ Computer Engineering อย่างไร ?

สิ่งที่แยกของ Computer Science ออกจาก Computer Engineering อย่างชัดเจนคือ Computer Science นั้น เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับ การคิดค้น การก่อตั้ง ทฤษฏี ที่เกี่ยวกับ Computer ส่วน Computer Engineering นั้น เป็นศาสตร์ที่ศึกษา ทฤษฎีเหล่านั้น และนำไปประยุกต์ใช้กับโลกความเป็นจริง งานที่ Computer Science ทำนั้น จะเกี่ยวกับการวิจัยซะมากกว่า เช่น ศึกษาว่า โปรแกรมสามารถทำอะไรได้บ้าง หรือทำอะไรไม่ได้บ้าง, หาวิธีการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ บนโลกนี้, โปรแกรมควรจะเก็บข้อมูลในรูปแบบใด เพื่อที่จะทำให้ค้นหาข้อมูลได้เร็วที่สุด และอื่น ๆ ซึ่ง Computer Science จะศึกษาเรื่องเหล่านี้ และพัฒนาทฤษฏีขึ้นมาเรื่อย ๆ เพื่อให้ Computer Engineering นำไปใช้

ทำไมคนที่เรียน Computer Science กับ Computer Engineering ถึงมักจะทำได้ทั้งสองอย่าง ?

เหตุผลแรก คือ ทุกอย่างที่ Computer Science คิดขึ้นมา มีเป้าหมายเพราะต้องการประสิทธิภาพที่ดีที่สุด เช่น ถ้าเราใช้วิธีการตามทฤษฎีนี้แล้ว เราจะได้ประสิทธิภาพสูงสุด ไม่เหมือนกับ Physics ที่ทุกทฤษฏีที่ค้นพบคือความจริงทางธรรมชาติ เช่น บนโลกของทุกอย่างต้องตกลงสู่พื้น เราจะเห็นว่า ทฤษฎีใน Computer Science นั้นเปลี่ยนแปลงไปเสมอ หากมีคนสามารถสร้างทฤษฏีใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าของเก่าได้ และ เนื่องจาก Computer Engineering เป็นผู้ที่ใช้ทฤษฎีเหล่านี้ เป็นผู้ที่เข้าใจปัญหาในโลกจริงนั้นได้ดีกว่า คนที่เรียน Computer Engineering จึงมักจะคิดทฤษฎีของตนเองด้วย ส่วนคนที่เรียนด้าน Computer Science ก็จำเป็นที่จะต้องรู้ทั้งปัญหาในโลกจริง และทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับ Computer Science ด้วย ดังนั้นคนจากทั้งสองศาสตร์จึงมักจะทำงานแทนกันได้ เพียงแต่มีความรู้หนักไปคนละทางเท่านั้นเอง ในอินเตอร์เน็ทมักจะมีคนกล่าวว่า “Computer Science ไม่ศึกษาเกี่ยวกับ Hardware” คำกล่าวนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด Computer Science มีความเกี่ยวข้องกับทุกอย่างเกี่ยวกับ Computer เช่น com-sci นั้นศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างของวงจร Computer โครงสร้างของ CPU สร้าง โครงสร้าง CPU ใหม่ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเรื่องเหล่านั้นก็เกี่ยวกับ Hardware ไม่ใช่เหรอ ? เหตุผลที่สอง คือ เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนา เราจะเห็นได้ว่า คนที่จบมาเพื่อเป็นนักวิทยาศาสตร์ มักจะไม่มีงานทำ เพราะในประเทศไทย ไม่มีบริษัท หรือ องค์กรที่ทำวิจัยเกี่ยวกับ Computer ดังนั้น Computer Science ในประเทศไทย จึงมักจะสอนให้นักเรียนมีความรู้ด้าน Computer Engineering เป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้กลุ่มคนที่เรียน Computer Science และ กลุ่มคนที่เรียน Computer Engineering ไม่แตกต่างกันมาก จริง ๆ แล้วเป้าหมายสูงสุดของ Computer Science ค่อนข้างชัดเจนนะครับ คือเราเรียน Computer Science เพื่อที่จะเป็น นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ หรือ Computer Scientist นะครับ ไม่ใช่ Programmer อย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจ

สำหรับน้อง ๆ ที่ตัดสินใจจะเข้า Computer Science พี่ก็อยากให้น้องเข้า เพราะสิ่งนี้มันคือสิ่งที่น้องต้องการจริง ๆ นะครับ อย่าเข้าเพียงเพราะมีงานรอเยอะ อย่าเข้าเพียงเพราะประเพณีไทยมันสั่งให้ต้องเข้ามหาลัย อย่าเข้าเพียงเพราะพ่อแม่ต้องการให้เข้า คิดให้ดีว่าน้องต้องการอะไรจากการศึกษา คิดให้ดีว่าน้องต้องการมันจริง ๆ หรือเปล่า ค้นหาตัวเองให้เจอและทำตามที่ใจต้องการ ขอให้น้องทุกคนโชคดีครับ

รวบรวม และเรียบเรียงจาก

http://www.pantip.com/tech/comsci/topic/CT1952225/CT1952225.html

แสบๆ คันๆ !!! Bill Gates เยาะเย้ย Software เถื่อนเมืองไทย กระทบคนไทย โปรแกรมเมอร์ไทยและบริษัทไทยมากกว่า MS

แสบๆ คันๆ !!! Bill Gates เยาะเย้ย Software เถื่อนเมืองไทย กระทบคนไทย โปรแกรมเมอร์ไทยและบริษัทไทยมากกว่า MS

Ref : http://www.pantip.com/tech/developer/topic/DM1851552/DM1851552.html

ข่าวบางส่วนจากไทยรัฐ

ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ยังกล่าวถึงการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในไทยว่า ในส่วนของไมโครซอฟต์เห็นว่าซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ได้ลิดรอนรายได้ของบริษัทเท่าใดนัก หากเทียบกับยอดขายในภาพรวม อย่างในสหรัฐอเมริกานั้น บริษัทตั้งแต่ขนาดกลางถึงใหญ่ ส่วนใหญ่ใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์เท่านั้น นอกจากนี้ไมโครซอฟต์ยังเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจทั่วโลก มีรายได้จากการขายสินค้าให้ประเทศต่างๆ ที่จะได้รับผลกระทบจริงๆ น่าจะเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ในประเทศมากกว่า เพราะบริษัทเหล่านี้มีรายได้จากค่าลิขสิทธิ์เป็นหลัก และส่วนใหญ่ขายในประเทศ

———————————————————

ขออนุญาตสรุป ที่ บิลเกตส์ บอกให้นะครับ

1. ประเทศไทย ใช้ software microsoft เถื่อนทั้งประเทศ เขาก็ยังรวยอันดัน 1 ของโลก

2. มันเป็นการฝึกวินัยผู้ใช้ และ ช่วยเหลือ นักพัฒนา software ของประเทศไทยเอง ว่าควรละอายใจและต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อ software บ้าง มิฉะนั้น อุตสาหกรรม software ในประเทศไม่เติบโตแน่นอน ไม่ต้องคิดไปแข่งในตลาดโลก

สรุป มองเหรียญให้มอง 2 ด้านนะครับ
1. ราคาขายเพื่อสถานศึกษา หรือเพื่อการศึกษา องค์การเพื่อการกุศล หน่วยงารรัฐบาล รัฐบาลน่าจะเจรจา ซื้อ เหมาในราคาถูก ต่ำกว่า 50% จำนวนมากๆ เช่น 1 แสนชุด หรือ 1 ล้านชุด เป็นต้น
2. รณรงค์ให้บริษัท หรือ องค์การที่มุ่งหวังผลกำไร ซื้อ software ของคนไทยให้มากขึ้น
3. สร้างองค์กรอิสระ ที่ยินดีให้ความรู้ ด้านอุตสาหกรรม software ด้านเงินทุนสนับสนุน

เป็นความคิดเห็นที่อยากให้ อุตสาหกรรมนี้พัฒนา

——————————————————-

ผมลืมตอบประเด็นกระทู้ ตอบสั้น ๆ ว่า..บิล เกตต์พูดถูกทุกอย่างครับ ผมตอบตามประสบการณ์ครับ มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ในประเทศไทย เชื่อไหมครับคุณ Haa ว่าโปรแกรมดี ๆ บ้านเรา อย่างแปลไทย อ่านไทย Nod32 ราคาประมาณ 200-250 บาทเท่านั้นเองครับ คนยังไม่ซื้อใช้กันเลย ไปซื้อแผ่นรวมโปรแกรมมาใช้ ถ้าผมเป็นโปรแกรมเมอร์ ผมไม่เอาละ แบบนี้

แต่ส่วนที่ผมพูดถึงเรื่องซอฟต์แวร์แห่งชาติ ผมไม่ได้พูดไปถึงการเขียนโปรแกรมนะครับ ผมแค่พูดถึง user ธรรมดา ๆ นี่แหละ อยากเห็นเราสร้างทางเลือก เพื่อลดต้นทุนในเรื่องลิขสิทธิ์ของประเทศเราเท่านั้นเอง ของฟรี มันก็ธรรมดาครับที่ประสิทธิภาพมันย่อมด้อยกว่า แต่ในลักษณะงานหลาย ๆ อย่าง ผมเห็นว่าเราไม่จำเป็นต้อง MS เสมอไป ถ้ารัฐบาลให้มีการพัฒนาซอฟต์แวร์แห่งชาติได้ บังคับให้นักเรียนใช้ได้ การละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศไทยจะลดลงทันทีเลยไม่น้อยกว่า 50% อันไหนฟรีก็ฟรี อันไหนที่คนใช้เยอะ ก็ควรพัฒนาขึ้นมา ขายในราคาไม่แพงมาก

นี่เห็นด้วยกับตา Bill นะ จริงๆ ผมเป็นคนที่ชื่นชอบคนไอทีหลายๆ คนหนึ่งในนั้นก็ตา Bill เนี่ยหล่ะ หนังสือของเค้าก็ซื้อแทบทุกเล่ม ตา Dell หรือตา Jobs ก็หาๆ อยู่ ได้มุมมองในการทำธุรกิจด้านซอฟต์แวร์เยอะดี

จริงๆ คนไทย ส่วนมากเลย ไม่ได้มองซอฟต์แวร์เป็นสินค้าที่มีไว้ขายครับ แต่เป็นของแถมที่มันมากลับเครื่องมากกว่า คือตอนซื้อคอมฯ ก็ถามเลย มีอะไรให้มั้ง ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องที่คนซื้อเครื่องต้องเสียเงินอยู่แล้ว เพราะว่ามันเป็นแรงสมอง และสองมือในการทำ มันก็เหมือนผลงานของพนังงานขายของนั้นหล่ะ

แล้วร้านขายคอมฯ มันให้กันจนชินแล้วไง มันเลยกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ไป T_T

แล้วคนทำงานด้านซอฟต์แวร์เลยซวยครับ ซวยอย่างแรง เพราะว่าไม่มีใครอยากเสี่ยงทำซอฟต์แวร์กล่อง หรือขายเป็นชิ้นเป็นอันเพื่อเอาชีิวิตรวยจากส่วนนี้ไง เพราะมันขายไม่ได้หรอก มันยากมากเลยหล่ะ แบบว่าเจอ 10 ซอฟต์แวร์ ใน 1 แผ่น ราคา 100 บาท เข้าไปคนทำซอฟต์ไทยก็อ้วกแล้ว เพราะว่าในนั้นมันคือซอฟต์แวร์ที่มีคุณสมบัติที่มันดีกว่า แต่มันละเมิดไง แถมราคาจริงๆ รวมกันทั้งหมดแล้วก็แพงมากด้วยเมื่อเทียบกับคนไทยทำเอง อีกอย่างเพราะว่าทำกันมานาน มันเลยดีกว่า แล้วอย่างงี้เมื่อไหร่ ซอฟต์แวร์ไทยๆ มันจะเกิดหล่ะ ถ้าไม่มีการสร้างคุณสมบัติของซอฟต์แวร์ที่ดีๆ หรือมีก้าวแรกให้กับคนทำซอฟต์แวร์ไทย

หลายคนก็ดีนะ อุดหนุ่น แต่ ……. คือซื้อแท้มา 1 กล่อง แจกซะ 20 คน จบครับ จบ T_T แล้วมันจะได้อะไรขึ้นมาหล่ะ ไม่ชักชวนไปซื้อหล่ะครับ นี่เวลาแนะนำ Software AntiVirus ถ้าคนขอคำแนะนำมีตังหน่อยก็แนะนำ NOD32 ที่มีสิขสิทธิ์ไป ราคาก็ไม่แพง 249 บาทเอง หรือไม่ค่อยมีตังก็ Avast ไป ไม่ ใครจะมาขอ S/N Key ที่ผมซื้อแท้มา นี่ไม่ให้เลยครับ ให้ซื้อเอง นี่กำลังรอเก็บเงินซื้อ S/N Key ของ EditPlus อยู่เพราะว่าใ้ช้งานมันเยอะเหมือนกัน เลยว่าจะซื้อเสียหน่อย -_-”

[PANTIP.COM] - สำหรับผู้ที่คิดจะซื้อ Computer ใหม่หรือ Upgrade อ่านตรงนี้สักนิดนะครับ

เอามาจากบอร์ดเขียวอีกรอบ ไม่รู้ดิเดี่ยวนี้เจออะไรดีๆ เยอะหุๆๆ

สำหรับผู้ที่คิดจะซื้อ Computer ใหม่หรือ Upgrade อ่านตรงนี้สักนิดนะครับ

จริง ๆ แล้วหัวข้อนี้ผมเขียนมาครั้งนึงแล้วแต่ว่าเน้นในเรื่องของการเลือกประกัน แต่ว่าวันนี้จะขอพูดถึงการเลือกในส่วนของ Hardware สักหน่อยแล้วกัน

เริ่มแรกขอออกตัวก่อนว่าผมเองนั้นไม่ได้เก่งอะไร ไปกว่าเซียน ๆ ในห้องนี้เลยนะครับ และก็ต้องขอบคุณทุกคนที่ให้ความรู้ผมทุกครั้งเวลาเข้ามาในที่นี้นะครับ

การเลือกซื้อ Computer นั้นบางคนบางท่านอาจจะสงสัยว่า มีหลักการเลือกซื้ออย่างไร ผมขออธิบายง่ายๆ แบบชาวบ้าน ๆ ให้ฟังดังนี้แล้วกันนะครับ คือปัจจุบันนี้เนี่ย computer ที่เราใช้กันอยู่โดยหลัก ๆ ก็คือ CPU จาก 2 ค่าย ก็คือ Intel และ AMD ในด้านของยอดขายนั้นเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า Intel นั้นเป็นผู้นำทางด้านของ CPU เพราะว่าตัวเลขส่วนแบ่งทางการตลอดนั้นเยอะกว่า AMD อย่างเห็นได้ชัดนั่นอาจเป็นเพราะว่า Intel นั้นมีการใช้ต้นทุนทางด้านการตลาดค่อนข้างสูงกว่า AMD แต่ส่วนของคุณภาพนั้นผมไม่ขอพูดถึง เพราะว่าถ้ามัวมาเถียงในเรื่องประสิทธิภาพนั้น เดวสาวกของค่ายนั้น ๆ จะมาทะเลาะกันอีก แต่ทั้ง 2 ค่ายก็ได้แบ่ง CPU เป็น 2 ระดับก็คือ ระดับบน กับระดับล่าง เอาพูดง่ายๆ อย่างงี้แล้วกันนะครับ ของ Intel ก็จะมี Pentium 4 เป็น CPUระดับบน และ มี Celeron เป็น CPU ระดับล่างหรือพูดให้ดูดีหน่อยก็คือราคาประหยัด ส่วน AMD ในตอนนี้ก็คือ AMD 64 เป็นตลาดระดับบนและ Sempron เป็นตลาดระดับล่าง เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า CPU ทั้ง 2 ค่ายนั้นมีให้ลูกค้าเลือกซื้อดังแต่ CPU ที่ราคาสูง ถึงราคาประหยัด ถ้าทำให้เห็นภาพก็คือ

Intel Pentium4 VS AMD 64
Intel Celeron VS AMD Sempron

ส่วนใครจะตัดสินใจใช้ตัวไหนก็แล้วแต่นะครับ คราวนี้มาดูในส่วนของตัวที่จะมารองรับ การทำงานของ CPU กัน ก็คือ Mainboard นั่นเอง เนื่องจากว่า ทั้ง 2 ค่ายนั้นเป็นคู่ต่อกรอย่างชนิดว่า แทบจะมองหน้ากันไม่ติดเลยก็ว่าได้ เพราะว่า ตัว mainboard นั่นก็ไม่สามารถที่จะใช้ด้วยกันได้แต่เติมสมัยที่การแข่งขันยังไม่สูงมากAMD และ Intel ใช้ mainboard ที่ใช้สถาปัตยกรรมบน mainboard เป็นตัวเดียวกัน ถ้าจำไม่ผิด สถาปัตกรรมสุดท้ายที่ AMD ใช้ร่วมกับ Intel น่าจะเป็น Socket 7 ในสมัยที่ AMD เป็น K6 III
และ Intel เป็น Pentium แต่หลังจากนั้นมาทั้ง 2 ค่ายก็แยกกันใช้สถาปัจยกรรมบน mainboard เป็นคนละตัวกัน เพราะฉะนั้นผู้ซื้อที่เป็นมือใหม่ หรือมือเก่า ต้องศึกษาตรงนี้ให้ดีนะครับ ไม่ใช่ว่า อยากใช้ CPU AMD64 แต่ดันไปซื้อ Mainboard ที่ทำมาใส่ Pentium 4 จะเสียเงินไปฟรี ๆ ส่วนการเลือกซื้อ mainboard นั้น ก็ควรที่จะอ่านหาความรู้ใน board นี้ละครับว่าส่วนใหญ่เค้าใช้ยี่ห้ออะไรกัน และความจำเป็นของเราอยู่ในขั้นไหน อย่างเช่น ถ้าอยากเอาไปเพิ่มความสามารถโดยการ Overclock ก็ต้องเลือก Mainboard ที่ทำมาให้ Overclock ได้หน่อย ไม่ใช่เลือก Mainboard ที่เค้าทำมาเพื่อให้เหมาะสมกับงานระดับธรรมดาเป็น mainboard ราคาประหยัดแล้วพอเอามา Overclock ไม่ได้ ก็มาบ่นมาว่า ว่า Mainboard นั้นไม่ดีมั่งไม่ได้มาตราฐานมั่ง เราซื้อมาให้เพียงพอต่อการใช้งานดีกว่าครับ ผมขอยกตัวอย่างนิดนึง อย่างเช่นถ้าเราใช้ CPU AMD Atlhon 2500+ ถ้าเราต้องการเอามา Overclock ก็อาจจะใช้ Abit AN7 Guru ซึ่งราคาประมาณ 3000 กว่า ๆ แต่ถ้าจะเอาไปใช้งานจริงๆ ไม่ได้จะเอาไป Overclock อะไร เราก็อาจจะใช้ Aslock K7VTA 4 Pro ซึ่งราคาประมาณ พันปลาย ๆ แค่นี้คุณก็ประหยัดไป พันกว่าบาทแล้วนะครับ ถ้าหลาย ๆ ชิ้นรวมกันอาจจะประหยัดไปได้ถึง 4-5000 บาท การประกันก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่คุณขาดไปไม่ได้นะ บางร้าน Ram ถูกกว่าร้านอื่น 100-200 บาท ซึ่งคุณเดินดูมานานแสนนานแล้วเห็นร้านนี้ถูกกว่า ก็เลยซื้อที่ร้านนี้ แต่ปรากฏว่ามารู้ทีหลังว่าเป็น Ram ปลอม อย่างงี้มันช้ำใจมั๊ยครับ เดินก็เมื่อย ถูกกว่าแค่ 100-200 แต่ว่าดันเป็น Ram ปลอมเพราะฉะนั้นก็ต้องศึกษาอีกละครับว่า ตัวไหนปลอมตัวไหนจริง หลักง่ายๆ แบบไม่ต้องคิด ก็คือพยายามซื้อ Ram ที่มีประกันกับบริษัทดัง ๆ รับรองว่า เป็นRam แท้แน่นอนครับ แพงกว่า 100-200 แต่ ทำให้คุณสบายใจ และเวลาเสีย ไม่มีปัญหาอีกด้วย ส่วนตัวอื่นๆ ก็ลองศึกษาดูแล้วกันนะครับว่า ควรจะซื้อให้เหมาะกับการใช้งานของตัวเองอย่างไร เช่นใช้เล่นเกมส์ยิงไข่ หรือว่า เล่น Net ดูหนังโดยแทบที่จะไม่ได้เล่นเกมส์ที่ใช้ความสามารถของการ์ดจอ เยอะๆ เลย ก็ซื้อ VGA ซักประมาณ พันกว่าบาทก็พอ แต่ถ้าจะใช้เล่นเกมส์ที่ใช้ความสามารถของ VGA เยอะ ๆ อันนี้ก็ต้องลงทุนกันอีกก้อนนึงละครับ

ฝากข้อคิดไว้อีกนิดนึง

เราไม่ควรตามกระแสให้มากไปเพราะว่าความต้องการและฐานะของแต่ละคนไม่เท่ากันครับ บางคนพอมีพอกิน เครื่องประมาณสัก 20000 ก็ทำให้มีความสุขได้แล้วครบตามความต้องการ แต่ถ้าเป็นพวกไม่รู้จักพอ อะไรเค้